Luang Prabang Film Festival​ 2017

สรุป
เทศกาลหนังหลวงพระบางครั้งที่ 8
Luang Prabang Film Festival​ 2017
เราได้มีโอกาสไปร่วมงาน 4 วันแรกมา (8-11 ธ.ค. 60) จากการประมวลผลจะขอสรุปดังนี้

[ ภาพรวม ]
เทศกาลหลวงพระบางครั้งที่ 8 แต่เราได้ไปเป็นปีแรกเป็นเทศกาลที่น่าสนใจ จัดช่วงอากาศกำลังเย็นสบาย 19-20 องศา ชมฟรีทุกเรื่อง
ตอนกลางวัน มีจัดฉายในห้องกิจกรรม โรงแรม Sofitel หลวงพระบาง
ตอนกลางคืนก็จะย้ายมาจัดที่ลานกิจกรรมตลาด Night Market ซึ่งเป็นการฉายกลางแปลง
เขาจะขึงจอแล้วก็มีเก้าอี้สีน้ำเงินที่เป็นเอกลักษณ์ของเทศกาลมากมายให้ผู้ชมที่สนใจมาชม

งานช่วงเย็นจะเริ่มตอน 6 โมงกว่า จะมีโชว์การแสดงก่อนฉายหนัง

ซึ่งหนังที่ฉายในกลางแปลงหนัง ส่วนใหญ่จะเป็นหนังไทยหรือไม่ก็หนังลาว
เพราะว่าเป็นสถานที่ Open เพื่อให้ใครที่เดินผ่านไปผ่านมาสามารถดูได้ และเข้าใจง่าย แล้วตรงลานฉายหนัง ด้านหลังจะมีโซนลานเบียร์ มีเบียร์มี Snack ขาย มีให้คนนั่งชิลที่โต๊ะได้ ซึ่งเราว่าเจ๋งดี
ถ้าเบื่อๆ ด้านข้างก็จะมีเป็นตลาด Night Market มีของแบกะดินขายกลางถนน เดินได้แบบยาวมากๆ

มีข้อเสียนิดหน่อย คือ เด็กเยอะมาก ชอบส่งเสียงดัง ส่วนหนึ่งเพราะไม่ใช่โรงหนัง เป็นสถานที่เปิด เด็กเลยวิ่งเล่นกันสนุกสนาน กับไฟโดยรอบสว่างเข้าเข้าตา ซึ่งรบกวนคนดูใช้ได้ ทั้งไฟจากตลาด และไฟจากห้องข้างๆจอ

แต่โดยรวมถือว่าเป็นเทศกาลที่ประทับใจ มีโอกาสจะกลับไปอีกแน่นอน

—————————————————–

[ หนังยาว ]
เทศกาลนี้ ทุกปีจะคัดเลือกหนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาฉาย. ปีแรกที่เราได้มาเทศกาลนี้ก็ได้ดูไป 3 เรื่อง :
1. Women of the Weeping River (2016) จาก ฟิลิปปินส์ / กำกับโดย Sheron R. Dayoc
เรื่องนี้ดูในห้องฉายในโรงแรม เป็นหนังดราม่า สะเทือนอารมณ์ พูดถึงการสังหารหมู่มินดาเนา
เป็นหนังที่ค่อนข้างหดหู่ แต่งานถ่ายภาพสวย บรรยากาศดี เรื่องกดดันนิดนึง เราชอบกลางๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องการเมืองบ้านเค้าเท่าไหร่ เลยไม่ค่อย get เท่าไหร่

หลายเรื่องมีเชิญผู้กำกับมา Q&A ด้วย ทำให้เราได้เจอผู้กำกับ Sheron R. Dayoc ที่มาพูดคุยหลังฉาย Women of the Weeping River (เป็นผกก.คนเดียวที่เราได้ฟัง Q&A ในเทศกาลนี้)
http://www.imdb.com/title/tt3171340

2. ขวัญนาง (2014) จาก ลาว / กำกับโดย Somphong Phondy
ดูกลางแปลง อันนี้เป็นแบบว่าหนังรักบ้านๆ ธรรมดาๆ โปรดักชั่นไม่ค่อยถึงเท่าไหร่ เรื่องก็ไม่ค่อยโอ ก็ดูแบบไม่คิดอะไร คือถ้าว่างมากๆไม่มีอะไรทำถึงดูค่อยดูดีกว่า ถ้าผ่านได้..ผ่านจ้า

3. Rina 2 (2017) จาก บรูไน / กำกับโดย Harlif Hj Mohamad
ดูกลางแปลง เป็นหนังคู่หูแนวเบาสมองไม่ต้องคิดอะไรมาก เป็นหนังที่มาถ่ายทำที่ลาวด้วย แล้วก็มีตัวละครพูดภาษาลาวด้วย ตลก-แฟนตาซี ขำๆไป
http://www.imdb.com/title/tt5950590

* สรุปทั้ง 3 เรื่อง ไม่มีเรื่องไหนชอบเป็นพิเศษ *

ที่เราดูหนังยาวในเทศกาลนี้ได้ไม่เยอะ เพราะเวลาจำกัด+เอาเวลาไปดู Films Around Town
ซึ่งถ้าได้ไปครั้งหน้า และไม่มีข้อจำกัดเรื่องวันกลับ อาจได้ดูหนังเยอะกว่านี้

