C’est la vie (2006)


ศุภกิติ์  เสกสุวรรณ

เสนอ

C’est  la  vie.
( This Is a Life
นี่แหละชีวิต!

อารัมภบท  (Preface)

วันที่ฝนตก  ฟ้าร้อง  เมฆครึ้มดำวันหนึ่ง    ชายหนุ่มรูปร่างผอมสูง  ผมสีทอง  กำลังเดินอยู่กลางถนนอันแสนเปล่าเปลี่ยว  ไร้ซึ่งผู้คนและรถที่แล่นผ่าน    ถนนสายนี้เป็นทางนำขึ้นไปสู่ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศ    สองข้างทางที่ขนาบข้างถนนอยู่นั้นเป็นทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล    ในพงหญ้าสูงใหญ่อาจจะไม่มีแม้แต่สิ่งมีชีวิตเลยในยามฝนตกหนักเช่นนี้  เพราะจนถึงตอนนี้สัตว์ทั้งหลายคงหนีฝนไปหลบอยู่ในที่หลบภัยของมันแล้ว

ไร้ความรู้สึก  ( Without Feeling )

ดวงอาทิตย์ค่อยๆลดแสงลงเรื่อยๆ  ท้องฟ้าที่เป็นเวลาโพล้เพล้ก็กำลังจะมืดมิดลงในเวลาไม่ช้า    แต่ฝนยังคงไม่มีวี่แววว่าจะหยุดตกง่ายๆ  ซ้ำฟ้าก็ทั้งร้องและผ่าสลับกันไปตลอดเวลา    …ลมเย็นที่แฝงมากับอากาศอันแสนหนาวเหน็บพัดมาปะทะกับใบหน้าของชายหนุ่มที่มีชื่อว่า ‘ มนุษย์ ’ อย่างช้าๆ    ในขณะนี้เขายังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเดินแต่อย่างไร      สภาพร่างกายและเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มจากน้ำฝนบ่งบอกได้ว่าเขาเดินตากฝนกลางถนนเช่นนี้อยู่นานแล้ว

สิ่งเบี่ยงเบน  ( Deviation Thing )

เมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง   ที่ถนนสายนี้ รถกระบะคันหนึ่งกำลังมุ่งหน้าขึ้นสู่เขาแล่นตรงไปเรื่อยๆและกำลังจะผ่าน ‘ มนุษย์ ’ ไป    แต่เมื่อใกล้ถึง ‘ มนุษย์ ’ รถกระบะก็ค่อยๆชะลอความเร็วลง  และหยุดรถในที่สุด    ทันทีที่รถกระบะหยุด    ‘ มนุษย์ ’ หันหลังมา และพยายามปรับสายตาให้เข้ากับแสงไฟที่ส่องสว่างมาจากหน้ารถ    …คนขับเปิดประตูรถอย่างช้าๆและก้าวออกมาจากรถในที่สุด

ฟ้าลิขิต  ( Heaven Determines)

‘ มนุษย์ ’ จ้องมองเข้าไปในตาของคนขับรถกระบะ  พลางพูดขึ้นว่า
“ คุณนั้นหาความจริงใจได้หรือไม่ ”
คนขับรถจึงตอบกลับไป
“ เพราะความจริงใจยังไม่หมดสิ้นไปจากโลก  ฉะนั้นเราจึงบอกกับตัวเองว่า เรานั้นยังเป็นคนหนึ่งที่มีความจริงใจอยู่ในจิตวิญญาณของเรา ”
‘ มนุษย์ ’ ได้ยินคำตอบดังนั้น จึงสวนกลับทันที
“ ถ้าหากคุณนั้นมีความจริงใจและเป็นคนดีจริง  เราก็ขอให้คุณพิสูจน์ตัวเองด้วยการขับรถกระบะคันเก่าของคุณเลยผ่านเราไปในตอนนี้ โดยไม่ต้องชวนเราขึ้นรถไปกับคุณ ”
แต่เพราะความสงสัยภายในใจลึกๆ  คนขับรถจึงถามกลับไปว่า
“ เพราะเหตุใดหรือ ”
“ คุณคงไม่ต้องให้เราตอบหรอกนะ  เพราะคุณคงรู้คำตอบดี   หรือถ้าไม่รู้จริงๆ  ใจคุณจะเป็นผู้ตอบเอง ”
‘ มนุษย์ ’ กล่าวขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อคนผู้หนึ่งเอ่ยถามขึ้น    และเมื่อคนขับรถได้ยินคำตอบดังนั้น  คนขับรถจึงรีบเปิดประตู พลางก้าวขึ้นรถอย่างรวดเร็วและกระแทกประตูปิดด้วยเสียงอันดังสนั่น

เผชิญความจริง  ( Face the truth)

