รวมรีวิวหนัง The Revenant (2015)

Feat.
New Voice
ป๊อปคอร์นแคลอรี่
Alwa Ritsila
เปเป้ มาทีไรสั่งแต่ผัดขี้เมา
Bwc Capper

………………………………………….

ภาพสวยมากก / Plot ธรรมดาว่าด้วยการแก้แค้น / เป็นงาน Craft เน้นความสมจริง / เห็นถึงความตั้งใจ+ความถึกของทีมงานและนักแสดง

New Voice

———————————————————————————————————–

002

ภาพยนตร์เรื่อง The Revenant ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องจริง กำกับและร่วมเขียนบทโดยผู้กำกับชื่อดังเจ้าของรางวัล Academy Award “อเลฮานโดร กอนซาเลซ อินาร์ริตู” (จาก Birdman, Babel) เป็นเรื่องราวระหว่างการสำรวจป่าอเมริกาที่ยังไม่ถูกบันทึกลงแผนที่ เมื่อนักสำรวจแห่งตำนาน ฮิวจ์ กลาส (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) ถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมและถูกเพื่อนร่วมทีม จอห์น ฟิตซ์เจอรัลด์ (ทอม ฮาร์ดี้) ปล่อยทิ้งไว้ให้ตายเพียงลำพัง เขามีเพียงกำลังใจเป็นอาวุธในการต่อสู้ กลาสต้องทนต่อสภาพที่เหน็บหนาวอย่างรุนแรง เขาต้องหาทางรอดชีวิตและแก้แค้นฟิตซ์เจอรัลด์

ภาพยนตร์มีประเด็นที่น่าสนใจในการเล่าเรื่องซึ่งว่าด้วยการล่าอาณานิคมและต้นกำเนิดชาติอเมริกาในช่วงรอยต่อของอารยะธรรมเก่าและใหม่ของการเป็นผู้ล่าอาณานิยมและชนพื้นเมือง การผูกโยงเรื่องราวของการต่อสู้ของชาติพันธุ์ที่ถูกตั้งคำถามและตีความในด้านความเชื่อและถูกผสมผสานและกลืนกินของโลกที่หนังได้สร้างขึ้น

ผ่านการเอาตัวรอดของตัวละครของ ฮิวจ์ กลาส ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในด้านสภาวะทางจิตในมิติที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ สะท้อนให้เห็นถึงการอยู่ในสภาวะของวิกฤตแห่งศรัทธาและความเป็นจริงที่โหดร้ายในสภาวะแวดล้อมของโลกของความรุนแรง ซึ่งด้วยประเด็นดังกล่าวนี้ ภาพยนตร์สามารถเนรมิตงานด้านเทคนิคออกมาได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นงานด้านภาพและเสียงที่สอดประสานถึงความชัดตื้นและลึกในมิติของภาพหรือสิ่งแวดล้อมในภาพยนตร์ให้กลายเป็นโลกเสมือนจริงที่สร้างน้ำหนักและความสมจริงให้กับเรื่องราว ทั้งยังสะท้อนให้เห็นสภาวะจิตใจของตัวละครได้เป็นอย่างดี

แม้ว่าประเด็นของภาพยนตร์มีนั้นจะมีความน่าสนใจในการตีความและการขยายภาพในประเด็นการล่าอาณานิคมต่างๆ แต่ก็เป็นจุดอ่อนของหนังเช่นกันในแง่ของประเด็นที่สืบเนื่องกัน ทำให้ตัวภาพยนตร์ยังไม่สามารถที่จะตามเก็บได้หมดเท่าที่ควร ซึ่งทำให้น้ำหนักของประเด็นด้านต่าง ๆ ถูกลดทอนไปด้วย

ทว่าเรื่องการแสดงนั้น ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ถือว่าได้สร้างบรรทัดฐานใหม่จากผลงานแสดงก่อน ๆ ในด้านมิติและระดับจิตใจตัวละครที่สูงขึ้น รวมถึงการแสดงของ ทอม ฮาร์ดี้ ก็ช่วยสร้างมิติให้ตัวละครที่เสมือนเป็นคู่ตรงข้ามออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

