หนังที่ชอบในปี 2017

หนังต่างประเทศ
: ดูโรง / จากทั้งหมด 50 เรื่อง

1. What a Wonderful Family!
2. Song to Song
3. Victoria and Abdul 
4. Mother!
5. The Greatest Showman

  

  

 

หนังไทย
: ดูโรง / จากทั้งหมด 10 เรื่อง

1. ฉลาดเกมส์โกง
2. Pop Aye

  

 

หนังสารคดี
: ดูโรง / จากทั้งหมด 7 เรื่อง

1. The Graduation (Le concours)
2. Railway Sleepers (หมอนรถไฟ)

 

หนังแอนิเมชั่น
: ดูโรง / จากทั้งหมด 11 เรื่อง

1. The Red Turtle
2. Cars 3
3. Fireworks

  

 

หนังที่ไม่ได้ดูโรง
: จากทั้งหมด 62 เรื่อง

1. Arrival
2. A Ghost Story
3. Badlands
4. The Wailing
5. Voyage of Time: Life’s Journey
6. Rich Hill
7. Big Fish & Begonia
8. Will You Be There?

  

  

  

  

 

Advertisements

บันทึกการเดินทาง “รับน้อง..สร้างสรรค์?” (2016-2017)

บันทึกการเดินทาง “รับน้อง..สร้างสรรค์?”
(2016-2017)

เกิดจากพระอาจารย์บอย-อนุวัฒน์ โพธิ์ทอง ผู้อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวเรื่องรับน้องมายาวนานอย่างไม่เปิดเผยตัว (ที่รู้จักท่านเพราะเมื่อปี 2015 ได้นำ “ทันตะ มธ. รับน้องไม่ว้าก” สารคดีรับน้องเรื่องก่อนหน้าที่ท่านอำนวยการสร้างมาฉายในงาน Doc Weekend ที่เราจัด) ได้เขียนบทขึ้นและอยากสร้างเป็นหนังสั้นเลยติดต่อเรามา แต่ตอนนั้นงานเยอะ ไม่สะดวกกำกับ เลยขอรับหน้าที่อำนวยการสร้าง แล้วให้น้องเฟรม-เปรมประพันธ์ที่เคยช่วยตัดคลิป Thai Aurora ของเรามากำกับ เพราะดูจากสไตล์งานที่ผ่านมาของเค้าแล้วพอเข้ากับหนังสั้นเรื่องนี้ได้ โดยทีมงานและนักแสดงสมทบของเรื่องก็มาจากเฟรมเช่นกัน. แล้วพระอาจารย์ก็อยากได้น้องฟรัง-นรีกุลมาแสดง เพราะคาแรคเตอร์ เนย ที่เขียนมีส่วนคล้ายคลึงกัน เราเลยไปติดต่อมาแสดงซึ่งน้องก็ตอบตกลง
 
หลังจากถ่ายทำช่วง พ.ค. ปีที่แล้วเสร็จ หนังเรื่องนี้ก็ผ่านกระบวนการตัดต่อที่กินระยะเวลายาวนาน จนเพิ่งมาเสร็จเมื่อส.ค.ที่ผ่านมา โดยผ่านมือคนตัดต่อถึง 3 คน.. คนแรก เฟรม ผกก. และคนต่อมาคือ อั้น ผกก.สารคดี “ทันตะ มธ. รับน้องไม่ว้าก” และคนสุดท้ายคือเราเอง ซึ่งเสร็จสิ้นที่ดราฟ 5 โดยสั้นกว่าดราฟแรก 4-5 นาที เพราะตัดบทสัมภาษณ์ฟรังตอนท้ายเรื่องออกไป ทำเป็นคลิปแยกต่างหาก
 
จากนั้น เราก็ติดต่อสถานที่ฉาย โดยได้ Connection จาก เปิ้ล รุ่นน้องที่ม.เกษตร ก็เลยได้จัดฉายรอบพรีเมียร์ที่ขอนแก่นเมื่อวันเสาร์ที่ 2 ธ.ค. 2560 และวันอาทิตย์ที่ 3 ธ.ค. 2560 มหาสารคาม
 
ที่ขอนแก่น :
ขอบคุณ โดม-อติเทพ จันทร์เทศ ผกก.หนังสารคดีที่ให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ตั้งแต่ยานพาหนะ การเดินทาง ไปจนถึงเรื่องที่พักและที่ฉายซึ่งเป็นที่เดียวกัน รวมถึงเจ้าของห้องพัก พี่คล้าว ที่สละห้อง 2 คืนเพื่อให้เราพักชั่วคราว
 
ส่วนผู้ชมก็น่ารัก มีทั้งมาจากนิตยสารชีวจิต , ทำอยู่ TED , นักศึกษาจาก ม.ขอนแก่น ที่ต่างก็ร่วมแสดงความคิดเห็นหลังหนังฉาย และน้องโชคที่สนใจเรื่องรับน้องเป็นพิเศษ อยู่คุยกับพระอ.บอยเรื่องรับน้องต่อหลังงานเลิกยาว จนเห็นว่าดึกมากแล้วเลยค้างคืนและกลับพร้อมกับเราในเช้าวันรุ่งขึ้น. ส่วนเราขอตัวออกมาทานผัดไทยต้มยำร้านที่โดมแนะนำ ต่อด้วยขนมหวานร้านข้างๆที่ไฟสวยมาก ชื่อ CoCoa More รอบดึก.
 
