รัก (2012)

รัก

A 7th Short Novel by Supakit Seksuwan [2012]

A 7th Short Novel by Supakit Seksuwan [2012]

Zing

“ทำไมถึงเป็นคนที่เลวร้ายเช่นนี้”
เสียงหญิงสาววัยกลางคน ร่างท้วม เชื้อสายจีนเอ่ยขึ้นบนรถที่กำลังมุ่งหน้าไปตามเลียบหาดพัทยา
ที่เบาะหน้ารถข้างคนขับ เด็กหนุ่มวัยรุ่นเหมือนรู้ตัวว่าเธอกำลังพูดถึงเขา ได้แต่นิ่งเงียบไม่พูดอะไร

“นี่ถ้ารู้ว่าเป็นอย่างนี้นะ ไม่เอามาด้วยหรอก”
เธอยังคงมีทีท่าอารมณ์เสีย และดูเหมือนทวียิ่งขึ้น
ชายคนขับวัยกลางคนผมสีทองมองกระจกหลังเพื่อสบตาหญิงสาว เธอหลบสายตาไปมองนอกหน้าต่าง
แสงแดดกระทบผิวน้ำทะเลในยามบ่ายทำให้แสงจ้าสะท้อนเข้าตา

“งั้นเราต้องจัดการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน”
ชายคนขับพูดพลางมองกระจกหลัง ก่อนจะเร่งความเร็ว
หญิงสาวสบตาเขาด้วยสีหน้าวิตก รถยนต์คันสีเทาพุ่งทะยานไปบนถนนเลียบหายด้วยความเร็วเกินขีดจำกัด
เบื้องหน้า 200 เมตรเป็นร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่งตั้งอยู่สุดหาด
ชายคนขับเร่งความเร็วเต็มที่ รถยนต์พุ่งชนเข้าไปในร้าน ผู้คนแตกตื่น วิ่งหนีกระเจิงไปคนละทิศละทาง
เก้าอี้ โต๊ะอาหารถูกชนอย่าแรง กระเด็นกระดอนร่วงลงพื้นด้วยเสียงดังสนั่น ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องดังระงม
รถยนต์คันดังกล่าวพุ่งผ่านทะลุไปอีกฝั่งหนึ่งของร้านซึ่งเป็นหน้าผาสูงชัน

“เอาล่ะนะ”
ชายคนขับเอ่ยขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนเกียร์พร้อมเหยียบคันเร่งมิดถึง 180
รถยนต์พุ่งลงจากหน้าผา..
หญิงร่างท่วมตะโกนลั่น..
เด็กหนุ่มวัยรุ่นสีหน้าปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น..

ตู้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!

รถยนต์ตกสู่ทะเล ด้านหน้ารถพุ่งสู่ผิวน้ำ
บัดนี้น้ำทะลักเข้ามาข้างในตัวรถจากทุกทาง เพียงไม่กี่นาที รถทั้งคันก็จมลงสู่ใต้ผืนน้ำ และดิ่งลงลึกขึ้นเรื่อย ๆ
จาก 10 เมตรเป็น 20 เมตร จนถึงพื้นทะเลในระดับความลึกกว่า 50 เมตร
ในรถขณะนี้ปราศจากลมหายใจและการเคลื่อนไหวของคนทั้งสาม ไร้ซึ่งเสียงเต้นของหัวใจ
ชายคนขับตาเบิกโพลงมือลอยอยู่เหนือพวงมาลัย ตัวติดกับเบาะเพราะคาดเข็มขัดนิรภัยไว้ ตรงกันข้ามกับเด็กหนุ่ม ซึ่งลอยขึ้นไปติดกับเพดานรถ อ้าปากหวอรับน้ำเข้าไปในร่างเต็ม ๆ ส่วนหญิงร่างท้วม หัวแนบติดกับกระจกรถด้านหลัง เสื้อบาติกบางสีชมพูเลิกขึ้นจนเกือบถึงราวนม

เป็นเวลาไม่กี่นาที พื้นทะเลบริเวณใต้ท้องรถก็มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ทรายก้นทะเลถูกดูดลงอย่างช้า ๆ ปรากฏเป็นหลุมดำที่ค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น จนทำให้รถตกลงไปได้ทั้งคัน

ผลุบ!

เมื่อรถถูกดูดไปแล้ว ทรายบริเวณนั้นก็กลับมาเรียบดังเดิมเหมือนปกติ

******************************************************

27 ปีก่อนหน้า…

อีกไกลแค่ไหน จนกว่าฉันจะใกล้ บอกที
อีกไกลแค่ไหนจนกว่าเธอจะรักฉัน เสียที
มีทางใดที่อาจทำให้เธอสนใจ ได้โปรด
บอกกับฉันให้รู้ที ว่าสุดท้ายแล้วฉันยังมีความหมาย…

เสียงเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์โบราณดังแว่วมาจากร้านขายของชำชาวจีนกลางซอยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร มันเป็นซอยที่เขาเคยมาประจำเมื่อนานมาแล้ว ขณะชายหนุ่มรูปร่างสูง ผิวคล้ำ ไว้หนวด มีปานดำที่ต้นคอ ท่าทางนักเลงกำลังเดินผ่าน เขาถึงกับหยุดฟัง มันเป็นเพลงเก่าที่คุ้นเคย จากท่วงทำนองและคำร้องเหมือนเขาเคยได้ยินมาก่อนแต่จำไม่ได้ว่าจากไหน ชายหนุ่มเดินเข้าไปในร้าน ชายแก่ชาวจีนสูงอายุคนหนึ่งกำลังหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมากางอ่านโดยไม่ทันสังเกตว่ามีลูกค้าเข้ามา ชายหนุ่มเหลือบมองวันที่หน้าแรกหนังสือพิมพ์.. วันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2528

มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ๆ … เขาคิดในใจ

ชายหนุ่มรีบเร่งเดินตรงมายังบ้านหลังเก่าหลังหนึ่งท้ายซอย ที่นั่นเขาพบกับหญิงสาววัยรุ่นอายุราว 18 ปี เชื้อสายจีนผมยาว ดวงตากลมมน ใบหน้าเอิบอิ่ม เขาหยุดมองเธอหน้าบ้านเหมือนต้องมนต์สะกด ซิงถูกแม่ใช้ให้กวาดบ้าน ถูบ้าน รีดผ้า ระหว่างที่น้องชายอีก 2 คน ซึ่งอายุห่างกับเธอกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ ชายหนุ่มแอบมองอยู่เป็นเวลานาน เธอเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาและไล่ตะเพิดให้เขาออกไปให้พ้นหน้าบ้าน ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ ชายหนุ่มรู้สึกสับสน
เพียงชั่วครู่มีชายรุ่นราวคราวเดียวกับเขาเดินผ่านมาและทักขึ้น

“วันนี้มึงไม่ไปเรียนหนังสือเหรอวะ”

เขานิ่งไปชั่วขณะ ชายคนที่เดินผ่านมาสันนิษฐานว่าเป็นเพื่อนร่วมชั้นชวนเดินไปโรงเรียนด้วยกัน ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเดินไปกับเขา ระหว่างทาง จากการพูดคุยของเพื่อนจึงทำให้รู้ว่าเขาชื่อ ‘ตั้ม’

เมื่อตั้มและเพื่อนไปถึงโรงเรียน ก็เจอเพื่อนร่วมแก๊งค์รออยู่แล้วที่โต๊ะม้าหินข้างสนามฟุตบอล เพื่อน ๆ แซวเรื่องเมื่อวานเขาพาซิง หญิงสาวรุ่นน้องที่คบมาได้หลายเดือนไปเที่ยว แล้วพาไปส่งบ้านดึกจนโดนแม่เธอไล่ตะเพิด โดยส่วนตัว แม่หญิงสาวไม่ชอบขี้หน้าตั้มอยู่แล้วด้วย เขาก็รับฟัง เออออห่อหมกไปตามน้ำ พยายามตามเรื่องให้ทัน

ซิงมาถึงโรงเรียนหลังพิธีเคารพธงชาติเสร็จไปแล้วร่วมครึ่งชั่วโมง เธอเดินขึ้นอาคารเรียนในสภาพอิดโรยเพราะช่วยงานบ้านในช่วงเช้าเป็นประจำทุกวัน หญิงสาวเดินผ่านหน้าห้องเรียนชั้นม.6 โดยไม่รู้ว่าทุกวันจะมีรุ่นพี่โต๊ะริมประตูคนหนึ่งแอบมองเป็นประจำ วันนี้ก็เช่นเดียวกัน ในขณะที่ตั้มซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลนักหันไปมองทางประตูและเห็นเพื่อนชายร่วมห้องเข้าพอดี เขาตกใจ! นั่นมัน…..

เพื่อนร่วมห้องโต๊ะริมหน้าต่างคนนั้นมองตามเธอเดินผ่านห้องเรียนจากไป และตลอดทั้งชั่วโมง ตั้มสังเกตว่าเขานั่งเหม่อไปนอกห้อง ชะเง้อมองหวังว่าหญิงสาวจะเดินผ่านมาไหมเป็นพัก ๆ จนไม่เป็นอันเรียน
ช่วงเย็นหลังเลิกเรียน ตั้มเห็นเพื่อนร่วมห้องโต๊ะริมประตูคนนั้นเดินกลับบ้านคนเดียว จึงสบโอกาสเดินเข้าไปคุย

“เดี๋ยว หยุดก่อน ก้อง”

ชายคนนั้นประหลาดใจที่ตั้มรู้จักชื่อเขา เนื่องจากไม่สนิทกัน อยู่คนละกลุ่ม แถมยังไม่เคยคุยกันมาก่อน ก้องหลบสายตาพลางเดินหนี ตั้มบอกให้รอก่อนเขาจะเดินกลับด้วย ก้องยิ่งประหลาดใจหนักแต่ก็ยอมให้ตั้มเดินไปด้วยสีหน้ากล้า ๆ กลัว ๆ อย่างเห็นได้ชัด ระหว่างทาง ตั้มชวนคุยเรื่องทั่วไป เพื่อนร่วมห้องก็ตอบกลับแบบเกร็ง ๆ เมื่อมีโอกาสเขาก็เอ่ยถามเพื่อนมาดนักเลงผู้นี้

“วันนี้นายไม่ไปส่งซิงเหรอ”

“เอ้อ จริงด้วย ลืมสนิทเลยว่ะ”

“ป่านนี้เค้าคงถึงบ้านแล้วมั้ง เราเห็นเค้าเดินไปก่อนหน้านายสักพักแล้วล่ะ”

“ไม่เป็นไร ช่วงนี้มีเรื่องกับที่บ้านน้องเค้าอยู่ รอให้เรื่องมันซากว่านี้ก่อน”

ตั้มตอบคำถามก้อง เมื่อได้ทีเขาจึงเอ่ยถามก้องบ้าง

“นายรู้อะไรเกี่ยวกับการย้อนเวลา กลับไปเปลี่ยนแปลงอดีตบ้างไหม

ก้องเลิกคิ้ว สีหน้างงงวย

“ไม่นี่ ทำไมเหรอ”

ระหว่างทางเดินกลับบ้าน ซิงมาหยุดหน้าร้านขายกระเป๋าและเสื้อผ้าผู้หญิงตามแฟชั่น และยืนมองกระเป๋าสะพายสีฟ้าใบเล็ก ๆ วางอยู่ชั้นบนสุดของตู้โชว์ มันเป็นสินค้าที่เพิ่งมาใหม่ได้เกินสัปดาห์แล้ว ตอนเจ้าของร้านเอามาลงใหม่ ๆ มันขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนตอนนี้เหลือใบสุดท้าย ซิงทำได้เพียงหยุดมองหน้าร้านทุกครั้งที่เดินผ่าน และพยายามตัดใจว่ายังไงเธอคงไม่สามารถซื้อได้แน่นอน

