สองพันหกร้อย (2010)

  2 6 0 0

 

ณ ดินแดนพระพุทธศาสนา พ.ศ.2600  ช่วงที่ศาสนาพุทธอยู่ในยุคเสื่อม ผู้คนต่างหมดศรัทธาในพระอริยสงฆ์ หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจำนวนมากถูกบิดเบือน ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีของชาวพุทธที่ปฏิบัติกันมายาวนานกำลังถึงจุดสิ้นสุด..

 

‘สีดา’ หญิงผิวขาวร่างเล็กผมดำยาวปรากฏตัวขึ้น ณ บริเวณชายป่าแห่งหนึ่ง  ประจวบเหมาะกับ ‘ราม’ ชายหนุ่มผมสั้นร่างสูงผิวสีเหลืองขับรถผ่านมาพอดีจึงหยุดรับ

 

เขาถามเธอว่าเป็นใครมาจากไหน เนื่องจากเธอจำอะไรไม่ได้เลยจึงตอบเพียง “ไม่รู้”  ทำให้เขาตัดสินใจพาเธอกลับบ้านไปด้วยเพื่อฟื้นความทรงจำ

 

หลายวันต่อมา ทั้งสองได้สนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นและพูดคุยเรื่องต่าง ๆ กันจนสนิทระดับหนึ่ง  เขาพาเธอออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอก จึงทำให้ได้พบกับ ‘กัณฐ์’ หนุ่มร่างท้วมมาดเข้มผิวสีเขียว ซึ่งเป็นเพื่อนของราม  เขาสงสัยว่าเธอเป็นใคร รามจึงแนะนำสีดาให้รู้จักระหว่างทานอาหารเย็นในร้านอาหารริมถนนแห่งหนึ่ง

 

นานวันเข้า เมื่อทั้งสองได้ออกไปเที่ยวกันบ่อยขึ้น ใกล้ชิดกันมากขึ้น จนความรู้สึกระหว่างรามกับสีดาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็น ‘ความรัก’ ซึ่งเธอเองก็รู้สึกได้  จนถึงตอนนี้ชายหนุ่มจึงไม่ปรารถนาให้เธอฟื้นความทรงจำกลับมาดังเดิมอีกต่อไป

 

แต่ด้วยความที่กัณฐ์อยากเห็นสีดาหายเป็นปกติและต้องการรู้ความจริง เขาจึงแอบช่วยเหลือเธออย่างลับ ๆ โดยไม่ให้รามรู้ด้วยวิธีการต่าง ๆ  จนวันหนึ่งกัณฐ์บังเอิญค้นพบข้อมูลว่ามีผลไม้วิเศษชนิดหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติช่วยคืนความจำ สามารถหาได้อีกมุมหนึ่งของเมือง เมื่อเห็นดังนั้นชายหนุ่มจึงรีบเดินทางไปนำผลไม้มาให้เธอทันที

 

หลังสีดาทานผลไม้วิเศษ เธอก็พบว่าทุกอย่างยังคงเป็นปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  กัณฐ์ทำได้เพียงบอกให้เธอรอมันออกฤทธิ์ โดยที่รามเองไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสองเลยแม้แต่น้อย

 

เย็นวันหนึ่ง ที่ม้านั่งริมทะสาบในสวนสาธารณะ รามสารภาพรักกับสีดา  ทว่าช่วงเวลานั้นเองความทรงจำของหญิงสาวก็ค่อย ๆ กลับคืนมา ทำให้สีดาปะติดปะต่อเรื่องได้และตัดสินใจเล่าเรื่องราวให้ชายหนุ่มฟัง..  เธอ ผู้ปรารถนาพุทธภูมิ ได้ตั้งสัจอธิษฐานว่าตนจะบำเพ็ญบารมีให้ครบ 10 ทัศ* (ทศบารมี) เพื่อให้ถึงพระนิพพานตามความเชื่อ  เป็นสาเหตุให้เธอได้ปรากฏตัวขึ้น ณ พ.ศ. 2600 ที่ซึ่งพระพุทธศาสนาอยู่ในช่วงตกต่ำสุดขีด ประชาชนไม่นับถือพระพุทธเจ้าอีกต่อไป  นาทีแรกที่สีดาเริ่มเรียกความทรงจำกลับมาได้ เธอยังไม่รู้ว่าภพนี้เป็นการบำเพ็ญบารมีอะไร  แต่ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นเธอก็รู้ทันที เพราะการที่ได้พบกับรามและสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นคือ ‘ความรัก’ หญิงสาวจึงอธิบายให้รามเข้าใจ

