เจ้าหญิงมานี กับ อาณาจักรแฟนตาซีแลนด์ Version 1 (2011)

เจ้าหญิงมานี
กับ อาณาจักรแฟนตาซีแลนด์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ อาณาจักรแฟนตาซีแลนด์  มีเจ้าหญิงนามว่า มานี ปกครองอาณาจักรด้วยความสงบสุข  เธอมีม้าสีแดงพันธุ์ผสมมังกรแสนรู้ชื่อ สก๊อตตี้ ที่พระบิดามอบให้ในวันที่เธอเกิด  เพราะโตมาด้วยกันมันจึงเป็นเสมือนเพื่อนสนิทที่สุดของเธอ  และนวล พระมารดาผู้คอยให้คำปรึกษาและยืนหยัดเคียงข้างเจ้าหญิงวัย 25 ปีผู้นี้ หลังพระบิดาของเธอด่วนจากไปหลายปีก่อนด้วยอุบัติเหตุร้ายแรง ทิ้งอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลให้พระธิดาปกครองลำพังเพียงผู้เดียว  อีกทั้งพระเชษฐา (พี่ชาย) ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อ 3 ปีก่อนหน้า  นวลจึงพยายามมองหาคู่ครองที่เหมาะสมให้กับมานี เพื่อหวังให้สุภาพบุรุษผู้นั้นเป็นพระราชาช่วยพระธิดาปกครองเมือง

มีอยู่หลายครั้งที่เจ้าหญิงทรงท้อพระทัยจนแอบไปร้องไห้คนเดียว แต่ไม่นานก็ต้องหยุดเพราะเธอจะอ่อนแอให้ใครเห็นไม่ได้   ด้วยเหตุนี้ ในระยะหลัง ๆ พระมารดาจึงมักไหว้วานให้นางสนมสรรหาชายหน้าตาดีทั่วอาณาจักรมาให้พระองค์คัดเลือก และเมื่อผ่านเกณฑ์จึงนำไปให้พระธิดาดูตัวอีกรอบ เป็นเช่นนี้เดือนละหลายครั้ง   จนนานวันเข้าความอดทนของเจ้าหญิงก็มาถึงขีดสุด  ด้วยความไม่พอใจในการกระทำของพระมารดาอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้เธอประกาศกร้าวกลางพระราชวังขณะที่มารดานำชายหนุ่มรูปงามมาให้เลือกเหมือนทุกครั้งว่า  นับจากนี้พระมารดาไม่ต้องเกณฑ์ชายหนุ่มมาให้เลือกแล้ว เธอจะไม่เสียเวลากับเรื่องนี้อีกต่อไป มานียื่นคำขาดกับนวลว่าจะขอเลือกคู่ชีวิตด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้เธอยังไม่เจอชายหนุ่มในอุดมคติผู้นั้น  และหากไม่พบจริง ๆ เธอยืนยันที่จะขออยู่ครองโสดตลอดไป

อีกมุมหนึ่งของเมือง พ่อมดชั่วร้ายในชุดดำมีผ้าคลุมปิดหน้าก็กำลังคิดวางแผนโค่นราชบัลลังก์ เพื่อใช้อำนาจมนต์ดำที่ฝึกมาอย่างดีเสกให้ชาวเมืองทุกคนเชื่อฟังเขาแต่เพียงผู้เดียว หลังวางแผนอยู่นานก็ถึงเวลาปฏิบัติการในช่วงกลางดึกอันเงียบสงัดคืนหนึ่ง พ่อมดได้ปลอมตัวเป็นทหารลอบเข้าไปในวัง เมื่อสบโอกาสจึงแอบเข้าไปในห้องบรรทมของเจ้าหญิง โดยไม่รู้ว่ามีม้าแสนรู้แอบสะกดรอยตามมาตั้งแต่เขาลุกล้ำเข้ามาในพระราชวังส่วนใน พ่อมดย่องไปที่ข้างเตียงบรรทม พอดีกับที่เจ้าหญิงผู้มีมงกุฎเงินประดับดาวสีดำอยู่บนศรีษะซึ่งกำลังหลับอยู่ได้พลิกตัวลืมตาขึ้น เธอกรีดร้องลั่นด้วยความตกใจ สก๊อตตี้ทะยานเข้ามาในห้องทันที แต่สายไปเสียแล้ว พ่อมดชั่วร้ายได้โรยผงหลุมดำพิเศษที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมาเองลงบนพื้นเพื่อดูดเจ้าหญิงไปขังไว้ในหลุมดำ เมื่อเห็นดังนั้นเจ้าม้าแสนรู้ก็รีบกระโดดตามลงไปช่วยเจ้าหญิงด้วยความภักดี นั่นจึงทำให้มันตกลงไปพร้อมกับเจ้าหญิงด้วย ทันทีหลุมดำปิด พ่อมดรีบตรงไปยังห้องบรรทมของราชินีอย่างรวดเร็ว เขาถอดหมวดเหล็กทหารออกและเปิดประตู องค์ราชินีที่ทรงพระบรรทมอยู่สะดุ้งตื่นขึ้นและเมื่อหันมาเห็นชายในชุดทหารก้าวเข้ามาในห้องก็ถึงกับตกใจสุดขีด

ด้วยความผิดพลาดอันเกิดจากการหยิบหลุมดำผิดซองของพ่อมดชั่วร้าย เป็นเหตุให้เจ้าหญิงทะลุมิติเวลามาปรากฏยัง ‘โลกมนุษย์’ แทนที่เธอจะต้องถูกกักอยู่ในหลุมดำตามความตั้งใจของพ่อมดผู้ชั่วร้าย บัดนี้เจ้าหญิงมานีนอนไม่ได้สติอยู่ ณ บริเวณป่าภายในหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง จากร่างเธอห่างออกไปไม่ไกลนักมีมงกุฎเงินประดับทับทิมรูปดาวสีดำตกอยู่บนพื้นหญ้า ขณะนั้นเอง กันต์ (พี่ชาย) กับ แก้ว (น้องสาว) ขับรถผ่านมาเห็นเข้าพอดี จึงจอดรับเธอไปรักษาตัวที่บ้านริมแม่น้ำภายในหมู่บ้าน โดยที่สองพี่น้องไม่ทันสังเกตเห็นมงกุฎเลยแม้แต่น้อย

เมื่อมาถึงบ้าน กันต์ประคองร่างอันมอมแมมของเจ้าหญิงวางลงบนโซฟา ในขณะที่สภาพบ้านมีของเตรียมจัดเรียงวางไว้เป็นหย่อม ๆ ตามพื้นเนื่องจากอยู่ในช่วงทำความสะอาดใหญ่หลังสองพี่น้องย้ายเข้ามา มีการแบ่งประเภทสิ่งของด้วยการเขียนไว้ที่ด้านข้างทุกลัง เช่น บริจาค เตรียมทิ้ง ทว่ามีลังหนึ่งเขียนว่าสมบัติคุณปู่ ภายในลังนี้มีรูปถ่ายคู่ระหว่างปู่ของสองพี่น้องสมัยหนุ่ม ๆ กับชายวัยไล่เลี่ยกัน หน้าตาดูภูมิฐานคนหนึ่ง และของมีค่าเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยมีนาฬิกาทรายมรกตวางอยู่ด้านบน มันเป็นลังเดียวที่ของเยอะจนล้นออกมาทำให้ไม่สามารถปิดลังได้ กันต์หยิบลังของคุณปู่ใบนั้นขึ้นไปไว้ห้องใต้หลังคาแล้วลงมาดูเจ้าหญิงที่มีแก้วกำลังเช็ดตัวให้ ไม่นานเจ้าหญิงก็รู้สึกตัว แต่อยู่ในในสภาพไร้ความทรงจำโดยสิ้นเชิง … เธอจำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย!

ทางด้านเจ้าสก๊อตตี้ มันได้ปรากฏตัวขึ้น ณ สวนสัตว์แห่งหนึ่งไกลออกไปจากหมู่บ้านที่เจ้าหญิงมานีอยู่…

ขณะเดียวกัน อาณาจักรแฟนตาซีแลนด์ในตอนนี้สภาพบ้านเมืองตกอยู่ในความมืดมนโดยแท้

เมื่อชาวเมืองรู้ว่ามานะ โอรสของพระราชาแดง (หรือพ่อมด) ยังไม่ตายก็พากันดีใจยกใหญ่ที่จะได้พระราชามาปกครองอาณาจักร ทว่านี่คือความผิดพลาดอันใหญ่หลวงเมื่อพระราชินีนวล (ผู้จำต้องระงับความโศกเศร้าไว้ชั่วคราว) ได้ทรงแต่งตั้งให้เขาเป็นพระราชาปกครองอาณาจักร โดยหารู้ไม่ถึงความกระหายอำนาจของเขา มานะใช้มนต์ดำเสกปกคลุมอาณาจักรเพื่อให้ประชาชนทุกคนตกอยู่ใต้อำนาจและเชื่อฟังเขาแต่เพียงผู้เดียว หลังจากที่ได้ไปซุ่มฝึกปรือวิชาในป่าเป็นเวลาหลายปี แต่ก็มีกลุ่มที่ไม่พอใจต่อการปกครองของเจ้าชายมานะหลายคนก่อตัวขึ้นและคลื่อนไหวใต้ดินอย่างลับ ๆ เพื่อคิดก่อการกบฏโค่นราชบัลลังก์ นำโดยชาย 4 คนผู้มีความสัมพันธ์กับมานะครั้งอดีต

คืนหนึ่งหลังเสร็จสิ้นภารกิจ เจ้าชายมานะได้เพ่งลูกแก้ววิเศษเพื่อดูว่าเจ้าหญิงมานียังอยู่ในหลุมดำที่เขาตั้งใจกักตัวไว้ในนั้นตลอดไปหรือไม่ แต่ภาพที่เห็นคือเธออยู่บนโลกมนุษย์ซะนี่.. ด้วยความโกรธจัดเพราะความผิดพลาดของตัวเอง เขาจึงตะโกนเรียกให้อำพล สมุนมือขวาเข้ามาพบทันที แล้วสั่งให้รีบไปจัดการเก็บเจ้าหญิงมานีที่โลกมนุษย์ โดยมานะจะใช้ผงหลุมดำทะลุมิติที่เหลือน้อยนี้ส่งอำพลไป และกำชับว่าอีก 3 วัน บนโลกมนุษย์จะเกิดปรากฏการณ์มิติเวลาเปิดในรอบร้อยปีบริเวณใต้ต้นโพธิ์ทุกต้น ในช่วงแสงสุดท้ายก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เขาจะต้องเดินทางกลับมาตอนนั้น มิฉะนั้นแล้วเขาจะติดอยู่บนโลกมนุษย์ต่อไปจนกว่าจะถึง 100 ปีข้างหน้า ลูกสมุนในชุดคลุมสีดำพยักหน้าเป็นการรับคำสั่งก่อนที่พ่อมดหรือเจ้าชายมานะจะโรยผงหลุมดำลงบนพื้นและกระโดดลงไปทันที