10 ก.พ. 2528

ซิงกำลังช่วยแม่เย็บผ้าส่งให้ลูกค้าที่จะนำแบบมาให้แม่ของเธอตัดชุด เพราะที่หน้าบ้านเธอเปิดเป็นร้านเล็ก ๆ โดยไม่ได้เอะใจเลยว่ามีชายคนหนึ่งด้อม ๆ มอง ๆ อยู่พักใหญ่แล้ว ตั้มแอบมองอยู่นาน จนเมื่อแม่ของเธอเดินไปหยิบของหลังบ้าน ชายหนุ่มจึงปรากฏตัวขึ้น เธอตกใจและถามเขา

“มาทำอะไรที่นี่ จะให้แม่….”

พูดยังไม่ทันจบ ซิงเห็นแม่กำลังเดินกลับมา เลยรีบไล่ให้ชายหนุ่มหลบไป ก่อนก้มหน้าก้มตาทำงานต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม่กลับมาและนั่งจักรตัวเดิม หญิงวัยกลางคน เจ้าของร้านเย็บผ้าเอ่ยขึ้นขณะถีบจักรใกล้ ๆ ลูกสาว

“เสร็จชุดนี้แล้วไปต้มน้ำให้เตี่ยอาบด้วยนะ อากาศเย็นแล้ว เดี๋ยวเตี่ยไม่สบายอีก”

“ค่ะม๊า”

เธอพยักหน้า พลางถอนหายใจอย่างอ่อนแรง

ตั้มมองเธออย่างพินิจและใคร่ครวญ..

ที่บ้านก้อง ในห้องนอน เขาเปิดลิ้นชักที่โต๊ะและนำรูปขาวดำใบเล็ก ๆ ออกมาจากสมุดบันทึก มันเป็นรูปถ่ายนักเรียนที่ตัดออกมาจากรูปหมู่ใบใหญ่ เป็นรูปของซิง หญิงสาวที่เขาได้แต่หลงรักฝ่ายเดียว

วันรุ่งขึ้น แม่ใช้ซิงไปซื้อกับข้าวในตลาด โดยมีตั้มแอบตามเธอไป เธอเดินผ่านร้านกระเป๋า และมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจากไปเหมือนเคย ตั้มนึกอะไรขึ้นมาได้! จึงเข้าไปซื้อกระเป๋าสีฟ้าใบนั้น แล้วออกมานั่งนึกชั่งใจอะไรบางอย่าง
“จะเอาไปให้ หรือไม่ให้ดีนะ”

เขาคิด…

แล้วเขาก็เดินไปหาก้องที่บ้าน ทว่าก้องไม่อยู่ ตั้มจึงตัดสินใจมุ่งหน้ากลับบ้าน

ขณะกำลังเดินผ่านท่าน้ำ เขาก็พบเพื่อนชายผิวขาว ท่าทางเรียบร้อย บุคลิกเป็นงานเป็นการ กำลังเดินอุ้มสุนัขเดินมาพอดี ตั้มเลยขอคุยด้วยตอนนี้ แล้วทั้งสองก็หาที่นั่งคุยกันริมน้ำ

ก้องอุ้มสุนัขวางลงให้มันนอนข้าง ๆ ก่อนเล่าว่าเจอสุนัขตัวนี้บาดเจ็บริมถนน ด้วยความสงสารสงสารเลยพามันไปทำแผล และว่าจะเอาไปเลี้ยงที่บ้าน จากนั้นทั้งสองก็คุยกันถึงเรื่องต่าง ๆ ก้องมีท่าทีผ่อนคลายลงจากวันก่อนเล็กน้อย จนเมื่อตั้มถามว่าเคยมีแฟนไหม เขาส่ายหน้า และถามต่อ

“ในชีวิตนายเคยรักใครบ้างไหม”

ก้องเงียบ ไม่ตอบ เขาจึงถามก้องด้วยสีหน้าจริงจัง

“ระหว่างไม่ได้รัก กับรักแล้วทุกข์ในตอนท้าย นายจะเลือกแบบไหน”

แสงสุดท้ายจากดวงอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า ทั้งสองแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า พลันเห็นนกคู่หนึ่งกำลังบินกลับรัง

ครู่หนึ่ง ก้องเอ่ยขึ้น..

“เราขอเลือกที่จะมีความรักดีกว่า แม้ไม่ได้จบลงอย่างสวยงามก็ไม่เป็นไร เพราะชีวิตเราจะไร้ความหมายถ้าเกิดมาแล้วได้รักใครสักคน ไม่ได้รู้จักกับคำว่ารัก ได้เรียนรู้ว่ารักแท้เป็นยังไง สิ่งดี ๆ ที่งอกงามในใจเหล่านี้จะคงอยู่กับเราตลอดไป ต่อให้ทุกข์สักแค่ไหนเราก็จะทนและผ่านมันไปให้ได้”
ตั้มใคร่ครวญอยู่พักหนึ่ง

“งั้น เอากระเป๋านี้ไปให้ซิง

ก้องสะดุ้ง ตกใจที่เพื่อนรู้ความลับภายในใจ

..เป็นของขวัญเซอร์ไพรส์วันเกิดพรุ่งนี้ มันเป็นกระเป๋าที่เธออยากได้ นี่จะทำให้เธอรู้จักนาย และเริ่มคบกันเป็นแฟน และ………”

ตั้มหยุด และเงียบไป เท่านี้ก้องก็งงเป็นไก่ตาแตกแล้ว! หัวโจกประจำห้องอย่างก้องที่ไม่คุยกับเขาและกำลังคบกับซิงอยู่รู้ได้อย่างไรว่าเขาแอบหลงรักซิง

“นี่นายกำลังจะเลิกคบกับซิงแล้ว….”