ป๊อปคอร์นแคลอรี่

———————————————————————————————————–

003

หนังไม่มีอะไรมาก คือการเอาชีวิตรอดจากป่า อินเดียนแดง การบาดเจ็บของตัวเอง การแก้แค้น แมสเสจเรื่องพระเจ้า การปล่อยวางหน่อยๆ กรรมดีกรรมชั่ว พล็อตจริงๆไม่เยอะ แต่มันยืดไปสองชั่วโมงกว่า เพราะคงตั้งใจทำโทนในแบบช้าๆ เน้นซึมซับบรรยากาศอันงดงามแต่เยือกเย็นและเลือดเย็น แอบรู้สึกว่าเหมือนเป็นงาน ผู้กำกับอยากปล่อยของ/โชว์ฝีมือ มากกว่าจะจับคนดูหน่อยๆ

ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าตัดเหลือสักชั่วโมงครึ่ง ใส่ดนตรีเร้าๆ อาจจะเป็นหนังตลาดๆที่สนุกเอาบันเทิงเรื่องนึงเลยก็ได้นะ

แต่งานภาพเรื่องนี้คือดี ถ่ายสวย จนเราจินตนาการเตลิดระหว่างดูเลยนะว่าย้อนไปแบบยุคช่วงก่อน ไม่มีบ้านเมือง พื้นที่โลกส่วนมากจะเป็นป่าอลังการแบบในหนัง คนยุคนั้นจะอยู่ยังไง กลางคืนนี่แม่งมืดชิบหายเลย โห ภูเขาใหญ่เหี้ยๆ โอ..งดงาม (ซึ่งไม่เกี่ยวกับเส้นหนังเท่าไหร่)

ลีโอแสดงดีมาก แต่ลีโอคือลีโอ บิ้กเนมอ่ะ เหมือน ทอม ครูซ ดูเรื่องไหนก็คือ ทอม ครูซ แต่ ทอม ฮาร์ดี้ แสดงดีกว่านะเราว่า ดูแล้วลืมว่านั่นคือ ทอม ฮาร์ดี้ แห่ง Mad Max ไปเลย (ถึง Drive ตัวละครจะดูพิลึก)

สรุป.. สนุกดี บันเทิงแบบเหนื่อยๆหน่อย มาดูภาพงาม สถานที่งามๆ การแสดงดีๆ โปรดักชั่นเนี้ยบๆ classy

Alwa Ritsila

———————————————————————————————————–

004

“เดอะ เรเวแนนท์” (The Revenant) ภายใต้บังเหียนของ อเลฮานโดร จี อินาร์ริตู (Alejandro G. Iñárritu) พาเรากระโจนสู่การผจญภัยภายใต้ห้วงเวลาประวัติศาสตร์ปี ค.ศ.1823 ในทวีปอเมริกา และสำรวจจิตวิญญาณการมีชีวิตของมนุษย์ผ่านตัวละครหลักอย่าง “ฮิวจ์ กลาส” (Huge Glass) หนึ่งในคณะนักล่าขนสัตว์ ผู้ถูกหมีกรีซลีย์ทำร้ายจนได้รับบาดแผลฉกรรจ์ขณะล่าถอยจากการโจมตีของชาวพื้นเมืองอเมริกา อาริคารา (Arikara) และถูกเพื่อนร่วมคณะ จอห์น ฟิตซ์เจอรัลด์ (John Fitzgerald) ทรยศ ทั้งฆ่าลูกชายและทิ้งให้กลาสนอนรอความตาย อันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กลาสเลือกที่จะมีชีวิต ฝ่าฟัน และเอาชีวิตรอด เพื่อที่จะกลับไปแก้แค้นฟิตซ์เจอรัลด์

ภาพยนตร์เป็นที่น่าจดจำในสายตาของเราโดยเฉพาะการถ่ายทำฉากทิวทัศน์ แสงสี ภายใต้บรรยากาศทั้งในป่าและฤดูเหมันต์ ทัศนียภาพฉากต่าง ๆ สวยไร้คำบรรยาย ติดตาตรึงใจ สิ่งนี้ทะลุพุ่งสู่สายตาเราจนไม่อาจลืมเลือนแม้กระทั่งเดินออกจากโรงภาพยนตร์ เช่นเดียวกับฉากแอ็กชั่นช่วงต้นเรื่องและท้ายเรื่อง การถ่ายภาพที่พุ่งเจาะจงไปที่ใบหน้าของตัวละคร เหมือนพยายามขับเน้นอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครนั้น ทำให้รู้สึกตื่นเต้น หวาดหวั่น และน่าติดตาม โดยเฉพาะตอนฉากต้นเรื่องนั้นเป็นฉากแอ็กชั่นที่น่าจดจำ เพราะการสร้างความหวาดหวั่นในช่วงดังกล่าวทำให้เรารู้สึกร่วมได้

