CLOUD ATLAS (2004)

หานวนิยายเล่มนี้มาอ่านเพราะเห็นตัวอย่าง(มหากาพย์)ภาพยนตร์เรื่องนี้ กำกับโดย Andy & Lana Wachowski (ผกก.The Matrix Trilogy) และ Tom Tykwer (ผกก.Run Lola Run) ใช่! มันถูกสร้างเป็นภาพยนตร์พร้อมฉายตุลาคมนี้แล้ว แล้วตัวอย่าง (5 นาที) ก็ตัดต่อได้น่าดูมาก เป็นงานรวมนักแสดงและโชว์เทคนิคครั้งสำคัญ + สถานที่ถ่ายทำ, งานออกแบบงานสร้างสุดอลังการ แดใจรอไม่ไหวครับเลยอยากรู้ว่าหนังพูดถึงอะไร เมื่อตัวอย่างขึ้นคำบรรยายว่า สร้างจากนวนิยายขายดี

ผมก็ไปหามาอ่าน และเมื่ออ่านจบ Cloud Atlas (เมฆาสัญจร) ทำเอาผมมึน งง สับสน ฯลฯ เพราะเนื้อหามี 6 เรื่องราว สั้นยาวผสมกันอย่างไม่ได้ร้อยเรียงเป็นเรื่อง ๆ หากแต่บทสรุปกลับเชื่อมโยงกันได้อย่างลงตัว(หรือเปล่า?) อีกทั้งแฝงปรัชญาไว้เต็ม ๆ (ผมหาไม่เจอ LOL) ไม่น่าแปลกใจที่พี่น้อง Wachowski ให้ความสนใจนวนิยายที่เข้ารอบ Man Booker Prize 2004 เล่มนี้

เรื่องราวของ 6 ชีวิตที่ข้ามผ่านห้วงศตวรรษแห่งการผลิเกิด เติบโตและล่มสลายของมนุษยชาติ…เข้มข้นสมศักดิ์ศรีนวนิยายเข้ารอบ Man Booker Prize แห่งปี 2004

นวนิยาย 6 เรื่อง 6 รส จาก 6 ยุคสมัย ที่เริ่มต้นด้วยบันทึกของหนุ่มชาวอเมริกันบนเรือเดินทะเลในคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้า ตามด้วยจดหมายเล่าเรื่องราวจากนักดนตรีหนุ่มชาวอังกฤษที่เดินทางไปเสี่ยงโชคในภาคพื้นยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง นวนิยายระทึกใจว่าด้วยเรื่องของนักข่าวสาวอเมริกันในยุคที่โลกกำลังรุ่มร้อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ ภาพยนตร์ผจญภัยว่าด้วยชีวิตบรรณาธิการชราที่หนีการไล่ล่าจากแก๊งมาเฟียไป คำสารภาพว่าด้วยการปลดแอกจากการเป็นทาสจากปากมนุษย์โคลนนิ่งสาวชาวเกาหลีในโลกอนาคต และลงท้ายด้วยเรื่องเล่าข้างกองไฟว่าด้วยเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในโลกยุคหลังการล่มสลายของอารยธรรมจากปากผู้เฒ่าชาวเกาะ

ทุกเรื่องร้อยเรียงต่อกันด้วยความเกี่ยวพันเล็ก ๆ น้อย ๆ ของตัวละคร และสัญลักษณ์ประจำตัวที่สื่อว่าเป็นดวงวิญญาณดวงเดียวกัน ที่เวียนว่ายตายเกิดมาสู่เวลาและสถานที่ต่าง ๆ กันไป เช่นเดียวกับการเดินทางของก้อนเมฆข้ามผ่านท้องฟ้า ซึ่งแม้เมฆจะเปลี่ยนรูปร่างไปต่าง ๆ นานา แต่เมฆก็ยังคงเป็นเมฆ
http://www.matichonbook.com/index.php/translated-literature/philosophy/cloud-atlas.html

เมฆาสัญจร เป็นเรื่องราวชีวิตของคน 6 คน 6 ยุคสมัยที่รายร้อยเป็นเรื่องเดียวกัน ด้วยความเกี่ยวพันกันอย่างละนิดหน่อย และสัญลักษณ์บางอย่างที่พยายามสื่อเป็นนัยยะว่าเกือบทั้งหมดคือชีวิตเดียวกันที่กลับชาติมาเกิดต่างภพต่างกาลเวลา อย่างไรก็ดี ทุกชีวิตล้วนเกี่ยวเนื่องกันในเชิงภาพสะท้อนของสังคม ให้เห็นถึงสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ในการแก่งแย่งชิงดี เอาเปรียบผู้ด้อยกว่าเสมอเมื่อมีโอกาส