คนขับรถกระบะจ้องมองไปที่ใบหน้าของ ‘ มนุษย์ ’ ซึ่งยืนอยู่ข้างหน้ารถด้านนอก ผ่านกระจกหน้ารถ  พลางพยักหน้าและส่งยิ้มให้ พร้อมกับตะโกนออกมาสุดเสียงว่า
“ ขอบคุณ ”
เสียงตะโกนของคนขับรถดังก้องออกมาด้านนอก   จนทำให้ ‘ มนุษย์ ’ ได้ยินเสียง    เขาไม่พูดอะไร   แต่กลับส่งยิ้มให้คนขับรถเป็นการรับรู้  และพลางโบกมือลา        ชั่วครู่  รถกระบะเปิดไฟเลี้ยวขวาเพื่อขอทาง   พร้อมกับเคลื่อนตัวเบี่ยงออกไปในที่สุด     ‘ มนุษย์ ’ จึงหันตัวกลับมามองตามรถกระบะคันนั้นอย่างช้าๆ    รถกระบะวิ่งตรงต่อไปข้างหน้าได้ไม่เท่าไหร่  ก็เกิดเลี้ยวเข้าสู่ทุ่งหญ้าที่ทั้งสูงและแสนกว้างใหญ่ไพศาลในเวลาต่อมา

เส้นทางมืดมิด  ( Dark Road )

ณ ตอนนี้  บนท้องถนนกลับเข้าสู่สภาพเช่นเดิมเหมือนที่มันเคยเป็นอยู่อีกครั้ง    ที่ใบหน้าของ ‘ มนุษย์ ’ มีน้ำหยดเล็กๆไหลออกมาจากตาอย่างไม่ขาดสาย  ( แต่ใครล่ะจะรู้… เพราะในขณะนี้ฝนยังคงตกอยู่  น้ำที่ไหลออกมาจากตาของ ‘ มนุษย์ ’ ก็คงชะไปกับน้ำฝนแล้ว )    น้ำที่ไหลรินจากตาของ ‘ มนุษย์ ’ นั้น  เต็มไปด้วยความจริงอันแสนบริสุทธิ์ใจ  และมันยังคงไหลออกมาเรื่อยๆอย่างไม่มีวี่แววว่าจะหยุด    ถึงอย่างไร  ‘ มนุษย์ ’ ก็ไม่มีวันจะเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงในการที่ตนเองต้องมีน้ำไหลออกจากตาทุกครั้งเมื่อรู้สึกเสียใจ

ความหวังดี  ( Good Wish)

ในขณะนี้   ‘ มนุษย์ ’ หยุดเดินและยืนนิ่งอยู่กับที่  แต่ถึงอย่างไร ‘ มนุษย์ ’ ก็ไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะเดินต่อไป    ในเวลาไม่นานนัก  หลังจากที่ ‘ มนุษย์ ’ หยุดเดิน   ฝนก็ค่อยๆซาลงและหยุดตกในที่สุด    ท้องฟ้า  ที่ในขณะนี้มืดมิดก็กลับสว่างในทันที    บนท้องฟ้าไกลออกไป  รุ้งงามทั้งเจ็ดสีต่างก็ค่อยๆโผล่พ้นจากขอบฟ้าขึ้นมาจรัสความงามให้เห็น    ก้อนเมฆคลายความมืดครึ้มลง และกลายเป็นสีขาวนวลในเวลาต่อมา  ทำให้ท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งอยู่แล้วสดใสขึ้นทันตา     ตอนนี้  น้ำที่ไหลออกมาจากตาของ ‘ มนุษย์ ’ หยุดลงแล้ว     ‘ มนุษย์ ’ ใช้นิ้วมือทั้งปาดและขยี้ตาอย่างแรงเพื่อบอกกับตัวเองว่า …ตนเองไม่ได้ตาฝาดหรือฝันไป  แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่รอบตัวทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นความจริงทั้งสิ้น…

อุปสรรคดำเนินต่อ  ( Obstruction Continues)

‘ มนุษย์ ’ ยืนนิ่ง พลางมองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะบอกกับตัวเองในใจว่า
“ ขอบคุณ ”
และ ‘ มนุษย์ ’ ก็เริ่มก้าวเท้าออกเดินต่อไปอีกครั้ง    แต่ทันใดนั้น  ท้องฟ้าและสภาพอากาศเริ่มเลวร้ายลงและหวนกลับสู่สภาพเดิม      ‘ มนุษย์ ’ ไม่แปลกใจ   และยังคงมุ่งหน้าเดินต่อไป  พลางตะโกนออกมาด้วยเสียงที่ดังที่สุดว่า
“ นี่แหละชีวิต ”

the end.

“ although the life is short , but if man does a good thing
when they got problem it will help changing better.
most of all , things keep going on and passing in our life
only try not to stop walking because the goal is so far away from here.
when feeling fear , fight it back…
perfect life waits for us in the future. ”
keep going
no pause
there will always be tomorrow.
Written & Proved By Supakit Seksuwan

FIRST EDITION FOR SIX COPIES ONLY.      01.26.06 / 11.27 PM
Printed By FX Document C320 PCL6 / At Prezentia Co.,Ltd.  ( 0-2559-3417-9 )
Approved & Copyright & All Right Reserved 2006 SUPAKIT SEAKSUWON
PUBLISHED ON JANUARY 28th , 2006.
( virusyone@hotmail.com )  6th

 

C’est la vie (This is a life / นี่แหละชีวิต!) / 2006 / เรื่องสั้น / พิมพ์ / Mac Paper / Drama

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s