Get A Sneak Peek Of The “Love Actually” Reunion

Red Nose Day Actually (2017)
http://www.imdb.com/title/tt6582384

The Sequel of Love Actually (2003)

The Harlton Empire

Lead Image: IMDB

The filming for the new Love Actually sketch for Britain’s Red Nose Day charity event has started. Andrew Lincoln‘s back with his cards and Hugh Grant‘s still the British Prime Minister!

Check out these behind the scene photos below:

View original post 265 more words

My Favourite Films of 2016

ok-copy
*คลิกชื่อเรื่องเพื่อชม Trailer*

ดูในโรง :

Anomalisa‬ (2015)
Dirs: Charlie Kaufman, Duke Johnson / USA
บรรทัดฐานของคำว่า “ธรรมดา” , “พิเศษ” และ “แปลกต่าง”‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬

The Promise [คิดถึงครึ่งชีวิต] (2016)
Dir: Chanaphon Rinla / Thailand
คำสัญญามีค่ากับคนที่เห็นค่ามัน

Train to Busan (2016)
Dir: Sang-ho Yeon / South Korea
ธาตุแท้ของคนในช่วงวิกฤต!!

Long Story Shorts: Lost in Blue [ระหว่างเราครั้งก่อน] (2016)
Dirs: Aekaphong Saranset, Jirassaya Wongsutin, Paphawee Jinnasith / Thailand
ความเป็น(เด็กสาว)วัยรุ่น – เพศ – ความรัก

From Bangkok To Mandalay [ถึงคน..ไม่คิดถึง] (2016)
Dir: Chartchai Ketnust / Thailand, Myanmar
หนังแนวรักไม่สมหวังอีกเรื่องที่กินใจ + เล่นกับความเป็นพม่าในหลายบริบทได้ดี + ซาบซึ้งและเศร้าสร้อยในเวลาเดียวกัน

(จาก 70 เรื่อง)

 


 

ok-copy-copy

 

ไม่โรง :

Children of Nature (1991)
Dir: Friðrik Þór Friðriksson / Iceland
คนชรา. เซอร์เรียล. ไอซ์แลนด์.
เป็นหนังที่พูดถึงคนวัยไม้ใกล้ฝั่งได้งดงามเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยดูมา

The Prophet (2014)
Dirs: Roger Allers & 9 Filmmakers / USA, CAN, FRA, IRE, LEB, QAT
พลังแห่งอิสรภาพ. ความรักที่เติบโต. การกำเนิดอันบริสุทธิ์.
สร้างจากหนังสือ “ปรัชญาชีวิต” โดย คาลิล ยิบราน

Cemetery of Splendor [รักที่ขอนแก่น] (2015)
Dir: Apichatpong Weerasethakul / Thailand
นึกถึงในหลวงนอนป่วยบนเตียง

Wild Tales (2014)
Dir: Damián Szifrón / Argentina, Spain
โหด-ดิบ-เถื่อน. เลว-ชั่ว-ระยำหมา. สุดโต่ง-สุดตีนนน.

Mr. Nobody (2009)
Dir: Jaco Van Dormael / CAN, BEL, GER, FRA
เลือก สิ เลือก .. เพราะชีวิตคนเรา ทุกวินาทีคือการ “เลือก” ตัดสินใจทำ-ไม่ทำอะไร เสมอ

(จาก 20 เรื่อง)

บันทึกหลังชม Fantastic Beasts and Where to Find Them (2016)

บันทึกหลังชม Fantastic Beasts and Where to Find Them (2016)
7 พ.ย. 59 / IMAX, Siam Paragon

tumblr_o5qm6asisg1v5sgnlo1_500

 

วันนี้มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Fantastic Beasts and Where to Find Them (สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่) รอบ Final Check ณ โรง Imax สยามพารากอน ในระบบ 3D  เราจะขอพูดถึงหนังด้วยความเห็นส่วนตัว ดังนี้..