นอกจากนี้ เรายังชอบความรู้สึกสมจริงที่ได้รับจากภาพยนตร์ และรู้สึกดีเป็นพิเศษกับการสร้างแรงบันดาลใจจากเศษเสี้ยวทางประวัติศาสตร์ยุคบุกเบิกดินแดนและอาณานิคม อาจเป็นเพราะความรู้พื้นฐานอันน้อยนิดในช่วงเวลาดังกล่าวจากความขัดแย้งระหว่างชาวพื้นเมืองและผู้บุกเบิกอาณานิคม ซึ่งภาพยนตร์แสดงออกมาจนเรารู้สึกถึงภาวะปัญหาสร้างความกระอักกระอ่วนใจตรงนี้ได้

อย่างไรก็ตาม The Revenant กลับไม่ได้ประเคนอารมณ์รุนแรงอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู อย่างที่คาดหวัง ทำให้เราไม่ได้เห็นลีโอ หรือตัวละครอื่น ๆ ประเคนการแสดงผ่านทางบทพูดมากนัก แต่เป็นการแสดงผ่านทางสีหน้าและอารมณ์ ตรงนี้เราก็ชอบ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับมนุษย์นก (Birdman / หนังเรื่องก่อนของผู้กำกับอเลฮานโดร) เราชอบแบบมนุษย์นกมากกว่า

สำหรับความรู้สึกของต่อตัวละคร เรามีความรู้สึกว่าลีโอนาร์โดไม่ได้แบกภาพยนตร์ไว้คนเดียว ไม่ได้โดดเด่นทะลุออกมา แต่ตัวละครอื่น ๆ ใน The Revenant นั้นแสดงออกมาได้ดี และร่วมกันแบกภาพยนตร์ไปด้วยกัน ซึ่งตรงนี้ มันให้ความรู้สึกเหมือน Spotlight เลย

สุดท้าย เพียงแค่ฉาก, การถ่ายทำ ก็เพียงพอให้เราประทับใจมิรู้ลืม และขอยกให้ The Revenant เป็นภาพยนตร์ครอบครัวแห่งปี 2015 นะจ๊ะนะจ๊ะ  (ให้ 8.75 คะแนน)

เปเป้ มาทีไรสั่งแต่ผัดขี้เมา

———————————————————————————————————–

005

The Revenant (Alejandro G. Iñárritu / USA / 2015)

ถ้าจะให้จับคู่หนังบนเวทีรางวัลออสการ์ Spotlight กับ The Big short ก็ดูเป็นหนังที่มีจุดร่วมกันในฐานะที่เป็นหนังออฟฟิศหลากตัวละครและเต็มไปด้วยบทสนทนา แถมยังเป็นคู่ตรงข้ามของความสมจริงและหลุดโลกจนดูเหมือนเป็นคู่แข่งกัน และยังช่วยขับเน้นความโดดเด่นของกันและกันบนเวทีได้เยี่ยมยอดมากๆ ส่วน The Revenant มันก็เป็นหนังที่มองภาพเผิน ๆ แล้วก็อดจับคู่เทียบเคียงกับ Mad Max: Fury Road ของปู่ George Miller ไม่ได้ ด้วยความที่มันเป็นหนังที่เอามันส์ บ้าดีเดือดกับฉากแอ็กชั่นลุ้นระทึกครึกโครมเหมือนๆ กัน และมีช่วงการดิ้นรน เดินทางเอาชีวิตรอดท่ามกลางมรสุมแลนด์สเคปกว้างใหญ่ แวดล้อมด้วยความไม่น่าไว้วางใจและอันตรายจากแดนป่าคนเถื่อน ที่สุดท้ายแล้วตัวละครเอกก็จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มปฏิปักษ์คล้าย ๆ กัน ต่างกันที่ Mad Max: Fury Road มันน่าตื่นตาด้วยการออกแบบฉากและตัวละครที่โดดเด่นสะดุดตามากๆ ในความแฟนตาซีของโลกดิสโทเปีย แต่กับเรื่องนี้มันจะอาศัยแรงดึงดูดจากทิวทัศน์ธรรมชาติและความสมจริงของการต่อสู้ของตัวละครในโลกสมจริงซึ่งมันก็ให้คนละความรู้สึกพิเศษ แต่ก็เด็ดดวงในทางการกำกับและการกำกับภาพพอกัน

