Tomorrow I Will Date With Yesterday’s You (2016)

Tomorrow I Will Date With Yesterday’s You
(Takahiro Miki / 2016)

ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ … ?

เรื่องราวของคู่รักคู่หนึ่งที่มีเวลาชีวิตสวนกัน ดำเนินคู่ขนานกันไป .. ฝ่ายชายมีเวลาเดินหน้า ส่วนฝ่ายหญิง มีเวลาเดินถอยหลัง. นับว่าเป็น Big Idea ที่น่าสนใจ ตัวหนังนำเสนอออกมาได้น่ารัก-โรแมนติกตามสไตล์และตามมาตรฐานหนังญี่ปุ่น + ภาพฟรุ้งฟริ้ง งดงาม. บทสรุปค่อนข้างเศร้า. นึกถึง The Curious Case of Benjamin Button (2008) ที่ไอเดียคล้ายกัน แต่หลายองค์ประกอบ Epic กว่าเพราะเป็น Hollywood สร้าง

นักแสดงนำทั้งสองคนดูเคมีเข้ากันดี. ประเด็นที่ได้รับคือ ถ้าเราล่วงรู้ถึงอนาคต เราจะดำเนินชีวิตไปตามสิ่งที่เห็นล่วงหน้าหรือไม่ .. หรือเราจะกำหนดทางเดินชีวิตใหม่ของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามแผนในอนาคต

ระหว่างการไม่ได้รู้จักความรัก กับ ถ้ามีความรักแล้วต้องเจ็บปวดในท้ายที่สุด .. คุณจะเลือกแบบไหน?

สรุปคือชอบเรื่องนี้ประมาณหนึ่ง แต่ไม่ถึงกับชอบมาก ◡̈

(หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาดูเพราะมีรุ่นน้องที่กำลังเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่นแนะนำมา)

————–

* สร้างจากหนังสือนิยายชื่อเดียวกัน เขียนโดย Takafumi Nanatsuki
* เข้าฉายบ้านเราเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
* ตัวอย่างภาพยนตร์ : https://youtu.be/QViRFUq5wPs

Advertisements

Live Like Missing (2015)

Live Like Missing
(2015 / กานต์ชนิต โพธิ์สวัสดิ์)

ภาพยนตร์ความยาว 60 นาที เล่าถึง “เพิร์ธ” เด็กหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบมาหาลัยกับความรู้สึกที่มีต่อสิ่งที่เขาพบเจอหลังจากเรียนจบ สะท้อนผ่านการเลี้ยงดูของแม่, ที่อยู่อาศัยกับความเป็นส่วนตัว. เพราะบ้านที่เป็นโรงงานเลยทำให้มีกล้องวงจรปิดที่เป็นเหมือนกับเป็นการจับตาดูเขาอยู่ตลอด โดยปราศจากความเป็นส่วนตัวในชีวิต เป็นสาเหตุให้เขาเกิดการต่อต้าน ตัวอย่างเช่น ฉากที่เพิร์ธสูบบุหรี่ในบริเวณที่ไม่มีการจับภาพจากกล้องวงจรปิด

Life Like Missing เหมือนเป็นบันทึกความทรงจำของผู้สร้าง จากการที่ตัวละครย้อนกลับไปที่บ้านเก่าคราวที่เคยอยู่สมัยเด็ก เมื่อเห็นถึงข้าวของเพิร์ธก็ย้อนนึกถึงเรื่องราวในอดีต .. ในขณะที่บทสรุปก็พูดถึงอนาคต กับบ้านหลังใหม่ที่กำลังก่อสร้างขึ้นโดยแม่ที่เลี้ยงดูเขามา (แต่ดูเหมือนไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่) แม่คาดหวังไว้ว่าการสร้างที่นี่จะเป็นอนาคตของเพิร์ธ แต่เขาอยากจะไปเรียนต่อต่างประเทศมากกว่า