—————————————————–

[ หนังสั้น ]
นอกจากหนังยาวแล้ว ในงานจะมีโปรแกรมหนังสั้นด้วย ซึ่งมี 4 โปรแกรม
1. VIENTIANALE SHORT FILM COMPETITION
2. VIDDSEE SHORTEE WINNERS
3. THAI SHORTS
4. YOUTH AND AGROECOLOGY SHORT FILM COMPETITION
ซึ่งเราได้ดูหนังสั้นลาวชนะเลิศการประกวดประจำปีจากเวียงจันทน์ 10 เรื่องโปรแกรมแรกโปรแกรมเดียว
ก็ชอบประมาณนึง แต่ละเรื่องก็ดูมีอะไรดี มีทั้งโปรดักชั่นได้ตามมาตรฐาน ต่ำกว่ามาตรฐานบ้าง มีดี มีแย่สลับกันไป แต่คนดูค่อนข้างน้อย เพราะให้ความสนใจหนังยาวมากกว่า

—————————————————–

[ เสวนา ]
นอกจากจะฉายหนังแล้วก็จะมีส่วนของการเสนา PUBLIC DISCUSSION ในหัวข้อต่างๆ ซึ่งมี 4 หัวข้อใน 4 วัน ดังนี้
1. PROTECTING FILMS IN THE AGE OF THE INTERNET
2. MUSLIM VOICES OF SOUTHEAST ASIA
3. SPOTLIGHT ON THAILAND
4. FINANCING YOUR NONFICTION FILM
แต่ที่เราได้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบคือหัวข้อแรกหัวข้อเดียว ซึ่งมีเชิญผู้ดูแลเรื่องสิทธิ์ภาพยนตร์ใน Internet มาพูดคุย
และเนื่องจากปีนี้ทางเทศกาลโฟกัสหนังไทยเป็นพิเศษ ทำให้มีเสวนาหัวข้อ SPOTLIGHT ON THAILAND และเชิญผกก.หนังไทยไปร่วมเสวนาหลายคน ตามที่เคยลงรูปไป แต่ไม่ได้อยู่ฟังจนจบ เพราะว่าต้องกลับกทม.ก่อน

—————————————————–

[ SEA Movie Theater Project ]
ในงานมีการนำเสนอโครงการ SEA Movie Theater Project โดย Philip Jablon ที่ตระเวนถ่ายภาพโรงหนังทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่ออนุรักษ์ไว้ โดยเป้าหมายสูงสุดเพื่อจะทำหนังสือรวบรวมและอาจทำสารคดี โดยเป็นการยืนนำเสนอและพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับผู้สนใจในโซนภาพถ่ายของเขามุมหนึ่งในโรงแรมโซฟิเทล ตามที่เคย Live ลงเพจเมื่อเช้าวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเรามีโอกาสได้ยืนคุยกับเค้าเลยรู้ว่า ในบรรดาประเทศที่เค้าไปตระเวนถ่ายภาพ ปรากฏว่าโรงหนังในไทยเยอะเป็นอันดับต้นๆเลย เลยทำให้เค้าเข้าใจภาษาไทยและพูดได้เยอะทีเดียว และเร็วๆนี้จะมีสารคดีเกี่ยวกับเค้าออกมา โดยนักทำหนังสารคดีชาวไทยที่ทำสารคดีในรายการ ก(ล)างเมือง

—————————————————–

[ TALENT LAB FOR SOUTHEAST ASIAN FILMMAKERS ]
ในงานเทศกาลปีนี้มี 2 Artist Development Programs จัดควบคู่กันไป นั่นคือส่วนของ Pitch หนัง โปรเจ็คไหนที่น่าสนใจจะได้รางวัลเป็ยเงิน 100,000 US Dollar (กับ Workshop สารคดี)
ซึ่งเรามีอกาสได้เข้าไปนั่งฟัง จากคำชวนของพี่เบิ้ล-นนทวัฒน์ นำเบญจพล ผกก.ไทย ที่เคยทำเรื่อง BKKY , สายน้ำติดเชื้อ , ฟ้าต่ำแผ่นดินสู ที่นำโครงการหนังเรื่องใหม่ Doi Boy ไปเสนอ
นอกจากพี่เบิ้ลแล้ว อีกโปรเจคต์ที่เป็นของผกก.ไทย คือ สารคดีเกี่ยวกับเด็กเรื่อง Song of the Homeland ของพี่ปรีชา ศรีสุวรรณ ที่เคย workshop การถ่ายภาพสารคดีที่ไทยด้วยกันหลายปีก่อน แต่โปรเจคต์ที่ชนะคือ
Cat Island (Philippines)
Represented by Siege Ledesma (director, writer) and Ang Alemberg (producer)

+ ตอนที่ไปนั่งดู Pitching เจอน้องเปียโน – พริมริน นางเอกหนังเรื่องหนังสั้นเรื่อง ฝน ใน Long Story Shorts: Lost in Blue ที่ไป workhop ทำสารคดีสั้น AFS-US Documentary Workshop และเคยฝึกงานกับพี่เบิ้ลมานั่งฟังด้วย

—————————————————–

[ Films Around Town ]
นอกจากจะมีฉายหนัง 2 สถานที่หลัก นั่นคือ โรงแรมโซฟิเทลในตอนกลางวัน และที่ Night Market ในตอนกลางคืนแล้ว ช่วงเทศกาลก็จะมี Films Around Town ที่ฉายหนังสั้นตามสถานที่ต่างๆรอบเมืองอีก 7 จุดฉายควบคู่ไปด้วย ซึ่งเราก็ได้ไปชมมาทุกที่ โดยเช่าจักรยาน (ภาษาลาวเรียกว่า รถถีบ) ปั่นไปชม
แต่ละจุด หนังสั้นที่ฉายก็จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานที่ ซึ่งเราก็มี Live ทุกจุดลงเพจเป็นระยะ โดยจะขอสรุปแต่ละที่ตามลำกับการไปชมเป็นตัวหนังสือไว้ดังนี้

