Political Story Project (2008)

> Political Story Project <
(PSP)

Written by
Supakit Seksuwan

 ******************************************************************

> The Third Hand <

เรื่องมีอยู่ว่า……
ดำฝากUSB (ที่มีรูปทรงเหมือนระเบิด) กับแดงให้เอาไปให้เหลือง
แต่เพราะความที่แดงเกลียดเหลืองเข้าไส้เลยจัดการให้เหลืองเข้าใจดำผิด โดยการลงมือลบข้อมูลงานในUSBออกจนหมดแล้วเอาไปให้เหลือง

พอเหลืองได้รับและเปิดดู ความโมโหก็พุ่งถึงขีดสุด  ใช่! มันเป็นUSBเปล่า…
ในทันที เหลืองกดโทรศัพท์ไปต่อว่าดำแบบเสียหายขั้นสุดยอด ถึงขั้นด่าพ่อล่อแม่ไปต่าง ๆ นา ๆ
ชั่วขณะที่เหลืองกำลังบรรเลงโคลงไร้สุภาพอยู่นั่นเอง ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของดำ

<< …หรือจะเป็นแดงที่เป็นคนลบข้อมูล  เพื่อที่ว่า…….  แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง มันก็……. >>

(ตัดกลับมา) ดำบอกไปทางโทรศัพท์ว่าไม่มีไฟล์งานสำรองเก็บไว้เลย
นั่นยิ่งกับเป็นตัวจุดชนวนมหึมาความแค้นของเหลืองแบบที่…
ใน 30 นาทีต่อมา เหลืองก็มาอยู่ที่บ้านดำเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนUSB

ทั้งคู่ทะเลาะกันดังสนั่น แบบที่บ้านจากต้นซอยยันท้ายซอยได้ยินกันทั่วทุกหลัง
จนถึงขั้นหมายังทนไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับคน!

วันรุ่งขึ้น……
ถึงวันกำหนดส่งงานที่อาจารย์บอกว่าการบ้านที่ให้ไปทำชิ้นนี้มีมูลค่าถึง 50 คะแนนเน้น ๆ
นั่นเท่ากับว่าถ้าใครทำส่งก็มีโอกาสสูงที่จะผ่านชั้นปี 3 ไปได้อย่างง่ายดายเสมือนปอกกล้วยเข้าปากเลยทีเดียว
และเพื่อนทุกคนก็มีงานส่ง  เอ่อ.. ยกเว้น เหลือง

เมื่ออาจารย์กำลังเอ่ยปากถามว่ามีใครที่ยังไม่ได้ส่งบ้าง

ตอนนั้นแหล่ะที่..
เหลืองหันมามองดำที่นั่งอยู่ด้านหลังด้วยสายตาอาฆาตแบบสุด ๆ ๆ ๆ (โดยที่มีแดงนั่งมองอยู่ไกล ๆ จากอีกมุมหนึ่งของห้อง)
เมื่อเหลืองหันกลับไป ดำก็หันไปสบตามองที่แดง  (แดงทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้และมองไปทางอื่น)

มีเหลืองยกมือขึ้นลำแขนแนบชิดหูอยู่คนเดียว สร้างความโดดเด่นให้กับผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง
อาจารย์เดินมาถึงโต๊ะเหลืองและพูดด้วยเสียงที่ดังสนั่นรูขุมหูแบบตั้งใจให้ทุกคนในห้องได้ยิน

“ไร้ซึ่งความรับผิดชอบบบ…  หักอีก 10 คะแนน  ออกไปจากห้องเลยคาบนี้ไม่ต้องเข้ามาให้ฉันเห็นหน้า
แล้วก็ไม่ต้องเอามาส่งทีหลังเลยนะ  ค รู ไ ม่ มี วั น รั บ เ ด็ ด ข า ด”

* มือที่ 3, ผู้ไม่ประสงค์ดี, พวกหวังร้าย อยากทำลายล้าง + อยากให้ประเทศชาติแตกแยก *