โดยภาพรวม ในฐานะที่เป็นภาคเปิด Series ส่วนตัวเราชอบมากกว่า Harry Potter ภาคแรก ตรงที่ตอนท้ายของเรื่องนี้ ซาบซึ้งกินใจ และมีจุดที่ Impact เรียกน้ำตาเราโดยไม่รู้ตัว (เดี๋ยวตรงนี้จะมาขยายความตรงนี้ในตอนท้าย) แค่นี้ก็ได้ใจเราไปเต็มๆเลย

ขอชื่นชม J.K. Rowling นักเขียนชื่อดังที่สอบผ่านในฐานะคนเขียนบทหนังเรื่องแรก จากที่เคยเขียนหนังสือนิยาย เมื่อถูกเปลี่ยนมาเป็นการเขียนในฟอร์มบทหนัง การสร้างเรื่อง+จินตนาการของเธอยังคงเจ๋งและไหลลื่น

จากหนังสือสารานุกรมสัตว์เล่มบาง ๆ ที่มีแต่เนื้อหาสาระเพียว ๆ ชื่อเดียวกับหนังได้ถูกนำมาถ่ายทอดและต่อขยายเป็นเรื่องราวในฟอร์มของภาพยนตร์ได้อย่างมีจังหวะและลงตัว ถือเป็นการเปิดจักรวาลใหม่ต่อได้อีกยาว ๆ แบบสบาย .. คราวนี้เปลี่ยนมาเป็นโลกเวทมนตร์ในอเมริกา (ที่นี่เรียกคนธรรมดาว่า No-Maj นะไม่ใช่ Muggle เหมือน HP) และได้ข่าวว่าจะทำ 5 ภาค .. แฟนคลับแฮร์รี่ตามต่อ แฟนคลับรุ่นใหม่ที่ไม่รู้จักแฮร์รี่ก็คงเริ่มตามดูนับจากนี้

Mood & Tone ของเรื่องนี้ ดูผู้ใหญ่กว่า HP / เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์วิเศษหลุดออกมาและพระเอกต้องตามจับชุลมุนวุ่นวายสนุกสนาน สอดแทรกอารมณ์ขันเป็นระยะ เสริมด้วยความรักกุ๊กกิ๊กน่ารัก .. เด็กๆที่ชอบการไปเที่ยวสวนสัตว์, คนรักสัตว์ หรือชอบเรื่องสัตว์อยู่แล้ว น่าจะถูกใจได้ไม่ยาก

ชื่นชมเทคนิคการสร้างสัตว์ได้มีเสน่ห์น่าสนใจ บทให้ความสำคัญและมี Moment ดีๆของสัตว์ครบทุกตัว ที่สำคัญเป็นสัตวใหม่ๆไม่ซ้ำใน HP เลย .. ยิ่งไปกว่านั้น สัตว์ที่ออกมาใน Climax นี่ CG อย่างอลังการ ระทึกหัวใจจะวาย LOL (บรรยากาศ/สภาพแวดล้อมช่วง Climax คล้าย Suicide Squad แต่เรื่องนี้ทำถึงและพีคส์กว่ามาก)

เราขอแนะนำให้ดูเรื่องนี้ในระบบ IMAX 3D เพราะหนังเล่นกับระบบ 3 มิติได้ดีมากๆ .. เรื่องนี้ใช้เทคนิค 3D Frame Break ที่บางฉากจะพุ่งทะลุขอบดำบน-ล่างจอ / พุ่งทะลุจอออกมานอกจอ (มากกว่าหนังที่ฉายในระบบ IMAX ที่เคยดูมาในระยะหลังๆ) นึกถึง Life of Pi .. จำได้ว่ามีซีนนึงที่มีปลากระโดดออกมาอยู่เหมือนกัน

การแสดง … เราค่อนข้างเซอร์ไพร์สกับ Ezra Miller ในคาแรคเตอร์ Credence Barebone มาก! ตีบทแตก เล่นดีสูสีกับ Eddie Redmayne หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ใครที่ยังไม่ได้ดู แนะนำให้จับตาดูคาแรคเตอร์นี้ไว้ดีๆ มีเซอร์ไพรส์หนักมากตอนท้าย + หลายคนคงไม่คาดคิดแน่ๆ (ถึงตอนจบนี่เราเข้าใจเลยว่าทำไมทั้งเรื่อง Credence ถึงมีคาแรคเตอร์แบบนั้น) รวมถึงเคมีที่ดูเข้ากันดีระหว่างพระเอก-นางเอก / คือทีมงานเลือก Cast มาได้เหมาะสมกันดี .. ทุกตัวละครเลย

+ แต่เมื่อ Newt, Jacob และ Tina รวมทีมผจญภัยด้วยกันแล้ว ทำไมมันทำให้เรานึกถึง Harry, Ron และ Hermione ขึ้นมาได้นะ..