แต่ดูเหมือน The Revenant จะมีชัยบนเวทีนำไปไกลมากกว่าในตอนนี้ ทั้งที่จริงแล้ว Mad Max: Fury Road มีบทที่มีทั้งมีชั้นเชิงของเรื่องราว, ตัวละคร และถ่ายทอดประเด็นกับความรุนแรงได้กลมกลืนมากกว่า ส่วน The Revenant กลายเป็นหนังที่ภาพโดดเด่นนำหน้ากว่าเนื้อหนังไปมากกว่าอย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับความรู้สึกในขั้นต้นแล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นหนังที่เกิดจากต้นวัตถุดิบมันสมองที่งอมงาม ผ่านมือผู้ผลิตที่มีแรงใจดื่มด่ำกลวิธีทางภาพยนตร์อย่างหอบกระหายจนได้ภาพผิวพรรณภายนอกแสนพิเศษก่อนจะขับถ่ายออกมาเป็นเนื้อเรื่องกองไว้ในจุดเดียวให้ได้เห็น ซึ่งถูกส่วนโดดเด่นทางภาพยนตร์อื่นบดบังจนคนดูมองข้ามตัวเรื่อง แต่ก็ยังเชื่อว่ามีประเด็นแอบซ่อนอยู่มากไปกว่าที่ตาเห็น แต่หัวสมองตอนนี้ยังไม่ไหวจะชำแหละและไม่มีความรู้เชื่อมโยงเรื่องความเชื่อสรรพสัตว์ดำรัสพระเจ้าที่จะเอามาใช้แคะแกะกรองได้ ส่วนที่เราสนุกไปกับหนังก็เลยไม่ใช่ส่วนของเนื้อเรื่องเสียเกินครึ่ง ทั้งหมดนี้ไม่ได้กล่าวโทษถึงความบกพร่องของหนังเพราะความตั้งใจของคนทำคงมีเท่านี้ และหนังก็ตั้งต้นยึดเค้าโครงเดิมจากเรื่องจริงซึ่งขยับเติมแต่งไม่ได้มากเท่ากับอีกเรื่องที่หยิบมาเทียบ

และกลายเป็นว่าความเพลิดเพลินหลักๆ อีกอย่างนอกจากภาพที่เห็นบนจอมันเกิดจากคำถามที่เกิดขึ้นมาแทบทั้งเรื่องว่าถ่ายขนาดนี้นี่ต้องกี่เทคกันวะ? แล้วพวกมึงไม่หนาวไม่ป่วยไข้กันทั่วทั้งกองเหรอ? และถ้ามีฉากไหนที่เผลอวางตัวเองไปอินกับตัวของพระเอก Leonardo DiCaprio ก็ไม่ใช่เพราะฉากอารมณ์ความโกรธแค้น โศกเศร้าอาลัยลูกชายที่เป็นเรื่องหลัก (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่เชื่อตั้งแต่แรกว่ามันเป็นพ่อลูกกันจริงๆ จนเกิดความสงสัยอยู่ตลอดว่ามันเป็นพ่อลูกกันจริงๆ มั้ย? ก็หน้าตาราศีไม่ยักกะมีเค้าโครงกันเลย) เพราะถึงเฮียลีโอแกจะเล่นไล่ขยายระดับอารมณ์ทนทุกข์เจ็บปวดหนักเบาได้ถึงขีดขั้นขนาดไหน แต่เมื่อหนังผลักอารมณ์ตัวละครให้สุดไปทางเดียวเกินไปทำให้การแสดงมันขาดความซับซ้อนตามไปด้วย

ด้วยเนื้อเรื่องแล้ว การที่หนังจะเสิร์ฟแต่อารมณ์ทางนี้ก็ไม่ได้ผิดตรรกะมนุษย์จนแบนแต๊ดแต๋หรอก แค่เราไม่อินกับตัวละครที่มันไม่ได้ทำให้พล็อตแก้แค้นที่ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ในเรื่องนี้ให้มีมิติดีงามมากขึ้นได้เท่านั้นเอง แต่จะอินกับความเจ็บปวดจากบาดแผลและความหนาวเย็นทุกข์ทรมานจากหิมะมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นเรากลับไม่ได้รู้สึกลุ้นว่าพระเอกมันจะรอดมั้ยวะ มันจะแก้แค้นสำเร็จป่าวนะ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าหนังต้องพาพระเอกให้รอดเพื่อถึงฉากจบจนได้ ก็รอลุ้นแต่ว่าหนังจะกล้าพอให้พระเอกมันเสียขาเสียแขนบ้างรึป่าว.. แต่ก็ไม่มีพวกฉากเสี่ยงตาย หนีตายต่างๆ ก็เลยลดทอนความน่าลุ้นให้รอดลงไปโดยปริยาย อย่างที่มีคนว่าฉากคลำหลักเชือกไปซ่อนศพกลางพายุหิมะใน The Hateful Eight ที่ไม่ได้เน้นเป็นส่วนสำคัญของเรื่องอะไรเลย ยังให้บรรยากาศที่ลุ้นระทึกได้มากกว่าเยอะ