*************************************************************

> Hateboy <

สันติเป็นนักเรียนชั้น ม.6 คนหนึ่งที่เป็นหัวหน้าห้อง ซึ่งมักแอบลอกงานเพื่อนที่ตัวเองเป็นคนเก็บส่งอาจารย์เป็นชีวิตจิตใจ
กล่าวคือ เกือบทุกวิชาอาจารย์จะสั่งให้หัวหน้าเป็นคนรวบรวมงานส่งอาจารย์ที่ห้องพักเป็นประจำ
สันติจึงฉวยโอกาสนี้ลอกมันซะเลย!!

ครั้นต่อมาไม่นาน  เกรดจากแค่ดีกลายเป็นดีเยี่ยม จนเพื่อนหลายคนเริ่มสงสัย
แค่แล้ววันหนึ่ง โชคร้ายของสันติก็มาเยือน เมื่อเพื่อนคนหนึ่งแอบเห็นสันตินั่งลอกงานที่โต๊ะหลังโรงเรียน

วันรุ่งขึ้นทุกคนในห้องรับรู้ถึงความจริงข้อนี้ เมื่อสันติก้าวเข้ามาในห้องเพื่อนทุกคนรุมด่า รุมว่า รุมประนามแบบเช็ดเม็ด
แต่ทว่ามีเพื่อนคนหนึ่งในวงล้อมที่มาแปลกกว่าเพื่อน  เขาตะโกนถามสันติด้วยสีหน้านิ่ง ๆ แต่ดูรุนแรง
“ทำ ไม มึง ไม่ ขอ ดี ดี วะ”

และเรื่องราวก็รู้ไปถึงหูของอาจารย์ที่ปรึกษาจนได้
เธอสั่งให้สันติออกจากการการเป็นหัวหน้าถาวร ซ้ำยังถามอีกว่า
“ครูไม่เข้าใจจริง ๆ เลย.. เธอทำอย่างนี้ไปทำไมกัน”
……………………………………………..

* คนประเภทที่โกงกินชาติบ้านเมืองแบบเนียนๆ กับกลุ่มคนจำพวกที่เกลียดคนประเภทนี้เข้าไส้ *

*************************************************************

> Violent  Voice <

ทุกวันก่อนฉลองก้าวออกจากบ้านไปเรียน แม่จะบอกลูกชายวัยยี่สิบสองของเขาอยู่เสมอว่า
“เลิกเรียนให้รีบกลับบ้านนะลูก แล้วอย่าได้ไปมีเรื่องกับใครอีกนะ”
ฉลองไม่ตอบ และเดินออกจากบ้าน มุ่งสู่มหาวิทยาลัยทันที

ตกเย็นหลังเลิกเรียน…  ก็เป็นเหมือนเช่นทุกวัน คือเพื่อน ๆ ในกลุ่มพยามยามคะยั้นคะยอชวนเขาไปกินเหล้ามาหลายเที่ยวแล้ว แต่ฉลองก็ปฏิเสธทุกครั้ง แต่คราวนี้เพื่อน ๆ ของเขารวมหัวกันตั้งใจว่าจะต้องชวนฉลองไปให้ได้ ถ้าฉลองไม่ไปพวกเขาก็จะตื้ออยู่อย่างนี้..  โดยที่เขาก็พยายามอ้างไปต่าง ๆ นา ๆ แต่กลุ่มเพื่อนไม่ฟังทั้งสิ้น ซ้ำยังบอกถึงข้อดีอย่างนู้นอย่างนี้ และคิดซะว่าเป็นการปลดปล่อย จนสุดท้ายเขาก็ใจอ่อนยอมไปในที่สุด…

ที่ผับ เวลาประมาณห้าทุ่ม ขณะที่ทุกคนกำลังเมาได้ที่  สิ่งที่ฉลองหวาดกลัวและพยามยามหลีกเลี่ยงมาตลดอดก็เกิดขึ้นจนได้… เริ่มต้นด้วยการที่หน้าเปลี่ยนสี คำพูดเต็มไปด้วยคำหยาบคายและสบถทุกครั้งที่พูดจบประโยคเสมือนจุดฟุลสตอป  และในที่สุดเพื่อนคนหนึ่งก็ทนไม่ไหว เลยนำไปสู่การมีเรื่องต่อยตีกันที่บริเวณโต๊ะมุมหนึ่งในร้าน เพื่อนฝ่ายที่เป็นกลางก็ได้แต่บอกว่า
“เฮ้ย มึงอย่ามีเรื่องกันเองเลย..”