ส่วนดนรีประกอบ ... ก็ทำได้มาตรฐานเหมือนเช่น HP เคยทำมาแล้ว / เพลง Theme เรื่องนี้ซึ่งเป็นคิวสั้นๆนี่ติดหูมาก มันถูกใส่เข้ามาตั้งแต่ไตเติ้ลเรื่อง และก็ได้ยินเป็นระยะทั้งเรื่องจนจบ

+ เดาว่าพอเห็นไตเติ้ลขึ้น แฟนคลับ HP ที่ดูรอบแรกจะต้องปรบมือกรี๊ดกร๊าดเพราะรอคอยหนังเรื่องนี้มานานแน่นอน เหมือนกับที่เราดู Star Wars: The Force Awakens รอบ Fan Meet พอไตเติ้ลขึ้นนี่ทั้งโรงพร้อมใจกันปรบมือกันลั่นโรงเลย+++

—————————————————————–

FB พูดถึงอะไร ?
: การต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว / ด้านมืดปะทะด้านสว่าง ..
โดยส่วนตัวยะงทำให้นึกถึง HP นะ .. J.K. ยังหนีไม่พ้นการนำเสนอประเด็นพวกนี้
+ แฝงด้วยประเด็นเกี่ยวกับการเมือง (การต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมของ Mary Lou)

วกลับมาพูดถึงฉากที่ประทับใจท้ายเรื่อง จากที่กล่าวไว้ในตอนต้นนั้น นั่นก็คือ..
ฉากที่ธันเดอร์เบิร์ดบินขึ้นบนไปฟ้าเพื่อนำน้ำยาลบความจำโปรยให้ชาวนิวยอร์กทั้งเมือง ด้วยการทำให้ฝนน้ำยาลบความจำตกลงมา… ที่เราซาบซึ้งเพราะ การดูในช่วงนี้ทำให้นึกถึงในหลวงและโครงการฝนหลวงของท่าน .. ฝนที่หยดลงมา ทำให้แผ่นดินกลับมาอุดมสมบูรณ์ดังเดิม รวมไปถึงการที่เหล่าผู้วิเศษต่างพากันเสกบ้านเมืองกลับคืนสู่สภาพเดิม มันรู้สึกตื้นตันที่เห็นทุกคนร่วมมือกันทำให้บ้านเมืองกลับมาปกติดังเดิมเหมือนว่าไม่มีเรื่องราวความรุนแรงใดๆเกิดขึ้น

แล้วเราก็นึกถึงช่วงเวลาที่บ้านเราเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง หรือภัยพิบัติต่างๆ .. ต่อให้เสียหายขนาดไหน ถ้าทุกคนร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจกันคนละนิดคนละหน่อย เชื่อว่ามันจะสามารถฟื้นคืนกลับมาเหมือนเดิมได้แน่นอน
วันร้ายๆผ่านพ้นไป ความทรงจำที่เลวร้ายของคนก็หายไป วันใหม่ที่สดใสมาแทนที่

—————————————————————–

ความทรงจำอันเลวร้ายบางเรื่องก็ยากจะลืมเลือน ..
แต่ในหนังทำให้เราเห็นว่าด้วยฝนน้ำยาลบความจำ ทุกคนก็พากันลืมไปได้สนิทใจ พร้อมจะก้าวต่อไป เผชิญหน้ากับวันใหม่โดยที่ไม่หันหลังกลับไปมองสิ่งเลวร้ายที่ผ่านมา

น้ำยานี้ พอจะมีอยู่จริงในโลกของเราไหมนะ.. และจะหาได้จากไหน..
เราแค่อยากจะมอบให้คนที่มีความทรงจำเลวร้าย และยังคงลืมมันไมได้จนถึงทุกวันนี้

“อภิชาติพงศ์” ให้สัมภาษณ์สื่อฮ่องกง ไทยกำลังกลายเป็นส่วนผสมของสิงคโปร์-เกาหลีเหนือ

“บุคคลผู้มีความคิดสร้างสรรค์จำเป็นจะต้องกล้าตั้งคำถาม”