ส่วนการเดินทางที่ขอนแก่นก็สะดวกสบาย เพราะมี Grab และ Uber ไปถึงแล้ว แต่เรียกแล้วต้องทำใจรอนานนิดหน่อย
 
ที่มหาสารคาม :
จากขอนแก่น เราเดินทางไปที่ บขส. เพื่อขึ้นรถบัสสีชมพู เดินทาง 2 ชั่วโมง ทั้งที่ถ้าเป็นรถยนต์คงประมาณแค่ชั่วโมงเดียวก็น่าจะถึง. เมื่อถึงแล้ว ตอนแรกติดต่อน้องโอเล่ไว้ แต่พอดีกับเป็นช่วงที่เขาไปฝึกงานที่เชียงใหม่ เลยให้น้องช้าง-ปวเรศน์ ปุยฝ้าย ช่วยดูแล ซึ่งก็อำนวยความสะดวกให้อย่างดี ทั้งเรื่องรถ การเดินทาง โดยมี จง เพื่อนของช้างช่วยขับรถรับส่งจาก บขส.ไปส่งที่มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามให้
 
ไปถึงก็ใกล้เวลาฉาย และเกิดปัญหาระหว่าง Set เนื่องจาก Notebook ที่เราเตรียมไป เมื่อเสียบสายโปรเจคเตอร์แล้วสัญญาณไม่เข้าตั้งแต่รอบเมื่อวาน ที่ขอนแก่นเลยใช้ Notebook โดมฉาย แต่ที่มหาสารคาม ช้างก็ได้เตรียม Notebook ไว้ให้แล้ว แต่ปรากฏเสียงไม่ออกเพราะ Notebook เป็นช่อง HDMI ก็เลยต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการสลับกำหนดการ เป็นเสวนาก่อน โดยมีเราเป็นพิธีกรจำเป็น (รอบก่อนเป็นน้องโดม) เพื่อให้ช้างขับรถไปเอา Notebook ที่บ้าน ก่อนจะกลับมาฉาย. ฉายเสร็จแล้วก็มีเสวนาต่ออีกนิด โดยมีน้องต้อม ช่วยบันทึกภาพงานเสวนาไว้ให้. ขอบคุณน้องทั้งสองมากๆครับ
 
ส่วนจำนวนผู้ชม เราเห็นจากหน้า Facebook Event ที่มหาสารคามว่ามีคนกดเข้าร่วมน้อยกว่าขอนแก่น แต่ปรากฏว่าพอวันฉายจริงคนมาเยอะกว่า. สรุป ที่มหาสารคามมีผู้ชมประมาณ 20 กว่าคน ในขณะที่ขอนแก่น 10 กว่าคน
 
และรอบนี้ก็มีอาจารย์คณะนิติศาสตร์ และภาคปรัชญา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม 2 ท่านให้เกียรติมาร่วมเสวนาด้วย ทำให้ได้มุมมองหลากหลายเกี่ยวกับเรื่องรับน้องมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่เป็นการนำเสนอวิธีแก้ปัญหารับน้องในมุมของพระอาจารย์บอยเพียงมุมเดียว. หลังเลิกงานก็มีกลุ่มนักศึกษาที่เคลื่อนไหวเรื่องรับน้องจาก ม.มหาสารคาม นั่งคุยต่อกับพระอาจารย์ ซึ่งมีบางคนเคยอ่านบทหนังเรื่องนี้มาแล้วจากที่แชร์ใน internet + มีเพื่อนส่งต่อกันมา และส่วนหนึ่งที่รู้ว่ามีงานฉายหนังเรื่องนี้ก็เห็นมาจากฟีดใน Facebook. สักพักเราก็ขอตัวออกไปก่อนเพราะว่าต้องเคลียร์เรื่องตั๋วรถขากลับให้พระอาจารย์ และทานข้าวกับช้างในตลาดแถว บขส.
 
พอรถทัวร์ใกล้ออก จงก็ขับรถมาส่งพระอาจารย์ มีน้องจาก ม.มหาสารคาม ตามมาส่งด้วย จนประมาณสามทุ่มกว่า เรากับพระอาจารย์ก็ขึ้นรถทัวร์นครชัยแอร์กลับถึงกรุงเทพฯตอนเช้ามืดวันจันทร์โดยสวัสดิภาพ จบทริป 2 วัน 3 คืน
 
——–
 
ที่ไปไกลถึงภาคอีสาน นอกจากไปฉายก็ไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนมากมาย นอกจากเข้าไปเดินเล่นดูพิพิธภัณฑ์ใน ม.ขอนแก่น แต่เราได้พบเจอผู้คน และสร้าง Connection ใหม่ๆ เช่น น้องแทม เรียนแพทย์ มข. ซึ่งเคลื่อนไหวเรื่องจัดงานฉายหนังทางภาคอีสาน ซึ่งเร็วๆนี้จะมีจัดงานฉายหนังใน มข. หรือพี่แบงค์ จาก The Isaan Record _ ยินดีที่ได้รู้จักครับ 😀
 
การเดินทางไปฉายหนังแต่ละครั้งจะมีเสน่ห์และสิ่งที่เกิดขึ้นแตกต่างกันไปเฉพาะที่ ต่อให้เราเดินทางครั้งใหม่ก็คงจะไม่พบเจออะไรหลายอย่าง หรือพบกับเหตุการณ์เหมือนครั้งเก่า. แม้ว่าแต่ละครั้งจะมีคนดูไม่เยอะ แต่สิ่งที่เราคาดหวังคือการต่อยอดทางความคิดจากการชมหรือการแลกเปลี่ยน-เสวนาที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ที่เป็นผลพลอยได้จากการที่มีผู้ชมให้ความสนใจและสละเวลาเดินทางมาดู ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ชื่นใจที่สุดครับ
 
นอกจากผู้ชมและน้องๆที่เอ่ยชื่อมาด้านบนแล้ว ก็ขอบคุณ น้องฟรัง (เนื่องด้วยเป็นตจว.ฟรังเลยไม่สะดวกเดินทางไปพูดคุยหลังฉาย) , พี่ปิง , นักแสดงและทีมงานทุกคน รวมถึงพี่ตอย Acting Coach _ ในที่สุดเรื่องนี้ก็ได้ฉายแล้วครับ LOL
 