นี่คือห้วงเวลาที่เธอต้องบำเพ็ญบารมีในหัวข้อ ‘เมตตาบารมี’ (ความรักที่ปราศจากความใคร่  สร้างอารมณ์ความดี ความเยือกเย็นของใจ  ไม่เป็นศัตรูกับใคร  มีความรักตนเสมอด้วยบุคคลอื่น)  ต่อให้เขารักเธอมากเท่าไหร่ เธอก็ทำได้เพียงรักเขาในฐานะเพื่อนโดยปราศจากความใคร่  เมตตาว่าชายหนุ่มคงต้องการเพียงความรัก ซึ่งเธอยินดีมอบความรักอันสูงสุดให้ในฐานะเพื่อนได้เพียงเท่านั้น  และถ้าหากสีดาทำไม่สำเร็จ เธอก็จะหมดโอกาสบำเพ็ญบารมีในภพต่อไป  เมื่อรามฟังจนจบ เขาก็พาเธอกลับบ้านและจัดการขังไว้ในห้องไม่ให้ออกไปข้างนอกอีก

 

ไม่กี่วันต่อมา กัณฐ์สงสัยว่าสีดาหายไปไหนเพราะทุกครั้งที่เขาพบรามก็จะเห็นเธออยู่ใกล้ ๆ เสมอ  วันหนึ่งเมื่อเจอราม กัณฐ์จึงเอ่ยปากถาม แต่คำตอบที่ได้จากเขาคือเธอจากไปแล้วด้วยสีหน้ามีพิรุธ

 

เพราะความสงสัย ทำให้บ่ายวันรุ่งขึ้นเมื่อเห็นรามออกจากบ้านไป กัณฐ์ที่แอบเฝ้าดูจากพุ่มไม้หน้าบ้านจึงออกมาจากที่ซ่อน และรีบวิ่งเข้าบ้านรามอย่างรวดเร็วโดยการปีนรั้ว

 

หลายนาทีผ่านไป เขาพบสีดาในห้องใต้ดินด้วยสภาพอิดโรยเหมือนไม่ได้นอนมาหลายคืน  เธอโผเข้ากอดชายหนุ่มด้วยความดีใจพร้อมกับอาศัยแรงที่เหลือทั้งหมดเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นและเหตุการณ์ความทรงจำในอดีตทั้งหมดให้กัณฐ์ฟังก่อนที่ชายหนุ่มจะทันได้เอ่ยถาม กัณฐ์รับปากว่าจะช่วยเธอด้วยการชี้แจงให้รามเข้าใจ

 

แต่ทันใดนั้นเอง รามก็เปิดประตูห้องเข้ามาและตกใจที่เห็นเพื่อนอยู่ที่นี่  หลังกัณฐ์เกลี้ยกล่อมรามให้ตัดใจจากสีดาอยู่นานก็ไม่เป็นผล ทั้งสองจึงเริ่มมีปากเสียงกัน  จนเหตุการณ์บานปลาย เมื่อรามหยิบปืนขึ้นมาเล็งไปที่เพื่อนสนิท แต่กัณฐ์ใช้ความไวเตะขารามให้ล้มก่อนจะคว้าตัวสีดาหนีออกไปจากห้อง   รามวิ่งตามมาถึงหน้าประตู ก่อนที่หญิงสาวจะอาศัยแรงเฮือกสุดท้ายตะโกนบอกให้ทั้งสองหยุด และรับฟังสิ่งที่เธอพูดต่อไปนี้ให้ดี…

“เราตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น เราจะอยู่ที่นี่  เฝ้ารอ จนกว่ารามจะหมดรักจากเราไปเอง”

 

กัณฐ์บอกสีดาว่าคงเป็นไปไม่ได้  เธอบอกไม่ต้องห่วง ขึ้นชื่อว่า ‘มนุษย์เพศชาย’ ไม่ช้ารามจะหมดรักเธอเข้าสักวัน  เมื่อเห็นดังนั้นกัณฐ์จึงขอตัว และรีบเดินออกไปโดยไม่เหลียวมองรามที่อยู่ในสภาพไม่ต่างกันเลยแม้แต่น้อย

 

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

 