พลันคำถามหลุดจากปากก้องรัวเป็นชุด แต่ตั้มบอกว่าอย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้ เดี๋ยวนายก็จะรู้เอง ก่อนยื่นกระเป๋าสะพายสีฟ้าให้ก้อง และเตรียมลุกขึ้น

“ถึงเราจะเปลี่ยนอดีตไม่ได้ แต่ก็เลือกใช้ชีวิตในอนาคตได้นะ”

ตั้มเดินจากไปพร้อมอาทิตย์อัสดง

12 ก.พ. 2528

หลังโรงเรียนเลิก ซิงเดินออกมาถึงประตูรั้วมุ่งหน้ากลับบ้าน แต่ก็หยุดครู่หนึ่งเพื่อมองหาใครบางคนที่เคยเดินไปส่งบ้านทุกวัน ทว่ารอได้พักใหญ่แล้วคน ๆ นั้นยังไม่มา เธอเลยตัดสินใจว่าจะเดินกลับแล้ว แต่เธอก็พบรุ่นพี่คนหนึ่งที่ไปดักรอเพื่อเอาของขวัญมาเซอร์ไพรส์วันเกิด เธอประหลาดใจเมื่อพบว่าเป็นกระเป๋าที่เธออยากได้ สงสัย ระคนดีใจในเวลาเดียวกัน ซิงกล่าวขอบคุณรุ่นพี่ และถามว่าเขารู้ได้อย่างไร ก้องบ่ายเบี่ยงและขอเธอเดินไปส่งบ้าน หญิงสาวมีท่าทีลังเล ก้องบอกว่าตั้ม เพื่อนร่วมห้องของเขา วันนี้ติดธุระ คงไม่มาแล้วล่ะ

ระหว่างทาง ทั้งสองได้พูดคุยทำความรู้จักกันเบื้องต้น มันทำให้ก้องได้เริ่มรู้จักกับรุ่นน้อง ม.5 คนนี้อย่างจริงจังสักที ในตอนนี้เขาดีใจสุดฤทธิ์ อยากพูดคุย อยากรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับตัวเธอ เธอชอบอะไร ไม่ชอบอะไร อยากจะสารภาพรักเธอซะเดี๋ยวนั้น แต่ต้องเก็บอาการและความรู้สึกไว้ไม่ให้เธอรู้ เพื่อรอเวลา จนกว่าวันนั้นมาถึง.. แต่ถึงจะพยายามเก็บอาการแล้วยังไงก็ยังปิดก็ไม่มิดอยู่ดี จากน้ำเสียงการพูดคุยของก้อง การพูดติดขัด ผิด ๆ ถูก ๆ ทำให้หญิงสาวรุ่นน้องเห็นถึงอาการประหม่าของรุ่นพี่ แม้ว่าเขาจะพยายามทำตัวปกติที่สุดแล้วก็ตาม

หลายอาทิตย์ต่อมา แก๊งค์ผู้ชายห้อง ม.6/2 กว่า 10 ชีวิต ชวนกันไปขึ้นดอยในจังหวัดทางภาคเหนือเพื่อสานสัมพันธ์โอกาสสุดท้ายก่อนจะเรียนจบ เพราะต่างคนต่างต้องแยกย้ายไปเรียนต่อ อาจไม่ได้เจอกันอีก

วันที่ 4 ระหว่างเดินลงดอยออกจากป่า ตั้มเดินรั้งท้ายและเกิดพลัดหลง หายตัวไป กว่าจะรู้ตัวก็ผ่านไปร่วมครึ่งชั่วโมง เมื่อก้องเกิดเอะใจว่าทำไมไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของตั้มเลย พระอาทิตย์เคลื่อนคล้อยต่ำลงทุกที ในขณะที่เพื่อน ๆ รู้แล้วก็พากันตะโกนเรียกเขา และแยกย้ายกันออกตามหาแข่งกับเวลา จนเริ่มมืดก็ยังไม่มีใครเห็นวี่แววของก้อง ทั้งหมดจึงรวมตัวกันกางเต้นท์นอนในป่า ก่อนออกเดินทางกลับพรุ่งนี้

ที่กองไฟ เพื่อน ๆ นั่งคุยกัน ก้องได้แต่โทษว่ามันเป็นความผิดเขา เพราะตนเดินรั้งท้ายอยู่กับตั้ม และยังได้คุยกันระหว่างทาง ก้องบอกว่ากลับจากดอยเขาอยากจะไปเที่ยวทะเลที่พัทยาต่อ และชวนเขาให้ไปด้วย เขาพูดพร้อมทั้งน้ำตา เพื่อนคนที่นั่งใกล้ก้องรีบปลอบ บอกมันไม่ใช่ความผิดนาย แต่เป็นความผิดของพวกเราทุกคนต่างหาก จนเพื่อนบางคนถึงกับเสียน้ำตาตามกันไป ทุกคนอยู่ในความโศกเศร้า บรรยากาศรอบกองไฟช่างแตกต่างจากเมื่อคืนก่อนโดยสิ้นเชิง ที่ทุกคนต่างสนุกสนานกันสุดเหวี่ยง โดยมีตั้มเป็นตัวชงสำคัญ เสียงจั๊กจั่นและแมลงป่าดังระงม ขับกล่อมเพื่อกลบความทุกข์ให้หมดไป เหล่าเพื่อนต่างนั่งล้อมวงรอบกองไฟ บ้างอยู่ใต้ผ้าห่ม บ้างอยู่ในชุดกันหนาว จ้องมองดูกองไฟด้วยความเศร้าสร้อย แว่วเสียงลมหวิดหวิวและเสียงประทุจากกองไฟให้ได้ยินเป็นระยะ

