PK – การรื้อสร้าง/ภาพแทนของยุคสมัย

หนังอินเดียที่เจ๋งสุดในปีที่แล้ว!

hovelvideo

pk_3

PK (2014) / Rajkumar Hirani / India

ปกติเราไม่ค่อยดูหนังอินเดียบ่อยนัก หากจะได้ดูก็จะเป็นหนังของ Satyajit Ray ที่เอาเข้าจริงคอหนังหลายๆคนก็น่าจะคุ้นเคยหนังของเขาดีอยู่แล้ว ซึ่งสไตล์การเล่าเรื่องก็จะต่างจากหนังบอลลี่วู๊ดในปัจจุบันค่อนข้างมาก ปัจจุบันหนังบอลลีวู๊ดส่วนใหญ่ก็เน้นแอคชั่นและก็หนังตลกค่อนไปทางโรแมนติกซะส่วนมาก ก็ไม่ต่างอะไรกับหนังเรื่อง PK ที่ก็มีครบทุกอารมณ์ของหนังบอลลี่วู๊ด แต่ PK นั้นมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่อย่างคือประเด็นมันเข้าไปแตะเรื่องศาสนาของประเทศและเราคิดว่ามันน่าจะไปกระทบอารมณ์ของคนส่วนใหญ่ไม่มากก็น้อย(อยากเห็นคนทำหนังแบบนี้ในเมืองไทยจัง) แน่นอนว่าหนังมัน Take side ตั้งแต่เริ่มเรื่องจนหนังพาเราไปถึงจุดสิ้นสุดของเรื่องเลยที่เดียว โดยที่เราก็เข้าใจได้แหละว่าทำไมหนังมันต้อง Take side คือเพราะมันตั้งคำถามกับศาสนาและความเชื่อและตัวหนังมันบอกเราแหละว่าไม่เห็นกับความเชื่ออันหลายหลากของแต่ละศาสนา หนังมันบอกเราด้วยซ้ำว่ามนุษย์เราควรเชื่อตัวเองและรักเพื่อนมนุษย์ไม่ว่าเพื่อนเหล่านั้นจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม และเราเชื่อว่าหลายๆคนน่าจะเข้าถึงได้ง่ายเพราะหนังเล่นกับ Universal symbol 

หนังว่าด้วยมนุษย์ต่างดาวที่ลงมาบนโลกเพื่อที่จะเรียนรู้โลกใหม่ที่พวกเขาไม่รู้จัก และนำข้อมูลกลับไปดาวของพวกเขา แน่นอนก็เหมือนกับเราที่อยากจะไปสำรวจโลกใบใหม่ แต่เขากลับถูกขโมยรีโมทที่จะเอาเรียกยานกลับบ้านของเขาไป เขาจึงต้องออกตามหารีโมทนั้นเพื่อจะได้กลับบ้านอีกครั้ง ขณะที่เขาตามหารีโมทกลับบ้านของเขานั้น เขาได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากมนุษย์บนโลกใบนี้

การมาเยือนของมนุษย์ต่างดาวจากนอกโลก ดูเหมือนว่าเขาเป็นคนนอกที่มาเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆบนโลกและบางทีเราก็ตลกขบขันไปกับสิ่งที่เขาไม่รู้เกี่ยวกับโลกมนุษย์ แต่สิ่งนั้นเป็นวัตถุชั้นดีในการ Reset ความเข้าใจต่อโลกเสียใหม่ หรือพูดอีกอย่างคือคนที่มาจากนอกโลกนั้นพาเรา(คนดู)ย้อนกลับไปเพื่อทบทวนความเป็นมนุษย์ของเราเอง ซึ่งมีหลายอย่างที่ตัวละครเอกได้กระทำไปอย่างใสซื่อบริสุทธิ์ที่สุด แต่กลับเป็นเรื่องใหญ่โตของคนอื่น มีฉากหนึ่งที่เราสะเทือนมากคือ ฉากที่ตัวละครเอกที่ถูกเรียกว่า PK ตามหาพระเจ้าโดยเขาและคนอื่นก็ตอบไม่ได้ว่าพระเจ้ามีรูปร่างเป็นอย่างไร มีเพียงภาพแทนจากมนุษย์เท่านั้น(รูปปั้นและรูปภาพต่างๆ) และเขาก็ยืนอยู่ท่ามกลางรูปปั้นเทพเจ้าของอินเดียหลายองค์ซึ่งยังระกอบร่างยังไม่เสร็จ มันเป็นภาวะที่สิ้นหวังมากๆ แต่ก็ทำให้ตัวละครเข้าใจตัวเองและความเป็นมาเป็นไปของความเชื่อมากยิ่งขึ้น