คนมองหนัง

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ให้สัมภาษณ์กับ วิเวียน โจว แห่งเว็บไซต์ qz.com ว่าสภาพการเมืองการปกครองของประเทศไทยในช่วงสองปีที่ผ่านมา ภายหลังการรัฐประหาร มิได้เพียงนำพาประเทศให้ย้อนหลังกลับไปสู่อดีตเท่านั้น แต่สิทธิเสรีภาพของประชาชนพลเมืองยังถูกคุกคามอีกด้วย

“มันกำลังกลายเป็นส่วนผสมระหว่างสิงคโปร์กับเกาหลีเหนือ” ผู้กำกับชื่อดัง กล่าวถึงบ้านเกิดเมืองนอนของตน

อภิชาติพงศ์ให้สัมภาษณ์กับโจว ระหว่างเดินทางมาร่วมงานเปิดนิทรรศการศิลปะ The Serenity of Madness ของเขา ซึ่งจะสัญจรมาจัดแสดงที่ฮ่องกงจนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้

นิทรรศการของคนทำหนังระดับโลกจากไทย เกิดขึ้นหลังจากที่ฮ่องกงเพิ่งมีการเลือกตั้งทั่วไป โดยอภิชาติพงศ์ชี้ว่า แม้คนฮ่องกงจะยังไม่ได้สัมผัสกับระบอบประชาธิปไตยแบบเต็มใบ แต่พวกเขาก็ยังได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้แทนฯ ของตน และสามารถแสดงความเห็นได้อย่างเสรีในระดับหนึ่ง ซึ่งนั่นส่งผลให้เขารู้สึกเศร้าใจกับชะตากรรมของประเทศบ้านเกิด

“ผมอดไม่ได้ที่จะคิดไปถึงภาวะที่หลายๆ อย่าง กำลังเดินทางย้อนกลับหลัง (ในประเทศไทย) ผมคิดฝันมาตลอดว่าจะมีรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนการพัฒนางานทางด้านวัฒนธรรม แต่แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แผนการพัฒนาวัฒนธรรมถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ขณะที่งบประมาณกองทัพกลับเพิ่มสูงขึ้น ยังไม่รวมถึงภาวะของการเซ็นเซอร์ที่กำลังเกิดขึ้น ผมจึงรู้สึกอิจฉาภาวะในฮ่องกง ที่ผลงานด้านวัฒนธรรมสามารถบูรณาการร่วมกับชุมชนได้ นอกจากนี้ ชาวฮ่องกงยังสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับอิสรภาพของตนเองได้อยู่”

อภิชาติพงศ์ยังระบุว่า ภาวะที่คนไทยส่วนใหญ่เลือกจะยอมก้มหัวให้แก่ระบอบอำนาจปัจจุบัน ได้ส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างย่ำแย่ลง เขาเชื่อว่าวัฒนธรรมแบบขงจื๊อที่ลงรากลึก ได้ส่งอิทธิพลทางความคิดให้คนไทยรุ่นแล้วรุ่นเล่าเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม และยอมรับว่ากองทัพเป็นสถาบันหลักของประเทศ

“บรรดาขุนศึกจึงเข้ามายึดอำนาจเป็นวงจรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปัญหาทางการเมืองไม่ได้ถูกแก้ด้วยระบบรัฐสภา แต่ถูกแก้ด้วยการใช้กำลัง ประชาชนคุ้นเคยกับวิถีทางแบบนี้ พวกเขาให้การยอมรับกองทัพ พวกเขาชื่นชอบที่จะมี ‘คุณพ่อคุณแม่’ เข้ามาคุ้มครองดูแล และรักษาความสงบเรียบร้อยให้แก่สังคม ด้วยการใช้รถถังและปืน”

แม้ผู้กำกับดังจะเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ตื่นรู้ทางการเมือง แต่เขาระบุว่ามีศิลปินไทยบางรายที่ตัดสินใจจะท้าทายภาวะแน่นิ่งเช่นนั้นด้วยผลงานศิลปะที่กระตุ้นให้ผู้ชมได้ฉุกคิด แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติ และให้ลงนามยอมรับที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารก็ตาม

ท้ายสุดของการสนทนา อภิชาติพงศ์ยืนยันกับโจวว่า

“บุคคลผู้มีความคิดสร้างสรรค์จำเป็นจะต้องกล้าตั้งคำถาม”

ที่มา http://qz.com/789448

View original post

TALES OF NATURE (ICELAND PART)

Awesome!