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลังตื่นนอน เหล่าเด็กหนุ่มต่างก็แยกย้ายกันออกตามหาอีกรอบ เกือบวันเต็ม ๆ พวกเขาก็ยังไม่พบวี่แววของตั้มแต่อย่างใด กลุ่มเพื่อนจึงตัดสินใจออกจากป่าพร้อมแบกรับปัญหานี้กลับกรุงเทพในที่สุด โดยทุกคนจะรับผิดชอบเรื่องนี้ร่วมกัน

หลายเดือนต่อมายังไม่มีวี่แววของตั้ม ก้องจมอยู่กับความเศร้า และหันมาสนใจเรื่องการย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนแปลงอดีต เวลาส่วนใหญ่ใน 1 สัปดาห์จะหมดไปกับการศึกษา ค้นคว้าหาข้อมูลในด้านวิทยาศาสตร์ ไสยศาสตร์ ความเชื่อ ไปจนถึงศาสนาที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางข้ามเวลา พร้อมกับซุ่มทดลอง สร้างหลุมดำ เอาชนะความเร็วแสงด้วยวิธีการต่าง ๆ นา ๆ อย่างไม่ย่อท้อ แม้โอกาสเป็นไปได้จะน้อยกว่า 0.001 เปอร์เซ็นต์ ก็ตาม ขณะเดียวกันก็มีเรื่องให้ชุ่มชื่นหัวใจ เมื่อซิงยอมรับก้องคบหาดูใจในฐานะแฟนจริง ๆ คนแรกของเธอ ไม่เหมือนตั้ม ชายหนุ่มที่เข้ามามาจีบเธอ ซึ่งเธอไม่ได้ชอบเขาและรู้สึกอยากจริงจังอะไรด้วย

12 ก.พ. 2532

วันที่รอคอยของทั้งสองก็มาถึง ก้องเข้าพิธีวิวาห์กับซิง หญิงสาวที่เขารักสุดหัวใจ วันนั้นเองที่ก้องสารภาพกลางงานแต่ง ท่ามกลางแขกเหรื่อนับร้อยว่า เขาแอบหลงรักเธอเพียงแวบแรกที่เห็น ตั้งแต่เธอเข้า ม.1 แล้ว… ทำเอาหญิงสาวอายม้วนต้วน ยิ้มทั้งน้ำด้วยความตื้นตันเลยทีเดียว
1 ปีต่อมา ลูกชายของทั้งสองถือกำเนิดขึ้น ก้องและซิงสังเกตเห็นปานดำเล็ก ๆ ที่คอชัดเจน พลันทำให้ก้องนึกถึงเพื่อนสมัยมัธยมคนหนึ่งซึ่งมีปานดำที่คอเหมือนกัน

ทั้งสองตั้งชื่อลูกว่า ‘กันต์’
พอมีลูก ทั้งคู่ก็ตัดสินใจซื้อบ้านขนาดกลาง 2 ชั้นในหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านชานเมือง เป็นบ้านโล่ง ๆ ทุกห้องยังไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใด ๆ อยู่ ไม่ว่าจะเป็นตู้ เก้าอี้ โซฟา ต้องหาซื้อเองหมด

เมื่อทุกอย่างพร้อม ทั้งสามก็ย้ายเข้าไปอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว สองสามีภรรยาต่างผลัดกันเลี้ยงลูกที่มักร้องงอแงเป็นประจำ โดยซิงเปิดร้านขายของชำที่บ้านและเลี้ยงลูกไปด้วย ในขณะที่ก้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ในองค์กรภาครัฐแห่งหนึ่ง เวลาว่างส่วนใหญ่ของเขาก็ยังหมดไปกับการศึกษาเรื่องการย้อนเวลา หาทางกลับไปแก้ไขอดีตด้วยความมุ่งมั่น อย่างไม่มีวันล้มเลิกความตั้งใจง่าย ๆ

ในขณะที่กันต์ ลูกชาย ก็โตวันโตคืน แต่กลับมีนิสัย (สันดาน) ทั้งแย่ ถ่อย เถื่อน อย่างที่ไม่รู้ว่าได้เชื้อมาจากใคร ทั้งที่พ่อแม่ก็เลี้ยงดูเป็นอย่างดี อบรมสั่งสอนเป็นประจำ ส่วนหนึ่งเพราเขาหันไปคบแก๊งค์อันธพาลหลังห้องและกลายเป็นหัวโจกในเวลาต่อมา จึงมีเรื่องต่อยตีเป็นประจำ อีกทั้งมั่วยา ค้ายาเสพติด ปล้นราว ชิงทรัพย์ โจรกรรม และอีกเพียบ! เรียกว่าเป็นขาประจำโรงพักเลยก็ว่าได้ เดือดร้อนถึงก้องและซิงต้องไปประกันตัวจนสนิทกับตำรวจเกือบทั้งโรงพักแล้ว ซิงปากเปียกปากแฉะ จะบ่น ด่ากันต์ยังไง เขาก็เฉย พูดหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่รู้ไม่ชี้ พยักหน้ารับปากขอไปทีและก็ทำอีก ทั้งก้องและซิงเอือมระอาเต็มที แต่ก็ต้องจำทนเพราะขึ้นชื่อว่าเป็นลูก

พ.ศ.2545

และแล้ววันที่ก้องพิสูจน์ว่าคนเราสามารถเอาชนะความเร็วแสงได้ก็มาถึง! หลังจากเขาทุ่มเทกับการค้นคว้านานนับทศวรรษ วันหนึ่งในช่วงฤดูหนาวปี 2545 ชายหนุ่มนักวิทยาศาสตร์ทดลองการย้ายวัตถุสิ่งของข้ามมิติเวลาด้วยการเอาตู้ใบหนึ่งใส่ท้ายรถมือสองราคาถูกที่ไปซื้อมาจากสุสานรถ จากการคำนวณทิศทางด้วยสูตรต่าง ๆ เขาจะใช้รถเป็นเสมือนวัตถุขับเคลื่อน ด้วยการบังคับรถยนต์ความเร็วสูงจากภายนอกดิ่งจากหน้าผาลงสู่ทะเล เป็นการเปิดประตูมิติเวลาเพื่อย้ายมวลสาร ส่งตู้กลับไปยังบ้านชานเมืองที่เขาอยู่ปัจจุบัน ด้วยกำหนดเวลา 3 สัปดาห์ก่อนหน้า