รอติดตามว่าครั้งต่อไป หนังสั้นเรื่องนี้จะฉายและเสวนาที่ไหน และจะมีน้องฟรัง/ทีมนักแสดงมาร่วมพูดคุยด้วยหรือไม่ จากทางเพจ FB.me/RubNongShortFilm นะครับ
ไว้มีโอกาสมาดูหนังกัน 😀
 
#รับน้องเราเปลี่ยนได้
 
Ps. พระอาจารย์บอย (ผู้เขียนบท) มีเรื่องสั้นแนวสะท้อนสังคมเยอะมาก. Filmmaker ท่านใดสนใจ หลังไมค์มาขออ่านเพื่อพิจารณานำไปทำเป็นหนังสั้นได้. ประเด็นต่อไปที่อยากแปลงจากตัวหนังสือให้เป็นภาพ เป็นเรื่องฆ่าตัวตายครับ

Luang Prabang Film Festival​ 2017

สรุป
เทศกาลหนังหลวงพระบางครั้งที่ 8
Luang Prabang Film Festival​ 2017
เราได้มีโอกาสไปร่วมงาน 4 วันแรกมา (8-11 ธ.ค. 60) จากการประมวลผลจะขอสรุปดังนี้

[ ภาพรวม ]
เทศกาลหลวงพระบางครั้งที่ 8 แต่เราได้ไปเป็นปีแรกเป็นเทศกาลที่น่าสนใจ จัดช่วงอากาศกำลังเย็นสบาย 19-20 องศา ชมฟรีทุกเรื่อง
ตอนกลางวัน มีจัดฉายในห้องกิจกรรม โรงแรม Sofitel หลวงพระบาง
ตอนกลางคืนก็จะย้ายมาจัดที่ลานกิจกรรมตลาด Night Market ซึ่งเป็นการฉายกลางแปลง
เขาจะขึงจอแล้วก็มีเก้าอี้สีน้ำเงินที่เป็นเอกลักษณ์ของเทศกาลมากมายให้ผู้ชมที่สนใจมาชม

งานช่วงเย็นจะเริ่มตอน 6 โมงกว่า จะมีโชว์การแสดงก่อนฉายหนัง

ซึ่งหนังที่ฉายในกลางแปลงหนัง ส่วนใหญ่จะเป็นหนังไทยหรือไม่ก็หนังลาว
เพราะว่าเป็นสถานที่ Open เพื่อให้ใครที่เดินผ่านไปผ่านมาสามารถดูได้ และเข้าใจง่าย. ด้านหลังที่ฉายหนัง จะมีโซนลานเบียร์เล็ก มีเครื่องดื่ม , Snack ขาย ให้คนนั่งชิลที่โต๊ะได้ ซึ่งเราว่าเจ๋งดี. ถ้าเบื่อๆ ด้านข้างเป็นตลาด Night Market มีของแบกะดินขายกลางถนน เดินได้แบบยาวมากๆ

มีข้อเสียนิดหน่อย คือ เด็กเยอะมาก ชอบส่งเสียงดัง ส่วนหนึ่งเพราะไม่ใช่โรงหนัง เป็นสถานที่เปิด เด็กเลยวิ่งเล่นกันสนุกสนาน กับไฟโดยรอบสว่างเข้าเข้าตา ซึ่งรบกวนคนดูใช้ได้ ทั้งไฟจากตลาด และไฟจากห้องข้างๆจอ

แต่โดยรวมถือว่าเป็นเทศกาลที่ประทับใจ มีโอกาสจะกลับไปอีกแน่นอน

—————————————————–

[ หนังยาว ]
เทศกาลนี้ ทุกปีจะคัดเลือกหนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาฉาย. ปีแรกที่เราได้มาเทศกาลนี้ก็ได้ดูไป 3 เรื่อง :
1. Women of the Weeping River (2016) จาก ฟิลิปปินส์ / กำกับโดย Sheron R. Dayoc
เรื่องนี้ดูในห้องฉายในโรงแรม เป็นหนังดราม่า สะเทือนอารมณ์ พูดถึงการสังหารหมู่มินดาเนา
เป็นหนังที่ค่อนข้างหดหู่ แต่งานถ่ายภาพสวย บรรยากาศดี เรื่องกดดันนิดนึง เราชอบกลางๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องการเมืองบ้านเค้า เลยไม่ค่อย get บางประเด็น

ในเทศกาลนี้หลายเรื่องมีเชิญผู้กำกับมา Q&A ด้วย ทำให้เราได้เจอผู้กำกับ Sheron R. Dayoc ที่มาพูดคุยหลังฉาย Women of the Weeping River (เป็นผกก.คนเดียวที่เราได้ฟัง Q&A ในเทศกาลนี้)
http://www.imdb.com/title/tt3171340

2. ขวัญนาง (2014) จาก ลาว / กำกับโดย Somphong Phondy
ดูกลางแปลง อันนี้เป็นแบบว่าหนังรักบ้านๆ ธรรมดาๆ โปรดักชั่นไม่ค่อยถึงเท่าไหร่ เรื่องก็ไม่ค่อยโอ ก็ดูแบบไม่คิดอะไร
คือถ้าว่างมากๆไม่มีอะไรทำถึงดูค่อยดูดีกว่า ถ้าผ่านได้..ผ่านจ้า

3. Rina 2 (2017) จาก บรูไน / กำกับโดย Harlif Hj Mohamad
ดูกลางแปลง เป็นหนังคู่หูแนวเบาสมองไม่ต้องคิดอะไรมาก เป็นหนังที่มาถ่ายทำที่ลาว แล้วก็มีตัวละครพูดภาษาลาวด้วย
ตลก-แฟนตาซี ขำๆไป
http://www.imdb.com/title/tt5950590