แต่ในนาทีนี้ไม่ว่าใครก็ห้ามฉลองไม่ได้ เขาทำร้ายทุกคนที่ขวางหน้าแม้กระทั่งเพื่อนที่เป็นคนห้ามก็ยังไม่เว้น
และช่วงเวลาเพียงสั้น ๆ เขาก็ล้มลงไปกองกับพื้น ดวงตาล่องลอย มีเลือดไหลออกจากปาก เพื่อนที่เป็นคนห้ามรีบก้มลงไปช้อนตัวฉลองขึ้นมาที่ตักพลางเขย่าตัว + ตบหน้าเบา ๆ เรียกสติพร้อมกับเรียกชื่อเขาด้วยเสียงอันดัง

ดนตรีที่เล่นในผับหยุดมาได้ครู่หนึ่งแล้ว
ผู้คนในผับต่างยืนนิ่งและหันมามองที่ฉลองเป็นสายตาเดียวกัน

ในหัวของเขาได้ยินเหมือนเสียงดังก้องเข้ามาจากภายนอก
“มึงเป็นอะไรวะ ตื่นสิเว้ย…”

* พวกชอบเอาหลักการ + สิ่งที่เห็นยึดเป็นที่ตั้ง อีกทั้งนิยมการใช้และความรุนแรงโดยไม่คำนึงว่าบางครั้งตัวเองก็ทำเกินไป *

*************************************************************

> Back Up <

ในตอนแรก แกงค์พินธมัตร กับ แกงค์ชอปอนอ เป็นเพื่อนร่วมห้องที่ดีต่อกันกล่าวคือ เวลามีปัญหาอะไรก็จะช่วยเหลือกัน  
(ใช่..ในห้องเรียน ม.6/2 นี้เหมือนกับแบ่งนักเรียนออกเป็นสองกลุ่มกลาย ๆ)

….เด็กนักเรียนมัธยมเงียบ ๆ คนหนึ่ง ชอบปลีกวิเวกอยู่คนเดียว  กินอะไรคนเดียว ทำอะไรคนเดียว
สรุปคือไม่ว่าจะกินหรือจะทำอะไรก็จะเห็นเธอเพียงคนเดียว

เธอไม่คบใคร (ไม่ใช่ไม่มีใครคบ)
เธอไม่คุยกับใคร (และไม่ใช่เพราะไม่มีใครคุยด้วย)
วัน ๆ เอาแต่ก้มหน้าก้มตามาเรียนหนังสือ และกลับบ้าน

ที่บ้าน มีเพียงเธอกับคุณยายสติเลอะเลือนอยู่กันตามลำพังสองคน
ทุกวันพอกลับมาถึงบ้าน เธอจะทักทายคุณยายสั้น ๆ ก่อนจะขึ้นไปข้างบน
โดยส่วนใหญ่เธอมักอยู่ในห้องนอนตลอด จะลงมาก็แค่ตอนกินข้าวและไปเรียนเท่านั้น

วันหนึ่ง เธอได้ยินหัวหน้าแกงค์พินธมัตร..แกงค์ฝ่ายตรงข้ามคุยกันจากอีกมุมหนึ่งของห้องว่า
“เรากำลังจะหาสถานที่จัดปาร์ตี้เลี้ยงวันเกิดของเราให้เพื่อน ๆ ตอนสุดสัปดาห์ มีใครอยากเสนอที่ไหนบ้างไหม”
บังเอิญว่าเธอแอบได้ยินและเหลือบมองไป