เมื่อการทดลองเสร็จสิ้น ก้องรีบมุ่งหน้ากลับบ้านไปตรวจงานทันที และพบว่ามีตู้เก่าใบเดียวกันนี้ปรากฏขึ้นอยู่แล้วภายในห้องนั่งเล่น เขาถามภรรยาว่าตู้มาได้อย่างไร เธอหาว่าเขาเพี้ยน กินขาไม่เขย่าขวดหรือเปล่า ตู้นี้เป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเดียวที่อยู่ในบ้านหลังนี้ก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อบ้านเสียอีก และยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า วันมาดูบ้านครั้งแรกก้องเองยังแซวเลยว่า สงสัยเจ้าของโครงการใจดีแถมมาให้แน่ ๆ ทันใดนั้นเขาก็โพล่งออกมาด้วยความดีใจ

“สำเร็จแล้ววว! คนทั้งโลกจะต้องทึ่ง เราสามารถส่งวัตถุย้อนเวลาได้”

“ประสาทป่าววะ”

ภรรยาเกาหัวงง ๆ ก้องอธิบายว่าวันนี้เขาทำอะไรมาโดยละเอียด พร้อมกับเล่าว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาทำอะไรอยู่เป็นรอบที่ร้อย แต่ซิงกลับส่ายหน้าราวกับว่ามันเป็นเรื่องเพ้อเจ้อไร้สาระเรื่องหนึ่ง

“ให้ตายยังไงก็ไม่มีวันเชื่อ”

เธอกล่าวตัดบทด้วยความรำคาญ ก่อนจะเดินกลับไปนั่งเฝ้าร้านหน้าบ้านตามเดิม

******************************************************

เมษายน 2555

ระหว่างลาหยุดพักร้อน ก้องพาครอบครัวมาพักผ่อนที่พัทยา เช้าตรู่ถัดจากวันที่เขามาถึงบ้านพักตากอากาศริมทะเล แสงแดดเล็ดลอดจากผ้าม่านสาดส่องมาที่ใบหน้าขณะหลับอยู่บนเตียง เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นด้วยความรู้สึกมึนหัวอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะเหลือบไปเห็นโน้ตใบเล็ก ๆ แปะอยู่ที่โต๊ะข้างเตียง เขาหยิบมันขึ้นมาอ่านและความสับสนก็มาเยือน! พร้อมกับเสียงตะโกนด่าทอของภรรยาก็ดังขึ้นตามมา!! ก้องกำโน้ตไวแน่นและรีบออกไปดูเหตุการณ์ทันที ซิงเข้ามาในห้องนอนลูกชายและตะโกนด่าทอต่าง ๆ นา ๆ จนปลุกให้กันต์ตื่นอย่างงง ๆ คำด่าที่ต่อว่าถึงความเลว ระยำ ชั่วร้าย สารพัดที่จะสรรหา ณ ขณะนั้น ด้วยเหตุผลที่กันต์ต้องเป็นคนขโมยหกระเป๋าสีฟ้าที่เธอพกมาทะเลด้วยไปซื้อยาเสพติดขณะเธอหลับแน่นอน ด้วยข้อกล่าวหาที่เขาไม่ได้ทำนี้ถึงกับทำให้กันต์ไปไม่เป็นเลยทีเดียว

ซิงบอกว่ากระเป๋าสะพายสีฟ้าใบโปรดหายไป มันเป็นกระเป๋าใบที่ก้องให้เธอวันเกิดเมื่ออายุครบ 18 ปี ทำให้เธอได้รู้จักกับชายหนุ่ม กระเป๋าใบนี้เก็บอยู่บนตู้ชั้นบนสุดในห้องเก็บของมานาน เธอเพิ่งบังเอิญไปค้นเจอไม่กี่วันก่อนจะเดินทางมา จึงสบโอกาสเอามาใช้อีกครั้ง กระเป๋าใบนี้เธอรักมาก เพราะเป็นความทรงจำอันมีค่าและเป็นทุกสิ่งทุกอย่างก็ว่าได้ เมือคืนก่อนนอนเธอเอามันวางไว้ที่โต๊ะหน้าห้อง ทว่ารุ่งขึ้นออกมามันก็หายไปแล้ว กันต์ต้องคนไม่เอาไปแน่ ๆ เพราะก้องคงไม่เอาไป ยิ่งถ้าเป็นคนนอกหรือขโมยแล้วยิ่งเป็นไปได้เพราะเธอไม่ได้ยินเสียงงัดประตู-หน้าต่างใด ๆ เลย เธอล้มตัวลงที่โซฟาร้องไห้ กันต์นั่งรับฟังบนเตียงอย่างงัวเงีย ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“คือ กันต์นอนหลับทั้งคืน ตื่นก็ตอนม๊ามาปลุกเนี่ย กันต์ไม่ได้ขโมยไปครับ”

ก้องหน้าซีดเผือด ยืนกำโน้ตในมือข้างหลังไว้แน่น เขาอยากจะอธิบายให้ซิงฟังแต่เธอไม่มีทางเชื่อแน่กับสิ่งที่เขาจะบอก เพราะเธอหาว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ก้องขอตัวกันต์ไปคุยที่ห้องนอนเขาเพียงลำพัง ทันทีที่ปิดประตู เขาก็ส่งโน้ตให้กันต์อ่าน และความจริงก็เปิดเผย!