* สรุปทั้ง 3 เรื่อง ไม่มีเรื่องไหนชอบเป็นพิเศษ *

ที่เราดูหนังยาวในเทศกาลนี้ได้ไม่เยอะ เพราะเวลาจำกัด+เอาเวลาไปดู Films Around Town
ซึ่งถ้าได้ไปครั้งหน้า และไม่มีข้อจำกัดเรื่องวันกลับ อาจได้ดูหนังเยอะกว่านี้

—————————————————–

[ หนังสั้น ]
นอกจากหนังยาวแล้ว ในงานจะมีโปรแกรมหนังสั้น ซึ่งมี 4 โปรแกรม :
1. VIENTIANALE SHORT FILM COMPETITION
2. VIDDSEE SHORTEE WINNERS
3. THAI SHORTS
4. YOUTH AND AGROECOLOGY SHORT FILM COMPETITION
ซึ่งเราได้ดูโปรแกรมแรกโปรแกรมเดียว : 10 หนังสั้นลาวชนะเลิศการประกวดประจำปีจากเวียงจันทน์ [10 เรื่อง]
ก็ชอบประมาณนึง แต่ละเรื่องก็ดูมีอะไรดี มีทั้งโปรดักชั่นได้ตามมาตรฐาน ต่ำกว่ามาตรฐานบ้าง มีดี มีแย่สลับกันไป แต่คนดูค่อนข้างน้อย เพราะให้ความสนใจหนังยาวมากกว่า

—————————————————–

[ เสวนา ]
นอกจากจะฉายหนังแล้วก็จะมีส่วนของการเสนา PUBLIC DISCUSSION ในหัวข้อต่างๆ ซึ่งมี 4 หัวข้อใน 4 วัน ดังนี้
1. PROTECTING FILMS IN THE AGE OF THE INTERNET
2. MUSLIM VOICES OF SOUTHEAST ASIA
3. SPOTLIGHT ON THAILAND
4. FINANCING YOUR NONFICTION FILM
แต่ที่เราได้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบคือหัวข้อแรก ซึ่งมีเชิญผู้ดูแลเรื่องสิทธิ์ภาพยนตร์ใน Internet มาพูดคุย
และเนื่องจากปีนี้ทางเทศกาลโฟกัสหนังไทยเป็นพิเศษ ทำให้มีเสวนาหัวข้อ SPOTLIGHT ON THAILAND ซึ่งเชิญผกก.หนังไทยไปร่วมเสวนาหลายคน ตามที่เคยลงรูปไป แต่ไม่ได้อยู่ฟังจนจบ เพราะว่าต้องกลับกทม.ก่อนจ้า

—————————————————–

[ SEA Movie Theater Project ]
ในงานมีการนำเสนอโครงการ SEA Movie Theater Project โดย Philip Jablon ที่ตระเวนถ่ายภาพโรงหนังทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่ออนุรักษ์ไว้ โดยเป้าหมายสูงสุดเพื่อจะทำหนังสือรวบรวมและอาจทำสารคดี โดยเป็นการยืนนำเสนอและพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับผู้สนใจในโซนภาพถ่ายของเขามุมหนึ่ง ณ โรงแรมโซฟิเทล ตามที่เคย Live ลงเพจเมื่อเช้าวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเรามีโอกาสได้ยืนคุยกับเค้าเลยรู้ว่า ในบรรดาประเทศที่เค้าไปตระเวนถ่ายภาพ ปรากฏว่าโรงหนังในไทยเยอะเป็นอันดับต้นๆเลยทำให้เค้าเข้าใจภาษาไทยและพูดได้เยอะทีเดียว โดยเร็วๆนี้จะมีสารคดีเกี่ยวกับเค้าออกมา โดยนักทำหนังสารคดีชาวไทยที่ทำสารคดีในรายการ ก(ล)างเมือง

—————————————————–

[ TALENT LAB FOR SOUTHEAST ASIAN FILMMAKERS ]
ในงานเทศกาลปีนี้มี 2 Artist Development Programs จัดควบคู่กันไป นั่นคือส่วนของ Pitch หนัง. โปรเจ็คไหนที่น่าสนใจจะได้รางวัลเป็นเงิน 100,000 US Dollar (+ กับ Workshop สารคดี)
ซึ่งเรามีอกาสได้เข้าไปนั่งฟังจากคำชวนของพี่เบิ้ล-นนทวัฒน์ นำเบญจพล ผกก.ไทย ที่เคยทำเรื่อง BKKY , สายน้ำติดเชื้อ , ฟ้าต่ำแผ่นดินสู ที่นำโครงการหนังเรื่องใหม่ Doi Boy ไปเสนอ
นอกจากพี่เบิ้ลแล้ว อีกโปรเจคต์ที่เป็นของผกก.ไทย คือ สารคดีเกี่ยวกับเด็กเรื่อง Song of the Homeland ของพี่ปรีชา ศรีสุวรรณ ที่เคย workshop การถ่ายภาพสารคดีที่ไทยด้วยกันหลายปีก่อน
แต่โปรเจคต์ที่ชนะคือ.. Cat Island (Philippines)
Represented by Siege Ledesma (director, writer) and Ang Alemberg (producer)

+ ตอนที่ไปนั่งดู Pitching เจอน้องเปียโน – พริมริน นางเอกหนังเรื่องหนังสั้นเรื่อง ฝน ใน Long Story Shorts: Lost in Blue ที่ไป workhop ทำสารคดีสั้น AFS-US Documentary Workshop และเคยฝึกงานกับพี่เบิ้ลมานั่งฟังเป็นกำลังใจให้พี่เบิ้ลด้วย 😀

—————————————————–

[ Films Around Town ]
นอกจากจะมีฉายหนัง 2 สถานที่หลัก นั่นคือ โรงแรมโซฟิเทลในตอนกลางวัน และที่ Night Market ในตอนกลางคืนแล้ว ช่วงเทศกาลก็จะมี Films Around Town ที่ฉายหนังสั้นตามสถานที่ต่างๆรอบเมืองอีก 7 จุดฉายควบคู่ไปด้วย ซึ่งเราก็ได้ไปชมมาทุกที่ โดยเช่าจักรยาน (ภาษาลาวเรียกว่า รถถีบ) ปั่นไปชมแต่ละจุด
โดยหนังสั้นที่ฉายก็จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานที่ ซึ่งเราก็มี Live ทุกจุดลงเพจเป็นระยะ โดยจะขอสรุปแต่ละที่ตามลำดับการไปชม ดังนี้

