ONLY LOVE IS REAL (1996)

เราจะข้ามเวลามาพบกัน เป็นงานเขียนแนวสารคดี (เรื่องจริง หรือเปล่า?) ของนายแพทย์ Brian L. Weiss ซึ่งรักษาผู้ป่วยด้วยวิธี Past Life Therapy (สะกดจิต ระลึกชาติ เพื่อให้หายจากอาการป่วย(เรื้อรัง)ที่เป็นอยู่หรือไม่มีหนทางรักษา) โดยนำเอาข้อมูลของผู้ป่วยที่เคยรักษามาเขียนถึง เสริมด้วยเกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับ ‘ชาติภพ’ หลักทางจิตวิทยา, ความเชื่อ, ศาสนา และสอดแทรกด้วยปรัชญา ตัวละครหลักคือ ชายหญิงคู่หนึ่งชื่อเอลิซาเบธ และเปโดร ที่ Weiss รักษาในเวลาเดียวกัน และผลการสะกดจิตระลึกชาติของทั้งสองมีความเกี่ยวโยง/สัมพันธ์กันอย่างน่าทึ่ง (Inception ได้ไอเดียมาจากนี่ป่าวนะ?) จนในที่สุดทั้งสองก็ได้มาเจอกัน เพราะพวกเขาต่างคือคู่แท้ของกันและกันในหลายชาติก่อน (เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อส่วนบุคคล)

ที่รู้จักหนังสือเล่มนี้ นำไปสู่การไหามาอ่าน ก็เพราะเพื่อนสมัยมัธยมคนหนึ่งชื่อ วิกรม เปรยขึ้นจากที่ผม post ข้อมูล-ตัวอย่าง Cloud Atlas (เมฆาสัญจร) ให้เขาดูใน facebook wall เขาว่าทำให้นึกถึงหนังสือเล่มนี้ และทันทีที่อ่านจบถึงกับ.. โอ้ว! ไม่น่าเชื่อ มีเรื่องพรรค์นี้อยู่บนโลกด้วยจริง ๆ (ขนลุก) โดยถ้าเทียบกับ Cloud Atlas นั้น ONLY LOVE IS REAL จะเน้นเรื่องความรัก คู่แท้เป็นส่วนใหญ่ แต่ CA นำเสนอเรื่องราวหลายประเด็น (โดยรวมก็แนวคิดเดียวกันแหละ) / OLIR เป็นงานสารคดี/บันทึกที่ชวนติดตามนะ ใจจริงอยากให้เน้นเรื่องเอลิซาเบธ-เปโดรมากกว่านี้.. แต่นี่ก็เป็นหนังสือเล่มแรก ๆ ที่พูดถึงเรื่องพวกนี้เลย ลองสังเกตดู หลัง OLIR มีหนังสือแนวนี้ตามออกมาเยอะ + หนังที่ได้รับแรงบันดาลใจ/แนวคิดจากเรื่องนี้ไปก็แยะ.. ผมเองก็เคยนำเสนอเรื่องนี้ไปในหนังสั้นเรื่องแรก SOuL MOmeNT โดยที่ผู้ชมไม่รู้ตัว!

และในประเทศไทยก็มีการบำบัดด้วยวิธีนี้ด้วยล่ะ!!

คนเราทุกคนย่อมมี ‘เนื้อคู่’ ของตัวเองทั้งสิ้น และมักจะมีถึงสอง สาม หรือสี่คนในช่วงชีวิตหนึ่ง พวกเขามาจากหลายยุคสมัย เดินทางข้ามสมุทรแห่งกาลเวลา พ้นความลึกสุดหยั่งของมิติสวรรค์ เพื่อจะได้มาอยู่ร่วมกับคุณอีกครั้ง เขามาจากอีกฟาก คือจากสวรรค์ ชาตินี้เขาอาจจะมีรูปลักษณ์หน้าตาไม่เหมือนเดิม แต่คุณจะรู้จักเขาด้วยหัวใจว่าคนนี้แหละใช่ เนื่องเพราะหัวใจคุณเคยโอบกอดเขาไว้แนบแน่นมาแล้ว คุณและเขาร้อยรัดผูกพันกันตลอดชั่วกัลปาวสาน

