ความลับของจักรวาล ทางแห่งนิพพาน (2011)

รู้จักหนังสือเล่มนี้จากคำแนะนำในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งใน internet เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนนึกครึ้มสนใจเรื่องการย้อนเวลา.. คนเราเดินทางกลับไปเปลี่ยนอดีตได้จริงหรือ? เราจะเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ที่ผิดพลาดได้จริงไหม? แล้วได้ค้นหาเรื่องนี้ในกูเกิล ก็เจอหลายต่อหลายเว็บที่พูดถึงประเด็นนี้ จนเปิดไปเจอเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง แสดงความเห็นทำนองว่าเร็ว ๆ นี้มีหนังสือเล่มหนึ่งพูดถึงเรื่องการย้อนเวลา โดยอ้างถึงหลักวิทยาศาสตร์โยงเข้ากับพระพุทธศาสนา ก็ไปหามาอ่านจนได้ เมื่ออ่านจบพบว่า.. “ความลับของจักรวาล ทางแห่งนิพพาน” มีอะไรให้น่าขบคิดมากมาย นอกเหนือจากเรื่องย้อนเวลาที่สงสัย อาทิเช่น

*** จักรวาลมีมากถึง 11 galaxy ดาวโลกเป็นหนึ่งดาวเล็ก ๆ ใน galaxy ทางช้างเผือก และเป็นดาวที่โชคดีที่ถ้าโคจรที่มุมอื่น องศาอะไรไม่ได้ สิ่งมีชีวิตก็จะไม่สามารถเกิดได้

ในห้วงอวกาศอันเวิ้งว้าง ประกอบด้วยกลุ่มดาวที่เราเรียกว่า ‘ดาราจักร’ เฉพาะที่มองเห็นมีไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านแห่ง ในแต่ละดาราจักร ประกอบด้วยดวงดาวรวมกันอยู่ประมาณ 100,000 ล้านถึง 1 ล้านล้านดวง  โลกของเราอยู่บริเวณขอบของดาราจักรทางช้างเผือก มีเส้นผ่านศูนย์กลาง หนึ่งแสนปีแสง หมายความว่าถ้านำยานที่แล่นไปด้วยความเร็ว 3 พันกิโลเมตร/วินาที ไปยังขอบของดาราจักรทางช้างเผือก ต้องใช้เวลาถึงสิบล้านปี!

จักรวาลที่เราส่องกล้องเห็น เมื่อเทียบกับจักรวาลทั้งหมด เทียบกับเม็ดทรายเม็ดหนึ่งในห้วงมหาสมุดจักรวาล ภายในจักรวาลของเรามีมิติต่าง ๆ ซ้อนทับอยู่มากมาย ปัจจุบันมนุษย์รู้จักถึงมิติที่สี่ และห้องปฏิบัติการ CERN กำลังค้นหามิติที่ 5  มิตินี้มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยความถี่คลื่นแสงปกติ มนุษย์จึงมองไม่เห็น  ดังนั้นการจะเข้าสู่มิติที่ห้า ต้องใช้กำลังขยายสูงสุดที่โลกเคยมีมา

สรุปได้ จากทฤษฏีสตริง จักรวาลมีถึง 11 มิติ ถ้าสิ่งมีชีวิตอยู่ในมิติที่ เจ็ด แปด เก้า เราจะมองไม่เห็นเค้า นอกจากจักรวาลเราแล้ว ยังมีจักรวาลอื่น ๆ อีกมากถึง 10 ยกกำลัง 500 แห่ง จักรวาลแต่ละแห่งจะมีกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์แตกต่างกันออกไป

พระพุทธองค์ตรัสตรัสว่า จักรวาลไม่ได้มีเพียงจักรวาลเดียว ยังมีอีกแสนโกฏิจักรวาล (อนันตัง อะปะริมาณัง) ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 20 (พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 12 อังคุตตรนิกาย) พระพุทธองค์ตรัสแก่พระอานนท์ว่า “โลกธาตุ อย่างกลางมีล้านจักรวาล โลกคูณโดยส่วนพันแห่งโลกธาตุ อย่างกลางมีล้านจักรวาลนั้น เรียกว่าโลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักรวาล ดูกรอานนท์” (น.14-16)