กลวิธีการเล่าเรื่องของนิยายเรื่องนี้น่าสนใจมาก คล้ายกับตุ๊กตารัสเซียที่มีตุ๊กตาซ้อนตุ๊กตาไปเรื่อย ๆ ทำให้ผู้อ่านรู้สึกค้างคาใจหยุดอ่านไม่ได้ และเพิ่มความซับซ้อนในการทำความเข้าใจมากขึ้น

บันทึกท่องแปซิฟิกของอดัม อีวิง เนื้อเรื่องเริ่มต้นด้วยยุคล่าอาณานิคม กล่าวถึงการโดยสารเรือไปทวีปอเมริกาของทนายความของคนหนึ่ง ผู้เขียนบันทึกประสบการณ์สะท้อนการกดขี่ชนชาติพื้นเมืองของราชอาณาจักร เมื่อเล่าไปได้ถึงกลางเรื่อง เนื้อเรื่องก็ตัดเข้าสู่ยุคถัดไป

จดหมายจากเซเดลเกม ตอนต้นของศตวรรษที่ / 20 กวีหนุ่มนักแสวงโชคใช้เล่ห์เหลี่ยมของตนเองถีบตนเข้าสู่สังคมผู้ดี ผู้อ่านรับรู้เหตุการณ์ทุกอย่าง ภาวะตกเป็นเบี้ยล่างของกวีหนุ่มผ่านทางจดหมายหลายฉบับ เช่นกัน เมื่อเรื่องดำเนินไปถึงจุดกึ่งกลาง เนื้อหาก็ตัดเข้าสู่ยุคที่สาม

ครึ่งชีวิต-เรื่องลึกลับครั้งแรกของหลุยซา เรย์ ปลายศตวรรษที่ 20 / นักข่าวสาวผู้สืบค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมปริศนา แลผลประโยชน์ฉ้อโกงของบริษัทด้านพลังงานยักษ์ใหญ่ และต้องต่อสู้กับอำนาจมืดอันน่าสะพรึงไปด้วย ไม่ทันที่ผู้อ่านจะได้พบกับบทสรุปของชะตากรรมนักข่าวสาว เนื้อเรื่องก็ตัดมายังยุคปัจจุบัน

วิบากกรรมสยองของทิโมธี คาเวนดิช ต้นศตวรรษที่ 21 / เล่าเรื่องบรรณาธิการชรา ผู้ถูกน้องชายหลอกให้ไปอยู่ในบ้านพักคนชรา เขาจึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อหลบหนีจากสถานที่ดังกล่าว จากนั้นก็มีการตัดฉากไปยุคอนาคต

คำให้การของซอนมี-451 มนุษย์สังเคราะห์ที่เกิดการวิวัฒน์ทางปัญญา มีความตระหนักรู้ และลุกขึ้นก่อกบฏมนุษย์ผู้สร้าง ผู้กดขี่มนุษย์สังเคราะห์เสมือนสิ่งมีชีวิตที่ต่ำต้อยกว่า ภายใต้ความร่วมมือของมนุษย์กลุ่มหนึ่ง ถูกสอบสวนและบันทึกข้อความทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอทำลงไป เนื้อเรื่องยังไม่จบก็ตัดเข้าสู่ยุคสุดท้าย

ช่องสลูชาและเรื่องต่อมาหลังจากนั้น หลังอารยธรรมล่มสลาย กล่าวถึงมนุษย์ในยุคที่สูญสิ้นอารยธรรม มนุษย์ที่มีความรู้ สติปัญญาหลงเหลืออยู่น้อยมาก เฝ้าตามหา ศึกษาชนเผ่าบนเกาะต่าง ๆ ท่ามกลางการต่อสู้ ล่าอาณานิคมระหว่างชนเผ่า

ทั้งหกเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไร? บันทึกการเดินทางของอดัม อีวิงถูกอ่านต่อโดยโรเบิร์ต โฟรบิเชอร์ กวีหนุ่มนักแสวงโชคที่เขียนจดหมายติดต่อกับเพื่อนสนิทนักฟิสิกส์นามซิกสมิทซ์ นักฟิสิกส์คนดังกล่าวเมื่อชราลงถูกฆาตกรรมในคดีที่นักข่าวสาวหลุยซา เรย์ติดตาม เธอจึงมีโอกาสได้อ่านจดหมายดังกล่าว ต่อจากนั้นเรื่องราวของหลุยซา เรย์ก็กลายเป็นต้นฉบับหนังสือเรื่องใหม่ของทิโมธี คาเวนดิซ ขณะเดียวกันการผจญภัยของคาเวนดิซก็กลายเป็นภาพยนตร์สามมิติที่ซอนมี-451 ได้ดูและเกิดแรงบันดาลใจบางประการ และสุดท้ายบันทึกคำให้การของซอนมี-451 ก็กลายเป็น “วัตถุพลังฉลาด” ที่หลงเหลืออยู่ในยุคหลังอารยธรรม