1. ศูนย์ศิลปะและชนเผ่าวิทยา
หนังที่ฉายเป็นสารคดีเรื่องเกี่ยวกับชนเผ่า ฉายแต่ละวันไม่ซ้ำกัน ในมุมนึงของคาเฟ่ ข้างๆช็อปขายขายของที่ระลึก. ฉายผ่านทีวีที่อยู่ในตู้ เปิด Loop วนทั้งวัน มีเก้าอี้นั่งดูไม่กี่ตัว .. ตัวหนังเราเฉยๆ ไม่ได้ประทับใจเป็นพิเศษ

2. สถาบันฝรั่งเศส
ฉายสารคดีเกี่ยวกับกสิกรรมการเกษตร ซึ่งก็ไม่ได้ติดใจอะไรเป็นพิเศษ. ฉายผ่านจอทีวี LCD. สถานที่ฉายเป็นห้องโถงเล็ก ไม่มีแอร์ ที่นั่งดูจะเยอะกว่าที่แรกหน่อยนึง

3. Saffron Coffee
เป็นร้านกาแฟเล็กๆ เจ้าของเป็นฝรั่ง ตั้งอยู่ริมน้ำโขง มีหนังสั้นเกี่ยวกับกาแฟเรื่องเดียวสั้นๆไม่กี่นาที เป็นแบบ on demand คือใครสนใจจะดูก็บอกเค้า แล้วเค้าจะพาขึ้นไปนั่งดูมุมนึงของชั้นสอง ผ่าน Mac ตั้งโต๊ะจอใหญ่ (เค้าบอกว่าเราเป็นคนแรกที่ติดต่อขอดูเลย)

4. Big Tree Cafe (อยู่ใกล้ๆกับ Saffron Coffee)
เป็นหนังสั้นเยอรมัน 7 เรื่องคัดสรรโดย RUNNING REEL AND GOETHE-INSTITUTE THAILAND ฉายชั้นสองของร้าน เป็นมุมฉายหนัง ตอนฉายปิดไฟมืด นั่งดูจากจอโปรเจ็คเตอร์ มีเก้าอี้ที่นั่งดูเป็นเรื่องเป็นราว. มีกล้วยฉาบห่อเล็กๆและน้ำดื่มให้ทานฟรี. เจ้าของร้านเป็นผู้หญิง มีสามีเป็น Filmmaker (-> แต่ไม่เจอ). ฉายวันละรอบคือ 5 โมงเย็น แต่เราไปถึงก่อน แล้วพอดีเขาเห็นว่ามีคนมานั่งรออยู่แล้วประมาณ 2-3 คน เลยเปิดฉายเลย
ที่นี่รู้สึกเป็นหนังสั้นจริงๆ และเราประทับใจที่สุด

5. Ock Pop Tok: Heritage Shop
ร้านขายของเก๋ๆที่สินค้าทำจากผ้าต่างๆ มีเป็นพวกเสื้อตุ๊กตา งานหัตถกรรม คล้ายจิม ทอมป์สัน
ด้านหน้าเป็นคาเฟ่ ตอนกลางคืนเปิดไฟสวยงาม เดินเข้าไปหน่อยเป็นเรือนไทย ชั้นบนและชั้นล่างก็โชว์ของขาย โดยหนังสั้นจะฉายผ่านทีวี LCD ในห้องเล็กๆชั้นล่างนี้
หนังที่ฉายเป็นสารคดีเกี่ยวกับการค้นพบโบราณวัตถุในประเทศลาว ซึ่งเรา Enjoy กับมัน และนั่งดูอยู่นานพอสมควร

6. Friends Visitor Center (โรงหมอเพื่อนลาวสำหรับเด็กน้อย)
ฉายสารคดีเกี่ยวกับโรงพยาบาล .. สัมภาษรืหมอ จิตอาสาที่ช่วยเหลือเด็ก
ที่ฉายเป็นตึกแถวริมถนน (อยู่ตรงข้ามกับที่ 1.) ชั้นข้างล่างจะเป็นส่วนขายของ เอาเงินสมทบทุนช่วยเหลือเด็ก แล้วเดินตรงไปข้างในจะเป็นเหมือนห้องสำหรับฉายหนัง มีเก้าอี้ยาวๆให้นั่งดู ตอนฉายก็ปิดไฟ
ส่วนชั้นเป็นแกลอรี่ โชว์ภาพถ่าย ซึ่งเราก็เดินขึ้นไปดูก่อนกลับ

7. @my library
ที่สุดท้าย เข้าไปในซอยลึกนิดๆ อยู่ในชุมขน. ไปถึงติดพักเที่ยง ประตูปิด ก็รอแปปนึง จนบ่ายโมงเขาก็เปิดประตูข้างหน้าออกมา และบอกว่าทางเข้าอยู่ข้างหลัง เราก็ไม่รู้ เลยเดินไปเข้าข้างหลัง
เข้าไปถึง ก็พบว่าบ้านไม้ 2 ชั้นหลังนี้เหมือนเป็นห้องสมุดชุมชน มีเด็กนักเรียนนั่งเล่นคอม ในโซนคอมด้านล่าง (มีหลายเครื่องอยู่) ด้านบนก็จะมีตู้หนังสือมากมาย มีโต๊ะให้นั่งอ่าน บรรยากาศห้องสมุด มองออกไปด้านหลังเห็นแม่น้ำ วิวสวยดี
ที่นี่เป็นหนังสั้นลาว on demand นั่งดูได้ตามอัธยาศัย ไฟล์อยู่ในคอม Mac มีหลายเรื่องให้เลือกชม. นี่ก็เป็นอีกที่ถัดจาก Big Tree Cafe ที่ดูเป็นหนังสั้นจริงๆหน่อย