สมองของคุณอาจรั้งรอ “ฉันไม่รู้จักเธอ” แต่หัวใจคุณสิรู้ เขาอาจจับมือคุณเป็นครั้งแรก แล้ววูบนั้นคุณจำสัมผัสของเขาได้ข้ามกาลเวลา เธอสบตาคุณ นาทีนั้นคุณเห็น คู่ร่วมวิญญาณ หรือวิญญาณคู่มิตร (Soul Companion) ข้ามเวลานับศตวรรษมาพบคุณ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมีความสำคัญไปทั้งหมด แต่..เขาอาจจำคุณไม่ได้ แม้ว่าคุณจะได้พบเขาอีกครั้ง แม้ว่าคุณจะรู้จักและจำเขาได้ก็ตาม ตัวคุณรับรู้แล้วว่าเขาผูกพันกับคุณมาก่อน คุณมองเห็นความเป็นไปได้ เห็นอนาคต แต่เขาไม่เห็น ความกลัวของเขา สติของเขา หรือปัญหาของเขาเป็นม่านบังดวงตาแห่งหัวใจของเขาจนหมด เขาไม่ยอมให้คุณช่วยเปิดม่านนั้นขึ้น คุณคร่ำครวญโศกเศร้า ร้าวราน ส่วนเขาก็มีชีวิตของเขาต่อไป บางครั้งพรหมลิขิตก็ละเอียดอ่อนเสียเหลือล้ำ

คู่แท้ที่จำกันได้ (Soul Recognition) อาจเกิดขึ้นทันทีที่พบหน้า เป็นความรู้สึกวูบขึ้นเดี๋ยวนั้นว่าคล้ายกับคุ้นเคยกันมาก่อน ว่าคล้ายจะรู้จักเพื่อนใหม่คนนี้อย่างลึกซึ้งเกินกว่าจิตสำนึกจะล่วงรู้ได้ ซึ่งการรู้จักลึกซึ้งขนาดนี้เคยเก็บไว้ให้กับคนในครอบครัวที่สนิทสนมกันที่สุด แต่คราวนี้กลับรู้จักเขาลึกซึ้งกว่านั้นเสียอีก สัญชาตญาณจะบอกเลยว่าต้องพูดกับเขาอย่างไร แล้วเขาจะโต้ตอบกลับมาว่าอะไร เป็นความรู้สึกปลอดภัยและไว้ใจที่ยิ่งใหญ่ล้ำลึก เกินกว่าคนที่รู้จักกันแค่วันเดียว สัปดาห์เดียว หรือเดือนเดียว

คู่แท้ที่จำกันได้ อาจจะเกิดแค่เบาบางและอาจจะช้ามาก และต้องใช้ความอดทนพอที่จะรอสำหรับฝ่ายที่เห็นมันก่อน เราอาจถูกปลุกให้จำคู่แท้ของเราได้ ด้วยการเห็นหน้าแล้วจำได้ ด้วยการหลับแล้วฝันถึง ด้วยความทรงจำ หรือด้วยความรู้สึกที่วูบขึ้นมา สัมผัสที่ทำให้จำกันได้อาจจะมาจากสัมผัสของลูกรัก พ่อแม่ พี่น้อง จากเพื่อนตาย หรืออาจจะมาจากผู้เป็นที่รักซึ่งข้ามภพข้ามชาติหลายศตวรรษมาเจอกัน เพื่อจะได้จุมพิตกันอีกครั้งก็ได้ เป็นการเตือนให้เรารู้ว่า เราสองคนจะอยู่ร่วมกันทุกชาติ จนกว่าฟ้าดินสลาย
(จากบทที่ 1)