ชายชุดดำปรากฏตัวขึ้นบริเวณสวนสาธารณะที่อยู่ถัดจากบ้านริมน้ำของสองพี่น้องไปราว 8 หลัง ขณะนี้เจ้าหญิงมานีกำลังนั่งเล่นอยู่ เมื่อเห็นดังนั้นเขาก็ค่อย ๆ ย่องเข้าไปจากด้านหลัง ในระหว่างที่กำลังเริ่มร่ายมนต์อยู่นั่นเอง เธอหันมาเห็นเข้าก่อนจึงหลบทัน ลำแสงสีม่วงพุ่งพาดเป้าหมายไปยังพุ่มไม้เกิดเปลวควันโขมงขึ้น เธอกรีดร้องและวิ่งกลับบ้านพลางตะโกนให้คนช่วย ชายหน้าตาทมิฬวิ่งตามไปติด ๆ และร่ายมนต์สังหารอีกครั้ง มันพลาดไปโดนหน้าต่างบ้านหลังหนึ่ง เสียงแตกดังสนั่น ด้วยความกลัวจึงทำให้มานีเร่งฝีเท้าขึ้น เมื่อมาถึงบ้าน เธอรีบตรงไปเคาะประตูหน้าบ้าน อำพลเดินตามมาถึงหน้าบ้านเช่นกัน เขาหยุดและมองมาที่เจ้าหญิงพลางแสยะยิ้ม ก่อนจะเริ่มร่ายมนต์สังหารครั้งสุดท้าย กันต์เปิดประตูออกมาพอดี เจ้าหญิงโผเข้ากอดด้วยความกลัว ชายชุดดำหยุดร่ายมนต์และรีบซ่อนตัวอย่างรวดเร็ว กันต์และมานีสบตากัน ทั้งสองเกิดความรู้สึกบางอย่าง แก้วเดินมาพอดีทั้งสองรีบผละออกจากกัน ทว่าน้องสาวก็รับรู้ถึงความรู้สึกบางอย่างของพี่ชาย

ที่ห้องนั่งเล่น ขณะนี้สองพี่น้องกำลังนั่งฟังเรื่องเล่าจากเจ้าหญิงด้วยความตั้งอกตั้งใจ หลังแสงสีม่วงจากการร่ายคาถาของชายชุดดำทำให้เธอฟื้นความทรงจำกลับมาได้หมด มานีเล่าให้สองพี่น้องฟังว่าเธอเป็นใคร (สาบานได้ว่าเธอเห็นกันต์ทำตาโตแวบหนึ่งตอนเธอบอกว่าเป็นเจ้าหญิง) มาจากไหน และมาที่นี่ได้อย่างไร เธอยังจำได้ว่ามีม้าสีแดงกระโดดตามเธอเข้ามาในหลุมดำด้วย แต่ตอนนี้ไม่รู้อยู่ที่ไหน (มานีพูดด้วยท่าทางเศร้าสร้อย) เจ้าหญิงเดาว่าชายชุดดำต้องเป็นสมุนของพ่อมดที่ส่งมาจัดการเธอเพราะรู้ว่ายังไม่ตายอย่างแน่นอน สองพี่น้องถอนหายใจยาวด้วยสีหน้าหวั่นวิตกหลังฟังเรื่องราวของเจ้าหญิงมานีจบลง กันต์กับแก้วสัญญาว่าจะช่วยตามหาสก๊อตตี้ให้ ก่อนจะหันมาตั้งข้อสันนิษฐานว่าเหตุใดพ่อมดจึงต้องการกำจัดเธอจากอาณาจักรแฟนตาซีแลนด์

เป็นเวลานานหลายนาทีที่ต่างคนก็ต่างพากันคาดเดา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นไปต่าง ๆ นา ๆ แต่เพราะเจ้าหญิงมั่นใจว่าไม่เคยเป็นอริกับใคร และไม่เคยทำร้ายหรือทำให้ใครไม่พอใจมาก่อน การถกเถียงจึงได้ยุติลงพร้อมกับที่ยังไม่ได้ข้อสรุปแน่ชัด ทั้งนี้แก้วซึ่งเป็นผู้ชื่นชอบและค้นคว้าในเรื่องดาราศาสตร์อยู่แล้วจึงรู้ว่าอีก 3 วันจะมีปรากฏการณ์มิติเวลาใต้ต้นโพธิ์เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก เธอบอกให้เจ้าหญิงสบายใจได้ ยังไงก็ได้กลับบ้านแน่นอน เพียงเข้าไปในหลุมมิติและตะโกนเรียกชื่ออาณาจักร เท่านี้ก็เรียบร้อย กันต์เอ่ยปากจะขอปกป้องเธอจากสมุนพ่อมดจนกว่าจะถึงเวลาส่งเธอกลับบ้านด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบาที่แก้วรู้สึกได้ เจ้าหญิงเอ่ยปากขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง

หารู้ไม่ว่าขณะที่ทั้งสามคุยกันอยู่นั่นเอง อำพลได้แอบมองพวกเขาคุยกันผ่านช่องหน้าต่างนอกบ้านโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นโดยตลอด

ด้านเจ้าสก๊อตตี้ มันถูกพนักงานสวนสัตว์จับมาปล่อยไว้ในคอกรวมกับม้าตัวอื่น ๆ.. ก่อนหน้านี้มันดีดดิ้นสุดแรงเกิดแต่เพราะยาสลบที่พนักงานชายคนหนึ่งฉีดเข้าที่ลำตัวก็ทำให้มันสลบไป เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกทีก็มาอยู่ที่นี่แล้ว บัดนี้สก๊อตตี้ได้แต่นอนเศร้าคิดถึงเจ้าหญิงมานีอย่างที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มออกตามหาที่ไหน พลันชายมีอายุคนหนึ่งเดินผ่านมาเห็นเข้าก็จำได้ว่ามันคือ..สก๊อตตี้ เขาตะโกนเรียก มันมองที่ชายคนนั้นแล้วก็ลุกขึ้นด้วยความดีใจ ก่อนจะก้มหัวคำนับอย่างนอบน้อม ชายผู้นั้นบอกให้มันเงียบไว้ และจัดการพาออกจากคอก มุ่งหน้าออกตามหาเจ้าหญิงมานีก่อนที่พนักงานสวนสัตว์จะทันรู้ว้าม้าสีแดงเพลิงพันธุ์หายากหายไป

คืนนั้นที่ห้องใต้ดินของบ้าน กันต์ผู้เป็นนักพัฒนาหุ่นยนต์ (ซึ่งเป็นงานที่เขาทำอยู่) กำลังง่วนอยู่กับการติดตั้งโหมดรักษาความปลอดภัยให้กับหุ่นยนต์ที่เขาเพิ่งประดิษฐ์ขึ้นเพื่อรอส่งมอบให้กระทรวงกลาโหม (มันทำจากวัสดุโครเมี่ยมชนิดพิเศษ ลำตัวมีสีฟ้าและรูปร่างใหญ่กว่ามนุษย์เพียงเล็กน้อย) เพื่อให้ทำหน้าที่คุ้มครองเจ้าหญิงระหว่างอยู่ที่นี่เป็นการชั่วคราว แต่ทว่าในใจลึก ๆ แล้ว เขาไม่อยากให้เจ้าหญิงกลับอาณาจักร เพราะเขา..ตกหลุมรักเธอ

เช้ามืดวันต่อมา อำพลแอบเข้ามาในห้องเจ้าหญิงจากทางหน้าต่างขณะที่เธอกำลังหลับอยู่บนเตียง ชายชุดดำร่ายมนต์ กลุ่มควันเริ่มก่อตัวที่เบื้องหน้า ทันใดนั้นเสียงสัญญาณเตือนภัยก็ดังออกมาจากตู้ข้างเตียง หุ่นยนต์ BL20 ถลาออกมาด้วยความเร็วพร้อมกับเรียกปืนกลออกมาจากไหล่ขวาแล้วกระหน่ำยิงทันที มานีสะดุ้งตื่นขณะที่อำพลกระโดดหลบกระสุนออกไปทางหน้าต่าง เจ้าหญิงรีบออกจากห้อง หุ่นยนต์กระโดดตามเขาลงไปแต่พลาดท่าโดนลูกสมุนพ่อมดที่ดักรออยู่ร่ายมนต์ดำใส่ทำให้เครื่องรวน ชายชุดดำเดินตรงเข้ามา BL20 รวบรวมพลังงานสุดท้ายที่เหลืออยู่ลุกขึ้นและใช้อาวุธที่ฝังอยู่กับแขวนขวาต่อสู้ กันต์ แก้ว และเจ้าหญิงมานีวิ่งออกมาถึงสนามหญ้าหน้าบ้านขณะที่หุ่นยนต์ยิงลำแสงพิฆาตจากปืนบนไหล่ขวา โดยที่ชายชุดดำเองก็ได้ร่ายมนต์สังหารไปที่หุ่นยนต์ ลำแสงทั้งสองพุ่งเข้าปะทะกันกลางอากาศ เกิดเสียงดังสนั่นจนคนละแวกนั้นต่างพากันออกจากบ้านและมองหาต้นกำเนิดของเสียง สุดท้ายอำพลก็ต้านทานลำแสงพิฆาตไว้ไม่ไหว มันพุ่งเข้ามาหาเขาอย่างจัง ทั้งนี้ลำแสงพิฆาตเมื่อรวมกับมนต์สังหารจึงทำให้เกิดพลังมหาศาล เป็นผลให้ชายชุดดำเซล้มลงกับพื้นในเวลาต่อมา ร่างของเขาระเบิดอย่างรุนแรงแหลกเป็นจุณ และหายวับไปกับตา

ณ อาณาจักรแฟนตาซีแลนด์ ที่ห้องทรงงานของเจ้าชายมานะ เขามองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านลูกแก้ววิเศษแล้วถึงกับออกอาการหงุดหงิดอย่างแรง บนโลกมนุษย์ เจ้าหญิงดันโชคดีมีคนคุ้มครอง ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือยังทำให้ลูกสมุนมือขวาของเขาต้องเสียชีวิตด้วย หากรอถึงวันพรุ่งนี้ (วันที่ประตูมิติเปิดขึ้นอีกครั้ง) ก็คงไม่ทันการณ์เกรงว่าเจ้าหญิงจะเดินทางกลับมาเสียก่อน เขาจึงตัดสินใจนำผงหลุมดำทะลุมิติห่อสุดท้ายออกมาใช้เดินทางไปยังโลกมนุษย์ เพื่อจัดการสังหารเจ้าหญิงมานี และหวังเดินทางกลับผ่านหลุมมิติที่จะปรากฏในวันพรุ่งนี้ มานะคาดว่าครั้งนี้จะต้องไม่มีอะไรผิดพลาดไปจากแผนที่เขาวางไว้

วันรุ่งขึ้น ป้าขายของเก่าคนหนึ่งกำลังเข็นรถผ่านป่าภายในหมู่บ้านจัดสรร เธอสังเกตเห็นอะไรสีเงิน ๆ ตกอยู่ที่พื้น เมื่อเข้าไปดูใกล้ ๆ ก็ถึงกับตกใจเพราะมันคือมงกุฎเงินประดับทับทิมรูปดาวสีดำล้ำค่าที่ใครสักคนเผลอทำตกไว้ เธอมองซ้ายมองขวา เมื่อไม่มีใครจึงรีบเก็บมันขึ้นมาด้วยความดีใจและสวมไว้บนหัวพร้อมกับเข็นรถต่อทันที