เป็นเวลานานที่ไม่มีเสียงเสนอความเห็นจากเพื่อน ๆ ในแกงค์
แล้วความคิดก็บังเกิดขึ้นในหัวเธอ…

ตกเย็นวันนั้นเธอนัดเจอหัวหน้าแกงค์พินธมัตรที่หลังโรงเรียนเพื่อเสนอตัวให้ใช้บ้านของเธอเป็นที่จัด
เพราะพักหลังมานี้เพื่อน ๆ ในแกงค์ชักจะทำตัวออกห่างเธอมากขึ้นทุกที อีกทั้งยังรู้สึกเกลียดขี้หน้าเพื่อนบางคนในแกงค์อย่างสุดๆ เธอจึงสนใจที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกแกงค์พินธมัตรด้วย เพราะดูยิ่งใหญ่กว่าด้วยจำนวนคน และอะไรอีกหลาย ๆ อย่าง ๆ

<< แวบหนึ่งเธอกลับคิดว่า… การตัดสินใจเช่นนี้มันถูกแล้วหรือ เพราะนั่นหมายถึงเธอจะต้องเสียเพื่อนที่คบกันมาหลายปีไปเป็นสิบ ๆ คนเลยนะ…>>

เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง…..
ก่อนจะตอบ
“ตกลง”

* คนที่คอยหนุนหลัง = คนที่เห็นภายหน้านิ่งๆ ภายในก่อการกบฎ (ลุกขึ้นมาปฏิวัติ) *

*************************************************************

> Thinkful <

ชายหญิงคู่หนึ่งเดินจับมือกัน พร้อมกับฟังเพลงMP3แบบใส่หูคนละข้างไปด้วย ขณะเดินอยู่ที่ตลาดนัดแห่งหนึ่ง
ทั้งสองคนเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนในมหาวิทยาลัยและปัจจุบันกำลังคบกันในฐานะแฟน

ที่เบื้องหน้าขวามือของทั้งสองเป็นนแผงขายนาฬิกาปลุก ผู้ชายรีบตรงเข้าไปดู + มีความคิดที่จะซื้อมันเป็นของขวัญวันเกิดให้เพื่อนในสามวันถัดจากนี้ ว่าแล้วจึงกวาดสายตามอง จนไปถูกใจเข้ากับนาฬิกาปลุกทรงถังแก๊สลายหยดน้ำมากมาย ถึงขั้นจะรีบควักตังค์จ่ายทันที แต่
“ช้าก่อน… ไอ้สันติอาจจะมีแล้วก็ได้นะ”
ผู้หญิงเตือนเป็นนัย ๆ

“แล้วเธอรู้ได้ไงล่ะ”
ผู้ชายถามอย่างสงสัย

แล้วทั้งสองก็เถียงกันอยู่พักหนึ่งต่อหน้าคนขายที่เริ่มอารมณ์บ่จอย และเอ่ยถามเพียงสั้น ๆ ว่า
(ที่สุดแล้ว) “พวกมึงจะซื้อกันไหม ถ้าไม่ซื้อก็ไปจากหน้าแผงกูได้แล้ววว.. เกะกะจริงวุ้ยพวกนี้!”
“ซื้อคร้าบ โห่..ใจเย็น ๆ ก่อนดิพี่  เห็นไหมคนเค้าตกลงกันอยู่ ไม่มีตาเหรอครับเนี่ยยย”
“งั้นก็จ่ายมา 500 บาทด่วน ๆ ให้ว่องเลย ก่อนที่กูจะเกิดอารมณ์”

และในงานวันเกิดของสันติ..
ประโยคแรกที่สันติพูดหลังจากแกะห่อของขวัญของชายหนุ่มออกและพบว่าภายในเป็นอะไร ก็คือ
“เอ่อ เพื่อน.. แบบนี้กูมีแล้วว่ะ”

สันติต่อว่าทั้งสองว่าทำไมเวลาจะซื้ออะไรไม่ถามก่อนเพราะเขาอาจจะมีแล้วก็ได้ ฝ่ายผู้หญิงเลยได้ทีเสริมและโทษไปที่ผู้ชายเพียงคนเดียวเต็ม ๆ ..  ฝ่ายผู้ชายก็รู้สึกผิดทันทีและบ่นในใจ… โคตรเสียดายตังค์!