*** จาการคำนวณ นักวิทยาศาสตร์พบว่า ยิ่งมิติสูงขึ้นไป แรงโน้มถ่วงยิ่งน้อยลง แรงโน้มถ่วงในมิติที่ 4 จะน้อยกว่ามิติที่ 3 และมิติที่ 5 น้อยกว่ามิติที่ 4 ดังนั้น ถ้ามีสิ่งมีชีวิตในมิติที่สูงขึ้นไป การเหาะเหินเดินอากาศ อาจไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร และเมื่อแรงโน้มถ่วงน้อย แสงจะเดินทางได้เร็วยิ่งขึ้น ทำให้เวลาในมิติที่สูงจะผ่านไปเร็ว ซึ่งสอดคล้องกับทางพระพุทธศาสนาที่บอกว่า เวลาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ 1 ปีจะเท่ากับ 30,000 ปีของโลกมนุษย์ หมายความว่า เวลาบนสวรรค์ชั้นนั้นเดินเร็วกว่าโลกมนุษย์ 30,000 เท่า

โชคดีที่ความโน้มถ่วงของโลกทำให้ก๊าซออกซิเจนตกลงสู่พื้นในระดับที่เหมาะสม ถ้าแม้โลกมีความโน้มถ่วงน้อยกว่านี้เพียงเล็กน้อย ก๊าซออกซิเจนจะลอยตัวขึ้นสูง สิ่งมีชีวิตก็จะเกิดขึ้นบนพื้นโลกไม่ได้  ในทางตรงข้าม ถ้าโลกมีความโน้มถ่วงสูงไป ก็จะดูดก๊าซที่หนักกว่า (เช่น คาร์บอนไดออกไซด์) ไว้ที่พื้นโลกจำนวนมาก สิ่งมีชีวิตก็ถือกำเนิดขึ้นมาไม่ได้อีกเช่นเดียวกัน ดังนั้น การจะหาดวงดาวที่มนุษย์สามารถไปอยู่อาศัยได้ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย นักวิทยาศาสตร์บางคนถึงขนาดฟันธงว่าในจักรวาลนี้ไม่มีดาวดวงใด ที่เหมือนกับโลกนี้อีกแล้ว ไม่เฉพาะแรงโน้มถ่วงที่พอดี ถ้าโลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์แม้เพียง 1% ของปัจจุบัน น้ำบนโลกก็จะจับตัวเป็นน้ำแข็งไปหมด และถ้าโลกหมุนรอบตัวเองช้ากว่านี้ พื้นผิวโลกฝั่งที่โดนแสงอาทิตย์ จะร้อนขนาดทำให้น้ำกลายเป็นไอ .. จะเห็นได้ว่า เป็นความพอดีที่เหลือเชื่อจริง ๆ (114-115)

ร่างกายของมนุษย์ 98% ประกอบด้วยธาตุเพียง 5 ชนิด คือ ออกซิเจน คาร์บอน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน และแคลเซียม ถ้าไม่มีธาตุเหล่านี้ เราคงไม่มีโอกาสได้วิวัฒนาการขึ้นมาบนโลก และจะว่าไปแล้ว การที่ธาตุแต่ละชนิดมารวมกันได้ชนิดที่พอเหมาะจะเกิดเป็นมนุษย์ยากมาก ๆ  นักวิทยาศาสตร์เปรียบเทียบความยากเท่ากับ พายุที่พัดเข้าไปในกองเศษเหล็ก แล้วบังเอิญทำให้เศษเหล็กนั้นประกอบกันเป็นเครื่องบินอย่างสวยงาม นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จึงคาดว่า ในจักรวาลนี้ไม่น่าจะมีดาวดวงไหนที่มีมนุษย์อีกแล้ว จึงนับเป็นโชคดีของพวกเราทุกคนมาก ที่ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ (แต่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ยังมีดวงดาวที่มีสิ่งมีชีวิตเหมือนมนุษย์อีก 3 ดวงในจักรวาล)

โลกของเราไม่ได้เกิดจากดวงอาทิตย์ แต่ระบบสุริยะทั้งหมดเกิดจากการระเบิดอันรุนแรงของดาวนิวตรอนขนาดใหญ่เมื่อประมาณ 5000 ล้านปีก่อน ส่วนที่เป็นก๊าซก็กลายเป็นดวงอาทิตย์ ส่วนธาตุหนักทั้งหลายก็รวมกลุ่มกันกลายเป็นดาวพุทธ ดาวศุกร์ และโลก หมุนรอบดวงอาทิตย์