เราอาจจะไม่ได้ลงเอยด้วยการแต่งงานกับเนื้อคู่ซึ่งผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้นที่สุดก็เป็นได้ บางทีคู่แท้ของเราอาจจะมีมากกว่า 1 คนเนื่องเพราะครอบครัวแห่งดวงวิญญาณ (Soul Families) ของเราเดินทางมาด้วยกัน เราอาจเลือกแต่งงานกับคู่แท้ที่ผูกพันกันน้อยกว่า คนที่มีบางอย่างพิเศษให้มาสอนเราหรือมาเพื่อเรียนรู้จากเรา การจำคู่แท้ของเราได้อาจเกิดขึ้นในวันข้างหน้าของชีวิต หรือว่าการผูกพันที่แน่นแฟ้นที่สุด มั่นคงที่สุดของเราไปเกิดกับคนที่เป็นพ่อแม่เรา ลูกของเรา หรือพี่น้องร่วมสายเลือดของเราก็เป็นได้ หรือความผูกพันที่แข็งแกร่งที่สุดของเราอาจจะผูกพันกับเนื้อคู่ซึ่งเขาและเธอยังไม่ได้จุติมาเกิดตามเราในชาตินี้ แต่คอยดูแลเรา คุ้มครองเราจากอีกฟากหนึ่ง เหมือนกับเป็นเทวดา/นางฟ้าผู้พิทักษ์ของเราอยู่นั่นเอง

บางครั้งคู่แท้ของเราก็ตอบสนองและยังว่างรอเราอยู่ เขาหรือเธออาจจำความรู้สึกหลงใหล และปฏิกิริยาที่เราสองเคยมีต่อกันได้ อันบอกเป็นนัยถึงความผูกพันกันมาก่อนในหลาย ๆ ชาติจนถึงชาตินี้ก็ได้ แต่เราอยู่กับเขาหรือเธอแล้วแสนทุกข์ อย่างนี้ถือว่าเป็นเรื่องของระดับความพัฒนาทางดวงวิญญาณ (Soul Development)
[P.159]

Soul Relations หรือสายสัมพันธ์ทางวิญญาณ เปรียบเหมือนต้นไม้ที่มีใบนับพัน ๆ ไป บรรดาใบที่อยู่บนก้านเดียวกันจะใกล้ชิดผูกพันกับเรามากที่สุด เราอาจจะแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตหรือทางดวงวิญญาณในหมู่พวกเราได้ ยิ่งเราแผ่ขยายตัวเองออกไปตามลำต้นมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งสัมพันธ์ใกล้ชิดกับใบไม่อื่น ๆ หรือหมายถึงดวงวิญญาณอื่น ๆ มากเท่านั้น

ในป่าไม้งดงามป่าหนึ่งย่อมต้องมีต้นไม้มากหลายเรียงราย แต่ละต้นเชื่อมต่อกับต้นอื่น ๆ ได้ด้วยรากที่เกี่ยวกระหวัดกันใต้พื้นดิน ดังนั้นแม้จะเป็นใบไม้หนึ่งใบที่อยู่บนลำต้นซึ่งดูเหมือนต่างจากเราและอยู่ห่างเราไกลสุด เราก็ยังเชื่อมสัมพันธ์กับใบไม้นั้นได้ เราเชื่อมถึงใบไม้ได้ทุกใบในป่า แต่เราจะเชื่อมกับเหล่าใบไม้บนต้นเดียวกันอย่างใกล้ชิดที่สุด กับใบที่อยู่บนก้านเดียวของเราจะยิ่งใกล้ชิดผูกพันกันราวกับเป็นหนึ่งเดียว