* สรุปชอบ Big Tree สุด , รองลงมาเป็น @my library *

—————————————————–

นอกจากไปร่วมเทศกาลแล้วแล้ว เราก็ได้มีโอกาสแวะชมสถานที่ไฮไลท์+สำคัญด้วย นอกจาก Night Market แล้วก็มี พระธาตุพูสี , วัดเชียงทอง , พระราชวังหลวงพระบาง (Royal Palace Museum) , ร้านเหล้า Utopia ที่ตอนกลางวันก็เปิดแต่ขายอาหารทั่วไป ซึ่งคนละบรรยากาศเลย มีฝรั่งมานอนอาบแดดริมแม่น้ำโขงเยอะเลย , ตลาดเช้าในตัวเมืองหลวงพระบาง (ตลาดทาหื่อเหม๋) และร้านขายดีวีดีหนัง ที่เรา Post ลงเพจไปเมื่อวันก่อน
แล้วก็ยังได้ตักบาตรเข้าเหนียวพระเดินเป็นทางยาวในตอนเช้า แต่มีที่ติดใจคือได้เข้าไปร้านอาหารตามสั่งริมถนนร้านหนึ่ง สั่งอาหาร 2 จานทำง่ายๆคือข้าวราดผัดกระเพราได่ และไข่กระทะ แต่พอคิดเงินโดนไป 200 บาท สงสัยเห็นเป็นชาวต่างชาติ!? โคตรเคืองเลย (จริงๆคิดว่าเต็มที่ควรจานละไม่เกิน 80)
ที่หลวงพระบาง อาหารการกินเหมือนของไทยเลย รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ ลาวมีเหมือนไทยเป๊ะ แม้กระทั่งทีวี ลาวก็รับสัญญาณจากไทย ทำให้เราดูอะไร เค้าก็ได้ดูหมด แต่บางอย่างที่ลาวมี แต่ไทยไม่มีก็มีนะ

ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาถึงตรงนี้
ครั้งหน้าเราจะลงพื้นที่สำรวจเทศกาลหนังอะไร โปรดติดตามนะค้าบ

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.lpfilmfest.org
ภาพประกอบ http://www.facebook.com/pg/FilmClubRepublic/photos/?tab=albums

#LPFF2017

Advertisements

CHULAYARNNON SIRIPHOL / TEN YEARS THAILAND

พี่เข้ – 1 ใน ผกก. Thai Aurora !

TheBold.One

ในเมืองไทยมีศิลปินที่เลือกใช้สื่อทางวิดีโอและการแสดงทัศนศิลป์อยู่ไม่มากนัก และหนึ่งในนั้นที่เรียกได้ว่าเป็นศิลปินที่ผลิตผลงานคุณภาพ มีซิกเนเจอร์ชัดเจน โดยเฉพาะการเลือกตั้งคำถามกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในปัจจุบันมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตงานได้อย่างมีชั้นเชิง ก็คือ เข้ จุฬญาณนนท์ ศิริผล ที่เรามักจะเห็นชื่อของเขาปรากฎตามเทศกาลงานศิลปะทั้งในและต่างประเทศอยู่อย่างต่อเนื่อง กับครั้งนี้ที่เข้ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งใน 5 ผู้กำกับของโปรเจ็กต์ TEN YEARS THAILAND โปรเจ็กต์ใหญ่ระดับเอเชียที่เปิดกว้างให้เขาได้ใช้จินตนาการในการตั้งคำถามและหาคำตอบได้อย่างเต็มที่

18766772_748231248678302_5966975861225369811_oการปรากฎตัวในชุดมัธยมชายญี่ปุ่น
– จริงๆ แล้วมันมาจากโปรเจ็กต์ที่เคยทำ ชื่อว่า ข้างหลังภาพ (Behind the Painting) ซึ่งเริ่มต้นจากที่เรากำลังจะได้ไปเป็นศิลปินในพำนัก (Artist in Residency) ที่เมืองอาโอโมริ ประเทศญี่ปุ่น จากการที่เราเสนอโปรเจ็กต์ไปว่าเราจะหยิบวรรณกรรมไทยเรื่อง ข้างหลังภาพ ที่เคยมีการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์กลับมามองในมุมใหม่ ซึ่งหนึ่งในตัวเอกของเรื่องก็คือ นพพร นักศึกษาชายไทยที่ศึกษาอยู่ที่ญี่ปุ่น เราไปได้ชุดนักเรียนมัธยมญี่ปุ่นจากร้านมือสอง ก็เลยใช้ทั้งในโปรเจ็กต์ที่ทำและในชีวิตจริงด้วย เพราะเราว่ามันก็เรียบร้อยดี

IMG_9586ถ้าไม่ใช่นักเรียนญี่ปุ่น เข้จบการศึกษาจาก
– สถาบันฯ ลาดกระบัง สาขาภาพยนตร์และวิดีโอ เราเริ่มทดลองทำวิดีโอแนวนี้ตั้งแต่มัธยม ชอบและสนใจในกระบวนการสร้าง เลยเลือกศึกษาต่อ แต่พอเรียนไปเรื่อยๆ ช่วงประมาณปี 3 – 4 เป็นช่วงที่เราเรียนรู้กระบวนการทำงานภาพยนตร์มากขึ้น ทุกตำแหน่งมีความสำคัญหมด และในการเรียนคือทุกคนต้องหมุนเวียนเปลี่ยนไปทำหน้าที่ต่างๆ ที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่ถนัดหรือเป็นความสนใจด้วย ซึ่งน่าจะเป็นกระบวนการที่ทำให้เรารู้ว่าเราไม่เหมาะกับการทำภาพยนตร์แบบเล่าเรื่องที่ต้องมีตัวละคร มีโครงสร้างโครงเรื่องต่างๆ และอีกส่วนหนึ่งก็คือชอบงานที่สามารถทำคนเดียวหรือสเกลเล็กแบบ 2-3 คนมากกว่า เพราะมันเหมาะกับกระบวนการการสร้างสรรค์งานศิลปะของเรามากกว่าด้วย