***** มนุษย์ไม่น่าจะย้อนเวลาได้ เพราะถ้าตัวตนที่ย้อนเวลาไปเจอกับตัวเองในอดีต จะเกิดการทำลายล้างกัน การย้อนเวลาทำได้เพียงทางเดียวคือ ทางจิต เพราะจิตไม่มีมวล ไม่ตกอยู่ภายใต้ภฎทางฟิสิกส์ / ในทางพระพุทธศาสนา ตลอดชั่วอายุขัย ข้อมูลที่ได้พบเห็นทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ในจิต ด้วยรูปของเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ และข้อมูลชุดนี้สามารถข้ามเวลาได้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น ถึงขนาดข้ามมิติ ข้ามภพภูมิ ข้ามจักรวาลกันเลยทีเดียว (น.36-37)

*** สภาวะนิพพาน หรือบรรลุอรหันต์มีอยู่จริง แต่การจะอธิบายสภาวะนั้นให้ผู้ที่ยังเขาไม่ถึงสามารถเข้าใจได้ ทำไม่ได้เลย ต้องหยั่งรู้ด้วยภาวนา ปัญญาญาณเท่านั้น และพระพุทธองค์ทรงสอนว่า อย่าพยายามคิด เพราะจะทำให้ฟุ้งซ่านจนถึงขนาดเสียสติได้ การคิดก็คือการพูดภายในสมอง ภาษา หลักตรรกะหรือการคำนวณทางคณิตศาสตร์เป็นเพียงสมมติบัญญัติ ไม่สามารถนำมาอธิบายความจริงแท้ ดังนั้นสภาวะนี้ คนรู้จริงจะไม่พูด เพราะรู้ว่าถึงพูดไปก็อธิบายให้เข้าใจไม่ได้ ส่วนคนที่พูด ไม่รู้จริง (น.61)

*** ในบทความลับของเวลา มีการพูดถึงเรื่องการย้อนเวลา โดยยกตัวอย่างปลาว่ายตามกระแสน้ำปิงจากเชียงใหม่มายังนครสวรรค์

มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ในกระแสแสง ถ้าใครทำความเร็วสูงกว่าแสงได้ ก็จะเหมือนปลาที่ว่ายเร็วกว่ากระแสน้ำ ด้วยเหตุนี้ แสงจึงไม่ยอมให้ใครทำความเร็วสูงกว่าตัวมัน เพราะมิฉะนั้นความลับเรื่องอดีต อนาคตไม่มีอยู่จริง จะถูกเปิดเผย

ถ้าเทียบการไหลเวียนของเวลาเหมือนกับสายน้ำ การแล่นเรือทวนน้ำเปรียบได้กับสมถกรรมฐาน (การมีสมาธิแนบแน่น) เวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็วจนมองไม่เห็นรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ เช่น เวลาที่มีสมาธิกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะรู้สึกเวลาผ่านไปเร็วมาก ส่วนการแล่นเรือตามน้ำ คือ วิปัสสนา (การมีสติ) จะเห็นน้ำไหลช้าลง ทำให้เห็นรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในกระแสน้ำ และเมื่อเรือมีความเร็วเท่ากับกระแสน้ำ จะเห็นน้ำอยู่นิ่ง นั่นก็คือการเข้าสู่ปัจจุบันขณะอย่างแท้จริง

คนที่ใจร้อน เวลาใจจะเร็วขึ้นเป็น 2 เท่า ในขณะที่รายละเอียดลดลง 2 เท่า รวมแล้วเท่ากับว่า ประสิทธิภาพตกลง 4 เท่า ดังนั้น การกระทำใด ๆ ถ้าทำอย่างใจร้อนมักจะเสียหายและผิดพลาด (น.82-84)

