Make Up = Make Life ?

 

บทสัมภาษณ์พี่ต่อ Make Up Artist รายการ ‘Ask Me Plaese’ ทางช่อง True Inside

 

“จริงๆทำ make up ก็ยากนะ ยากตรงที่เราต้องเดาและเราก็ต้องรู้ เหมือนเราต้องรู้ใจเขาก่อน เหมือนเป็นหมอดูเพื่อดูว่าคนๆนี้เราควรแต่งเขาแบบไหนถึงจะดูดี” 

 

พี่ชื่อจริงชื่อว่า?
เอาชื่อเล่นดีกว่า.. ชื่อต่อค่ะ

จบทางด้านนี้มาเลยหรือเปล่าครับ
ใช่ เรียนที่ COVERMARK รุ่นเปิดฝาโลงน่ะค่ะ.. รุ่นแรก..  (หัวเราะ)

แล้วจบมาได้…
จบมานานแล้ว พี่อยู่ในวงการมาได้สิบห้าปีแล้วมั้ง

แล้วตอนที่จะเข้าเรียน COVERMARK นี่ มีความชอบส่วนตัวด้วยหรือเปล่า
จริงๆแล้วเนี่ยไปเรียนทำผมก่อน เสร็จแล้วก็ไปเจอรุ่นพี่ที่เขาเรียนที่ COVERMARK อยู่ก่อนแล้ว เขาก็บอกว่าจริงๆแล้วทุกวันนี้เหมือนกับวงการแฟชั่นหรือวงการที่เกี่ยวกับช่างแต่งหน้า ต้องการช่างเป็นคนเดียวแล้วได้สองอย่าง งานมันจะได้เยอะกว่า คือเป็นทั้งหน้าทั้งผม ทั้งเด้งท้งร่อน… ก็เลยไปเรียนแต่งหน้าเพิ่ม ก็เลยไปชอบแต่งหน้า.. มากกว่า…

มากกว่าทำผม?
ใช่

อย่างนี้ก็ทำได้สองอย่าง?
ได้สองอย่าง แต่จะถนัดไปทางหน้าซะมากกว่า  คือของทุกอย่างพวกนี้ ช่างหน้าและช่างผมเนี่ยถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งเราไม่ฝึกมือตลอดเวลามันจะลืม เทคนิคมันจะไม่มี มันจะหาย  อย่างเราใช้ทุกวันๆเทคนิคมันยังอยู่ (ทำมือประกอบ) แล้วมันจะมีอะไรใหม่ๆมาตลอดชีวิต แล้วมือมันจะไป มันจะสัมผัส.. เหมือนคนขับรถทุกวัน สัมผัสเท้ามันจะปึ๊ปปั๊ปๆไป หลับตาก็ขับได้.. ก็เหมือนกับการทำผมหรือแต่งหน้า ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วหยุดไปเลยหรือว่าทำน้อยกว่ามันก็จะหายไป ถ้าพี่มาลงตรงหน้ามากก็จะทำหน้าตลอดๆ ผมมันก็จะน้อยไป แต่ถามทำได้ไหม มันยังมีอยู่และเราเรียนมา

แล้วงานแต่งหน้าของพี่นี่มีที่ทำงานประจำไหม
ไม่ประจำนะ.. พี่เป็นฟรีแลนซ์แต่ว่าทำรายการประจำ

ทำอยู่ที่…
‘มยุรา MORNING MOUTH’ แต่งหน้าพี่ตั๊ก มยุราค่ะ

แล้วเรื่องของรายได้ดีไหม
ใช่ได้ค่ะ พี่ได้เป็นจ๊อบ… คือถ้าเกิดเป็นฟรีแลนซ์รายได้มันจะไม่แน่นอน  

แล้วมีหลักการทำงานยังไงครับ
(คิด) คือ… จะงานอะไรก็แล้วแต่ เราจะต้องรักในสิ่งที่เราทำก่อน ถ้าเราไม่รักในสิ่งที่เราทำพี่ว่าทำอะไรออกไปก็ไม่ดี อย่างช่างแต่งหน้าบางคนทำไปเพราะคิดว่ายังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีแต่ก็ได้ให้ฉันทำช่างแต่งหน้าฉันก็ทำไป มันก็จะรู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีความสุขกับการทำงาน

คือควรทำในสิ่งที่ตัวเองรัก…
จะดีกว่า.. และเราก็จะมีความอดทนได้มากกว่า เพราะว่าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่เรารัก เหมือนกับเรารักใครสักคนหนึ่ง เขาจะทำอะไรเรา เขาจะเหี้ยกับเราเท่าไหร่เราก็ทนได้