งานทัศนศิลป์ (Visual Art) หรือ งานภาพยนตร์
– เราเริ่มจากการทำหนังสั้น ทำมาหลายเรื่องพอสมควร โดยส่วนใหญ่จะเป็นงานสารคดีกับงานทดลอง ทำประกวดบ้างหรือไม่ก็ส่งเทศกาลต่างๆ บ้าง แล้วก็ค้นพบว่าส่วนใหญ่จะเป็นงานทดลอง ซึ่งมันก็จะมีพื้นที่อีกแบบหนึ่งที่เหมาะกับการแสดงผลงานแบบนี้ นั่นคือการจัดแสดงเป็นนิทรรศการในแกลเลอรี่ กลายเป็นว่าผลงานของเราสามารถอยู่ได้ทั้งในแกลเลอรี่และเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ ด้วย จริงๆ เราว่ามันเป็นโจทย์คนละแบบ อย่างมีงานบางชิ้นที่เราก็ออกแบบมาเพื่อให้เป็นภาพยนตร์สั้นเท่านั้น หรือบางงานก็ออกแบบมาให้เป็นวิดีโอที่ฉายในแกลเลอรี่ ดังนั้นกระบวนตั้งต้นในการการออกแบบงานก็แตกต่างกัน อย่างภาพยนตร์สั้นมันก็ต้องการออกแบบเส้นเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละครต่างๆ ต้องระบุสถานที่ และก็ต้องมีการดำเนินเรื่อง แต่สำหรับงานวิดีโอสำหรับแกลเลอรี่จะต้องเน้นที่คอนเซ็ปต์มากกว่า โดยเราเลือกนำเสนอผ่านภาพเคลื่อนไหวทั้งหมด

อย่างงานล่าสุดที่กำลังจัดแสดงที่ SAC
– ชื่องาน Planking & Blinding ชิ้นนี้เหมาะกับอยู่ในแกลเลอรี่มากกว่า เพราะงานที่อยู่ในเทศกาลภาพยนตร์ คนดูจะต้องดูภาพยนตร์ตั้งแต่ต้นจนจบ จาก 1 ไปถึง 10 โดยที่ไม่ได้ลุกไปไหน แต่สำหรับผลงานในแกลเลอรี่ เราไม่สามารถกำหนดคนดูได้ว่าเขาจะได้ดูช่วงไหน ดูเมื่อไหร่ หรือเริ่มดูตรงจุดไหน เพราะฉะนั้นตัววิดีโอที่ปรากฏออกมาก็ควรจะต้องไม่ยาวมาก เดินผ่านมาดูเพียงแค่นาทีเดียวก็สามารถเข้าใจแมสเสจได้

Planking & Blinding
– มันเกิดจากที่เราคิดว่า ความจริงมันมีหลายชุดซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเชื่อว่ามันจริง ทั้งยังต้องอยู่ในบริบทใดๆ อีก เพราะฉะนั้น เราจึงไม่สามารถตัดสินความจริงชุดใดชุดหนึ่งได้ว่าเป็นความจริงแท้ อย่างงาน Planking เราก็ทำช่วงที่การทำ Planking กำลังเป็นที่นิยม แล้วเราก็รู้สึกอยากเล่นด้วย แต่ก็ไม่อยากเล่นเฉยๆ ก็เลยทำเป็นวิดีโอ Planking ในที่ต่างๆ ทุก 8 โมงเช้าและ 6 โมงเย็น ช่วงเวลาของเพลงชาติ ภาพที่ออกมาก็จะเห็นคนที่กำลังหยุดยืนอยู่รอบๆ ส่วน Blinding จะเป็นช่วงประกาศเคอร์ฟิว เราออกมาถือกระดาษเปล่าสีขาว ไปปรากฎตัวอยู่ตามที่ต่างๆ ที่เคยมีการชุมนุมมาก่อน ซึ่งตอนถ่ายก็มีตำรวจมาถามว่า ทำอะไร เพื่อนที่เป็นช่างภาพก็เลยตอบไปว่า “ถ่ายหนังรักอยู่ครับ”…

View original post 244 more words

หิมพานต์ อวตาร (2017)

Himmapan Avatar” เป็นโชว์ 4 มิติ อ้างอิงจากตำนาน “หิมพานต์ ทั้งสัตว์และสถานที่ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่น่าจะรู้จักหรือคุ้นเคยดี. ด้วยเทคนิคลม-พายุ-ฝนเปียกจริง และมีนักแสดงว่าเล่นกับคนดูราว 45 นาที จากนั้นก็จะให้เราเดินมาอีกห้องหนึ่งคือ ห้องป่าหิมพานต์ เพื่อดูโชว์ซึ่งเป็นเรื่องที่ดำเนินต่อจากห้องเธียเตอร์อีกประมาณ 10 นาที แล้วก็จบ จากนั้นก็เปิดโอกาสให้คนดูถ่ายรูปกับนักแสดง

โดยรวม โชว์นี้อลังการทั้งชุดคอสตูมและการออกแบบงานสร้าง เทียบเท่าระดับโลกได้สบาย แต่ถ้าเทียบกับ Kaan Show ที่พัทยา .. การแสดงบนเวที Kaan Show เหนือกว่า เพราะมีการเล่นกับคนดู มีหุ่นตัวใหญ่ มีสัตว์ ในขณะที่ Himmapan Avatar บนเวทีจะลูกเล่น+ความอลังการน้อยกว่า Kaan นิดนึง แต่ HMP ก็มีหุ่น (พญานาค ที่ไม่ใหญ่มาก) และด้านหลังที่เป็นจอขนาดใหญ่เหมือนกัน