เราอาจเคยพบดวงวิญญาณอื่นที่อยู่ไกลจากเราแต่ลำต้นเดียวกันมาแล้วในชาติภพก่อน ๆ ก็ได้ คนเหล่านั้นอาจจะมามีสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเราหลากหลายรูปแบบ การที่เขาเข้ามาในชีวิตเราอาจจะสั้นมาก เช่น กรณีที่เราไปรู้จักใครแม้ชั่วสามสิบนาที แต่การได้รู้จักคนคนนั้นอาจช่วยเราหรือช่วยเขาหรือกระทั่งช่วยทั้งสองคนให้เรียนรู้อะไรในชีวิตก็ได้ เรากับเขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในเวทีชีวิตของพรหมลิขิตไปแล้ว การพบเจอดวงวิญญาณร่วมต้นเหล่านี้หลากหลายผิดแผกกันออกไปหลายรูปแบบ อาจจะเจอกันแค่ห้านาที หนึ่งชั่วโมง หนึ่งวัน หนึ่งเดือน หรือสิบปี หรืออาจยาวนานกว่านั้น ดวงวิญญาณผูกพันกันด้วยหนทางเช่นนี้เอง ความสัมพันธ์ระหว่างเรามิอาจวัดด้วยกาลเวลาว่าพบกันยาวนานเพียงไร หากแต่วัดกันด้วยบทเรียนที่เราได้รับจากการพบกันเป็นเช่นไรต่างหาก – Brian L. Weiss [P.128]

ช่างนานนักหนา! แต่ฉันก็ยังเป็นมาร์กาเร็ตคนเดิม
ชีวิตเราเท่านั้นแหละที่แก่ลง
เราอยู่ที่ที่กาลเวลานับศตวรรษ
ผ่านไปในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
และหลังมีชีวิตตั้งไม่รู้กี่ร้อยชาติ เราจึงได้ลืมตาขึ้น
– ยูจีน โอ’นีล นักเขียนบทละครชื่อก้อง [P.12]

วิญญาณของมนุษย์ประดุจธารา
โปรยปรายจากสวรรค์ลงมา
ระเหยกลับขึ้นไปสู่สวรรค์
และหวนกลับคืนสู่พื้นพิภพอีกครา
หมุนเวียนเช่นนี้นิรันดร
– เกอเธ่ [P.17]

แนวคิดเรื่องการกลับชาติมาเกิดใหม่ : ว่าด้วยการตายโดยไม่เศร้าเสียใจ และการเกิดโดยไม่ต้องเฉลิมฉลอง
“ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ พรหมลิขิตกำหนดให้เราอยู่ ณ จุดนี้”
เราไม่ควรฟูมฟายกับความตาย เพราะรู้ว่าวิญญาณจะเป็นอมตะ.. วิญญาณจะกลับมาอีกครั้งในร่างมนุษย์หากยังทำงานของเราไม่เสร็จสิ้น เวลาที่เราตรวจร่างใหม่จนละเอียด เราจะพบหลักฐานของร่างเก่าปรากฏให้รู้ อาจเป็นตำหนิที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เช่น แผลเป็นเคยอยู่ตรงไหน หาสัญลักษณ์อื่น ๆ อีกที่จะบอกได้ เพราะฉะนั้น เราจึงไม่เฉลิมฉลองการเกิดให้มากมายนัก แม้การได้พบดวงวิญญาณอีกครั้งจะเป็นนิมิตดีก็ตาม
แม้ว่าโลกนี้จะสวยงาม และทำให้เราเห็นความกลมกลืนและความปฏิสัมพันธ์กันของสรรพสิ่งทั้งหลาย ชีวิตในโลกนี้ก็ยังดิ้นรนอยู่ดี (เป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่) หากแต่จิตวิญญาณยิ่งใหญ่กว่านั้น เพราะไม่มีความไข้ ไม่มีความทุกข์ ไม่มีการพลัดพราก ไม่ต้องมีความทะยานอยาก ไม่ต้องมีการแก่งแย่งชิงดี ไม่มีความเกลียด ไม่มีความกลัว ไม่มีศัตรูคู่แค้น มีแต่ความสงบและความราบรื่น ดังนั้นจิตวิญญาณดวงเล็กกว่าที่ต้องกลับลงมาเกิดจึงไม่อยากจากสถานที่อย่างนั้นมา เราจึงถือว่าเป็นความผิดมหันต์ที่จะเฉลิมฉลองในเมื่อจิตวิญญาณช่างเศร้าโศก แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ต้อนรับวิญญาณที่กลับมา หากแต่ควรแสดงความรักเอื้ออาทรในช่วงเวลาอ่อนไหวอย่างนี้.. การกลับชาติมาเกิดใหม่ คือ การได้กลับมาพบกันในรูปสังขารของผู้ที่เคยผูกพันกันมาแต่ชาติปางก่อน พ่อแม่พี่น้อง สหาย คนรัก ต่างยุคต่างสมัย จากวัฒนธรรมต่างชาติ ต่างภาษา แต่กลับก่อเกิดแนวคิดนี้อย่างคล้ายคลึงกัน – เอลิซาเบธ [P.46]