1. ศูนย์ศิลปะและชนเผ่าวิทยา
หนังที่ฉายเป็นสารคดีเรื่องเกี่ยวกับชนเผ่า ฉายแต่ละวันไม่ซ้ำกัน ในมุมนึงของคาเฟ่ ข้างๆช็อปขายขายของที่ระลึก. ฉายผ่านทีวีที่อยู่ในตู้ เปิด Loop วนทั้งวัน มีเก้าอี้นั่งดูไม่กี่ตัว .. ตัวหนังเราเฉยๆ ไม่ได้ประทับใจเป็นพิเศษ

2. สถาบันฝรั่งเศส
ฉายสารคดีเกี่ยวกับกสิกรรมการเกษตร ซึ่งก็ไม่ได้ติดใจอะไร. ฉายผ่านจอทีวี LCD. สถานที่ฉายเป็นห้องโถงเล็ก ไม่มีแอร์ ที่นั่งดูจะเยอะกว่าที่แรกหน่อยนึง

3. Saffron Coffee
เป็นร้านกาแฟเล็กๆ เจ้าของเป็นฝรั่ง ตั้งอยู่ริมน้ำโขง มีหนังสั้นเกี่ยวกับกาแฟเรื่องเดียวสั้นๆไม่กี่นาที เป็นแบบ on demand คือใครสนใจจะดูก็บอกเค้า แล้วเค้าจะพาขึ้นไปนั่งดูมุมนึงของชั้นสอง ผ่าน Mac ตั้งโต๊ะจอใหญ่ (เค้าบอกว่าเราเป็นคนแรกที่ติดต่อขอดูเลย)

4. Big Tree Cafe (อยู่ใกล้ๆกับ Saffron Coffee)
เป็นหนังสั้นเยอรมัน 7 เรื่องคัดสรรโดย RUNNING REEL AND GOETHE-INSTITUTE THAILAND ฉายบนชั้นสองของร้านซึ่งเป็นมุมฉายหนัง ตอนฉายปิดไฟมืด นั่งดูจากจอโปรเจ็คเตอร์ มีเก้าอี้ที่นั่งดูเป็นเรื่องเป็นราว. มีกล้วยฉาบห่อเล็กๆและน้ำดื่มให้ทานฟรี. เจ้าของร้านเป็นผู้หญิง มีสามีเป็น Filmmaker (-> แต่ไม่เจอ). ฉายวันละรอบคือ 5 โมงเย็น แต่เราไปถึงก่อน แล้วพอดีเขาเห็นว่ามีคนมานั่งรออยู่แล้วประมาณ 2-3 คน เลยเปิดฉายให้เลย
ที่นี่รู้สึกเป็นหนังสั้นจริงๆ และเราประทับใจที่สุด

5. Ock Pop Tok: Heritage Shop
ร้านขายของเก๋ๆที่สินค้าทำจากผ้าต่างๆ มีเป็นพวกเสื้อ ตุ๊กตา งานหัตถกรรม คล้ายจิม ทอมป์สัน
ด้านหน้าเป็นคาเฟ่ ตอนกลางคืนเปิดไฟสวยงาม เดินเข้าไปหน่อยเป็นเรือนไทย ชั้นบนและชั้นล่างก็โชว์ของขาย โดยหนังสั้นจะฉายผ่านทีวี LCD ในห้องเล็กๆชั้นล่าง
หนังที่ฉายเป็นสารคดีเกี่ยวกับการค้นพบโบราณวัตถุในประเทศลาว ซึ่งเรา Enjoy กับมัน และนั่งดูอยู่นานพอสมควร

6. Friends Visitor Center (โรงหมอเพื่อนลาวสำหรับเด็กน้อย)
ฉายสารคดีเกี่ยวกับโรงพยาบาล .. สัมภาษณ์หมอ, จิตอาสาที่ช่วยเหลือเด็ก
ที่ฉายเป็นตึกแถวริมถนน (อยู่ตรงข้ามกับที่ 1.) เข้ามาจะเป็นส่วนขายของเพื่อเอาเงินสมทบทุนช่วยเหลือเด็ก เดินตรงไปข้างในจะเป็นเหมือนห้องสำหรับฉายหนัง มีเก้าอี้ยาวๆให้นั่งดู ตอนฉายก็ปิดไฟ. ส่วนชั้นเป็นแกลอรี่ โชว์ภาพถ่าย ซึ่งเราก็เดินขึ้นไปดูก่อนกลับ

7. @my library
ที่สุดท้าย เข้าไปในซอยลึกนิดๆ อยู่ในชุมขน. ไปถึงติดพักเที่ยง ประตูปิด ก็รอแปปนึง จนบ่ายโมงเขาก็เปิดประตูข้างหน้าออกมา และบอกว่าทางเข้าอยู่ข้างหลัง เราก็ไม่รู้
เลยเดินไปเข้าข้างหลัง .. เข้าไปถึง ก็พบว่าบ้านไม้ 2 ชั้นหลังนี้เหมือนเป็นห้องสมุดชุมชน มีเด็กนักเรียนนั่งเล่นคอมในโซนคอมด้านล่างที่มีหลายเครื่องอยู่. ด้านบนก็จะมีตู้หนังสือมากมาย มีโต๊ะให้นั่งอ่าน บรรยากาศห้องสมุด มองออกไปด้านหลังเห็นแม่น้ำ วิวสวยดี
ที่นี่เป็นหนังสั้นลาวแบบ on demand นั่งดูได้ตามอัธยาศัย ไฟล์อยู่ในคอม Mac มีหลายเรื่องให้เลือกชม.
นี่ก็เป็นอีกที่ถัดจาก Big Tree Cafe ที่ดูเป็นหนังสั้นจริงๆหน่อย

