เวลา (1993)

นวนิยายเรื่องนี้ของชาติ ต้องการทดลองอะไรใหม่ ๆ นั่นคือการเข้าไปนั่งชมละครเวทีเรื่องหนึ่ง แทรกด้วยความคิด และเรื่องของผู้ชม (บุรุษที่ 1) ที่นั่งดูยู่เป็นระยะ ซึ่งเรื่องราวของผู้ชมและละครก็มีจุดที่เชื่อมโยงกันอยู่ (ผู้กำกับวัย 60 ผู้สูญเสียลูกสาวและภรรยาไป)

ละครทำออกมาได้หน้าเบื่อมาก ไม่เคยเห็นละครเวทีทำมาก่อนเลย มีกลิ่นปัสสาวะที่ลอยมารบกสนจมูกอยู่ตลอดเรื่อง ด้วย อาบน้ำเปียกจริง คนแก่ก็เปลือยจริง (ขนาดละครยังทดลองเลย!) เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนแก่หลายคน และพยาบาล (อุบล และ ลำเจียก) ในบ้านพักคนชรา มีอยู่ฉากเดียว ได้รับคำบอกเล่าเป็นละครเวทีที่น่าเบื่อที่สุดในรอบปี!

ชาติจึงเอามาทดลองกับหนังสือ ที่ผมอ่านไปก็รู้สึกเบื่อไปเพราะเรื่องราวมันซ้ำๆซาก ๆ จับเอาเหตุการณ์ต่าง ๆ มาผูกเรื่องในละคร มีเด็กขายน้ำ มีคนมาเยี่ยมยายคนนึงเงินหาย มีคนแก่อาบน้ำ กินข้าว เหมือนกับให้ผู้ดูละคร/ผู้อ่านพินิจดูรายละเอียดที่เรามักมองข้าม

หรือว่านี่คือสิ่งที่พวกเขา (ผู้สร้างละครเวทีเรื่องนี้ เป็นนักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบ) ต้องการ? คือต้องการดูปฏิกิริยาของคนดู เหมือนกับที่ผมเคยไปดู ‘หนังทดลอง’ ของศิลปินสาวคนหนึ่ง ยอมรับกันตรง ๆ ว่าผมดูไม่รู้เรื่องเลย ผมนั่งดูด้วยความหงุดหงิด ท้ายสุดเมื่อหนังจบลง ศิลปินผู้นั้นออกมาขอโทษคนดู เธอกล่าวว่าสิ่งที่เธอต้องการคือ ต้องการดูปฏิกิริยาของคนดูขณะดูหนังของเธอ .. ถ้าคนทำละครเรื่องนี้คิดเช่นเดียวกับศิลปินผู้นั้น ผมบอกตามตรงว่าผมรับไม่ได้ เพราะผมรู้สึกว่าเขาทำร้ายคนดูของเจามากเกินไป แต่ถ้าเขาไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาคิดอย่างไร? เขาต้องการให้ละครเวทีที่เขาทำดู แปลกและแตกต่าง จากละครเรื่องอื่นเช่นนั้นหรือ? แต่ความแปลกนั้นมันช่วยอะไรกับเรื่อง.. อันนี้ต่างหากที่พวกเขาควรจะคิดกันให้มาก (น.216-217)

ชีวิตน่ะเล่นได้ แต่อย่าประมาทกับมัน
– ยายสอน (112)

สองปีที่เธอทำงานอยู่ที่นี่ เธอรู้เพียงว่า คนเหล่านี้เป็นคนน่าสงสาร แม้ว่าบางคนจะดุร้าย จู้จี้ หงุดหงิด ชอบแต่งเติมค.จริงเรียกร้องค.สนใจจนน่ารำคาญ บางคนขี้โขมย ทะเลาะกัน นินทากัน ฯลฯ แต่ล้วนแล้วก็รวมเป็นคนน่าสงสารในสายตาเธอทั้งสิ้น ด้วยเขาเหล่านี้ถูกทอดทิ้ง – อุบลคิด หลังเธอมาทำงานที่นี่ได้ 2 ปี (141)

เสี้ยวหนึ่งของหนังสือเล่มนี้มีประเด็นเรื่อง ความฝันกับความจริง ทำให้ละม้ายคล้ายคลึงกับนิยายก่อนหน้าของชาติ ‘คำพิพากษา’ ที่ซึ่งตัวละครเอกของเรื่อง “ฟัก” ใช้เหล้าเป็นเครื่องมือพาตัวเองไปสู่โลกใหม่ โลกที่ไม่มีความทุกข์ กล้าแสดงออก ปราศจากความกลัว เป็นโลกที่ทุกคนให้การยอมรับเขา เป็นโลกในอุดมคติที่เข้าฝันถึง แต่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในความเป็นจริง!

โลกของนางยามนี้… อยู่ระหว่างความฝันกับความจริง อยู่กับความจริงที่เหมือนความฝัน อยู่กับความฝันที่เหมือนความจริง อันใดกันเล่าที่จริง อันใดกันเล่าที่ฝัน สิ่งใดกันเล่าที่เป็นจริง ความจริงที่ลืมตาตื่น อาจจะเป็นความฝัน ความฝันที่อยู่กับบ้านเกิดของนาง อาจจะเป็นความจริง และนางเชื่อเช่นนั้น เชื่อว่าความจริงที่ลืมตาตื่น มันเป็นเพียงความฝัน ฝันร้ายที่ทุกข์ทรมานทุกโมงยาม และนางเชื่อเช่นนี้ เชื่อว่าความฝันถึงวัยเด็กของนางที่รื่นเริงนั้นเป็นความจริง ความจริงที่นางไม่อยากหลับใหลไปอีกเพื่อพบกับความฝันอันโหดร้าย

โลกของนางยามนี้.. จึงเป็นโลกที่หลุดออกไปจากคนอื่น เป็นโลกที่นางเลือกเอง ว่าโลกใดที่เป็นโลกของความจริง โลกใดเป็นโลกแห่งความฝัน นางไม่อยากตื่นขึ้นมาพบกับโลกแห่งความฝันอันโหดร้าย ถ้าเป็นไปได้ นางอยากจะหลับอยู่กับโลกแห่งความจริง โลกอันแสนสุขของนาง ไม่อยากพบกับโลกแห่งความฝัน ที่ลืมตาเผชิญกับความฝันถมทรมานจิตใจนางให้เหนื่อยอ่อน ไม่อยากฝันร้ายอีกต่อไป ฝันร้ายที่ตามมาหลอกหลอนนางอยู่จนทุกวันนี้ ฝันร้ายเริ่มต้นที่.. บ้านพักคนชราแห่งนี้ (น.210-211)

สัญญะของเรื่องคือเสียงที่ตะโกนออกมาบ่อยๆ ไม่มีอะไร! ไม่มีอรจริงๆ!! เสียงตะโกกนจากห้องลูกกรงดังออกมา

ตอนจบมียายคนหนึ่งตาย (ยายอยู่) แต่แปลกที่ทำให้ผมไม่รู้สึกสะเทือนใจเท่าที่ควร อาจเป็นเพราะไม่ค่อยรู้สึกอินเท่าไหร่มั้ง!

Time / 1993 / Novel / Drama / Country: Thailand / Language: Thai / 232 pages / 01.08.55 / B / NO!
ชาติ กอบจิตติ. เวลา. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: สนพ.หอน, 2537.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s