วันรุ่งขึ้น ผู้ชายหอบเอานาฬิกาปลุกทรงถังแก๊สลายหยดน้ำ (จากการแอบขอสันติหลังงานเลิกเมื่อวานแบบไม่ให้ผู้หญิงรู้) เดินตรงเข้าตลาดนัดเพื่อขอเงินคืน

และทันทีที่ความต้องการของผู้ชายถูกถ่ายทอดจนหมด พ่อค้าหนุ่มมาดโฉดก็เกิดอารมณ์ขึ้นมาในบัดดล
“นี่มึงยังมีหน้าเสล่อแป๊ะมาที่นี่อีกเหรอ  แค่มึงจะมาขอเปลี่ยนกูยังไม่คิดจะให้เลย  เฮอะ.. แล้วนี่จะมามาเงินคืน
อย่าฝันเล้ยไอ้น้องงงง”

* เวลาจะ(ลงมือ)ทำอะไร ควรคิดไตร่ตรองให้ดีก่อนตัดสินใจ เพราะเมื่อทำไปแล้วมันแก้ไม่ได้ *

*************************************************************

> Time System <

ในตอนแรก แกงค์พินธมัตร กับ แกงค์ชอปอนอ เป็นเพื่อนร่วมห้องที่ดีต่อกันกล่าวคือ เวลามีปัญหาอะไรก็จะช่วยเหลือกัน
(ใช่..ในห้อง ม.6/2 แห่งนี้เหมือนกับแบ่งนักเรียนออกเป็นสองกลุ่มกลาย ๆ)  

แต่ปัญหาก็มาเกิดตรงที่… ช่วงพักเที่ยงของวันหนึ่ง ขณะที่นักเรียนแกงค์พินธมัตรราวห้าคนกำลังนั่งล้อมวงเล่นไพ่ป๊อกฯใต้ตึกกันอย่างสนุกสนาน บังเอิญกับที่แกงค์ชอปอนอสี่คนเดินผ่านมาพอดี (โดยพักหลังนี้พวกเขาชอบเสนอหน้ากับอาจารย์เป็นพิเศษ จนหลาย ๆ คนในแกงค์พินธมัตรไม่พอใจแกงค์ชอปอนอเกือบทั้งหมด)  พวกเขาหยุด ยืนมองครู่หนึ่ง และเริ่มต้น…

“การเล่นไพ่เป็นสิ่งที่ไม่ถูกนะเว้ย พวกมึงควรเลิกเล่น ณ บัดนาวว”
“อ้าว พูดเยี่ยงนี้ มีเรื่องกันเลยดีกว่าว่ะ”
“มึ ง ผิ ด ด ด..”
“กู ถู ก ก ก..”

แล้วทั้งสองแกงค์ก็เปิดศึกชกต่อยกันย่อม ๆ ใต้ตึก  และสุดท้ายเรื่องก็ไปจบลงในห้องปกครองด้วยสภาพอันน่าอนาถของนักเรียนทั้งสองฝ่าย…

หลังจากนั้นเป็นต้นมา นักเรียนทั้งสองแกงค์ก็พูดกันน้อยลง ช่วยเหลือกันน้อยลง จนในที่สุดถึงขั้นไม่พูดกันเสมือนตัดขาดความสัมพันธ์ก็ไม่ปาน จนเวลานี้ห้อง ม.6/2 ได้เกิดเส้นแบ่งเขตภายใต้จิตจำนึกระหว่างแกงค์พินธมัตรกับแกงค์ชอปอนอขึ้นอย่างชัดเจน