เราย้อนเวลาจากอนาคต 20 ปีต่อจากนี้ กลับมาเอากระเป๋าไปเอง – ในอนาคตเราสามารถนำพาร่างปัจจุบันเดินทางกลับมาได้ (คิดว่าตอนนี้นายยังทำได้แค่ส่งวัตถุหรือสิ่งมีชีวิตกลับไปยังอดีตผ่านหลุมดำ หรือขนย้ายสิ่งมีชีวิตคืนสู่ตัวตนเดิมในอดีต) และยังสามารถกำหนดช่วงเวลาได้แน่นอน แต่มากสุดแค่ 20 ปี และมีเวลาแค่ 10 นาที.. แน่นอนเราเลือก 20 ปี และย้อนเวลากลับมาโดยไม่รู้ว่าจะมาถึงช่วงเหตุการณ์ไหนในชีวิต เมื่อมาถึงจึงรู้ว่าเป็นช่วงที่เรามาเที่ยวพัทยากัน เรายืนมองดูร่างของซิงที่หลับอยู่ในห้องด้วยความอาลัย เพราะในอนาคตเธอจะถูกทำร้าย ได้รับบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นเป็นอัมพาต กลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ด้วยสาเหตุจากกระเป๋าใบนี้ เราเลยย้อนเวลากลับมาเพื่อทำลายมัน โดยเอามันไปทิ้งทะเลและเดินทางกลับไปยังอนาคตเพื่อหวังว่าเหตุการณ์จะเปลี่ยนแปลง.. นายช่วยบอกเธอให้เข้าใจด้วยนะ เพราะในอนาคตเธอจะเชื่อเรื่องการย้อนเวลาแล้ว

“แต่ตอนนี้ม๊ายังไม่เชื่อไง!”

กันต์โพล่งขึ้นทันทีที่อ่านจบ

“เอางี้เพื่อความสบายใจ ป๊าจะแสร้งทำเป็นขับรถพาแม่ไปแจ้งความแล้ว แล้วเราจะย้อนอดีตไปเมื่อสองวันที่แล้วฉวยโอกาสหยิบกระเป๋าออกมาจากตู้ตอนนั้น ม๊าคงไม่สงสัย เพราะคิดว่ามันคงหายไปตั้งแต่ตอนย้ายบ้าน”

“แต่มันเสี่ยงมากเลยไม่ใช่เหรอ ป๊ายังไม่เคยย้อนเวลากับคนเลย แถมยังไม่สามารถกำหนดช่วงเวลาที่แน่นอนได้อีกด้วยน่ะสิ”

“ถึงอย่างนั้นป๊าก็สามารถกำหนดจุดหมายปลายทางได้แน่นอนนะ และในนอนาคตป๊าก็ทำสำเร็จนี่”

“แต่นี่มันปัจจุบันไง!”

“แล้วจะให้ทำยังไงม๊าถึงจะเชื่อเรื่องนี้ล่ะ ลองหาทางออกที่ดีกว่านี้มาหน่อยสิ”

กันต์เงียบ ก้องพูดต่อ

“ฟังนะ เราจะย้อนกลับไปสู่ร่างเมื่อสองวันก่อน เราจะจำอะไรไม่ได้ เพราะทั้งหมดนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคต แต่ป๊าจะกำโน้ตนี้ไว้เพื่อเตือนความจำ ถ้าเกิดมีอะไรผิดพลาด กันต์ต้องทำแทนป๊าให้สำเร็จนะ และจำไว้ว่าเราจะไม่เปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในอดีตอื่น ๆ เด็ดขาด เราจะต้องไม่เล่าเรื่องในอนาคตให้คนอื่นฟัง โดยเฉพาะตัวเราถ้าเผลอมีความทรงจำติดไป และถ้าเกิดผิดพลาดจากสาเหตุย้อนเวลากลับไปเป็นอีกร่าง เราจะต้องไม่เจอตัวเราเอง หรือไม่ให้ตัวเราในอดีตรู้ถึงการเดินทางกลับมาของเราจากอนาคต”

“เอาอย่างั้นจริง ๆ เหรอป๊า”

“ก็ต้องลองดู!”

แล้วทั้งสองก็เปิดประตูออกจากห้องไป…
แล้วมันก็ผิดพลาดอย่างที่กันต์กลัวจริง ๆ ก้องพาทุกคนย้อนเวลากลับไปไกลถึง 27 ปีที่แล้ว (พ.ศ.2528) อย่างไม่คาดคิด สมัยนั้นกันต์กับซิงยังเรียนอยู่ชั้น ม.ปลาย ยังไม่ได้รู้จักกัน และแน่นอน กันต์ยังไม่เกิด ร่างของเขาไปจีงจุติกับ ตั้ม คนที่มาจีบซิงสมัยเรียนม.ปลาย และอีกข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น เขาสามารถจำเรื่องราวในอนาคตได้ด้วย ในขณะที่ก้องจำอะไรไม่ได้เลย

******************************************************

วันหนึ่งเมื่อ 27 ปีที่แล้ว ช่วงที่ทั้งหมดย้อนกลับไปยังอดีต กันต์ในร่างตั้ม เข้าไปในร้านซื้อกระเป๋าสีฟ้า และออกมานั่งนึกชั่งใจอะไรบางอย่างหน้าร้าน

“จะเอาไปให้ก้อง หรือไม่ให้ดีนะ..”