อีกด้านหนึ่งของป่าซึ่งห่างกันไม่ไกลกันนัก รถยนต์ที่ภายในประกอบด้วยกันต์ แก้ว เจ้าหญิงมานี และหุ่นยนต์ BL20 ที่ได้รับการซ่อมแล้ว ได้แล่นมาจอดบริเวณที่เจ้าหญิงปรากฏตัวขึ้น เนื่องจากมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่อยู่ลึกเข้าไป แต่เพราะไม่สามารเอารถเข้าไปได้ จึงต้องจอดไว้ที่นี่และเดินท้าวต่อมุ่งหน้าเข้าป่า ขณะนี้ทุกคนกำลังเดินตรงไปตามทางในเวลาที่พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงจวนจะตกดินในอีกกี่นาทีข้างหน้านี้ ตอนแรกเจ้าหญิงทำใจไม่ได้ที่จะไม่ได้เห็นเจ้าสก๊อตตี้กลับไปด้วย หลังเธอและสองพี่น้องช่วยกันออกตามหาทุกที่แล้วแต่ไม่พบ แต่เมื่อแก้วสรุปว่ามันคงติดอยู่ในหลุมดำหรือพลัดหลงไปมิติอื่นแล้ว และหวังว่ามันจะกลับมาหาเจ้าหญิงในเร็ววันนี้ เธอก็เริ่มทำใจขึ้นมาได้นิดหน่อย

ขณะที่ทุกคนกำลังเดินอยู่นั้นเอง มานะในชุดพ่อมดคลุมหน้าสีดำก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าของทุกคนกลางทางเดิน เจ้าหญิงตกใจกลัวสุดขีด แต่ก็เก็บอาการและเดินไปยืนข้างหุ่นยนต์ พ่อมดไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง เขาใช้ไม้กายสิทธิ์เสกคาถาใส่เธอทันที ลำแสงปะทะเข้ากับหุ่นยนต์ที่เข้ามารับแทนอย่างจัง มันล้มลงและบอกให้ทุกคนหลบไป ไม่นาน BL20 ก็ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วเพราะกันต์ปรับตั้งค่าให้มันมีความแข็งแกร่งมากขึ้น มันพุ่งเข้าใส่พ่อมดด้วยความเร็วสูง ทั้งเตะ ต่อย ปล่อยลำแสง แทงด้วยอาวุธพิเศษ (นี่เป็นการต่อสู้ของหุ่นยนต์ที่ดุเดือดที่สุดเท่าที่กันต์เคยเห็นมา) แต่เพราะคู่ต่อสู้มีพลังสูสีจึงคาดเดาได้ยากว่าฝ่ายไหนจะแพ้ชนะ กันต์กับแก้วอาศัยช่วงชุลมุนพาเจ้าหญิงเดินต่อไปยังต้นโพธิ์ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เพียงครู่เดียว BL20 ก็พลาดท่าโดนพ่อมดร่ายมนต์สังหารใส่ มันระเบิดทันที เมื่อกันต์หันมาเห็นเข้า จึงรีบวิ่งตรงไปยังพ่อมดหมายพุ่งเข้าชน.. แต่พ่อมดเล็งไม้กายสิทธ์ไปยังเขาและ.. เปรี้ยง!! ชายหนุ่มร้องด้วยความเจ็บปวดและล้มลงไปกับพื้น พอดีกับที่แสงสุดท้ายของพระอาทิตย์กำลังสิ้นสุด แก้วกับมานีวิ่งมาถึงต้นโพธิ์โดยไม่ได้หันไปมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทันใดนั้นเจ้าหญิงก็ได้ยินเสียงร้องของม้าดังขึ้นจากที่ใดที่หนึ่งไกลออกไป เธอพยายามหรี่ตามองแต่ทำได้ยาก แต่ไม่นานก็พอมองเห็นเป็นม้าสีแดงพร้อมกับใครคนหนึ่งขี่มันกำลังวิ่งตรงมาอย่างเร็ว ฉึก!! มีดอันแหลมคมพุ่งมาปักที่ขาพ่อมดจากด้านหลัง เข้าร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดและหันไปมอง ทั้งพ่อมดและเจ้าหญิงต่างก็ต้องตกใจที่พบว่าชายบนหลังม้าก็คือ…

“ท่านพ่อ”
เจ้าหญิงเอ่ยปากเรียกด้วยความงุนงงระคนดีใจ ชายวัยกลางคนกระโดดลงจากม้ามาหยุดตรงหน้าพ่อมดในชุดดำคลุมหน้าก่อนจะเดินไปหาเจ้าหญิง สก๊อตตี้วิ่งเข้ามาหามานีทันที เธอโผเข้ากอดมันกอดด้วยความคิดถึง และเข้าไปหาพระบิดาผู้หายสาบสูญไปหลายปี ขณะเธอกำลังจะเอ่ยปากถาม เขาก็รู้ทันจึงบอกเอาไว้เล่าให้ฟังทีหลัง แก้วตะโกนบอกว่าหลุมมิติเวลาเปิดขึ้นแล้วแต่ต้องรอให้มันขยายใหญ่กว่ากว่านี้ก่อนเจ้าหญิงจึงจะเข้าไปได้ เจ้าหญิงบอกให้พระบิดากลับไปด้วยกัน ยังไม่ทันที่แดงจะได้ตอบ พ่อมดชั่วร้ายก็ลุกขึ้นมาอีกครั้ง และตรงมาที่ทั้งสอง เจ้าหญิงก้าวขึ้นหลังสก๊อตตี้ พระราชากำชับให้มันพาเจ้าหญิงกลับให้ถึงบ้านขณะที่เจ้าหญิงเริ่มร้องไห้ หลุมมิติค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น เธอและม้าคู่ใจรอด้วยใจระทึก พ่อมดร่ายคาถาใส่แดงแต่เขาหลบทัน คาถาพลาดไปโดนแก้ว เธอร้องเสียงหลงและสลบไป พ่อมดร่ายคาถาใส่แดงไม่ยั้ง เขาหลบไปมาด้วยความเร็วเพื่อรอจังหวะ ในขณะที่ทั้งสองกำลังต่อสู้กันอยู่นั้น มิติเวลาก็ขยายใหญ่พอที่จะให้คนผ่านเข้าไปได้ เจ้าสก๊อตตี้ถอยหลังเป็นสัญญาณว่าพร้อมจะกระโดดเข้าไป จังหวะเดียวกับที่แดงพลาดท่าโดนคาถาเข้าที่แขนอย่างจัง พ่อมดฉวยโอกาสนี้วิ่งตามเข้าไปไปฉุดเจ้าหญิงที่ตะโกนชื่ออาณาจักรไปแล้วลงจากหลังม้าและพาออกจากหลุมมิติ เธอร้องโหยหวนเพราะร่างทั้งสองครึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างหลุมมิติเวลา โดยที่สก๊อตตี้ถูกดูดเข้าไปในมิติเวลาเป็นที่เรียบร้อย แดงหยิบมีดเล็กขึ้นมาด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลที่แขน พ่อมดดึงร่างเจ้าหญิงออกมาจากหลุมมิติด้วยสายตาอาฆาตก่อนจะเริ่มต้นร่ายมนต์สังหาร ฉึก!! ชั่ววินาทีนั้นเอง พ่อมดก็หยุดการเคลื่อนไหวฉับพลัน เพราะมีดที่พุ่งมาจากด้านหลังด้วยความเร็วสูงปักที่กลางอกเข้าอย่างจัง เขาค่อย ๆ เซและล้มลงไปกับพื้น พร้อมกับที่หลุมมิติเวลาหดตัวลง เจ้าหญิงชักแขนออกมาจากหลุมมิติเพราะไม่สามารถเข้าไปได้แล้ว ก่อนจะวิ่งตรงเข้าหาพระบิดาทันที แสงสุดท้ายหายไปจากขอบฟ้าพร้อมกับที่มิติเวลาที่ปิดลง

สองพ่อลูกเดินตรงมาที่พ่อมดนอนสลบกับพื้นพร้อมดาบที่ปักคาร่าง แก้วพยุงกันต์ที่ในมือถือซากหุ่นยนต์เดินตามมาสมทบ แดงก้มลงและเปิดผ้าคลุมหน้าพ่อมุดในชุดผ้าคลุมสีดำออก สองพ่อลูกตกใจเมื่อพบว่าบุคคลภายใต้ผ้าคลุมนั้นคือ..

“มานะ”
พระราชาแดงเรียกชื่อพระโอรสด้วยอาการสับสน แก้วสบตามานะพลันเกิดความรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด (เธอเห็นประกายไฟในตาเขาค่อย ๆ ดับลง) เจ้าหญิงซึ่งไม่ได้นึกถึงว่าเขาเป็นพ่อมดชั่วร้ายขนาดไหนตีที่แขนพระเชษฐาพร้อมกับถามซ้ำ ๆ ว่าทำไม พร้อมกับน้ำตาที่ไหลรินออกมาไม่ขาดสาย พ่อมดชั่วร้ายหรือมานะจึงรวบรวมแรงที่เหลือเล่าเรื่องในอดีตให้ทุกคนฟัง…

แรกเริ่มเดิมทีในวัยเด็ก มานะเป็นเด็กจิตใจดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ว่านอนสอนง่าย จนเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เพื่อนอันธพาลกลุ่มหนึ่ง (ประกอบด้วยสมาชิก 4 คน) มักชวนไปเที่ยว กินเหล้าเมายา กระทำสิ่งที่ไม่ดีเป็นประจำ ทั้งที่มานะปฏิเสธเสียงแข็งแต่ก็ไม่สามารถต้านทานคำยุยงของเพื่อนได้ ตัวอย่างเช่น เป็นถึงเจ้าชายทำไมไม่กล้าวะ? เป็นผู้ชายหรือเปล่า? ไปจนถึงขั้นขู่ว่าถ้าไม่ไปจะเลิกคบ จากการรบเร้าบ่อยครั้งจึงทำให้เขาจำทนยอมไปด้วยแต่โดยดี โดยคิดว่าคงไม่เป็นอะไรมากหากจะออกนอกกฎระเบียบสักครั้งหนึ่ง และด้วยความคิดที่ว่าการขึ้นเป็นเจ้าชายปกครองอาณาจักรในอนาคตนั้นจำเป็นต้องรู้จักประชาชนเป็นอย่างดีและเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม ทว่าความตั้งใจที่จะไปครั้งเดียวก็หายไปในเวลาต่อมา เมื่อมีครั้งแรกก็ย่อมมีครั้งต่อ ๆ ไปและเริ่มหนักขึ้น จนกลายเป็นข่าวแพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักร เป็นที่โจษขาน และซุบซิบนินทาเรื่องจริยวัตรของเจ้าชายอยู่จากประชาชน นานวันเข้าก็เริ่มหน้าหูจนเป็นที่ล่วงรู้ถึงพระราชาผู้ในขณะนั้นงานยุ่งมาก เพราะต้องคอยปราบแกงค์หน้ากากดำป่วนเมืองที่นับวันยิ่งก่อการร้ายขยายเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ไม่มีเวลาสนใจมานะเท่าที่ควร พระองค์ได้เรียกพระโอรสผู้หวังให้ขึ้นครองราชบัลลังก์ต่อจากเขามาอบรมสั่งสอน หลายครั้งเข้าก็มีการทำโทษ แต่ก็ไม่เป็นผล..