สรุปแล้ว หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมรู้เรื่องทางวิทยาศาสตร์ จักรวาล ดาว กาแล็กซี่ มิติเวลา จุดกำเนิดโลก และหลักปฏิบัติทางพระพุทธศาสนาในเวลาเดียวกัน อาจจะมีติดใจตรงที่ผู้เขียนรู้เรื่องจักรวาลได้ลึกเช่นนี้ได้อย่างไร เอาอะไรมาพิสูจน์ความเชื่อเพราะดูเป็นเรื่องไกลตัวมาก และเรื่องทางศาสนาก็เช่นกัน แต่ไม่สงสัยเท่าคำพูดของพระพุทธเจ้าพิสูจน์ได้จริงหรือ? (เคยพูดจริง ๆ ไหม ตามนี้เลยหรือเปล่า..) และก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเดี๋ยวนี้เรื่องอะไร ๆ ก็จับโยงเข้าพระพุทธศาสนาไปซะหมด ไม่ว่าจะการเมือง, เศรษฐศาสตร์, คณิตศาสตร์, สังคมศาสตร์ .. มันสามารถโยงได้แทบทุกแขนงวิชาจริง ๆ หรือ?

สำหรบผมคิดว่า ‘ศาสนา’ เกิดมาภายใต้ธรรมชาติ เพราะมนุษย์ต้องการที่พึ่ง ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ = ดับทุกข์  สำหรับผู้ไม่มีเวลา ทำงานทุกวัน เมื่อเศร้าจะทำยังไง  พระพระพุทธเจ้าใช้เวลานั่งทบทวนนานกว่าจะตรัสรู้ พลันนึกถึงเพื่อนผมที่มหาลัยคนหนึ่ง (ป๋องแป๋ง) เขาตัดสินใจไม่เรียนหนังสือ ออกจากม.ตอนปี 3 เพราะเขาไม่เชื่อในศาสนา ที่มีกฎข้อบังคับ หลักธรรม คำสอนต่าง ๆ ให้เขาเคารพ (มหาลัยก็เหมือนกัน) เขาจะขอใช้เวลาไปกับการนั่งทบทวนชีวิต เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ และหาคำตอบด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องมีหลักธรรม คำสอนมาบอกเป็นกฎเกณฑ์ให้เยอะแยะ (เชื่อว่าในโลกนี้หลายล้านคนไม่นับถือศาสนาครับ)  และพี่ที่รู้จักคนหนึ่ง เขาบอกว่า เขาไม่เชื่อในศาสนา แต่การเชื่อว่ามีกฎเแห่งกรรมอยู่จริง มันทำให้เขาดำเนินชีวิตใปในทางที่เหมาะสม และอยากเป็นคนดี แม้จะขัดแย้งกับนิสัยหรือบุคลิกก็ตาม

สุดท้าย ผมก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วตกลงสิ่งมีชีวิตในมิติหรือจักรวาลอื่นมีจริงหรือเปล่านะ?
แล้วตกลงคนเราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตที่ผิดพลาดได้จริง ๆ ใช่ไหม ที่ทำได้เพียงทำสมาธิจนเกิดจิตละเอียด ภาพนิมิตเหตุการณ์ในอดีต-อนาคตจะปรากฏให้เราย้อนดู เพียงเท่านั้นหรือ… ?

แล้วคุณมีความเห็นว่ายังไง…


* มาย้อนเวลากันเถอะ! *
มิติที่ 4กับการย้อนเวลา ตามหลักทฤษฎีของไอน์สไตน์เป็นไปได้ไหม ( 9 ก.พ. 2549)
เราย้อนเวลาได้จริงหรือ? (มนุษย์ต่างดาวอาจเป็นคนในอนาคต เพราะในอนาคตดาวโลกอาจไม่ใช่ที่อยู่ของมนุษย์อีกแล้ว)
http://www.vcharkarn.com/vcafe/45249

ถ้าความเร็วใกล้แสง จะย้อนเวลาได้จริงหรือ? (25 ต.ค. 2550)
http://www.vcharkarn.com/vcafe/125262

มิติพิเศษ ไม่ใช่เรื่องแปลก (23 ก.ย. 2554)
http://www.vcharkarn.com/varticle/43342

น่าทึ่ง!!! John Titor มนุษย์อนาคตผู้ย้อนเวลามาจาก ค.ศ. 2036
http://www.clipmass.com/story/20735

 

ความลับของจักรวาล ทางแห่งนิพพาน / 2011 / Book / Science, Religion / Country: Thailand / Language: Thai / 200 pages / 10-17.07.55 / A / YES!
ทันตแพทย์สม สุจีรา. ความลับของจักรวาล ทางแห่งนิพพาน. กรุงเทพฯ: โพสต์บุ๊กส์, 2554.