* สรุปชอบ Big Tree สุด , รองลงมาเป็น @my library *

—————————————————–

นอกจากไปร่วมเทศกาลแล้วแล้ว เราก็ได้มีโอกาสแวะชมสถานที่ไฮไลท์+สำคัญด้วย นอกจาก Night Market แล้วก็มี พระธาตุพูสี , วัดเชียงทอง , พระราชวังหลวงพระบาง (Royal Palace Museum) , ร้านเหล้า Utopia ที่ไปทั้งกลางวันและกลางคืนเลย : ตอนกลางวันก็เปิดแต่ขายอาหารทั่วไป ซึ่งคนละบรรยากาศเลย มีฝรั่งมานอนอาบแดดริมแม่น้ำโขงมากมาย แต่ตอนกลางคืนไฟสวย+บรรยากาศดี , ตลาดเช้าในตัวเมืองหลวงพระบาง (ตลาดทาหื่อเหม๋) และร้านขายดีวีดีหนัง ที่เรา Post ลงเพจไปเมื่อวันก่อน แล้วก็ยังได้ตักบาตรเข้าเหนียว มีพระเดินเป็นทางยาวในตอนเช้า แต่มีที่ติดใจหน่อยคือได้เข้าไปร้านอาหารตามสั่งริมถนนร้านหนึ่ง สั่งอาหาร 2 จานทำง่ายๆคือ ข้าวราดผัดกระเพราไก่ และไข่กระทะ แต่พอคิดเงินโดนไป 200 บาท!? สงสัยเห็นเป็นชาวต่างชาติ โคตรเคืองเลย (จริงๆคิดว่าเต็มที่ควรจานละไม่เกิน 80)
ที่หลวงพระบาง อาหารการกินเหมือนของไทยเลย รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ ลาวมีเหมือนไทยเป็นส่วนใหญ่ แม้กระทั่งทีวี ลาวก็รับสัญญาณจากไทย ทำให้เราดูอะไร เค้าก็ได้ดูหมด แต่บางอย่างที่ลาวมี แต่ไทยไม่มีก็มีนะ 😀

ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาถึงตรงนี้
ครั้งหน้าเราจะลงพื้นที่สำรวจเทศกาลหนังอะไร โปรดติดตามนะค้าบ

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.lpfilmfest.org
ภาพประกอบ http://www.facebook.com/pg/FilmClubRepublic/photos/?tab=albums

#LPFF2017

CHULAYARNNON SIRIPHOL / TEN YEARS THAILAND

พี่เข้ – 1 ใน ผกก. Thai Aurora !

TheBold.One

ในเมืองไทยมีศิลปินที่เลือกใช้สื่อทางวิดีโอและการแสดงทัศนศิลป์อยู่ไม่มากนัก และหนึ่งในนั้นที่เรียกได้ว่าเป็นศิลปินที่ผลิตผลงานคุณภาพ มีซิกเนเจอร์ชัดเจน โดยเฉพาะการเลือกตั้งคำถามกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในปัจจุบันมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตงานได้อย่างมีชั้นเชิง ก็คือ เข้ จุฬญาณนนท์ ศิริผล ที่เรามักจะเห็นชื่อของเขาปรากฎตามเทศกาลงานศิลปะทั้งในและต่างประเทศอยู่อย่างต่อเนื่อง กับครั้งนี้ที่เข้ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งใน 5 ผู้กำกับของโปรเจ็กต์ TEN YEARS THAILAND โปรเจ็กต์ใหญ่ระดับเอเชียที่เปิดกว้างให้เขาได้ใช้จินตนาการในการตั้งคำถามและหาคำตอบได้อย่างเต็มที่

18766772_748231248678302_5966975861225369811_oการปรากฎตัวในชุดมัธยมชายญี่ปุ่น
– จริงๆ แล้วมันมาจากโปรเจ็กต์ที่เคยทำ ชื่อว่า ข้างหลังภาพ (Behind the Painting) ซึ่งเริ่มต้นจากที่เรากำลังจะได้ไปเป็นศิลปินในพำนัก (Artist in Residency) ที่เมืองอาโอโมริ ประเทศญี่ปุ่น จากการที่เราเสนอโปรเจ็กต์ไปว่าเราจะหยิบวรรณกรรมไทยเรื่อง ข้างหลังภาพ ที่เคยมีการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์กลับมามองในมุมใหม่ ซึ่งหนึ่งในตัวเอกของเรื่องก็คือ นพพร นักศึกษาชายไทยที่ศึกษาอยู่ที่ญี่ปุ่น เราไปได้ชุดนักเรียนมัธยมญี่ปุ่นจากร้านมือสอง ก็เลยใช้ทั้งในโปรเจ็กต์ที่ทำและในชีวิตจริงด้วย เพราะเราว่ามันก็เรียบร้อยดี

IMG_9586ถ้าไม่ใช่นักเรียนญี่ปุ่น เข้จบการศึกษาจาก
– สถาบันฯ ลาดกระบัง สาขาภาพยนตร์และวิดีโอ เราเริ่มทดลองทำวิดีโอแนวนี้ตั้งแต่มัธยม ชอบและสนใจในกระบวนการสร้าง เลยเลือกศึกษาต่อ แต่พอเรียนไปเรื่อยๆ ช่วงประมาณปี 3 – 4 เป็นช่วงที่เราเรียนรู้กระบวนการทำงานภาพยนตร์มากขึ้น ทุกตำแหน่งมีความสำคัญหมด และในการเรียนคือทุกคนต้องหมุนเวียนเปลี่ยนไปทำหน้าที่ต่างๆ ที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่ถนัดหรือเป็นความสนใจด้วย ซึ่งน่าจะเป็นกระบวนการที่ทำให้เรารู้ว่าเราไม่เหมาะกับการทำภาพยนตร์แบบเล่าเรื่องที่ต้องมีตัวละคร มีโครงสร้างโครงเรื่องต่างๆ และอีกส่วนหนึ่งก็คือชอบงานที่สามารถทำคนเดียวหรือสเกลเล็กแบบ 2-3 คนมากกว่า เพราะมันเหมาะกับกระบวนการการสร้างสรรค์งานศิลปะของเรามากกว่าด้วย