หลายสัปดาห์ต่อมา แกงค์เพื่อนอันธพาล 4 คนขู่จะฆ่ากระต่าย สัตว์เลี้ยงแสนรักของเขาหากไม่ร่วมมือปล้นธนาคารเพื่อพิสูจน์ว่าระบบความปลอดภัยของอาณาจักรนี้มีมากแค่ไหน มานะกลับไปนอนคิดอยู่หนึ่งคืน เขาพบว่าพี่เลี้ยงเองก็ไม่ได้ใส่ใจดูแลเขาจริงจัง วัน ๆ ได้แต่แอบไปนัดพบกับทหารหนุ่มนอกวัง พระมารดาก็ไม่อยู่ ไปต่างเมือง พระขนิษฐาก็อายุน้อยไปเกินกว่าจะรับฟัง และพระบิดาก็มั่วยุ่งกับหลายปัญหาในอาณาจักร ไหนจะเรื่องกลุ่มกบฏหน้ากากดำอีก มันคงไม่ใช่เวลาที่จะเข้าไปปรึกษาแน่.. ด้วยเหตุนี้เขาจึงตอบตกลง โดยให้เพื่อนสัญญาว่าหลังปล้นธนาคารเสร็จต้องคืนกระต่ายที่จับไว้เป็นตัวประกันให้เขาทันที

หลังการปล้นประสบความสำเร็จ วันรุ่งขึ้นมันก็กลายเป็นข่าวใหญ่ขึ้นมาทันที มีรายละเอียดว่ากลุ่มกบฏหน้ากากดำ 5 คนลงมือปล้นธนาคารที่มีความปลอดภัยที่สุดของเมืองได้อย่างน่าอัศจรรย์! พระราชาออกประกาศจับตายทันที พร้อมทั้งมีรางวัลนำจับหากใครพบเบาะแสหรือชี้ตัวคนร้ายได้

เขาเดินทางมายังที่พักของเพื่อนคนหนึ่งเพื่อมารับกระต่ายคืน เมื่อเข้ามาถึงปรากฏว่าเพื่อนทั้งสี่มาอยู่ที่นี่ด้วยกันอยู่ก่อนแล้ว เขามองไปที่กรงและก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อเห็นว่ากระต่ายแสนรักปราศจากลมหายใจนอนอยู่ข้างใน มานะอุ้มมันออกมาด้วยความโกรธจัดและคิดว่าต้องเป็นฝีมือเพื่อนเขาแน่ ความโกรธพุ่งไปถึงขีดสุดโดยแสดงออกผ่านสีหน้าและแววตา เพื่อนคนหนึ่งรีบพูดขึ้นว่ามันป่วยตาย ตอนที่เอามามันก็มีลักษณะไม่ปกติและทาทางแปลก ๆ อยู่แล้ว เขาไม่ฟังใครทั้งนั้นและเตรีมพุ่งเข้าทำร้าย แต่เพื่อน 2 คนควักปืนออกมา มานะถอยหลัง และมองเพื่อนทั้งสี่ด้วยสายตาอาฆาตสุดชีวิต ก่อนวิ่งออกจากบ้านซึ่งมีสภาพคล้ายบ้านร้างอยู่ภายในซอยเปลี่ยวแห่งหนึ่ง (เป็นแหล่งกบดานของกลุ่มหน้ากากดำ) เพื่อน 2 คนที่ถือปืนจะออกวิ่งตาม แต่ชายรูปร่างสูงบอกไม่ต้อง ปล่อยมันไป..

มานะอุ้มกระต่ายไว้แน่นในอ้อมอก เขาร้องไห้และวิ่งไปด้วยความเร็วโดยที่ไม่รู้ว่ากำลังวิ่งไปทางไหน หรือจุดหมายปลายทางอยู่ที่ใด จนฟ้ามืดเขาก็กลับมาถึงวังในระยะทางที่ไกลมากโดยไม่รู้สึกตัว เจ้าชายมานะถือกระต่ายเข้าไปหาพระราชา แต่พระองค์กำลังคุยงานกับมหาดเล็กท่าทางเคร่งเครียดจนไม่ได้สังเกตว่ามีพระโอรสมายืนอยู่ข้าง ๆ เป็นเวลาครู่หนึ่งแล้ว เจ้าชายวางกระต่ายไว้ข้างบัลลังก์ของพระบิดา และจ้องดูมันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะออกวิ่งไปห้องคุณปู่ หยิบตำราต้องห้ามเล่มหนึ่งออกมาจากชั้นบนสุดของตู้ไม้โบราณที่ติดป้ายไว้ว่าหนังสือต้องห้าม และตรงไปเก็บของใช้จำเป็นที่ห้องอย่างรวดเร็ว แล้วจึงวิ่งออกไปด้านหลังพระราชวังโดยไม่ให้ใครเห็น มุ่งหน้าสู่ป่า…

เขาหลบซ่อนตัวในป่าลึกเพื่อเรียนรู้วิธีใช้มนต์ดำ การปรุงยาวิเศษต่าง ๆ จากหนังสือต้องห้ามของคุณปู่ ด้วยความพากเพียรและมุมานะ นานวันเข้าก็ยิ่งทำให้เขาถลำลึก จนเริ่มกลายเป็นผู้มีอำนาจวิเศษในทางชั่วร้าย หน้าตาของเขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคนดูราวกับไม่ใช่มานะคนเดิมอีกต่อไป เขาได้แต่เฝ้ารอว่าสักวันหนึ่งจะหวนกลับไปอาณาจักร หาทางขึ้นครองราชบัลลังก์ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม และใช้อำนาจมนต์ดำปกครองเพื่อให้ทุกคนต้องเชื่อฟังเขาแต่เพียงผู้เดียว!

แดงเล่าเสริม.. หลังเจ้ามานะหายตัวไป ตนมีคำสั่งให้ทหารออกตามหาเขาทั่วอาณาจักร ทุกคนในครอบครัวเป็นห่วงมาก แม้แต่องค์ราชินีเองก็รีบกลับจากต่างเมืองทันที พระองค์ทรงกังวลจนไม่สามารถทรงพระบรรทมหลายสัปดาห์ติดต่อกัน เมื่อผ่านไปร่วมปี พระองค์ก็หยุดคิดถึงพระโอรส เพื่อทำใจว่าต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ทว่าก็ยังแอบหวังลึก ๆ ว่าจะเจอตัวในไม่ช้า เมื่อเวลาผ่านไปพระองค์จึงเริ่มตระหนักถึงการกระทำบางอย่างที่ผิดพลาดของตน เป็นสาเหตุให้พระโอรสหายตัวไป เมื่อเห็นกระต่ายแสนรักของพระโอรสนอนตายข้างราชบัลลังก์ สิ่งนี้เสมือนเป็นเครื่องเตือนใจว่าเขาละเลยพระโอรสไปอย่างไม่มีวันให้อภัยตัวเอง มันทำให้พระองค์ค้นพบว่าการเป็นพระราชาที่ดีนอกจากให้เวลากับประชาชนและบ้านเมืองแล้ว ก็ต้องไม่ลืมคนสำคัญใกล้ตัวที่สุดด้วย ต่อมาเขาจึงสั่งให้นางสนมนำกระต่ายไปฝังไว้ในสวนข้างพระราชวัง และไม่บอกให้ผู้ใดทราบเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกผิด

แล้วพ่อมดหรือมานะก็รวบรวมแรงทั้งหมดที่เหลือเล่าต่ออีกครั้ง.. 3 ปีต่อมา พระราชาในชุดล่าสัตว์มีผ้าคลุมหน้าบังเอิญเสด็จมาล่าสัตว์บริเวณที่เขาหลบซ่อนตัวพอดี พระองค์เกิดพลัดหลงกับเหล่าทหารที่มาด้วยกันจึงทำให้เดินออกนอกเส้นทางไป ด้วยความที่อายุเริ่มมาก สายตาไม่ดี จึงเห็นเหมือนอะไรดำ ๆ เคลื่อนไหวอยู่ข้างหน้าไกลออกไป ลักษณะคล้ายหมีป่าพันธุ์หายาก เมื่อมองอยู่ครู่หนึ่งพระองค์จึงชูคันธนูขึ้น เล็ง และยิงออกไปด้วยความมั่นใจ หารู้ไม่ว่านั่นคือมานะในชุดพ่อมด เขาเองมีญาณวิเศษและรับรู้ถึงภัยอันตราย จึงรีบหันหลังมาร่ายมนต์สะท้อนกลับอย่างรวดเร็ว ลูกศรปักเข้าที่กลางอกชายในชุดล่าสัตว์ เขาเห็นแสงสีเขียวสว่างจ้าออกมาจากร่างและลอยหายไปในอากาศ เมื่อมานะวิ่งเข้าไปดูชายผู้นั้นใกล้ ๆ เขาก็ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ พระบิดานอนนิ่งหมดลมหายใจจมกองเลือด ขณะที่มานะกำลังจะร้องไห้ เสียงฝีเท้าของเหล่าทหารก็ดังขึ้นและใกล้เขามาพลางตะโกนร้องเรียกพระราชา เขากลั้นน้ำตาไว้และรีบกลับไปยังที่หลบซ่อนอย่างรวดเร็ว เมื่อเหล่าทหารพบร่างอันไร้วิญญาณของพระราชาก็ตกใจ และรีบนำร่างไร้วิญญาณกลับสู่อาณาจักรทันที

มาถึงตรงนี้เจ้าหญิงมานีเล่าว่า.. ข่าวพระราชาสวรรคตสร้างความเศร้าสลดเสียใจให้กับไพร่ฟ้าประชาชนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพระราชินีที่เห็นได้ชัดที่สุด มีการจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่เท่าที่เคยมีมา ประชาชนร่วมไว้ทุกข์เป็นเวลา 1 เดือน พระราชินีทรงเศร้าโศกมากจนถึงขั้นล้มประชวรอยู่หลายสัปดาห์ และทรงแต่งตั้งให้พระธิดาเป็นเจ้าหญิงปกครองอาณาจักรโดยนางทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา

แดงจึงเสริมต่อ.. แสงสีเขียวที่ออกจากร่างของเขาก่อนหมดลมหายใจนั้น คือ แสงพลังชีวิตที่สามารถถอดออกจากร่างได้เมื่อประสบเหตุร้ายแรงถึงชีวิต นี่เป็นความสามารถของพระองค์ที่ทรงได้รับการฝึกฝนวิชาจากพระบิดา (พระราชาคนก่อน) เมื่อครั้งอดีต แต่เพื่อให้มีร่างกายสมบูรณ์อีกครั้งจำเป็นต้องเดินทางมายังโลกมนุษย์ เนื่องจากในมวลอากาศทุกอณูพื้นที่ของโลกมนุษย์มีสารคล้ายยารักษาอยู่นั่นเอง จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่.. เรื่องนี้เลยทำให้ข้อสงสัยของเจ้าหญิงหมดไป

กลับมาที่เรื่องของมานะ.. จากการศึกษามนต์ดำ (ศาสตร์ต้องห้าม) ขั้นสูงสุดสำเร็จจนแก่กล้าวิชา อีกทั้งมนต์วิเศษและพลังอำนาจชั่วร้ายก็ถึงพร้อม เขาจึงคิดวางแผนมุ่งหน้ากลับอาณาจักร โค่นราชบัลลังก์ เพื่อสถาปนาตนเป็นพระราชาในเวลาต่อมา โดยที่แสงแห่งจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ถูกซ่อนไว้ลึกที่สุด ไม่มีใครสามารถเรียกมันกลับคืนมาได้ เว้นแต่….