เนื้อเรื่องแต่ละยุคสมัยมีเหตุต้องก้าวกระโดดไม่ต่อเนื่อง เนื่องจากแต่ละตัวละครมีเหตุที่ทำให้อ่าน/รับรู้เนื้อหาชีวิตของบุคคลในยุคก่อนหน้าไม่จบ ดังนั้นหากเราอ่านตาม”หน้ากระดาษ”ก็จะเริ่มต้นที่ บันทึกท่องแปซิฟิกของอดัม อีวิง ต่อด้วย จดหมายจากเซเดลเกม, ครึ่งชีวิต-เรื่องลึกลับครั้งแรกของหลุยซา เรย์, วิบากกรรมสยองของทิโมธี คาเวนดิช, คำให้การของซอนมี-451, ช่องสลูชาและเรื่องต่อมาหลังจากนั้น เฉพาะเรื่องสุดท้ายเท่านั้นที่เนื้อหาจบครบถ้วนในตอน จากนั้นจึงเติมเนื้อหาของตอนที่แล้วมาให้ครบถ้วน คำให้การของซอนมี-451, วิบากกรรมสยองของทิโมธี คาเวนดิช, ครึ่งชีวิต-เรื่องลึกลับครั้งแรกของหลุยซา เรย์, จดหมายจากเซเดลเกม และบันทึกท่องแปซิฟิกของอดัม อีวิง ตามลำดับ
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cryptomnesia&month=13-04-2010&group=5&gblog=6

จากการอ่านบทสรุปใน internet 2 เว็บข้างต้นก็ทำให้ผมกระจ่างมากขึ้นและเข้าใจสิ่งที่ผู้เขียนนำเสนอได้ทันที ขอชื่นชม David Mitchell ถึงกลวิธีการเขียนที่ล้ำ+ซับซ้อนมาก อย่างน้อยก็ทำให้ผมคนนึงงงได้ล่ะถ้าไม่ได้ net ช่วยไว้! จะขอจบการเขียนถึงหนังสือเล่มนี้ด้วยบันทึกของแซครี่ ซึ่งเปรียบเสมือนคำอธิบายของ CLOUD ATLAS l เมฆาสัญจร ดังนี้

ข้ามองก้อนเมฆล่องลอยไปมาจากท้องเรือคายัคลำนั้น วิญญาณเดินทางข้ามยุคเช่นเดียวกับที่หมู่เมฆเดินทางข้ามท้องฟ้า แม้ว่ารูปร่าง สีสัน และขนาดของเมฆก้อนหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา แต่มันก็ยังคงเป็นเมฆอยู่นั่นเอง วิญญาณก็เป็นเช่นนั้นด้วยเหมือนกัน ใครจะบอกได้ว่าเมฆก้อนนั้นลอยมาจากที่ใด หรือวิญญาณดวงนั้น ๆ จะกลับมาเกิดเป็นใครในวันพรุ่งนี้? เพียงซอนมีเท่านั้นที่เป็นทั้งตะวันออกและตะวันตก…เป็นเข็มทิศ…และเป็นแผนที่…ใช่แล้ว…แผนที่แห่งเมฆาเท่านั้น (น.352)

เพื่อนเก่าสมัยมัธยม เคยตั้งกระทู้ถามเรื่องนี้ในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งเมื่อปี 2547
http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=peerakitk&topic=347
June ไม่ใช่เธอคนเดียวที่สงสัย.. David Mitchell เองก็เป็นเช่นนั้นด้วย
จากความสงสัยนี้ ถูกต่อยอดเป็นหนังสือนิยาย เมฆาสัญจร (Cloud Atlas) และภาพยนตร์ที่กำลังจะเข้าฉายปลายปี 2555 นี้แล้วนะ
http://en.wikipedia.org/wiki/Cloud_Atlas_(novel)
http://en.wikipedia.org/wiki/Cloud_Atlas_(film)

CLOUD ATLAS / 2004 / Novel / Drama / Country: UK / Language: Thai / 576 pages / 06.08.55 / B / YES!
David Mitchell. เมฆาสัญจร (CLOUD ATLAS). แปลโดย จุฑามาศ แอนเนียน. กรุงเทพฯ: มติชน, 2552.

One thought on “CLOUD ATLAS (2004)

  1. Pingback: My Best Film of 2012! « NEW VOICE

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s