เพราะกระเป๋าใบนี้ที่ทำให้คนทั้งสองพบกับ ตามที่ป๊าเล่าให้เขาฟัง ถ้าป๊าไม่ได้ให้กระเป๋าใบนี้กับม๊า เหตุการณ์ในชีวิตทั้งหมดจะเปลี่ยนทันที ทั้งสองคนอาจจะไม่ได้รักกัน ไม่ได้คบกันเป็นแฟน ไม่ได้แต่งงาน และไม่ได้มีลูกด้วยกัน ที่สำคัญจะไม่มีเรา! เอ้อ.. ดีจังวะ! จะได้ไม่ต้องมีแม่ขี้บ่น ปากเปียกปากแฉะ ไม่เกิดซะก็สิ้นเรื่อง… แต่ ป๊าบอกไม่ให้เปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในอดีตนี่นา (อีกความคิดหนึ่งผุดมาต่อต้าน) … เป็นเวลากว่าสิบนาทีที่ความคิดดี-ชั่วหาทางเอาชนะกัน

ในที่สุดความคิดด้านดีก็เป็นฝ่ายชนะ บวกกับความรู้สึกบางอย่างเมื่อเห็นพ่อสมัยวัยรุ่นช่วยเหลือสุนัขบาดเจ็บข้างถนน กำลังต้องการคนรัก และจากการนั่งคุยกันที่ท่าน้ำ เขาเชื่อว่าก้องดูแลซิงได้ดีอย่างที่ไม่มีใครทำได้ เขาได้ตัดสินใจจากคำถาม “ระหว่างไม่ได้รัก กับรักแล้วทุกข์ในตอนท้าย นายจะเลือกแบบไหน” ไปแล้ว…

“เราขอเลือกที่จะมีความรักดีกว่า แม้ไม่ได้จบอย่างสวยงามก็ไม่เป็นไร เพราะชีวิตเราจะมีความหมายถ้าเกิดมาแล้วได้รักใครสักคน ได้รู้จักคำว่ารัก ได้เรียนรู้ว่ารักแท้เป็นยังไง สิ่งดี ๆ ที่งอกงามในใจเหล่านั้นจะคงอยู่กับเราตลอดไป ต่อให้ทุกข์สักแค่ไหนเราก็จะทนและผ่านมันไปให้ได้”

ด้วยเหตุนี้กันต์ในร่างตั้มจึงตัดสินใจให้กระเป๋าใบนั้นไป และเอ่ยขึ้นก่อนจากไป

“ถึงเราจะเปลี่ยนอดีตไม่ได้ แต่ก็เลือกใช้ชีวิตในอนาคตได้นะ”

******************************************************

กรุงเทพฯ พ.ศ.2575

มันเป็นยามบ่ายของวันธรรมดาวันหนึ่งในฤดูหนาวช่วงปลายปี ก้องวัย 67 กำลังเดินเล่นในสวนสาธารณะกับซิง ภรรยาวัย 65 ปีเหมือนทุกวัน โจรเมายาบ้าคนหนึ่งวิ่งมาจากไหนไม่มีใครรู้ มันตรงมาฉกกระเป๋าสีฟ้าของหญิงชราที่สะพายอยู่อย่างรวดเร็วและวิ่งหนีไป เธอตะโกนขอความช่วยเหลือโดยมีก้องวิ่งตามไปอย่างเหนื่อยหอบ มันวิ่งไปต่อไม่ได้เพราะมีคนมุงล้อมรอบ ซิงวิ่งมาถึงและหยุดข้างตั้ม ชายคนนั้นล้วงปืนพกออกจากกางเกงด้วยอาการคุ้มคลั่ง อีกมือถือกระเป๋าสีฟ้าของซิง จังหวะเดียวกับที่หญิงชราเผลอสะดุดขาคนมุงเข้าไปในวงล้อม ด้วยความตกใจ ชายคนนั้นเผลอลั่นไก

ปังงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!

โลกทั้งโลกเหมือนหยุดเคลื่อนไหว กระสุนฝังเข้าที่หน้าอก เลือดไหลออกมาเป็นสาย ซิงค่อย ๆ ล้มลง ก้องรับร่างเธอเอาไว้ในอ้อมอก ตะโกนลั่นพร้อมทั้งน้ำตา
เขารีบพาเธอส่งโรงพยาบาล และโทรตามกันต์ ลูกชายคนเดียวที่บัดนี้แต่งงานมีครอบครัวแล้ว ทำงานและใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศให้รีบบินกลับมาด่วน

หลายชั่วโมงต่อมา แพทย์จากห้องไอซียูเปิดประตูออกมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

“หมอขอแสดงความเสียใจด้วยครับ กระสุนเข้าไปโดนจุดสำคัญ ทำให้ร่างกายเป็นเป็นอัมพาต เธอยังมีลมหายใจแต่ปราศจากความรู้สึก ความหวังที่จะให้ฟื้นจากอาการเจ้าหญิงนิทรากลับมาปกติมีน้อยมาก งานนี้ถ้าจะรักษาหายก็คงต้องพึ่งปาฏิหาริย์ล่ะครับ”

ก้องถึงกับทรุดลงทันที
หลายชั่วโมงต่อมา กันต์มาถึงพร้อมภรรยาและลูกสาววัยกำลังน่ารัก ดูละม้ายคล้ายซิงตอนเด็ก ๆ และได้ตรงเข้าเยี่ยมซิงในห้องไอซียูทันที
ต่อมา แพทย์อนุญาตให้นำตัวซิงกลับมาพักรักษาตัวที่บ้าน แต่ผ่านไปหลายสัปดาห์ เธอยังคงไม่รู้ตัว จนวันหนึ่งก้องตัดสินใจลงมือทำบางอย่าง เป็นสิ่งที่เขาเคยให้ความสนใจเมื่อนานมาแล้วตั้งแต่วัยหนุ่ม นั่นคือส่งวัตถุสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตข้ามมิติเวลา จำได้ว่าในช่วงแรกเริ่มเขาทดลองกับตู้เก่าใบหนึ่งและประสบความสำเร็จเพียง 80 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ก้องขึ้นไปบนห้องนอน หยิบกระดาษโน้ตและปากกาน้ำเงินบนโต๊ะเขียนหนังสือยัดใส่กระเป๋ากางเกง

ทันใดนั้น กันต์ก็เปิดประตูเข้ามา …

How far when I’ll be close to you – Umph Napat (Original Soundtrack)
http://soundcloud.com/streamline-film/how-far-when-ill-be-close-to

————————————————————————————————–
Written by Supakit Seksuwan / 28.12.2012 / Beungkum, Thailand

รัก (Zing) / 2012 / นวนิยายขนาดสั้น / พิมพ์ / Mac Paper / Sci-Fi, Drama, Romance

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s