เมื่อเรื่องราวจบลง ทุกคนได้แต่นิ่ง อึ้ง ที่ได้รับรู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงของการเป็นพ่อมดชั่วร้ายของมานะ กันต์มีทีท่าไม่ไว้ใจว่ามานะจะกลับตัวแล้วจริง ๆ เพราะเขายังไม่พบว่าอะไรที่ทำให้ชายผู้นี้กลับตัวเป็นคนดีได้ในชั่วพริบตา พระราชาแดงร้องไห้ขณะประคองร่างของมานะไว้ในอ้อมอกพลางเอ่ยซ้ำ ๆ ว่า..พ่อขอโทษ เพราะความผิดพ่อเอง เป็นเพราะพ่อไม่ได้เรื่อง เรื่องราวถึงเป็นแบบนี้ แต่ทว่าสายไปเสียแล้ว ลมหายใจของมานะเริ่มแผ่วเบา เลือดยังคงไหลออกมาไม่หยุด ตาหรี่ลง เขาเพลียและอยากพัก มานะสบตาพระบิดา และเอ่ยคำพูดหนึ่งออกมาอย่างยากลำบากด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปดุจดังเจ้าชายคนเดิมเป็นคำพูดสุดท้าย

“พ่อครับ อโหสิกรรมให้ผมด้วย”
แล้วมานะก็หันไปสบตามานีและพยักหน้าให้รับคำขอโทษจากเขา ซึ่งแปลกมากที่เธอกลับไม่รู้สึกว่าเขาเป็นพ่อมดเลยหลังรู้ว่าคนที่อยู่ใต้ผ้าคลุมหน้าเป็นใคร แล้วมานะก็สิ้นใจในเวลาต่อมา เจ้าหญิงมานี (ผู้ซึ่งลืมความเคียดแค้นในอดีต) และพระบิดา (ผู้ยังรักพระโอรสเหมือนดังเดิม) ต่างก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่กับการจากไปของเจ้าชายมานะ แม้ช่วงสุดท้ายของชีวิตจะเป็นพ่อมดที่ชั่วร้ายมากแค่ไหนก็ตาม เนื่องด้วยปัจจัยบางอย่างที่เปลี่ยนให้เขากลายเป็นคนชั่ว แต่ลึก ๆ แล้วมานะนั้นเป็นคนที่มีแสงในใจส่องสว่าง ณ จุดที่ลึกที่สุดของจิตวิญญาณ ทางด้านแก้วซึ่งฟังมานะเล่ามาตลอดสังเกตเห็นใบหน้าชั่วร้ายของชายหนุ่มเปลี่ยนกลับเป็นเจ้าชายดังเดิมแล้ว และไม่วายร้องไห้ตามไปอีกคนพลางโผเข้ากอดกันต์ ผู้ที่ยังเจ็บแค้นและไม่พร้อมให้อภัยคนที่ทำลายหุ่นยนต์เขา ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว เสียงร้องของสัตว์ป่ากลางคืนที่กำลังออกหากินต่างส่งเสียงเซ็งแซ่ให้ได้ยินโดยรอบ แสงสีนวลจากพระจันทร์เต็มดวงในคืนอันมืดมิดสาดส่องมายังพื้นโลก ชั่วครู่แสงจันทร์ก็ค่อย ๆ เคลื่อนมาส่องที่ร่างของมานะพอดี เหมือนโลกทั้งโลกหยุดเคลื่อนไหว… เงียบ.. เหมือนไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ไม่มีแม้แต่เสียงสัตว์ ทุกคน (ยกเว้นกันต์) อยู่ในความโศกเศร้ากับการจากไปของเจ้าชายมานะ

มีการจัดพิธีศพขึ้นอย่างเรียบง่ายที่สุสานถัดจากหมู่บ้านไม่ไกลนัก กันต์ แก้ว พระราชาแดง และเจ้าหญิงมานีต่างยืนไว้อาลัยเป็นเวลานาน กันต์เดินมายืนข้างมานีและโอบกอดให้กำลังใจเจ้าหญิงมานีเมื่อเห็นเธอสะอื้นอยู่นาน ขณะที่แก้วเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นกับมานะอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ตั้งแต่แวบแรกที่สบตา ซึ่งบัดนี้เหลือเพียงแต่ร่างไร้วิญญาณ มันเป็นความรู้สึกประหลาดที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อนและไม่รู้จะเรียกว่าอะไร นอกเสียจากว่า ‘………….’ (เรื่องนี้เธอยังไม่ได้บอกใคร) แก้วก้มหน้ามองหลุมศพด้วยน้ำตาที่ไหลเป็นทาง นึกแปลกใจว่าทำไมถึงต้องเสียน้ำตาให้กับมานะมากขนาดนี้ ผ่านไปร่วมชั่วโมง กันต์กับแก้วก็พาสองคนกลับบ้านเพื่อมาตั้งหลัก กันต์เสนอให้ทั้งคู่พักที่นี่ก่อนชั่วคราว (เขาบังเอิญสบตากับเจ้าหญิงมานีพอดี) หากว่าพบหนทางทางกลับอาณาจักรจึงค่อยว่ากันอีกที (เขาพูดด้วยเสียงอันแผ่วเบาและถอนหายใจ)

แดงเอ่ยปากถามถึงพ่อแม่ของสองพี่น้อง แก้วเป็นฝ่ายเล่าว่า.. พวกเขาเป็นเศรษฐีทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้กำไรหลายสิบล้านต่อปี มีเงินใช้ไม่ขาดมือ วันหนึ่งสถาบันบันทึกสถิติโลกก็เชิญให้ทั้งคู่ออกเดินทางรอบโลกในเวลา 79 วันเพื่อบันทึกเป็นสถิติใหม่ หลังใช้เวลาตัดสินใจอยู่หลายวัน พวกเขาก็ตอบตกลง ก่อนออกเดินทางพ่อแม่ฝากเธอกับพี่ชายให้พี่เลี้ยงดูแล และในวันที่ 77 ของการเดินทาง แก้วก็ได้ยินข่าวว่าทั้งคู่ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกกลางหุบเขาแห่งหนึ่งในทวีปเอเชียส่งผลให้เสียชีวิต ช่วงนั้นอะไร ๆ ก็ดูผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทนายนำพินัยกรรมมาให้สองพี่น้องเซ็นรับมรดกมูลค่ามหาศาลที่พ่อมาของทั้งคู่ทิ้งไว้โดยไม่ทันได้บอกกล่าวใด ๆ ทั้งเงิน ทองคำ ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ เมื่อเห็นดังนั้น พี่เลี้ยงก็จ้องจะฉวยโอกาสขโมย แต่กันต์จับได้เสียก่อนจึงไล่ออกทันที เธอกับกันต์รู้สึกเหงาและโหวงเหวงที่ต้องอยู่คฤหาสน์หลังใหญ่ตามลำพังสองพี่น้องจึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ ตามพินัยกรรม บ้านหลังนี้เป็นบ้านของคุณปู่ ซึ่งเธอจำได้แม่นว่าเคยมาหาท่านตอนเด็ก ๆ อยู่หลายครั้ง

หลายวันต่อมา พระราชาแดงและเจ้าหญิงมานียังคงพักอาศัยอยู่ที่บ้านของสองพี่น้องโดยที่ยังไม่พบหนทางกลับสู่อาณาจักร เจ้าหญิงเริ่มถอดใจและคิดว่าคงไม่มีโอกาสกลับไปได้แล้ว ในขณะที่แก้วยังคงหาหนทางส่งทั้งสองกลับสู่อาณาจักร โดยไม่ต้องรอให้หลุมมิติเวลาปรากฏอีกครั้งในร้อยปีข้างหน้า แม้ว่าความพยายามครั้งนี้จะดูเลือนรางเต็มทีก็ตาม

ยามบ่ายวันที่แดดแรงวันหนึ่ง แก้วกำลังทำความสะอาดบ้านและจัดของเข้าที่ เพราะเหลือของอีกเล็กน้อยที่ต้องเก็บและทำความสะอาด แดงบังเอิญเดินผ่านมาเห็นแก้วขณะเอาของใส่ลังเตรียมยกขึ้นไปข้างบนพอดี เขาเอ่ยปากช่วยก่อนนำลังกระดาษขึ้นไปยังห้องใต้หลังคา และวางลงที่ข้างลังใบหนึ่ง มีของบางอย่างเรียกร้องความสนใจเขาทันทีตั้งแต่แวบแรกที่เห็น มันคือนาฬิกาทรายสีมรกตซึ่งอยู่ในหลังที่ปิดไม่สนิทวางอยู่ถัดไป เขาหยิบมันขึ้นมาและมองดูด้วยความคุ้นเคย พลันความรู้สึกเก่า ๆ ก็หวนกลับมา แล้วเขาก็รีบนำของที่ว่าลงไปข้างล่างอย่างไม่รอช้า เพื่อให้สองพี่น้องไขขอข้องใจว่าเพราะเหตุใดของชิ้นนี้มันจึงมาอยู่ที่นี่ได้ แดงเรียกกันต์กับแก้วมาถามถึงที่มาของสิ่งของล้ำค่าชินนี้ แก้วมาถึงคนแรก กันต์เดินจูงมือมาพร้อมกับมานี เมื่อทุกคนล้มตัวลงที่โซฟาห้องนั่งเล่นอีกครั้ง แดงก็วางขวดนาฬิกาทรายที่ภายในหลอดแก้วบรรจุผงสีมรกตลงบนโต๊ะ เขาบอกสองพี่น้องว่า ของชิ้นนี้เคยเป็นสมบัติของพระราชาองค์ก่อนหน้าที่ชื่อดำ (เป็นพระบิดาของเขา มีศักดิ์เป็นพระอัยกาของเจ้าหญิงมานี) กันต์บอกว่าของชิ้นนี้เป็นสมบัติตกทอดมาตั้งแต่สมัยคุณปู่ ก่อนจะเริ่มต้นเล่าเรื่องที่คุณปู่เคยเล่าให้ฟังสมัยเด็กครั้งมาเยี่ยมท่านที่บ้านนี้ทันที…

คุณปู่เล่าว่าสมัยหนุ่ม ๆ ตอนที่เขายังอยู่กับคุณย่าที่ต่างจังหวัดกับคุณย่าได้เคยช่วยชายคนหนึ่งจากอุบัติเหตุรถชนต้นไม้ข้างทางด้วยความเร็วสูงเอาไว้และนำไปพักรักษาตัวที่บ้าน เขาได้นำสมุนไพรที่หายากจากป่าแถวนั้นมาปรุงยาให้ดื่ม และสกัดเพื่อใช้ทาและประคบบาดแผลภายนอก โดยชายผู้นั้นไม่รู้สึกตัวเลย จนผ่านไปหลายวันชายผู้นั้นจึงฟื้นกลับมาเป็นปกติ และได้เล่าให้ฟังว่าเขาพลัดหลงมาจากเมืองหนึ่งไกลออกไป (คุณปู่ไม่ได้บอกว่าเมืองไหน) เป็นผลมาจากการทดลองบางอย่าง เมื่อมาถึงที่นี่ ทุกสิ่งทุกอย่างดูแปลกไปหมด มีของหลายอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน น่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง แล้วเขาก็เห็นพาหนะสี่ล้อที่ดูล้ำสมัยซึ่งเมืองเขาไม่มี ซึ่งเรียกความสนใจจากเขาได้อย่างมากจนเกิดอยากทดลองบังคับดู ถ้าดีก็จะนำสิ่งประดิษฐ์นี้กลับไปด้วย แต่แล้วด้วยความที่มันบังคับไม่ง่ายอย่างที่คิดและเขาเองก็ไม่มีทักษะการขับขี่มาก่อน รถจึงเกิดเสียหลักพุ่งชนต้นไม้เข้าอย่างจัง รู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ที่นี่แล้ว