ABOVE THE MARS

above23

As I’ve told you..’In this big blue planet’ there are full of wonders and unexpected.

So why you’ve try to see it though the eyes of someone else.

won’t you go to see it on yourself. make your own life.

just start living I mean real living. If not now, When?

        ถ้าพูดถึงจุดเริ่มต้นของการเดินทาง คงต้องย้อนกลับไปไกลหน่อย เราได้ยินชื่อ ‘ไอซ์แลนด์’ มานานมาก ตั้งแต่สมัยยังเด็ก ในความคิดตอนนั้น มันคงเป็นเมืองแห่งน้ำแข็งแน่ๆ อาจเพราะมันดูไกลตัวเรามาก ไกลจนเกินที่จะคิดว่าซักวันนึงเราจะไปยืนอยู่ตรงนั้นได้

        ภาพไอซ์แลนด์ชัดขึ้นอีกครั้ง เมื่อตอนที่เค้าโผล่มาให้เห็นในเรื่อง The Secret of Walter Mitty วิวที่คุณมิตตี้ ไถเสก็ตบอร์ดลงมาจากภูเขาสีเขียวลูกใหญ่ มันจุดประกายความอยากรู้จักไอซ์แลนด์ขึ้นมาอีกครั้ง

        ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เราเริ่มเซฟเอาภาพไอซ์แลนด์มาเก็บไว้ และมันก็เริ่มสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเสียงจากเพื่อนสนิทก็พูดขึ้นมาว่า ‘ไปไอซ์แลนด์กัน !’ และเราก็ตอบตกลงไปโดยไม่ทันคิดอะไร ทั้งที่ไม่มีความพร้อมในทุกๆ ด้านเลย มันเหมือนกับถูกความฝันส่วนนึง พยายามดึงเราไป ให้ไปพบกับสถานที่ที่รอคอยเราอยู่ เราเริ่มพูดคุยกันเรื่องนี้มากขึ้น วางแผนเตรียมตัว จนถึงวันที่เราออกเดินทาง

วินาทีแรกที่เท้าของเราก้าวออกจากตัวเครื่อง ลมแรงและเม็ดฝนก็ผ่านเข้ามาปะทะที่ตัวอย่างจัง เสมือนกับเป็นคำทักทายคำแรก จากดินแดนแห่งดาวอังคาร


img_0917

img_4345

แพลนการเดินทางของเราทั้งหมดคือ

Day 1 Bruarfoss – Gullfoss – Ljotipollur – Landmannalaugar

Day 2 start trekking – finish trekking

Day 3 Seljafoss – Skogafoss – Wreck airplane – Vik Black sand

Day 4 Myrdalssandur – Fjadrarglijufur – Svartifoss

Day 5 Jokulsalon+black sand – Vestrahorn

Day 6 Hengifoss – Dettifoss – Godafoss

View original post 1,193 more words

จิตร โพธิ์แก้ว : “บริบท” และ “ปัจจัยสำคัญ 3 ประการ” ของ “วงการหนังสั้นไทย” ในรอบ 15-20 ปี

คนมองหนัง

คำกล่าวแนะนำหนังสั้นในโปรแกรม “ความปรารถนาของคุณจิตร” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20 โดยจิตร โพธิ์แก้ว

โปรแกรมนี้ก็เป็นเพราะคุณชลิดา (เอื้อบำรุงจิต – รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ และผู้จัดเทศกาลหนังสั้น) ขอให้เลือกหนังที่ผมอยากดูอีกรอบ ก็เลยเลือกหนังที่หายากหน่อย

หนังทั้ง 7 เรื่องในโปรแกรมนี้เป็นหนังที่ผมเคยดูเมื่อประมาณ 15-20 ปีที่แล้ว แล้วก็ชอบมาก แล้วก็มันมีอะไรค้างคาใจ แล้วก็ส่วนใหญ่แล้ว ผู้กำกับหลายคนใน 7 เรื่องนี้ เป็นคนที่ผมไม่รู้จักเลย ผมก็เลยไม่สามารถขอหนังเขามาดูได้อีก