6 thoughts on “ความลับของจักรวาล ทางแห่งนิพพาน (2011)

  1. สามารถฟันธงได้เลยหรอครับว่ามี 11 กาเล็กซี่ ทั้่งๆที่ขณะนี้ เขาค้นพบแล้วเป็นแสนล้านกาเล็กซี่่ จะเชื่อใครดี

  2. ตอนหลับ หลับอย่างไร หลับตอนไหน ตอนตื่น ตื่นอย่างไร ตื่นตอนไหน ใครทราบได้จะไปเข้าสู่ความรู้ที่ถูกต้อง รู้แบบต้องไม่สงสัยอีก เราสงสัยก็ได้แค่อยากรู้ เรารู้เพราะตามขี้ปากก็หากินได้ เป็นมหาเศรษฐีได้ แต่ถ้ารู้ละ ให้เท่าไรก็ไม่เอาคือจิตมันเบื่อหน่าย เอาแต่ปรมัถธรรมที่ให้ข้ามพ้นขี้ปาก แต่ความรู้ที่จะรู้ได้ตามจริงและจริงตามที่รู้ เถียงไม่ได้ แล้วไม่ได้อยากรู้ และไม่มีอวดรู้ จะเป็นความรู้ที่เรียกว่าปรากฎแก่จิตเหมือนดั่งตาเห็น เพราะคนรู้ไม่ได้กำหนด ที่เรารู้กัน ภาษาก็อาศัยภาษาที่เขาบัญญัต แต่ภาษาเดียวคือภาษาจิตที่รวมทุกความรู้ไว้ ที่ผ่านมา ปัจจุบัน และอนาคตของตน รู้เพื่อการงานอาชีพ ฐานะดำรงความเป็นอยู่ รู้เพื่อเสวยสุข รู้เพื่ออริยะ รู้เพื่อพุทธสาวก รู้เพื่อพุทธญาณ ก็อาศัยการเกิด การดำรงอยู่ แล้วสลายไป เป็นวัฎไป เวลาย่อยืดไม่ได้มีค่าต่อเนื่อง แต่ความจำได้ ระลึกได้ คือค่าของเวลาทั้งหมด แต่เราเดินถึงจุดไหนของตัวรู้ ก็เดินไปวันตายก็รู้เอง แต่วันเกิดมันจำอะไรไม่ได้เลย มีอย่างเดียวหิว ถูกใจก็ยิ้ม ไม่ถูกใจก็ร้องให้ บางอย่างท่านสอนไม่ให้คิด อายุของโลก กับอายุเชื้อโรคมันต่างกัน

  3. ศาสนาพุทธถูกกล่าวว่าเป็นศาสนาแห่งการพิสูจน์ คือต้องพิสูจน์ดูว่าคุณนั่งสมาธิแล้วได้พบอะไรบ้าง ที่แน่นอนคือได้พบความสงบ เยือกเย็น และมีสติเกิดขึ้นมาก แต่ที่มากกว่านั้นไม่ทราบ นั่นคือต้องทดลองครับ ผู้เขียนหนังสือเล่มที่คุณกล่าวถึงนี้ เคยศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์มา เป็นทันตแพทย์ แต่พอมาลองศึกษาศาสนาพุทธ โดยเฉพาะเรื่องการนั่งสมาธิ วิปัสนากรรมฐาน ก็เกิดความรู้แจ้งทางจิต นำมาอธิบายในทางโลกและทางวิทยาศาสตร์ นักเขียนคนอื่นๆก็เช่นกัน อย่างคนที่เขียนเรื่อง ฆราวาสบรรลุธรรม นั่นเค้าก็ศึกษาพุทธศาสนาในทางจิต วิปัสนากรรมฐาน เมื่อปฏิบัติแล้วเห้นจริงตามที่ปฏิบัติก็นำมาเผยแพร่ ดังนั้นหากเราอยากทราบว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบและตรัสไว้ในพรำไตรปิฎกนั้นเป็นจริงหรือไม่ เราก็ต้องทดลองศึกษาและปฏิบัติตามดูครับ

  4. เคยมีความรู้สึกว่าเหตุการณ์บางเหตุการณ์เคยเกิดขี้นกับเราและเรารู้ด้วยว่าจะมีอะไรเกิดขี้นอีกช๊อตหนี่ง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s