หลังจากที่ชายต่างเมืองพักต่ออีก 3 วันจนหายดี ก็ถึงเวลาเดินทางกลับ ก่อนกลับเขาขอบคุณคุณปู่ที่ช่วยเหลือเขาไว้ และมอบของตอบแทนเป็นสิ่งประดิษฐ์พิเศษที่เขาเป็นผู้คิดค้นให้ แต่เพราะคุณปู่เห็นว่ามันเป็นเพียงนาฬิกาทราย จึงไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม นอกเสียจากว่ามันจะใช้ดูเวลาได้ก็เท่านั้น แล้วชายคนนั้นก็เอ่ยมาประโยคหนึ่งเป็นนัยว่า.. แล้วคงได้พบกันอีก หากใจท่านปรารถนา คุณปู่จำได้แม่น แต่ทั้งสองก็ไม่ได้พบกันอีกเลยจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตท่าน

เมื่อกันต์เล่าจบ แดงจึงและบอกทุกคนด้วยความตื่นเต้นว่า.. นี่คือผงหลุมดำมรกตในตำนาน คิดค้นโดยพระบิดาของเขา (พระราชาดำ) ผู้เป็นนักประดิษฐ์และเล่นแร่แปรธาตุรุ่นบุกเบิกของอาณาจักร ท่านมีชื่อเสียงในเรื่องการประดิษฐ์เป็นอย่างมาก เกียรติศัพท์เลื่องลือระบือไกลในเรื่องของวิเศษต่าง ๆ เช่น คฑาเปลี่ยนกลางวันเป็นกลางคืน รองเท้าเดินบนน้ำ แคปซูลห้องนอนในอวกาศ เป็นต้น และสิ่งประดิษฐ์มหัศจรรย์อันล้ำค่าที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดนั่นคือ “ผงหลุมดำ” ที่สามารถพาทุกคนไปไหนต่อไหนได้ทุกแห่งหน เพียงแค่โรยลงบนพื้นประตูมิติจะปรากฏขึ้น ที่ต้องทำจ่อมาก็แค่เข้าไปแล้วเอ่ยสถานที่ปลายทาง มันก็จะพาเราไปที่นั่นได้ในพริบตา แต่ทว่าผงหลุมดำก็ยังมีข้อบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่แก้ไม่ตกคือ วันดีคืนดีมันก็พาคนไปในที่ที่ไม่ได้ออกคำสั่ง ที่เลวร้ายที่สุดคือมันเคยดูดคนนำไปกักขังไว้ในหลุมดำชั่วกัลปาวสาน ไม่มีผู้ใดหรือหนทางไหนจะสามารถช่วยเหลือได้ เหตุการณ์นี้พระราชาเจอเข้ากับตัว เพราะคนผู้โชคร้ายคนนั้นคือพระราชินีนั่นเอง นางตั้งใจจะใช้ผงหลุมดำเดินทางไปต่างเมืองแต่ปรากฏว่าเกิดความผิดพลาด ทำให้ต้องติดอยู่ในหลุมดำชั่วนิรันดร์จนสวรรคต พระราชาทรงเสียพระทัยอย่างยิ่งจนล้มประชวรอยู่หลายเดือน เมื่อฟื้นจากไข้พระองค์ก็ตัดสินใจยุติการประดิษฐ์ของวิเศษ รับสั่งให้ทหารทำลายของวิเศษทั้งหมดไม่ให้เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว พระบิดาของแดงกลายเป็นผู้ซึมเศร้านับแต่นั้นเป็นต้นมา

หลังแดงเล่าเรื่องจบได้เพียงครู่เดียว เสียงป้าขายของเก่าขณะเข็นรถผ่านหน้าบ้านก็ดังลอดเข้ามา เธอร้องเรียกให้คนละแวกนี้นำของเก่าออกมาขาย พอดีกับที่แสงแดดกระทบกับวัตถุบางอย่างบนศีรษะป้าคนคนขายและสะท้อนเข้าที่ตาของเจ้าหญิง เธอหันไปมองวัตถุสะท้อนแสงนั้นและตกใจที่เห็นมงกุฎของเธออยู่บนหัวป้าคนนั้น เจ้าหญิงมานีรีบวิ่งออกไปทันทีด้วยความดีใจโดยที่ทุกคนตามออกมาสมทบ เธอบอกให้คุณป้าหยุดรถเข็น และถามว่าได้มงกุฎมาจากไหน เธอทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้และบอกเสียงหนักแน่นว่าไม่มีวันขายให้แน่นอน จนเมื่อเจ้าหญิงเซ้าซี้ถามมากเข้า เธอก็ตัดบทด้วยความรำคาญว่าเก็บได้ที่ป่าภายในหมู่บ้านแห่งนี้ มานีนึกขึ้นได้ทันทีว่าเธอคงเผลอทำตกไว้ตอนปรากฏตัวขึ้น จึงรีบแสดงตัวเป็นเจ้าของพร้อมเอ่ยปากขอคืน แน่นอนว่าป้าขายของเก่ายังคงยืนยันเหมือนเดิมว่าไม่มีทาง เธอเป็นคนเก็บมันได้ และไม่มีหลักฐานมากพอที่จะทำให้เชื่อว่ามานีเป็นเจ้าของมันจริง ๆ กันต์เห็นว่าเป็นการเสียเวลาที่จะต่อรองกับคนประเภทนี้จึงเสนอขอซื้อต่อด้วยราคาที่สูงถึงหนึ่งหมื่นบาท (เขาหันไปสบตากับแก้วเป็นอันรู้กัน) เธอนิ่งไปครู่หนึ่งและส่ายหน้า เตรียมจะเข็นรถไปต่อ เขาบอกหนึ่งแสน เธอชะงัก และเอ่ยว่าของชิ้นนี้มีมูลค่าสูงไม่สามารถประเมินค่าได้ ไม่ว่าเงินเท่าไหร่ก็ไม่มีทางซื้อได้ และเข็นรถเดินออกไปย่างไม่ใส่ใจ…

“หนึ่งล้าน”
กันต์ตะโกน เธอหยุด และค่อย ๆ เข็นรถถอยกลับมา หญิงวัยกลางคนถามเขาเพื่อความแน่ใจว่าได้ยินไม่ผิดไป กันต์พยักหน้า สีหน้าของแดงและมานีดูเป็นกังวลแต่แก้วส่งยิ้มเป็นเชิงให้คลายความกังวลได้ เพราะเป็นอันรู้กันกับพี่ชาย กันต์ยื่นแบงค์พันส่งให้หญิงผู้สติสตังไม่ค่อยดี เธอรับมาด้วยความดีใจเพราะคิดว่านี่เป็นธนบัตรใบละล้าน พร้อมกับส่งมงกุฎให้เขาด้วยท่าทางเสียดาย ชายหนุ่มยิ้มให้เธอ ก่อนป้าขายของเก่าจะรถเข็นจากไป กันต์กำชับว่าให้ใช้เงินดี ๆ พลางส่งยิ้มให้เธอ

เจ้าหญิงมานีกล่าวขอบคุณกันต์หลังเขาซื้อมงกุฎคืนมาให้และสวมมันบนศีรษะเธอ เมื่อเห็นว่าเหมาะสมแก่เวลาแล้ว แดงก็บอกความจริงเกี่ยวกับมงกุฎนี้กับทุกคน…

ของชิ้นนี้ถือได้ว่าเป็นมรดกตกทอดมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ สมัยคุณทวดของคุณทวดของคุณทวดที่ส่งมอบต่อ ๆ กันมารุ่นสู่รุ่น เรียกได้ว่าตั้งแต่ยุคเริ่มต้นอาณาจักรเลยก็ว่าได้ คุณสมบัติของมงกุฎนี้ถูกเล่าขานต่อกันมาว่า เม็ดทับทิมรูปดาวสีดำที่ประดับอยู่กลางมงกุฎนี้สามารถทำให้ผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

ทุกคนได้แต่ยืนนิ่ง อึ้ง ตะลึงกับสรรพคุณของมัน แดงย้ำว่ามันเป็นเพียงตำนานเล่าขานต่อ ๆ กันมา ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ เพราะไม่มีใครพิสูจน์ได้ แก้วจึงเสนอให้ลองไปใช้กับมานะที่เสียชีวิตไปแล้วดู กันต์รีบชิงพูดก่อนว่า หากมานะที่ฟื้นคืนชีพกลับมากลายเป็นพ่อมดชั่วร้ายคนเดิมจะทำอย่างไร ทุกคนเงียบ แก้วพูดขึ้นว่าเธอมั่นใจว่าเจ้าชายมานะจะกลับตัวเป็นคนดีแล้วแน่นอน (อีกครั้งที่เธอไม่เข้าใจตัวเองว่า ทำไมเธอถึงมั่นใจชายหนุ่มคนนี้มากเป็นพิเศษ) เจ้าหญิงเอ่ยว่า ถ้าจะลองดูคงไม่เสียหาย

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เมื่อทุกคนปรึกษาหารือกันจนได้ข้อสรุปว่าจะลองใช้กับมานะดู จึงออกเดินทางไปยังสุสานซึ่งเป็นเวลาที่พระอาทิตย์ตกดินแล้ว แม้ว่าลึก ๆ แล้วกันต์จะไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ก็ตาม

ทั้งหมดมาถึงสุสานในช่วงพลบค่ำ กันต์นำพลั่วจากบ้านมาใช้ขุดดินบริเวณหลุมศพของมานะ จนเมื่อถึงชั้นดินที่โรงฝังอยู่จึงหยุด เขาใช้พลั่วกระทุ้งเปิดฝาโรงออก แดงสบตามานี เธอถอดมงกุฎจากศีรษะยื่นส่งให้พระบิดาพร้อมพยักหน้าให้เขาเพื่อยืนยันความตั้งใจ แดงดึงทับทิมรูปดาวออกจากมงกุฎและหย่อนลงไปในหลุม กันต์กับแก้วมองตาไม่กระพริบ ทันใดนั้นก็เกิดแสงสีขาวสว่างจ้าขึ้น มันค่อย ๆ ทวีความสว่างจนแผ่รัศมีปกคลุมบริเวณสุสานทั้งหมด ทุกคนสัมผัสได้ถึงไอเย็นนุ่มนวลในอากาศที่ลอยวนอยู่รอบตัว มันทำให้สายตาของทุกคนพร่ามัวมองไม่เห็นอะไรนอกจากแสงสีขาวอันเจิดจ้า