เพื่อนร่วมชั้นห้องอื่น ๆ ต่างก็เห็นใจและพยายามส่งตัวแทนมาไกล่เกลี่ยอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล
เพราะยังไง ความรู้สึกของนักเรียนทั้งสองแกงค์ได้ถูกตีค่าไปแล้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

* ไม่มีใครผิดใครถูกทั้งนั้น มันขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนมอง *

*************************************************************

> Endless End <

เหลืองยกมือขึ้นลำแขนแนบชิดหูอยู่คนเดียวในห้อง สร้างความโดดเด่นให้กับเพื่อน ๆ ในห้องเป็นอย่างยิ่ง
อาจารย์เดินมาถึงโต๊ะเหลืองและพูดด้วยเสียงที่ดังสนั่นรูขุมหูแบบตั้งใจให้ทุกคนในห้องได้ยิน
“ไร้ซึ่งความรับผิดชอบบบ…  หักอีก 10 คะแนน  ออกไปจากห้องเลยคาบนี้ไม่ต้องเข้ามาให้ฉันเห็นหน้า
แล้วก็ไม่ต้องเอามาส่งทีหลังเลยนะ  ค รู ไ ม่ มี วั น รั บ เ ด็ ด ข า ด”

และเรื่องราวก็รู้ไปถึงหูของอาจารย์ที่ปรึกษาจนได้
เธอสั่งให้สันติออกจากการการเป็นหัวหน้าถาวร ซ้ำยังถามอีกว่า
“ครูไม่เข้าใจจริง ๆ เลย.. เธอทำอย่างนี้ไปทำไมกัน”

ดนตรีที่เล่นในผับหยุดมาได้ครู่หนึ่งแล้ว
ผู้คนในผับต่างยืนนิ่งและหันมามองที่ฉลองเป็นสายตาเดียวกัน
ในหัวของเขาได้ยินเหมือนเสียงดังก้องเข้ามาจากภายนอก
“มึงเป็นอะไรวะ ตื่นสิเว้ย…”

<< แวบหนึ่งเธอกลับคิดว่า… การตัดสินใจเช่นนี้มันถูกแล้วหรือ เพราะนั่นหมายถึงเธอจะต้องเสียเพื่อนที่คบกันมาหลายปีไปเป็นสิบๆคนเลยนะ… >>
(ตัดกลับมา) หัวหน้าแกงค์พินธมัตรนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง…..
ก่อนจะตอบ
“ตกลง”

วันรุ่งขึ้น ผู้ชายหอบเอานาฬิกาปลุกทรงถังแก๊สลายหยดน้ำ (จากการแอบขอสันติหลังงานเลิกเมื่อวานแบบไม่ให้ผู้หญิงรู้) เดินตรงเข้าตลาดนัดเพื่อขอเงินคืน…
และทันทีที่ความต้องการของผู้ชายถูกถ่ายทอดจนหมด พ่อค้าหนุ่มมาดโฉดก็เกิดอารมณ์ขึ้นมาในบัดดล
“นี่มึงยังมีหน้าเสล่อแป๊ะมาที่นี่อีกเหรอ  แค่มึงจะมาขอเปลี่ยนกูยังไม่คิดจะให้เลย  เฮอะ.. แล้วนี่จะมามาเงินคืน
อย่าฝันเล้ยไอ้น้องงงง”

เพื่อนร่วมระดับห้องอื่นๆต่างก็เห็นใจและพยายามส่งตัวแทนมาไกล่เกลี่ยอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล
เพราะยังไง ความรู้สึกของนักเรียนทั้งสองแกงค์ได้ถูกตีค่าไปแล้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 * ‘สงคราม’ นำมาซึ่งความสูญเสีย และและผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อคนทั้งชาติ *

2011 Copyright & All Right Reserved Supakit Seksuwan / Home-SSRU / 12.12.08 – 25.05.1

Political Story Project / 2008 / รวมเรื่องสั้น / พิมพ์ / Mac Paper / Black Comedy

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s