แล้วมันก็เป็นหนังที่ทำก่อนยุคยูทูบด้วย คือผมก็ได้ดูครั้งเดียวเมื่อ 15-20 ปีก่อน แล้วมันก็เหมือนหายสาบสูญไปเลย ผมก็เลยเลือกหนังชุดนี้มา เพราะสองคุณสมบัติสำคัญ

คือว่าเป็นหนังที่ผมชอบมาก แล้วก็มันหายาก แล้วส่วนใหญ่ เพื่อนๆ ซีเนไฟล์ของผมก็ไม่เคยดูหนังกลุ่มนี้เลย ก็เลยเลือกหนังกลุ่มนี้มาครับ

ขอพูดถึงรวมๆ แล้วกันว่าเวลาดูหนังกลุ่มนี้แล้ว ก็ให้คำนึงถึง “บริบทของเวลา” เป็นสำคัญ เพราะว่ามันทำขึ้นเมื่อ 15-20 ปีก่อน เพราะฉะนั้น ถ้าเรามองจากมุมมองปัจจุบัน แล้วเอาไปตัดสินมัน มันก็อาจไม่ยุติธรรมกับตัวหนัง เพราะว่าช่วง 15-20 ปีก่อน อย่างน้อย มันจะส่งผลกระทบต่อ “ปัจจัยสำคัญ” 3 ประการ คือ

หนึ่ง “เทคโนโลยี” เพราะว่ายุคนั้นมันยังไม่มีกล้องมือถือ หนังบางเรื่องในกลุ่มนี้ เราดูแล้วอาจรู้สึกว่า โอ๊ย! เด็กมัธยมฯ เด็กประถมฯ ก็ทำหนังแบบนี้ได้ ใช้กล้องมือถือถ่ายก็ได้ แต่เราต้องไม่ลืมว่า 15-20 ปีก่อน มันยังไม่มีเทคโนโลยีกล้องมือถือ เพราะฉะนั้น หนังบางเรื่องในกลุ่มนี้ที่ผมดูแล้วประทับใจ ก็เป็นเพราะว่าสมัยนั้น มันยังไม่ค่อยทำหนังแบบนี้กัน เพราะปัจจัยด้านเทคโนโลยี

สอง คือ ปัจจัยด้าน “สังคม-การเมือง” คือผมก็จำเนื้อเรื่องในหนัง 7 เรื่องนี้ไม่ค่อยได้ แต่รู้สึกว่า ถ้าจำไม่ผิด มันจะมีบางเรื่องที่เป็นหนังที่อาจจะต่อต้านทุนนิยม แต่เราต้องอย่าลืมว่า 15-20 ปีก่อน เรายังไม่มีรัฐประหาร ไม่มีปัญหาประชาธิปไตย ไม่มีปัญหาเผด็จการอะไรพวกนี้

เพราะฉะนั้น การดูหนังต่อต้านทุนนิยมที่สร้างขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน กับการดูหนังไทยที่ต่อต้านทุนนิยมที่สร้างขึ้นในยุคปัจจุบัน เวลาเราจะตัดสินใจหนัง (สองกลุ่มนี้) เราต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านสังคม-การเมืองเมื่อ 15-20 ปีก่อน ด้วยว่ามันแตกต่างจากเมืองไทยในยุคปัจจุบันแบบ “หน้ามือเป็นหลังเท้า” ขนาดไหน

ปัจจัยที่สาม ก็คือว่าการที่หนังสัก 4 ใน 7 เรื่องนี้ อาจจะมีลักษณะในแบบหนัง “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ซึ่งจริงๆ แล้ว ในยุคปัจจุบัน มันมีหนังไทยที่ “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” เยอะมากๆ เลย แต่ว่าการที่ผมประทับใจหนังกลุ่มนี้มากเมื่อ 15-20 ปีก่อน เป็นเพราะว่ามันยังไม่ค่อยมีหนังไทย “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ในยุคนั้นมากนะครับ

เพราะว่าหนังในกลุ่มนี้มันสร้างขึ้นในปี 1997-2003 ซึ่งยุคนั้นเป็นยุคที่ผู้กำกับหลายคนยังไม่โด่งดัง มันจะมีผู้กำกับอย่างอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, ศะศิธร อริยะวิชา, พิมพกา โตวิระ หรือว่าคุณอารยา ราษฎร์จำเริญสุข หรือว่าอุรุพงษ์ รักษาสัตย์ คือกลุ่มนี้จะทำหนังสั้น “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ออกมาแล้วในยุคนั้น แต่ก็ยังไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับประเทศ เพราะฉะนั้น…