ชาย? หญิง? ในการเกิดมาทุกภพชาติ เราล้วนต้องเปลี่ยนเพศ เปลี่ยนศาสนา เปลี่ยนชาติพันธุ์ทั้งสิ้นเพื่อจะได้เรียนรู้ให้ทั่วทุกด้าน ที่นี่ก็คือโรงเรียนของเราทุกคน การเกิดหรือ? ถ้าหากเราไม่ได้ตายสูญไปจริง ๆ เท่ากับเราไม่ได้เกิดจริงอีกเช่นกัน เราทุกคนล้วนเป็นอมตะ ประเสริฐ และไม่มีวันถูกทำลายได้ ความตายมิใช่อื่นไกลนอกไปจากการเดินเข้าประตูไปสู่อีกห้องหนึ่งเท่านั้น เราจะกลับมาเรื่อยไปเพื่อจะได้เรียนรู้บทเรียนหรือโทษนิสัยที่เราต้องรู้ เช่น ความรัก การให้อภัย ความเข้าใจผู้อื่น การรับรู้ การอดทนรอคอย การไม่ใช้กำลัง เราต้องแก้โทษนิสัย เช่น ความกลัว ความโกรธ ความโลภ ความเกลียด ความเย่อหยิ่งทะนงตน ความหลงตัวเอง ซึ่งเกิดจากสถานภาพเก่า ๆ ที่ติดตัวมา เมื่อนั้นเราจึงจะเรียนจบและออกจากโรงเรียนไปได้ เรามีเวลาทั้งโลกอยู่ในกำมือเพื่อจะเรียนรู้และแก้ไข เราเป็นอมตะ เราเป็นอนันต์.. – Brian L. Weiss [P.98]

เราเกิดมาทำไม?

ทำไมบางคนจะต้องกระหายอยากมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นด้วย?
จะไม่ดีกว่าหรือที่เราจะขอมีชีวิตอยู่อย่างเบิกบานในวันนี้ เพื่อจะใช้เวลาทุกวันของเราให้เต็มที่ เพื่อจะได้รักและเป็นที่รัก มากกว่าจะอยู่อย่างกังวลถึงสุขภาพร่างกายในอนาคตที่เราเองก็มิอาจรู้ได้ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากอนาคตนั้นไม่มี จะเกิดอะไรหนอถ้าหากความตายคือการหลุดพ้นสู่ปีติภพ หากคุณมีทัศนคติใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับวันนี้ คุณอาจจะมีอายุยืนไปเองก็ได้