และจุดหนึ่งที่ Kaan Show ไม่มีคือ การมีอีกห้องหนึ่ง (ป่าหิมพานต์) รวมถึงลูกเล่นทางเข้าโรงละคร .. ทางเดินเข้าโรงละคร HMP เนรมิตเป็นถ้ำ มีนักแสดงสวมบทบาทยืนอยู่ตามทางเดินในถ้ำด้วย ซึ่งทำให้คนดูส่วนร่วมกับโชว์จริงๆ .. สรุปว่าชอบพอๆกัน เพราะมีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้วทั้ง 2 โชว์ เด็กๆน่าจะชอบและประทับใจ เพราะเต็มไปไปด้วย Effect และการแสดงที่มีสีสัน

(ที่ HMP ไม่มีช็อปที่ระลึก เหมือน KAAN / มีเพียงสมุดภาพที่ระลึกจำหน่ายอย่างเดียวน้ะ)

Show DC
08.10.17

Tomorrow I Will Date With Yesterday’s You (2016)

Tomorrow I Will Date With Yesterday’s You
(Takahiro Miki / 2016)

ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ … ?

เรื่องราวของคู่รักคู่หนึ่งที่มีเวลาชีวิตสวนกัน ดำเนินคู่ขนานกันไป .. ฝ่ายชายมีเวลาเดินหน้า ส่วนฝ่ายหญิง มีเวลาเดินถอยหลัง. นับว่าเป็น Big Idea ที่น่าสนใจ ตัวหนังนำเสนอออกมาได้น่ารัก-โรแมนติกตามสไตล์และตามมาตรฐานหนังญี่ปุ่น + ภาพฟรุ้งฟริ้ง งดงาม. บทสรุปค่อนข้างเศร้า. นึกถึง The Curious Case of Benjamin Button (2008) ที่ไอเดียคล้ายกัน แต่หลายองค์ประกอบ Epic กว่าเพราะเป็น Hollywood สร้าง

นักแสดงนำทั้งสองคนดูเคมีเข้ากันดี. ประเด็นที่ได้รับคือ ถ้าเราล่วงรู้ถึงอนาคต เราจะดำเนินชีวิตไปตามสิ่งที่เห็นล่วงหน้าหรือไม่ .. หรือเราจะกำหนดทางเดินชีวิตใหม่ของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามแผนในอนาคต

ระหว่างการไม่ได้รู้จักความรัก กับ ถ้ามีความรักแล้วต้องเจ็บปวดในท้ายที่สุด .. คุณจะเลือกแบบไหน?

สรุปคือชอบเรื่องนี้ประมาณหนึ่ง แต่ไม่ถึงกับชอบมาก ◡̈

(หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาดูเพราะมีรุ่นน้องที่กำลังเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่นแนะนำมา)

————–

* สร้างจากหนังสือนิยายชื่อเดียวกัน เขียนโดย Takafumi Nanatsuki
* เข้าฉายบ้านเราเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
* ตัวอย่างภาพยนตร์ : https://youtu.be/QViRFUq5wPs

Live Like Missing (2015)

Live Like Missing
(2015 / กานต์ชนิต โพธิ์สวัสดิ์)

ภาพยนตร์ความยาว 60 นาที เล่าถึง “เพิร์ธ” เด็กหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบมาหาลัยกับความรู้สึกที่มีต่อสิ่งที่เขาพบเจอหลังจากเรียนจบ สะท้อนผ่านการเลี้ยงดูของแม่, ที่อยู่อาศัยกับความเป็นส่วนตัว. เพราะบ้านที่เป็นโรงงานเลยทำให้มีกล้องวงจรปิดที่เป็นเหมือนกับเป็นการจับตาดูเขาอยู่ตลอด โดยปราศจากความเป็นส่วนตัวในชีวิต เป็นสาเหตุให้เขาเกิดการต่อต้าน ตัวอย่างเช่น ฉากที่เพิร์ธสูบบุหรี่ในบริเวณที่ไม่มีการจับภาพจากกล้องวงจรปิด

Life Like Missing เหมือนเป็นบันทึกความทรงจำของผู้สร้าง จากการที่ตัวละครย้อนกลับไปที่บ้านเก่าคราวที่เคยอยู่สมัยเด็ก เมื่อเห็นถึงข้าวของเพิร์ธก็ย้อนนึกถึงเรื่องราวในอดีต .. ในขณะที่บทสรุปก็พูดถึงอนาคต กับบ้านหลังใหม่ที่กำลังก่อสร้างขึ้นโดยแม่ที่เลี้ยงดูเขามา (แต่ดูเหมือนไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่) แม่คาดหวังไว้ว่าการสร้างที่นี่จะเป็นอนาคตของเพิร์ธ แต่เขาอยากจะไปเรียนต่อต่างประเทศมากกว่า

มันทำให้เราย้อนนึกว่า บางทีการกระทำของเราอาจจะไปครอบงำ (ความคิด) หรือ บงการชีวิตของคนอื่นโดยไม่รู้ตัวอยู่หรือเปล่า .. แม่ควรจะปล่อยให้ลูกได้เป็นในสิ่งที่เค้าอยากเป็น ให้เค้าได้มีวิถีชีวิตแบบที่ต้องการ ได้คิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง .. เพราะสิ่งที่ชอบคิดและชอบทำ จะเป็นตัวกำหนดความเป็นตัวเราขึ้นมาในที่สุด