งานทัศนศิลป์ (Visual Art) หรือ งานภาพยนตร์
– เราเริ่มจากการทำหนังสั้น ทำมาหลายเรื่องพอสมควร โดยส่วนใหญ่จะเป็นงานสารคดีกับงานทดลอง ทำประกวดบ้างหรือไม่ก็ส่งเทศกาลต่างๆ บ้าง แล้วก็ค้นพบว่าส่วนใหญ่จะเป็นงานทดลอง ซึ่งมันก็จะมีพื้นที่อีกแบบหนึ่งที่เหมาะกับการแสดงผลงานแบบนี้ นั่นคือการจัดแสดงเป็นนิทรรศการในแกลเลอรี่ กลายเป็นว่าผลงานของเราสามารถอยู่ได้ทั้งในแกลเลอรี่และเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ ด้วย จริงๆ เราว่ามันเป็นโจทย์คนละแบบ อย่างมีงานบางชิ้นที่เราก็ออกแบบมาเพื่อให้เป็นภาพยนตร์สั้นเท่านั้น หรือบางงานก็ออกแบบมาให้เป็นวิดีโอที่ฉายในแกลเลอรี่ ดังนั้นกระบวนตั้งต้นในการการออกแบบงานก็แตกต่างกัน อย่างภาพยนตร์สั้นมันก็ต้องการออกแบบเส้นเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละครต่างๆ ต้องระบุสถานที่ และก็ต้องมีการดำเนินเรื่อง แต่สำหรับงานวิดีโอสำหรับแกลเลอรี่จะต้องเน้นที่คอนเซ็ปต์มากกว่า โดยเราเลือกนำเสนอผ่านภาพเคลื่อนไหวทั้งหมด

อย่างงานล่าสุดที่กำลังจัดแสดงที่ SAC
– ชื่องาน Planking & Blinding ชิ้นนี้เหมาะกับอยู่ในแกลเลอรี่มากกว่า เพราะงานที่อยู่ในเทศกาลภาพยนตร์ คนดูจะต้องดูภาพยนตร์ตั้งแต่ต้นจนจบ จาก 1 ไปถึง 10 โดยที่ไม่ได้ลุกไปไหน แต่สำหรับผลงานในแกลเลอรี่ เราไม่สามารถกำหนดคนดูได้ว่าเขาจะได้ดูช่วงไหน ดูเมื่อไหร่ หรือเริ่มดูตรงจุดไหน เพราะฉะนั้นตัววิดีโอที่ปรากฏออกมาก็ควรจะต้องไม่ยาวมาก เดินผ่านมาดูเพียงแค่นาทีเดียวก็สามารถเข้าใจแมสเสจได้

Planking & Blinding
– มันเกิดจากที่เราคิดว่า ความจริงมันมีหลายชุดซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเชื่อว่ามันจริง ทั้งยังต้องอยู่ในบริบทใดๆ อีก เพราะฉะนั้น เราจึงไม่สามารถตัดสินความจริงชุดใดชุดหนึ่งได้ว่าเป็นความจริงแท้ อย่างงาน Planking เราก็ทำช่วงที่การทำ Planking กำลังเป็นที่นิยม แล้วเราก็รู้สึกอยากเล่นด้วย แต่ก็ไม่อยากเล่นเฉยๆ ก็เลยทำเป็นวิดีโอ Planking ในที่ต่างๆ ทุก 8 โมงเช้าและ 6 โมงเย็น ช่วงเวลาของเพลงชาติ ภาพที่ออกมาก็จะเห็นคนที่กำลังหยุดยืนอยู่รอบๆ ส่วน Blinding จะเป็นช่วงประกาศเคอร์ฟิว เราออกมาถือกระดาษเปล่าสีขาว ไปปรากฎตัวอยู่ตามที่ต่างๆ ที่เคยมีการชุมนุมมาก่อน ซึ่งตอนถ่ายก็มีตำรวจมาถามว่า ทำอะไร เพื่อนที่เป็นช่างภาพก็เลยตอบไปว่า “ถ่ายหนังรักอยู่ครับ”…

View original post 244 more words

หิมพานต์ อวตาร (2017)

Himmapan Avatar” เป็นโชว์ 4 มิติ อ้างอิงจากตำนาน “หิมพานต์ ทั้งสัตว์และสถานที่ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่น่าจะรู้จักหรือคุ้นเคยดี. ด้วยเทคนิคลม-พายุ-ฝนเปียกจริง และมีนักแสดงว่าเล่นกับคนดูราว 45 นาที จากนั้นก็จะให้เราเดินมาอีกห้องหนึ่งคือ ห้องป่าหิมพานต์ เพื่อดูโชว์ซึ่งเป็นเรื่องที่ดำเนินต่อจากห้องเธียเตอร์อีกประมาณ 10 นาที แล้วก็จบ จากนั้นก็เปิดโอกาสให้คนดูถ่ายรูปกับนักแสดง

โดยรวม โชว์นี้อลังการทั้งชุดคอสตูมและการออกแบบงานสร้าง เทียบเท่าระดับโลกได้สบาย แต่ถ้าเทียบกับ Kaan Show ที่พัทยา .. การแสดงบนเวที Kaan Show เหนือกว่า เพราะมีการเล่นกับคนดู มีหุ่นตัวใหญ่ มีสัตว์ ในขณะที่ Himmapan Avatar บนเวทีจะลูกเล่น+ความอลังการน้อยกว่า Kaan นิดนึง แต่ HMP ก็มีหุ่น (พญานาค ที่ไม่ใหญ่มาก) และด้านหลังที่เป็นจอขนาดใหญ่เหมือนกัน