หลายปีต่อมา รามตัดสินใจออกบวชเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป  ณ วันนี้ ดินแดนแห่งนี้เป็นพื้นที่เดียวของจักรวาลที่ยังมีคนนับถือศาสนาพุทธ แต่ก็น้อยจนน่าตกใจในจำนวนที่ไม่ถึง 2 เปอร์เซ็นต์จากประชากรทั้งหมด  การบวชทำได้ยากเต็มที เพราะถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ต้องหลบซ่อนจากลุ่มผู้ต่อต้านจำนวนมากที่จ้องจะทำร้ายด้วยการเอาชีวิตเข้าเสี่ยง  แต่ในท้ายที่สุดรามก็ประกอบพิธีทางศาสนาสำเร็จได้ด้วยดี และทำให้เขาบรรลุถึงเหตุที่ทำให้ศาสนาพุทธเสื่อมลงอย่างแจ่มแจ้ง

 

6 ปี**หลังจากที่รามบวช (ซึ่งเป็นการบำเพ็ญบารมีขั้นสูง)  เขาก็ละกิเลสจากทางโลกเพื่อมุ่งหน้าสู่ทางธรรมได้อย่างสมบูรณ์  เมื่อนั้นสีดาจึงหายตัวไป…

ไม่มีใครพบเธอ

ไม่มีใครรู้ว่าเธอหายไปไหน

แม้กระทั่งกัณฐ์ ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยเหลือเธอ

 

**********************************************************************

ณ ที่แห่งหนึ่งไกลออกไป… หญิงสาวปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับชายท่าทางนักเลง 2 คนที่เดินผ่านมาพอดี  ชายคนหนึ่งมองเธอพร้อมกับปลดกระดุมเสื้อเม็ดบนออกพลางแสยะยิ้ม

(ขันติบารมี)

 

 

————————————————————————————————————————–

* บารมี 10 ทัศ ประกอบด้วย..

1. ทานบารมี  การให้ เป็นการตัดความโลภ  จิตของเราพร้อมที่จะให้ทานเป็นปกติ

2. ศีลบารมี  การละชั่วทั้งหลาย  ตัดความโกรธ  จิตของเราพร้อมในการทรงศีล

3. เนกขัมมะบารมี  เป็นการตัดอารมณ์ของกามคุณ  จิตพร้อมในการทรงเนกขัมมะเป็นปกติ

(เนกขัมมะ แปลว่า การถือบวช แต่ไม่ใช่ว่าต้องโกนหัวไม่จำเป็น)

4. ปัญญาบารมี  ความรู้ ที่เกิดขึ้นจากการพินิจพิจารณา  ตัดความโง่  จิตพร้อมที่จะใช้ปัญญาเป็นเครื่องประหัตประหารให้พินาศไป

5. วิริยะบารมี  ความกล้าไปแก้นิสัยของตัวเรา  ตัดความขี้เกียจ  มีความเพียรทุกขณะ ควบคุมใจไว้เสมอ

6. ขันติบารมี  ขันติ มีความอดทน อดกลั้นต่อสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ หรืออารมณ์ที่เข้ามายั่วยวน

7. สัจจะบารมี  ความตั้งใจจริง  ตัดความไม่จริงใจ มีอารมณ์ใจกลับกลอก  สัจจะ ทรงตัวไว้ตลอดเวลา ว่าเราจะจริงทุกอย่างในด้านของการทำความดี

8. อธิษฐานบารมี  ความตั้งใจ  ทรงกำลังไว้ให้สมบูรณ์  ตั้งใจไว้ให้ตรงโดยเฉพาะ

9. เมตตาบารมี  ความรักที่ปราศจากความใคร่  สร้างอารมณ์ความดี ความเยือกเย็นของใจ  ไม่เป็นศัตรูกับใคร  มีความรักตนเสมอด้วยบุคคลอื่น

10. อุเบกขาบารมี  ความวางเฉย  วางเฉยเข้าไว้ เมื่อร่างกายมันไม่ทรงตัวใช้คำว่า “ช่างมัน” ไว้ในใจ

 

** พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน (พระโคตมพุทธเจ้า) ใช้เวลา 6 ปี ตั้งแต่เสด็จออกบวช ณ ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา (29 พรรษา) จนถึงตรัสรู้ ‘อริยสัจ 4’ ณ  อุรุเวลาเสนานิคม แขวงเมืองพาราณสี (35 พรรษา)

 

 

 

Dedicated to Arnon & You

Written by Supakit Seksuwan / 10.2010 – 25.05.2011 / Beungkum

——————————————————————————–

2600 (สองพันหกร้อย) / 2010 / เรื่องสั้น / พิมพ์ / Mac Paper / Romance

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s