เมื่อแสงดับลง ทุกอย่างกลับคืนสู่ปกติ ร่างมานะก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างสมบูรณ์ในชุดเจ้าชายสีขาวเมื่อครั้งอดีตพร้อมกับใบหน้าที่ปราศจากการครอบงำของจิตใต้สำนึกชั่วร้าย เจ้าหญิงมานีวิ่งตรงเข้าไปหาเจ้าชายมานะที่นอนอยู่บนพื้นหญ้าข้างหลุมศพด้วยน้ำตาแห่งความปิติ เธอเรียกเขา มานะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เธอโผเข้ากอดเขาด้วยความดีใจที่เห็นพี่ชายกลับมาเป็นปกติ มานะขอโทษน้องสาวที่ทำเรื่องร้าย ๆ ลงไปโดยปราศจากจิตใต้สำนึกฝ่ายดี ขณะที่แก้วแอบยิ้มโดยไม่ให้ใครเห็น (แต่กันต์แอบเห็น) เมื่อแดงเดินเข้ามา เขาก็รีบลุกขึ้นและตรงเข้ากอดพระบิดาพลางกล่าวขอโทษอีกครั้ง พระราชาแดงลูบหัวพระโอรสและบอกว่าเป็นความผิดของพระองค์ด้วยเช่นกันที่ไม่สนใจคนรอบข้างเท่าที่ควรแถมยังละเลยบุคคลสำคัญที่สุดในชีวิตไปอย่างไม่น่าให้อภัย ต่อไปนี้พระองค์สัญญาว่าจะปรับปรุงตัวเสียใหม่ เพื่อให้สมกับพระราชาผู้ที่ประชาชนให้ความเคารพนับถืออย่างแท้จริง

เมื่อเจ้าชายมานะกลับมา และมีผงหลุมดำมรกตอยู่ในมือ (กันต์พกติดตัวมาด้วย) ก็ถึงเวลาที่คนจากต่างเมืองทั้งสามจะได้เดินทางกลับอาณาจักรเสียที พระราชากล่าวขอบคุณสองพี่น้องที่ให้ความช่วยเหลือเหลือเป็นอย่างดี แต่เพราะเห็นท่าทีที่กันต์ยื่นนาฬิกาทรายซึ่งบรรจุผงหลุมดำให้ก็เกิดความรู้สึกบางอย่างที่เขาเองรับรู้ได้ จึงเอ่ยปากชวนให้สองพี่น้องเดินทางไปอยู่อาณาจักรแฟนตาซีแลนด์ด้วยกัน ที่นั่นสองพี่น้องจะได้รับการดูแลอย่างดีเพื่อทดแทนสิ่งสำคัญหลายอย่างที่ขาดหายไปโดยเฉพาะพ่อแม่ กันต์กับแก้วแทบไม่ต้องปรึกษาต่างก็ตอบตกลงพร้อมกันทันที กันต์สบตามานี มานะสบตาแก้วและยิ้มให้พร้อมกระพริบตา เธอเบนหน้าหนีด้วยความเขิน เมื่อทุกคนพร้อม แดงจึงนำผงหลุมดำออกจากขวดนาฬิกาโยนลงบนพื้น ประตูมิติเปิดออก ทุกคนกระโดดเข้าไป พระราชาตะโกนชื่ออาณาจักร และภาพก็เปลี่ยนเป็นสีดำมืดสนิท ไร้เสียง ไร้ความเคลื่อนไหว ไร้สิ่งมีชีวิต บัดนี้พระราชาแดงลอยเคว้งอยู่ในอากาศเพียงผู้เดียว ด้านซ้ายขวามองไม่เห็นใครเลย มันเป็นการเดินทางด้วยหลุมดำที่แปลกและนานกว่าทุกครั้ง จนเกรงว่าจะมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นเสียแล้ว

ครู่ต่อมา ทั้งหมดก็มาปรากฏ ณ ที่ ๆ หนึ่ง ซึ่งมีแต่ความมืดปกคลุม หลังจากเดินวนอยู่นานเจ้าหญิงมานีเผลอหลุดปากออกไปอย่างไม่ทันคิดว่า หรือเราจะติดอยู่ในหลุมดำ! ด้านเจ้าชายมานะเพียงแค่คิดก็ไม่อยากจะคิดแล้ว เขาจินตนาการไปถึงว่าจะเป็นอย่างไรถ้าต้องอยู่ที่นี่ตลอดไป หลังจากเดินวนเวียนบริเวณนั้นอยู่หลายรอบแต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากความมืดอันว่างเปล่าไม่มีที่สิ้นสุด พระราชาแดงที่เก็บความหวาดกลัวไว้ไม่แสดงออก ก็ถึงเวลาที่ต้องเอ่ยบางอย่างออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือกับทุกคน..

“เราคงโดนหลุมดำดูดมาขังไว้ที่นี่แล้วจริง ๆ”

The End

Written by Supakit Seksuwan / 03.01.2012 / Beungkum, Thailand
เจ้าหญิงมานี กับ อาณาจักรแฟนตาซีแลนด์ (Princess Manee) / 2011 / นิทาณกรรม / พิมพ์ / Mac Paper / Fantasy, Adventure

One thought on “เจ้าหญิงมานี กับ อาณาจักรแฟนตาซีแลนด์ Version 1 (2011)

  1. นี่คือ “Version 2”
    แตกต่างกันที่ตอนจบ..

    เมื่อเจ้าชายมานะกลับมา และมีผงหลุมดำมรกตอยู่ในมือ (กันต์พกติดตัวมาด้วย) ก็ถึงเวลาที่คนจากต่างเมืองทั้งสามจะได้เดินทางกลับอาณาจักรเสียที พระราชากล่าวขอบคุณสองพี่น้องที่ให้ความช่วยเหลือเหลือเป็นอย่างดี แต่เพราะเห็นท่าทีที่กันต์ยื่นนาฬิกาทรายซึ่งบรรจุผงหลุมดำให้ก็เกิดความรู้สึกบางอย่างที่เขาเองรับรู้ได้ จึงเอ่ยปากชวนให้สองพี่น้องเดินทางไปอยู่อาณาจักรแฟนตาซีแลนด์ด้วยกัน ที่นั่นสองพี่น้องจะได้รับการดูแลอย่างดีเพื่อทดแทนสิ่งสำคัญหลายอย่างที่ขาดหายไปโดยเฉพาะพ่อแม่ กันต์กับแก้วแทบไม่ต้องปรึกษาต่างก็ตอบตกลงพร้อมกันทันที กันต์สบตามานี มานะสบตาแก้วและยิ้มให้พร้อมกระพริบตา เธอเบนหน้าหนีด้วยความเขิน เมื่อทุกคนพร้อม แดงจึงนำผงหลุมดำออกจากขวดนาฬิกาโยนลงบนพื้น ประตูมิติเปิดออก ทุกคนกระโดดเข้าไป พระราชาตะโกนชื่ออาณาจักร และภาพก็เปลี่ยนเป็นสีดำมืดสนิท ไร้เสียง ไร้ความเคลื่อนไหว ไร้สิ่งมีชีวิต บัดนี้พระราชาแดงลอยเคว้งอยู่ในอากาศเพียงผู้เดียว ด้านซ้ายขวามองไม่เห็นใครเลย มันเป็นการเดินทางด้วยหลุมดำที่แปลกและนานกว่าทุกครั้ง จนเกรงว่าจะมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นเสียแล้ว

    ครู่หนึ่ง ก็มีแรงลมมาจากไหนไม่รู้พัดด้วยความแรงมหาศาลจนพระองค์รู้สึกเสมือนร่างกำลังตกจากที่สูงด้วยความเร็วสูงสุดตามแนวดิ่งลงกับพื้น พระราชาแดงลอดผ่านแนวอุโมงค์ยาวที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดพลางก้มลงมองที่สุดปลายอุโมงค์ มีแสงสว่างปรากฏขึ้นทีละนิด จนเมื่อสุดปลายอุโมงค์ เขาก็มาปรากฏที่…

    ‘อาณาจักรแฟนตาซีแลนด์’

    ทันทีที่นวลเห็นทั้งสามคนเดินเข้ามาในวังก็ตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก เธอมองอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองจากหน้าต่างด้านบน จนถึงกับวานให้นางสนมลงไปดูว่าใช่คนที่เธอคิดจริงหรือไม่ นางสนมรีบทูลด้วยความดีใจ.. ใช่แล้ว ไม่ผิดแน่นอน พระองค์เห็นถูกต้องแล้วพะยะค่ะ พระราชินีไม่รู้จะอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเห็นอย่างไร นอกเสียจากรีบวิ่งลงไปยังห้องโถงพลางเอ่ยกับตัวเองเบา ๆ ว่ามันน่าเหลือเชื่อเสียนี่กระไร! เมื่อมาถึงโถงรับรอง นางก็ตรงเข้ากอดพระราชาด้วยความคิดถึงและตื้นตันจนไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้ ก่อนจะถามด้วยความสงสัยว่ามันเป็นไปได้อย่างไรกัน? ขณะเดียวกันเจ้าสก๊อตตี้ก็วิ่งตรงเข้ามาหาเจ้าหญิงพร้อมใช้ใบหน้าไซร้ลำตัวอย่างน่าเอ็นดู มานะหยุดยืนที่ด้านหลังของทุกคนใกล้กับกันต์และแก้ว เมื่อพระมารดาสังเกตเห็นก็เรียกให้เขาเข้ามาหาแต่ก่อนที่นางจะพูดอะไร เจ้าชายก็เอ่ยขอโทษด้วยความสำนึกผิดทันที นางสบตาพระโอรสอยู่ครู่หนึ่งและเห็นว่าเจ้าชายมานะเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ (แต่ก็ยังสงสัยว่าเพราะอะไรถึงทำให้เจ้าชายเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้) นางดึงพระโอรสเข้ามากอด พลางเอ่ยว่าหลังจากที่เขาหายไป พระองค์เสียใจมากขนาดไหนที่ต้องสูญเสียทุกคนที่รักไป นางปกครองอาณาจักรด้วยความโศกเศร้า ถึงประชาชนจะดีใจที่ไม่มีเจ้าชายมานะเป็นผู้ปกครองแล้วก็ตาม (หลังจากเขาหายไป มนต์ดำที่สะกดครอบคลุมทั้งอาณาจักรก็หายไปด้วย) แต่ทว่าในใจลึก ๆ ของผู้เป็นแม่นั้น ลูกเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เป็นแรงใจสำคัญในการมีชีวิต เสมือนพลังที่ทำให้แสงในใจยังคงสว่างในชีวิต มานะรับปากพระมารดาว่าเขาจะกลับตัวเป็นคนดี

    ครู่ต่อมาพระราชาแดงก็แนะนำกันต์กับแก้วให้พระราชินีรู้จักพร้อมกับเอ่ยถึงประวัติสองพี่น้องคร่าว ๆ และบอกว่าจะมาอยู่กับเราที่นี่ตลอดไป พระราชินีพยักหน้าพลางส่งยิ้มอย่างยินดีต้อนรับ แล้วทั้งหมดก็เคลื่อนขบวนสู่ห้องนั่งเล่น เมื่อทุกคนพร้อม พระราชาแดงก็เล่าเรื่องราวให้พระราชินีฟังตั้งแต่ต้น เริ่มจากเรื่องของมานะ…

    ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากพระราชาแดง เจ้าชายมานะ และเจ้าหญิงมานีเดินทางกลับสู่อาณาจักร ก็มีการป่าวประกาศว่าบุคคลทั้งสามได้มาแล้ว ประชาชนทุกคนต่างดีใจ แต่ก็ยังหวั่นวิตกถึงจริยวัตรของเจ้าชายมานะ จนวันรุ่งขึ้นพระราชาแดงเสด็จออกยังพระที่นั่งหน้าพระตำหนัก ปรากฏพระโฉมต่อหน้าประชาชนจำนวนมากที่ยืนอยู่เบื้องล่างในพิธีปฏิญาณตนคืนสู่บัลลังก์อีกครั้ง ในช่วงท้าย เขาจึงได้เอ่ยถึงเจ้าชายมานะในฐานะบุคคลผู้เคยหลงผิดที่ตอนนี้ได้กลับตัวแล้วว่า ขอให้เอาคำประกาศของตนเป็นที่ยืนยัน และให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ หากเมื่อถึงเวลาที่พระองค์ต้องสละราชบัลลังก์ ประชาชนจะมีสิทธิ์ตัดสินว่าพระโอรสของเขานั้นคู่ควรที่จะปกครองอาณาจักรนี้หรือไม่ ก่อนปิดท้ายด้วยการให้คำมั่นสัญญาว่า นับแต่นี้พระองค์จะเป็นพระราชาที่ดี ดูและประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึง ปกครองแผ่นดินโดยธรรม ยึดมั่นในหลักทศพิธราชธรรมไว้เสมอ.. แล้วประชาชนทุกคนต่างก็เปล่งเสียงทรงพระเจริญตามด้วยไชโยพร้อมกันดังกึกก้องทั่วอาณาจักร มีการจุดประทัด และเป่าแตรยางแสดงความยินดีบริเวณลานด้านล่างโดยรอบ บัดนี้ทั่วเมืองมีการประดับประดาด้วยธงประจำอาณาจักรและธงสีสันต่าง ๆ เป็นการเฉลิมฉลองการกลับมาของพระราชา (และจะจัดต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ติดต่อกัน)

    ณ มุมหนึ่งของเมือง ชายรูปร่างสูงผิวสีแทนคนหนึ่งกำลังวิ่งกระหืดกระหอบมายังบ้านหลังสุดท้ายในซอยเปลี่ยวในย่านเสื่อมโทรมซอยหนึ่ง เมื่อมาถึงเขารีบเปิดประตูเข้าไปและบอกเพื่อนทั้งสามว่ามานะกลับมาแล้ว ก่อนจะพูดต่อด้วยอาการเหนื่อยหอบโดยไม่ทันพักหายใจ

    “แต่พระราชาประกาศว่ามันเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแล้ว พระองค์รับประกันด้วยตัวเอง”
    เพื่อนคนหนึ่งรีบพูดขึ้นว่าอย่าเพิ่งวางใจ ต้องรอดูต่อไป พวกเราเองก็เตรียมพร้อมไว้ไม่เสียหาย.. สืบเนื่องมาจากกลุ่มหน้ากากดำได้เคยปรึกษาหารือ-วางแผนโค่นราชบัลลังก์เมื่อครั้งมานะเป็นพระราชาไว้ เพียงแต่รอโอกาสเหมาะ ๆ เพื่อลงมือเท่านั้น ทว่ามานะกลับหายตัวไปเสียก่อน จึงทำให้ยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติการณ์จนถึงวันนี้…

    ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้ว มานะยังอาฆาตเพื่อนอันธพาลในวัยเยาว์อยู่ไหม หรือคิดกับพวกเขาอย่างไร ไม่มีผู้ใดตอบได้นอกจากตัวเจ้าชายเอง…

    หลายปีต่อมา ท่ามกลางอาณาจักรอันสงบสุขหลังพระราชาแดงกลับมาปกครองก็ไม่มีเรื่องร้ายแรงใด ๆ เกิดขึ้น งานอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าหญิงมานีกับกันต์ ชายหนุ่มจากโลกมนุษย์ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และสมเกียรติ ทั้งเมืองถูกเนรมิตเป็นสวนดอกไม้ขนาดใหญ่นานาพันธุ์ มีกุหลาบสีชมพูประดับประดาทั่วเมือง ผู้คนต่างพากันแต่งชุดสีชมพูหรือสีโทนอ่อนสีสันสดใสเพื่อให้เข้ากับวาระนี้

    ภายในวัง ช่วงบ่ายก่อนที่พิธีจะเริ่ม (ในช่วงเย็น) แขกเหรื่อมากมายจากต่างแดนเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกับเจ้าหญิงจำนวนมากถึงหลักร้อยจนพื้นที่พระราชวังที่จัดเตรียมไว้แทบรองรับไม่หมด พระราชาในชุดสีแดงเป็นสง่า และพระราชินีในชุดสีฟ้ายืนต้อนรับแขกอยู่ด้านหน้าบริเวณโถงทางเข้าด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มที่ราชาและราชินีอาณาจักต่าง ๆ เดินทางมายังอาณาจักรแห่งนี้ซึ่งอยู่ไกลสุดขอบจักรวาล ถัดจากสายรุ้ง 3 สายและอาณาจักรม่านหมอกแลนด์มาทางทิศเหนือ ข้ามภูเขา 8 ลูก และแม่น้ำแสนคำที่มีระยะทางยาวสุดลูกหูลูกตา เมื่อลัดเลาะผ่านป่าศักดิ์สิทธิ์แล้วจึงจะมาถึงที่นี่ ทำให้ระยะเวลาในการเดินทางแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าอาณาจักรนั้นอยู่ใกล้-ไกลแค่ไหน บ้างใช้เวลาเดินทางเป็นสัปดาห์ บ้างเป็นเดือนก็มี

    บริเวณงานเลี้ยงถูกประดับประดาด้วยดอกไม้พันธุ์หายากต่าง ๆ และมีการตกแต่งสถานที่ในโทนสีชมพูอย่างสวยงาม อาหารบุฟเฟ่ต์นานาชนิดจัดเตรียมไว้รอรับแขก เป็นอาหารแปลก ๆ หายาก เช่น กุ้งกระโดดน้ำ, เค้กมังกรพ่นไฟ, มันฝรั่งพยาธิดุ๊กดิ๊ก หรืออาหารธรรมดาอย่าง ข้าวราดไข่เจียว, กระเพราสุนัข, ตำส้ม หรือต้มยำกั้ง เป็นต้น บนเวทีมีการบรรเลงเพลงจากคณะดนตรีเสี่ยวเดียวคลอเบา ๆ ท่ามกลางแขกที่พูดคุยกันภายในงาน (เสี่ยวเดียวเป็นวงดนตรีจากอาณาจักรบาบาม่าที่ใช้เครื่องดนตรีแปลกประหลาดหลายประเภททว่าผสมกันอย่างลงตัว)

    ณ มุมหนึ่งของพระราชวัง ชาย 4 คนในชุดสูทยืนคุยกันและเมื่อเห็นเจ้าชายมานะเดินผ่านมา จึงสบโอกาสเดินเข้าไปหาทันที ซึ่งเจ้าชายเองได้ปลีกตัวจากห้องโถงต้อนรับแขกมายืนอยู่คนเดียวที่ฝั่งตรงข้ามห้องนี้โดยปราศจากคนพลุกพล่าน

    ทั้งสี่เดินมาหยุดที่มานะ เขารู้อยู่แล้วว่าเหตุการณ์ต้องเป็นเช่นนี้ เขาส่งยิ้มและทักทายแกงค์อันธพาลเมื่อครั้งอดีต เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยถามทันทีด้วยความสงสัย.. นายเชิญพวกเรามาทำไม มานะยิ้มและบอกว่าเชิญมาในฐานะเพื่อน เพราะเขามีสิทธ์เชิญใครก็ได้เนื่องจากเป็นงานแต่งงานของน้องสาว ซึ่งมานะได้เชิญเพื่อนมาแทบทุกคน ยกเว้นที่ติดต่อไม่ได้จริง ๆ ไม่กี่คน ชายผิวสีแทนรูปร่างสูงเอ่ยขึ้นต่อมา

    “เรา มาคิด ๆ ดูแล้ว เป็นเพราะพวกเรา เรื่องเลวร้ายทั้งหมดถึงเกิดขึ้น เราเลยตั้งใจจะมา ขอโทษนายที่…”

    มานะตัดบท
    “เอาเถอะ ไม่เป็นไร เรื่องมันแล้วไปแล้ว ให้มันผ่านไป แต่เราแปลกใจนะที่พวกนายกลับตัวกลับใจกันได้เร็วจัง…

    มันคงเป็นช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตของวัยรุ่นมั้ง ที่พวกเราต่างก็สับสน หาที่พึ่ง ทำให้เพื่อนยังไงก็ต้องมาก่อน แต่พอกาลเวลาเปลี่ยนไป เราก็โตขึ้นไปพร้อม ๆ กับความคิด มุมมองที่เปลี่ยนไป มีเหตุผลมากขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบก็มากขึ้นตาม วิธีคิดหรือการกระทำที่แสดงออกดูต่างกับช่วงวัยรุ่นโดยสิ้นเชิงด้วยวุฒิภาวะ อะไรหลาย ๆ อย่าง เฮ้อ.. เมื่อลองมองย้อนกลับไปดู มันก็เป็นกลุ่มควันจาง ๆ ให้ได้คิดถึงทุกครั้ง ตลกดีเหมืนกัน … พวกนายคิดงั้นไหม เพื่อน”

    ชายทั้งสี่พยักหน้าแทบจะพร้อมกัน เพื่อนคนหนึ่งรูปร่างท้วมเอ่ยขึ้น
    “น่าแปลกเนอะที่นายคิดได้ขนาดนี้ แต่สุดท้ายเราว่าสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ นั่นก็คือมิตรภาพของเราไง เพียงเพราะนายอยากจะทำความรู้จักเพื่อนให้ครบทุกกลุ่มแท้ ๆ ซึ่งความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้นก็เป็นพระราชาที่ดีได้ แต่ก็เพราะนาย ที่ทำให้วันนี้แกงค์หน้ากากดำอย่างเราเปลี่ยนไป ต้องขอบใจนายมากนะ ว่าที่พระราชามานะ”

    ชายทั้งห้ายิ้มให้กันด้วยความบริสุทธิ์ใจเป็นการเคลียร์ปัญหาที่คาราคาซังมานาน มานะขอตัวเพื่อน ๆ ไปรับแขกและเดินจากไป

    เมื่อเวลาประกอบพิธีอภิเษกสมรสอันศักดิ์สิทธ์มาถึง เจ้าหญิงมานีในชุดเจ้าสาวสีขาวลายดอกไม้ก็ปรากฏตัวขึ้นบนหลังม้าสีแดงเพลิงคู่ใจ สก๊อตตี้ พร้อมกับพระบิดาที่เดินขนาบข้างมาจากประตูวังสู่ปรัมพิธีบริเวณสนามหญ้าด้านข้างพระราชวัง โดยมีกันต์ในชุดทักซิโด้สีดำยืนรออยู่แล้ว ที่ด้านข้างของปรัมพิธี มานะกับแก้วสบตา ยืนจับมือกันและมองการทำพิธีเบื้องหน้าด้วยความตื้นตันใจ

    หลังพิธีเสร็จสิ้น ก็มีการแห่ขบวนเจ้าหญิงมานีกับกันต์ที่บัดนี้มีศักดิ์เป็นเจ้าชาย รอบอาณาจักรแฟนตาซีแลนด์โดยมีประชาชนมาเข้าเฝ้าแน่นขนัดเต็มถนนสองข้างทางยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา มีดนตรีบรรเลงชุดใหญ่ตามหลังขบวนรถคู่สมรสที่อยู่หน้าสุด ตามมาด้วยคณะกายกรรมจากเมืองโบราณใต้สมุทร 3 ขบวนปิดท้าย นับตั้งแต่นั้น อาณาจักรแฟนตาซีแลนด์ก็มีแต่ความสงบสุขเรื่อยมาตราบจนทุกวันนี้

    The End

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s