ร่างกายของเรากับวิญญาณเราเปรียบไปคล้ายรถยนต์กับคนขับฉันใดฉันนั้น พึงจำไว้เสมอว่าคุณคือคนขับ ไม่ใช่รถ อย่ายึดติดกับพาหนะ การยึดมั่นว่าจะยืดอายุชีวิตได้นานเท่าไหร่ถือว่าบ้าโดยแท้ เปรียบได้กับการที่คุณจะยื้อเจ้ารถฟอร์ดให้ขับทะลุสองแสนไมล์แล้วยังจะเอาให้ได้สามแสนไมล์อีก ทั้งที่ตัวถังรถสนิมเขรอะ เปลี่ยนลูกสูบไปห้าครั้ง อะไหล่หลุดร่วงจากตัวเครื่องทีละชิ้น ๆ แล้ว คุณก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนรถอยู่นั่นเอง ขณะเดียวกันมีเจ้าคอร์เวทคันใหม่เอี่ยมรอคุณอยู่หัวมุมถนนข้างหน้า ที่ต้องทำก็คือยอมก้าวเท้าออกจากเจ้าฟอร์ดคันเก่าแล้วแล้วเลื่อนกายสู่เบาะคอร์เวทคันหรูใหม่เอี่ยมเท่านั้น คนขับคนเดิม วิญญาณดวงเดิมไม่เปลี่ยน รถเท่านั้นที่เปลี่ยน – Brian L. Weiss [P.57]

แนวคิดเรื่องกรรม เหมือนกันในทุกศานา
“มนุษย์หว่านพืชเช่นไร ได้ผลเช่นนั้น” เราทุกคนล้วนมีความรับผิดชอบต่อตัวเอง ต่อผู้อื่น ต่อชุมชน และต่อดาวดวงนี้ด้วยกันทั้งสิ้น เราไม่ได้สูญเสียบุคคลที่เรารักไปตลอดกาลหรอก เราจะกลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า ความรักช่างเปี่ยมพลังแห่งการอยู่ร่วมมากมายปานนี้! – Brian L. Weiss [P.98]

“อำนาจที่แท้มาจากความรู้ ภูมิปัญญาที่แท้มาจากการนำความรู้ไปใช้ด้วยเมตตาธรรมและการุณธรรม ชาวบ้านอาจไม่ขวนขวายก็จริงแต่เราเปลี่ยนเขาได้ พวกเขาไม่ได้โง่” – เปโดร [P.105]

“เป้าหมายมิได้อยู่ที่ชัยชนะ แต่อยู่ที่การเปิดรับ”

หนังสือเล่มนี้เป็นที่นิยมในหมุ่ผู้อ่านขนาดไหน ดูจากได้จากการพิมพ์เป็นครั้งที่ 23 เข้าไปแล้ว (ปัจจุบันนี้ไม่ทราบว่าถึงครั้งที่เท่าไหร่แล้ว) เนื่องด้วยมีการกล่าวถึงเรื่องราวของการบำบัดจิตด้วย วิธีสะกดจิตระลึกชาติ (Past life Therapy) รวมทั้ง การเวียนว่ายตายเกิด (Reincarnation) และแนวคิดที่ดร.ไวส์บ่มเพาะไว้ในหนังสือเล่มนี้คือเรื่องของ กรรม (Karma) ที่มาผูกกับทฤษฎีคู่แท้ (Soulmates) เพื่อพัฒนาระดับจิตวิญญาณ (Soul Development)

ท้ายเล่มมีหนังสือ / ภาพยนตร์แนะนำให้ผู้สนใจเรื่องนี้ไปหามาอ่าน / มาชม ปิดท้ายด้วยจดหมายจากผู้อ่านที่เขียนถึงผู้แปลคัดมาลงจำนวนหนึ่ง จากที่ผู้แปลกล่าวว่ามีคนเขียนมาหาเธอมากหลังอ่านหนังสือเล่มนี้จบ

โดยส่วนตัว ผมสนใจและเชื่อเรื่องนี้นะ และกำลังเฝ้ารอ Soul Recognition อยู่ครับ..

ONLY LOVE IS REAL / 1996 / Book / Documentary, Psychology / Country: USA / Language: Thai / 221 pages / 25.08.55 / A / YES!
Brian L. Weiss. เราจะข้ามเวลามาพบกัน. แปลโดย มณฑานี ตันติสุข. พิมพ์ครั้งที่ 23. กรุงเทพฯ: ดับเบิ้ลนายน์, 2544.

2 thoughts on “ONLY LOVE IS REAL (1996)

  1. Pingback: My Best Film of 2012! « NEW VOICE

  2. Pingback: The Fountain (2006) | NEW VOICE

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s