เพราะเรารักเขา
ใช่ เพราะเรารักเขา.. มันเป็นอย่างนั้นมากกว่า

แล้วรู้สึกยังไงบ้างที่เลือกมาทำทางด้านนี้.. เคยเสียใจไหม…
ไม่ๆๆๆ.. ไม่เคยๆๆ แต่คนเราทำงานท้อมันมี.. บางครั้งท้อมันมี ถึงจะเป็นงานที่เรารักก็เถอะ ถามว่าเหนื่อยไหม.. มันก็เหนื่อยแต่แปบเดียวมันก็หาย แต่ไอ้ท้อนี่มันเกิดจากบางอย่างที่เรารักในงาน เราทุ่มเต็มที่แล้วแต่มันไม่ได้ดีสักที… (ทำมือประกอบ) ทำไมเขาไม่เคยพอใจเราสักที เราก็อยู่กับเขามานานแล้วนะ ดังนั้นเราก็สัมผัสหน้าเขาเป็นสองสามปีแล้ว ทำไมเราไม่เคยสร้างความพอใจให้เขาสักที มันก็จะรู้สึกท้อตรงนี้บางครั้ง

ส่วนใหญ่อุปสรรคในการทำงานคืออะไรครับ
(คิดนาน) อุปสรรคในการทำงานเหรอ อืม… พี่ว่าน่าจะเป็นจากสิ่งแวดล้อมรอบข้างนะ คือการถูกกดดัน… นั่นคืออุปสรรคของการเป็นช่างแต่งหน้า

แล้วคิดว่าหน้าไหนที่แต่งยากที่สุด
โอยเยอะ.. หลายหน้ามากเลย (หัวเราะ)  พี่ว่าหน้าที่แต่งยากที่สุดคือหน้าที่คนมีริ้วรอย คนที่มีสีผิวไม่ยาก คนที่มีผิวหยาบๆจะเป็นผิวที่แต่งยากที่สุด.. แต่สีผิวดำ สีผิวอะไรก็แล้วแต่ ไม่ได้เป็นอุปสรรค แต่เนื้อผิวที่มีรอยแผลเยอะนั่นคือยากกว่า.. ยากที่สุด

งานที่ผ่านมาที่ภูมิใจมากที่สุดคือ?
พี่ได้ทำ ‘BANGKOK FASHION WORLD’ ที่เมืองไทยเราจัดครั้งแรกเลยในกรุงเทพฯ จัดที่ศูนย์ฯสิริกิติ์ ที่ทำเป็นโดม (ทำมือประกอบ)  นั่นคือครั้งแรกที่เขาเปิดตัว.. นั่นแหล่ะคืองานที่พี่ภูมิใจที่สุด พี่ได้เข้าไปทำตรงนั้น

แล้วถ้ามีคนสนใจจะเรียนด้านนี้ พี่อยากจะถ่ายทอดให้กับรุ่นน้องหรือมีการสอนเทคนิคให้กับน้องๆบ้างไหม
ก็สอนนะ ถ้าเกิดเป็นเด็กบางคนที่สนใจหรือเด็กใหม่ๆ.. คือเด็กที่จบใหม่ๆจะมักถูกส่งไปแต่งเป็นพวกข่าว ตามรายการโทรทัศน์เป็นส่วนใหญ่ ช่างที่จบใหม่ๆอย่างของ COVERMARK ก็จะส่งไปแต่งข่าวก่อน  รุ่นของพี่เลยได้ไปฝึกทำกับนักข่าวก่อน เพราะว่านักข่าวจะไม่ค่อยเรื่องมากเท่าไหร่ เพราะเขาถือว่าเขายังไม่ได้เป็นศิลปิน เพราะฉะนั้นนักข่าวจะไม่ค่อยเรื่องมาก จะเปิดใจกว้างมากกว่าศิลปินและดารา.. ดาราเนี่ยจะแคบกว่า เพราะเขาถือว่าเขาเจอช่างมาเยอะ แล้วเขาจะรู้สึกว่าเหมือน… (ทำท่าประกอบ) ใช่… เป็นอย่างนั้น…  แต่นักข่าวจะไม่ เพราะฉะนั้นครั้งแรกที่พี่ฝึกก็เป็นจากข่าวเหมือนกัน

พี่มีเป้าหมายในการทำงานยังไงบ้าง วันหนึ่งพี่คิดจะเปิดร้าน…
ตรงนั้นไม่เคยคิดนะ.. เป้าหมายของพี่อาจจะไม่คิดถึงขนาดนั้น พี่คิดว่าทำอะไรก็ได้ให้มีความสุขแล้วก็จะทำไปเรื่อยๆแค่นั้นเอง แต่ไม่คิดที่จะถึงกับเปิดโรงเรียนหรือเปิดอะไรสอนใคร

แล้วถ้าจะให้ฝากอะไรถึงคนที่เขาอยากทำอาชีพเหมือนพี่ เช่นเขาต้องเดินไปทางไหนถึงจะได้ทำงานในสายอาชีพนี้…
ก็คืออย่างที่บอกว่าถ้าจะทำอะไรก็แล้วแต่เนี่ย.. หนึ่งต้องทำด้วยใจรัก พี่บอกได้เลย คือต้องทำด้วยใจรักแล้วก็ค้นหาตัวเองให้เจอว่ารักจริงหรือเปล่า เราชอบงานนี้จริงไหม… สองคือต้องอดทน ความอดทนจะทำให้เราไปสู่ถึงความสำเร็จค่ะ

 
สัมภาษณ์: พิชามญช์ ทวีวัฒนา 
เรียบเรียง: ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ
(ธ.ค. 51)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s