เราขอย้อนกลับไปในซีนแรก ซึ่งเป็นซีนเปิดที่ยาวมากคือซีนที่นางเอกของเรื่องตอนยังทำงานอยู่ที่เบลเยี่ยมและเธอได้พบกับคนรักเธอ ซึ่งเขาเป็นคนปากีสถาน(เราจะไม่บรรยายถึงความขัดแย้งระหว่างปากีสถานกับอินเดียแล้วกัน หากใครไม่ทราบที่มาที่ไปลองหาใน Google ได้) ครอบครัวเธอโดยเฉพาะผู้เป็นพ่อไม่เห็นด้วย แต่ก็ต้องขอความเห็นอย่างชอบธรรมจาก เทพผู้ที่หลายๆคนนับถือ เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงบริบทในสังคมนั้นว่าขาดซึ่งความมั่นใจในตัวเองและเกิดความหวาดกลัวต่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึงเลย และมันก็ทำให้ชีวิตหลายๆคนต้องพลาดช่วงเวลาแห่งความสุขไป อย่างที่ตอนหนึ่งที่ PK กล่าวถึงตัวแทนพระเจ้าคนนี้ว่าเขาไม่ใช่ผู้ที่สามารถใกล้ชิดกับพระเจ้าได้ เพราะตามหลักเหตุผลแล้วคนป่วยแทนที่จะบอกให้ไปทำการรักษาและกลับให้คำแนะนำว่าให้ผู้ป่วยคนนั้นไปสวดมนต์ที่เทือกเขาในทิเบตและระลึกถึงพระเจ้า ซึ่งนั้นมันไม่สามารถทำให้คนป่วยหายจากโรคาพยาธิใดๆได้เลย PK จึงบอกว่าเทพคนนี้เป็นคนที่สื่อสารกับพระเจ้าผิดเบอร์เสียแล้ว

หนังสะท้อนปรัชญาหลายๆอย่าง Element เล็กๆน้อยๆทำให้เราคิดถึงแนวคิดของ Plato ในเรื่องของ”แบบ”ของมนุษย์ที่มีมาแต่กำเนิด เราชอบ Element ของการพูดโดยผ่านโทรจิตของ PK ซึ่งเขาอธิบายว่ามนุษย์นั้นมีความซับซ้อนทางด้านภาษาเป็นอย่างมาก “คำๆเดียวสามารถแปลไปได้หลายความหมาย ในยังจะการแสดงออกทางสีหน้าที่ต้องตีความอีก” ช็อตเดียวสั้นๆกลับอธิบายได้ถึงความซับซ้อนของมนุษย์โลกได้อย่างแยบคาย ซึ่งมีนักคิดหลายคนที่พูดถึงเรื่องภาษาที่เราติดอยู่กับมัน(โปรดดู jacques derrida และ Michel Foulcaut)

แม้หนังจะมีโครงสร้างแบบเดิม(Classical form) แต่ระหว่างทางเรากลับได้ย้อนกลับไปเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองได้มากขึ้นจากสิ่งที่ตัวหนังสร้างคำถามขึ้นมา และที่อยากพูดอีกอย่างคือ”สื่อที่อยู่ในหนัง” หนังเรื่องนี้ตัวละครเอกที่เป็นหญิงทำอาชีพนักข่าว และสิ่งที่เราจะเรียนรู้เกี่ยวกับสื่อได้จากหนังเรื่องนี้คือ สถานีโทรทัศน์ที่เธอทำงานอยู่นั้นยืนหยัดที่จะคนหาคำตอบในสิ่งที่ตัวเองเชื่อโดยไม่ได้ทำตัวเป็นกลางแต่อย่างใด ในเมื่อคุณการที่จะ Take side แล้วคุณต้องพยายามหาคำตอบให้กับตัวเองในสิ่งที่คุณเชื่อในเรื่องนั้นๆให้ได้มากที่สุดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช่เชื่ออย่างหัวปักหัวปำโดยไม่พยายามจะเรียนรู้หรือหาเหตุหาผลแต่อย่างใด ซึ่งส่วนใหญ่สื่อในประเทศแทบๆนี้ก็จะเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า

View original post

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s