View original post 54 more words

สภาวะแห่งรัก

บทสัมภาษณ์เราถึงหนังเรื่องใหม่ โดย น้อง Aut  😀

เขียนๆ วาดๆ ถ่ายๆ กลายเป็น blogๆ

สภาวะแห่งรัก

            ใน Puppy love, ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับรักแท้และภพชาติออกมาในรูปแบบหนังสารคดีผสมเล่าเรื่อง โดยที่เหตุการณ์เกิดขึ้นในไทยและไอซ์แลนด์

b 02.1

By Jirapat S. & Warinda T.

            บ่ายวันนี้ได้เจอ ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ ผู้กำกับหนังเรื่อง “Puppy love” ที่ปล่อยตัวอย่างออกมาสักพักแล้ว เลยสบโอกาสนั่งคุย สอบถามถึงที่มาที่ไปหนังเรื่องใหม่ของเขา ซึ่งพูดถึงประเด็นเรื่องความรักเป็นหลัก โดยที่เราไม่คาดคิดว่าตัวเขาจะสนใจและและรู้สึกกับเรื่องความรักได้มากมายขนาดนี้

            เผื่อใครยังไม่รู้จัก เขาคือผู้อยู่เบื้องหลังโครงการ Thai Aurora at the Horizon หนังสั้นการเมืองไทยในอุดมคติ ในฐานะ Project Director ผู้ริเริ่มและพาหนังเดินสายฉายออนทัวร์ทั่วประเทศกว่า 10 แห่งเมื่อปี 2014 และงานเทศกาลหนังสารคดี Doc Weekend จัดที่ TK park เมื่อปีที่แล้ว

            นอกจากนี้เรายังได้อัพเดตงานที่เขาทำอยู่ตอนนี้ รวมถึงโปรเจกต์ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่และกำลังจะเกิดขึ้นอนาคต.. มาทำความรู้จักกับตัวตนและมุมมองความรักของ ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ ผ่านงานของเขากัน!

          “บางทีความหมายของ ‘คู่แท้’ อาจไม่ได้หมายถึงแฟนเสมอไป มันอาจมาในรูปอื่นก็ได้”

Q :  ก่อนอื่นเลย อยากรู้ว่าได้แรงบันดาลใจจากไหน ทำไมถึงเลือกประเด็นนี้มาทำหนัง

            A : แรงบันดาลใจเกิดจากเรื่องใกล้ ๆ ตัว เกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นแบบมาไวไปไว สงสัยว่าคนที่เราเจอ และรู้สึกดีด้วยแบบมาก ๆ ประมาณว่าคิดเกินเพื่อนกับเค้า คิดว่าเค้าใช่สำหรับเรา ที่ไม่นานกลับมีอันให้ต้องห่างหายกันไป  ความจริงแล้วเค้าเป็นเนื้อคู่หรือเป็นรักแท้ของเราจริงหรือเปล่า ด้วยความสงสัยถึงที่มาและสาเหตุ ก็เลยหยิบเอาเรื่องคู่แท้และชาติภพมาสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นเพื่อหาคำตอบครับ

 Q : แล้วได้คำตอบไหม   

            A : สำหรับเราคิดว่าได้นะ.. บางทีความหมายของ ‘คู่แท้’ อาจไม่ได้หมายถึงแฟนเสมอไป มันอาจมาในรูปอื่นก็ได้.. คือรู้สึกว่าไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นอะไรกับความรักเลย (หัวเราะ)  เพราะเราจะเป็นพวกชอบยึดติดไง ซึ่งกับคนดูที่บุคลิกคล้ายกับเราก็น่าจะอิน Message ในบทสรุปง่ายขึ้น แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนดูทั่วไปที่ไม่ได้คุยกับเรา ดูแล้วจะเก็ทไหม  แต่เราก็ไกด์ในเรื่องนี้ไปตั้งแต่โปสเตอร์ที่เป็นประโยคของ  Charles Darwin พูดถึงเรื่องทฤษฎีการอยู่รอดแล้วว่า

            “It is not the strongest of the species that survives, nor the most intelligent that…

View original post 911 more words