Ps. นักแสดงทุกคนในเรื่องแสดงได้เข้ากับคาแรคเตอร์ที่ได้รับมั่ก ◡̈

ลับแล, แก่งคอย (2009)

ลับแล, แก่งคอย
(อุทิศ เหมะมูล / 2552)


เป็นวรรณกรรมยาว 400 กว่าหน้าที่อ่านจบในรอบหลายปี. สาเหตุที่หยิบขึ้นมาอ่านเพราะกิตติศัพท์ที่ได้ยินจากคนรอบข้าง + การันตรีรางวัล S.E.A. Write Award เลยมุ่งมั่นตั้งใจว่าเล่มนี้ยังไงต้องอ่านให้จบให้ได้. แล้วเราก็ใช้เวลาประมาณสัปดาห์กว่าก็สำเร็จดังที่ตั้งใจ. ทั้งที่หากเป็นสมัยก่อน (ช่วงเรียน หรือมีเวลาว่างเยอะกว่านี้) คงจะอ่านรวดเดียวจบ เต็มที่ไม่เกิน 2 วัน .. และ ลับแล, แก่งคอย ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง

หนังสือแบ่งออกเป็น 5 ภาค. เมื่ออ่านจบภาคที่ 1 ก็เริ่มสงสัยว่าต้องการจะเล่าอะไรกันแน่.. ทำไมดูเป็นบันทึกเหตุการณ์ในชีวิตของผู้เล่า และคนรอบข้างเยอะจัง แล้วยังเป็นการลงดีเทล อ้างอิงจากข้อมูล, สถานที่และเหตุการณ์จริง (และจะเป็นเช่นนี้ตลอดทั้งเรื่อง)

หลังจากอ่านไปเรื่อยๆก็เริ่มจับทิศทางได้ว่า อ๋อ มันเป็นเรื่องเล่าจากตัวละครเด็กชายชื่อ “ลับแล” ที่แม่พามาส่งตัวให้อยู่กับหลวงตาในวัดแห่งหนึ่ง ด้วยสาเหตุบางประการ ซึ่งลับแลได้เล่าถึงประวัติจุดกำเนิด, ความเป็นมาของทั้งพ่อและแม่, ถิ่นฐานที่อยู่, เหตุการณ์สำคัญในชีวิตตั้งแต่เขาเกิดจนถึงปัจจุบัน

ชื่นชมผู้เขียนที่สะท้อนเรื่องวิถีชีวิตคนชนบท, การเมืองไทย, การเลี้ยงดูลูก, ความเชื่อ, สิ่งศักดิ์สิทธิ์และไสยศาสตร์, วัฒนธรรม, ขนบธรรมเนียมท้องถิ่น (ลับแล & แก่งคอย) นำเสนอออกมาอย่างเห็นภาพชัดเจน. จนบทสรุปสุดท้าย ถึงกับทำให้เราอยากย้อนกลับไปเริ่มต้นอ่านใหม่อีกรอบ เพื่อจับว่าสิ่งที่เด็กชายลับแลเล่าให้หลวงตาหรือผู้อ่านฟัง ตรงไหนเป็นเรื่องโกหกที่สร้างขึ้น ตรงไหนเป็นเรื่องจริง

สาเหตุที่ไม่จริง เพราะบางเหตุการณ์ที่ลับแลเล่านั้นมีการสร้างตัวละครแก่งคอยขึ้นมาจากจินตนาการของเขา โดยเล่าถึงแก่งคอยที่ปรากฏในหลายเหตุการณ์อย่างเป็นตุเป็นตะ ทั้งที่ “แก่งคอย” พี่ชายต่างแม่คนนี้ เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ 5 ขวบ. นำไปสู่ฉากขับไล่วิญญาณแก่งคอยที่สิงอยู่ในร่างลับแลภายในโบสถ์ตอนท้ายเรื่อง ที่อ่านแล้วขนลุก. รวมถึง Anti-Ending ที่กลายเป็นว่าผู้เขียนก็คือตัวลับแลเอง ที่ย้อนรำลึกความทรงจำของตัวเองครั้งเยาว์วัย และจบแบบทิ้งคำถามชวนสงสัยไว้ให้คนอ่านไปคิดต่อ ซึ่งก็แล้วแต่จะตีความกันไป

เราชอบ..เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว, การเลี้ยงดูของครอบครัวนี้ คือพ่อดูเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือผู้บังคับบัญชาจริงๆ เป็นคนมีวินัย, ระเบียบ, เป็นผู้นำของบ้าน แม้จะดูโหดร้ายกับลูกไปบ้าง (ถึงขั้นลงไม้ลงมือ) แต่ก็เพราะอยากให้ลูกเป็นคนดี รวมถึงการวางแผนอนาคตให้ลูกแบบเสร็จสรรพ (เกินไปหน่อยมั้ย?) เชื่อว่าประเด็นเหล่านี้น่าจะโดนใจหลายครอบครัวอยู่ // ส่วนคาแรคเตอร์แม่ที่ติดการพนัน ก็เป็นคนที่อดทนอยู่กับพ่อและสู้ชีวิต จนต่อมามีปัญหากันอย่ารุนแรงและถึงขั้นสาปแช่งให้สามีตาย