และจุดหนึ่งที่ Kaan Show ไม่มีคือ การมีอีกห้องหนึ่ง (ป่าหิมพานต์) รวมถึงลูกเล่นทางเข้าโรงละคร .. ทางเดินเข้าโรงละคร HMP เนรมิตเป็นถ้ำ มีนักแสดงสวมบทบาทยืนอยู่ตามทางเดินในถ้ำด้วย ซึ่งทำให้คนดูส่วนร่วมกับโชว์จริงๆ .. สรุปว่าชอบพอๆกัน เพราะมีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้วทั้ง 2 โชว์ เด็กๆน่าจะชอบและประทับใจ เพราะเต็มไปไปด้วย Effect และการแสดงที่มีสีสัน

(ที่ HMP ไม่มีช็อปที่ระลึก เหมือน KAAN / มีเพียงสมุดภาพที่ระลึกจำหน่ายอย่างเดียวน้ะ)

Show DC
08.10.17

Tomorrow I Will Date With Yesterday’s You (2016)

Tomorrow I Will Date With Yesterday’s You
(Takahiro Miki / 2016)

ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ … ?

เรื่องราวของคู่รักคู่หนึ่งที่มีเวลาชีวิตสวนกัน ดำเนินคู่ขนานกันไป .. ฝ่ายชายมีเวลาเดินหน้า ส่วนฝ่ายหญิง มีเวลาเดินถอยหลัง. นับว่าเป็น Big Idea ที่น่าสนใจ ตัวหนังนำเสนอออกมาได้น่ารัก-โรแมนติกตามสไตล์และตามมาตรฐานหนังญี่ปุ่น + ภาพฟรุ้งฟริ้ง งดงาม. บทสรุปค่อนข้างเศร้า. นึกถึง The Curious Case of Benjamin Button (2008) ที่ไอเดียคล้ายกัน แต่หลายองค์ประกอบ Epic กว่าเพราะเป็น Hollywood สร้าง

นักแสดงนำทั้งสองคนดูเคมีเข้ากันดี. ประเด็นที่ได้รับคือ ถ้าเราล่วงรู้ถึงอนาคต เราจะดำเนินชีวิตไปตามสิ่งที่เห็นล่วงหน้าหรือไม่ .. หรือเราจะกำหนดทางเดินชีวิตใหม่ของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามแผนในอนาคต

ระหว่างการไม่ได้รู้จักความรัก กับ ถ้ามีความรักแล้วต้องเจ็บปวดในท้ายที่สุด .. คุณจะเลือกแบบไหน?

สรุปคือชอบเรื่องนี้ประมาณหนึ่ง แต่ไม่ถึงกับชอบมาก ◡̈

(หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาดูเพราะมีรุ่นน้องที่กำลังเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่นแนะนำมา)

————–

* สร้างจากหนังสือนิยายชื่อเดียวกัน เขียนโดย Takafumi Nanatsuki
* เข้าฉายบ้านเราเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
* ตัวอย่างภาพยนตร์ : https://youtu.be/QViRFUq5wPs

Live Like Missing (2015)

Live Like Missing
(2015 / กานต์ชนิต โพธิ์สวัสดิ์)

ภาพยนตร์ความยาว 60 นาที เล่าถึง “เพิร์ธ” เด็กหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบมาหาลัยกับความรู้สึกที่มีต่อสิ่งที่เขาพบเจอหลังจากเรียนจบ สะท้อนผ่านการเลี้ยงดูของแม่, ที่อยู่อาศัยกับความเป็นส่วนตัว. เพราะบ้านที่เป็นโรงงานเลยทำให้มีกล้องวงจรปิดที่เป็นเหมือนกับเป็นการจับตาดูเขาอยู่ตลอด โดยปราศจากความเป็นส่วนตัวในชีวิต เป็นสาเหตุให้เขาเกิดการต่อต้าน ตัวอย่างเช่น ฉากที่เพิร์ธสูบบุหรี่ในบริเวณที่ไม่มีการจับภาพจากกล้องวงจรปิด

Life Like Missing เหมือนเป็นบันทึกความทรงจำของผู้สร้าง จากการที่ตัวละครย้อนกลับไปที่บ้านเก่าคราวที่เคยอยู่สมัยเด็ก เมื่อเห็นถึงข้าวของเพิร์ธก็ย้อนนึกถึงเรื่องราวในอดีต .. ในขณะที่บทสรุปก็พูดถึงอนาคต กับบ้านหลังใหม่ที่กำลังก่อสร้างขึ้นโดยแม่ที่เลี้ยงดูเขามา (แต่ดูเหมือนไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่) แม่คาดหวังไว้ว่าการสร้างที่นี่จะเป็นอนาคตของเพิร์ธ แต่เขาอยากจะไปเรียนต่อต่างประเทศมากกว่า

มันทำให้เราย้อนนึกว่า บางทีการกระทำของเราอาจจะไปครอบงำ (ความคิด) หรือ บงการชีวิตของคนอื่นโดยไม่รู้ตัวอยู่หรือเปล่า .. แม่ควรจะปล่อยให้ลูกได้เป็นในสิ่งที่เค้าอยากเป็น ให้เค้าได้มีวิถีชีวิตแบบที่ต้องการ ได้คิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง .. เพราะสิ่งที่ชอบคิดและชอบทำ จะเป็นตัวกำหนดความเป็นตัวเราขึ้นมาในที่สุด

Ps. นักแสดงทุกคนในเรื่องแสดงได้เข้ากับคาแรคเตอร์ที่ได้รับมั่ก ◡̈