(สปอยล์แอ็กชั่นนิดหน่อย)
สุดท้ายก็ยังไม่มั่นใจว่าถ้าไม่ได้ดูโรง Imax แล้วภาพที่เห็นบนจอมันจะทำงานกับเราขนาดนี้มั้ยวะ แต่ที่ชอบมากคือการครีเอทฉากอย่าง ควักพุงม้า และอีกหลายๆ ฉากการเอาตัวรอด ซึ่งสนุกกับการที่ต้องเห็นเฮียแกทำโน่นนี่แบบทุ่มเทกายใจไม่ห่วงสังขารและดูอันตรายแบบสุด ๆ คือสนุกในความรู้สึกแบบเอาตัวเราเองไปอยู่ในเซ็ตตอนที่ถ่ายทำด้วย แล้วเห็นความพยายามที่แกทำว่าดินเข้าปาก กินของสดโน่นนี่แล้วหลังคัทจะเป็นยังไง มันปนขำทะแม่งๆ ดี และที่ชอบและต้องชมโดยไม่ต้องสงสัยเลยคือ ฉากแอ็กชั่นทั้งหลายที่หวาดเสียวดูเพลินมากๆ โดยเฉพาะฉากเซ็ตอัพลองเทคและฉากไคลแม็กซ์สู้กันตัวต่อตัวที่เดือดพล่านท่ามกลางหิมะหนาวเย็นนั่น ชอบจังหวะช็อตนิ้วขาดมากๆ ที่มาแบบไม่ทันให้ตั้งตัว แต่ก็เสียดายช็อตมีดปักกลางมือพระเอกที่ทะลุจนเลือดท่วมแล้ว เฮียลีโอแกยังใช้มือนั้นลากขาพี่ Tom Hardy (พี่ทอมแกเล่นดีมากเหมือนกันนะ) กลับมาแทงได้แบบไม่สั่นเทาอะไรเลยนี่เริ่มไม่เชื่อละ ไม่ละเอียดเลยอ่ะเฮีย งั้นเชียร์ Michael Fassbender ไม่ก็ Eddie Redmayne ให้ได้อีกตัวดีกว่า

จังหวะนั้นความคิดมันก็ย้อนกลับไปฉากที่ชอบที่สุดถ้าวัดระดับความอิน+เศร้า ไม่ใช่ฉากที่เฮียลีโอแกลงทุนทุรนทุรายหรือถ่ายทอดความอาลัยอาวรณ์คิดถึงลูกเมียที่พาให้เศร้า แต่เพราะการแสดงที่ถ่ายทอดความโกรธพุ่งพล่านเพื่อปกป้องลูกจากผู้รุกรานอาณาเขตของแม่หมีกริซลี่ได้สมจริงน่าเกรงกลัวมากๆ ขณะเดียวกันก็ทำให้เชื่อในความรักความเป็นห่วงที่แม่หมีมีให้ลูกหมี จนถึงตอนที่ถูกยิงเลือดไหลนองนี่มันน่าเห็นใจจริงๆ ทั้งด้วยน้ำเสียงที่ครวญครางและแววตาที่ผสานความเจ็บปวดและอาลัยอาวรณ์ได้เศร้าสมจริงมากๆ .. ลูก ๆ หมีตอนที่วิ่งมาดูแม่ล้มพับนอนตายก็ดูเวทนาน่าสงสารจับใจ คือพูดจริงๆ ว่าภายในฉากเดียวกัน ในมุมความรู้สึกของแม่หมีนั้นมันเศร้ายิ่งกว่าตอนเฮียลีโอแกเห็นลูกชายโดนฆ่าตายแล้วโกรธตัวสั่นยิงฟันตาเหลือกอีกแหนะ งั้นขอประกาศมอบออสการ์ส่วนตัวหนึ่งเดียวให้แม่หมีแทนเฮียลีโอเลยละกัน!

– And the Oscar goes to the memorable grizzlies’ mom.

– RIP

– For the bear?

– No, for DiCaprio ;D

Bwc Capper

006

 

 

———————————————————————————————————–

 

007
Krungsri IMAX @Major Cineplex, Ratchayothin
02.02.2016
(Thanks to Never-Age for our tickets)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s