อีกสิ่งหนึ่งที่ชอบคือ ความเชื่อเรื่องผีสาง และต้นแหนที่อยู่ริมถนนมิตรภาพ แต่ในที่สุดก็ต้องถูกโค่นเพื่อเทคอนกรีตขยายถนน ทำให้เราพบว่าสิ่งที่ได้อ่านทั้งหมดนี้เป็นเหมือนการบันทึกเหตุการณ์ในห้วงเวลาหนึ่งไว้.. ทำให้ได้เห็นวิถีชีวิต,  วิธีคิดของผู้คนตัวเล็กๆ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นความทรงจำ เพราะถูกวัน-เวลาและความเจริญเคลื่อนผ่านเข้ามาแทนที่แล้วทับถมสิ่งนั้นจนหายไป เหลือไว้เพียงตัวหนังสือในเล่มนี้เป็นประวัติให้เรารำลึกถึง

ลับแล, แก่งคอย มีวิธีการนำเสนอแบบเรื่องเล่าถึงครอบครัว โดยอ้างอิงจากความทรงจำและชีวิตของผู้เขียนในวัยเด็ก ซึ่งเล่าแบบหลายมุมมอง โดยมีการกลับมาเล่าซ้ำเหตุการณ์เดียวกันอีกครั้งในมุมมองคนอื่น กลับไปกลับมา  .. ด้วยเรื่องเล่าของครอบครัว ผนวกรวมเข้ากับความปรารถนาของผู้เขียน.. การศึกษาในสาขาศิลปะ, เพื่อน, ความรัก, และเพศสภาพ ถือว่าเป็นการผสมผสานออกมาได้อย่างลงตัว

สิ่งที่ได้ และนำมาคิดต่อหลังอ่านจบคือ เมื่อเราทุกคนผ่านเหตุการณ์หรือเรื่องร้ายๆในชีวิตมา เราเลือกที่จะจดจำหรือเก็บมันไว้ขนาดไหน? และถ้าหากว่าในเหตุการณ์นั้น เรามีส่วนผิด .. เราเลือกที่จะหลีกหนีปัญหา บ่ายเบี่ยงและหลบเลี่ยงความเจ็บปวด หรือกล้าเผชิญหน้า และยอมรับสิ่งที่เราทำลงไป … หากเลือกอย่างแรก เราก็จะอาจไม่ได้รับการเยียวยา, ไม่เกิดบทเรียนและความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น จนมันอาจกลายเป็นปมฝังใจเราไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต.

มณเฑียร มอลล์
22:48 น. / 5 ต.ค. 60

 

 

2,565 (2015)

2,565

       
ต้น เด็กหนุ่มวัย 18 ในช่วงมรสุมชีวิตที่พ่อมีปัญหาธุรกิจ ทำให้ปีหน้าต้องย้ายจากโรงเรียนเอกชนอินเตอร์ไปโรงเรียนรัฐบาล ตัวเองมักมีปัญหากับแม่ แถมแฟนยังมาขอเลิก ทำให้เขาคิดฆ่าตัวตาย แต่แม่มาเห็นเข้าพอดี จึงพาต้นไปอยู่บ้านน้องสาว (น้า) ที่ต่างจังหวัด ในขณะที่เธอและสามีต้องเดินทางไปทำธุระที่ต่างประเทศเป็นเวลาร่วมเดือน

ที่บ้านน้า ต้นได้เปลี่ยนแปลงตัวเองที่จะนำมาซึ่งการยุติปัญหาที่มีกับแม่ได้ นั่นคือการได้ลงมือทำอะไรด้วยตัวเอง อีกทั้งได้พบคนที่เข้าใจเขาและทำให้เขารู้สึกดีอย่าง ‘น้าจิต’ นักจิตวิทยา ที่ทำให้เขารู้ความลับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับแม่ แท้จริงแล้วมาจากตัวพ่อ-แม่ของแม่เองที่เลี้ยงดูแม่ให้มีบุคลิกเช่นนี้ เข้าใจว่าส่วนหนึ่งของการที่แฟนบอกเลิกมาจากนิสัยของเขาที่ได้รับมาจากการเลี้ยงดูของแม่(ต่อมาอีกที)โดยไม่รู้ตัว … ‘น้องเจได’ ลูกน้าจิต วัยกำลังซน ผู้มี ‘ยาย’ คอยแอบทำอะไรให้ สร้างนิสัยเสียให้กับเด็กไม่รู้ตัว ต้นเห็นแล้วอดคิดถึงตัวเขาเองตอนเด็กไม่ได้ แต่เขาทำได้เพียงห้ามยายไม่ให้ตามใจเพราะไม่อยากเห็นเจไดโตมามีปัญหาแบบเขา แต่ยายบอกว่าพยายามอยู่ แต่ห้ามใจตัวเองไม่ได้สักที และ ‘ส้ม’ เด็กสาวบ้านตรงข้ามที่สนิทกันในเวลารวดเร็ว ด้วยบุคลิกที่ช่างคุยของเธอ ทำให้ต้นได้เล่าเรื่องต่าง ๆ, แชร์ความรูสึกอัดอั้นตันใจที่มีมากมายให้เด็กสาวฟัง จนเผลอสารภาพความในใจว่าเขาตกหลุมรักเธอ แต่ส้มคิดว่าเขายังไม่ใช่สำหรับเธอมากนักจึงปฏิเสธความรักจากต้นไปอย่างอ้อมๆ

ต่อมา ต้น ตัดสินใจออกเดินทางไปยัง ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ จุดที่สูงสุดในไทยซึ่งเขาใฝ่ฝันว่าต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต มันจึงเป็นการออกเดินทางคนเดียวครั้งแรก  เมื่อไปถึง ต้นมองลงมาจากยอดดอยที่ความสูง 2,565 เมตร จากระดับน้ำทะเล และได้หวนคิดเรื่องต่างๆ ถ้าแม่ไม่ไปพบในวันนั้น เขาคงจบชีวิตลงโดยไม่มีวันรู้ความลับของแม่จากน้า และก็คงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ ลึกๆแล้วเขารู้สึกเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น