มันทำให้เราย้อนนึกว่า บางทีการกระทำของเราอาจจะไปครอบงำ (ความคิด) หรือ บงการชีวิตของคนอื่นโดยไม่รู้ตัวอยู่หรือเปล่า .. แม่ควรจะปล่อยให้ลูกได้เป็นในสิ่งที่เค้าอยากเป็น ให้เค้าได้มีวิถีชีวิตแบบที่ต้องการ ได้คิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง .. เพราะสิ่งที่ชอบคิดและชอบทำ จะเป็นตัวกำหนดความเป็นตัวเราขึ้นมาในที่สุด

Ps. นักแสดงทุกคนในเรื่องแสดงได้เข้ากับคาแรคเตอร์ที่ได้รับมั่ก ◡̈

My Favourite Films of 2016

ok-copy
*คลิกชื่อเรื่องเพื่อชม Trailer*

ดูในโรง :

Anomalisa‬ (2015)
Dirs: Charlie Kaufman, Duke Johnson / USA
บรรทัดฐานของคำว่า “ธรรมดา” , “พิเศษ” และ “แปลกต่าง”‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬

The Promise [คิดถึงครึ่งชีวิต] (2016)
Dir: Chanaphon Rinla / Thailand
คำสัญญามีค่ากับคนที่เห็นค่ามัน

Train to Busan (2016)
Dir: Sang-ho Yeon / South Korea
ธาตุแท้ของคนในช่วงวิกฤต!!

Long Story Shorts: Lost in Blue [ระหว่างเราครั้งก่อน] (2016)
Dirs: Aekaphong Saranset, Jirassaya Wongsutin, Paphawee Jinnasith / Thailand
ความเป็น(เด็กสาว)วัยรุ่น – เพศ – ความรัก

From Bangkok To Mandalay [ถึงคน..ไม่คิดถึง] (2016)
Dir: Chartchai Ketnust / Thailand, Myanmar
หนังแนวรักไม่สมหวังอีกเรื่องที่กินใจ + เล่นกับความเป็นพม่าในหลายบริบทได้ดี + ซาบซึ้งและเศร้าสร้อยในเวลาเดียวกัน

(จาก 70 เรื่อง)

 


 

ok-copy-copy

 

ไม่โรง :

Children of Nature (1991)
Dir: Friðrik Þór Friðriksson / Iceland
คนชรา. เซอร์เรียล. ไอซ์แลนด์.
เป็นหนังที่พูดถึงคนวัยไม้ใกล้ฝั่งได้งดงามเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยดูมา

The Prophet (2014)
Dirs: Roger Allers & 9 Filmmakers / USA, CAN, FRA, IRE, LEB, QAT
พลังแห่งอิสรภาพ. ความรักที่เติบโต. การกำเนิดอันบริสุทธิ์.
สร้างจากหนังสือ “ปรัชญาชีวิต” โดย คาลิล ยิบราน

Cemetery of Splendor [รักที่ขอนแก่น] (2015)
Dir: Apichatpong Weerasethakul / Thailand
นึกถึงในหลวงนอนป่วยบนเตียง

Wild Tales (2014)
Dir: Damián Szifrón / Argentina, Spain
โหด-ดิบ-เถื่อน. เลว-ชั่ว-ระยำหมา. สุดโต่ง-สุดตีนนน.

Mr. Nobody (2009)
Dir: Jaco Van Dormael / CAN, BEL, GER, FRA
เลือก สิ เลือก .. เพราะชีวิตคนเรา ทุกวินาทีคือการ “เลือก” ตัดสินใจทำ-ไม่ทำอะไร เสมอ

(จาก 20 เรื่อง)

บันทึกหลังชม Fantastic Beasts and Where to Find Them (2016)

บันทึกหลังชม Fantastic Beasts and Where to Find Them (2016)
7 พ.ย. 59 / IMAX, Siam Paragon

tumblr_o5qm6asisg1v5sgnlo1_500

 

วันนี้มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Fantastic Beasts and Where to Find Them (สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่) รอบ Final Check ณ โรง Imax สยามพารากอน ในระบบ 3D  เราจะขอพูดถึงหนังด้วยความเห็นส่วนตัว ดังนี้..

โดยภาพรวม ในฐานะที่เป็นภาคเปิด Series ส่วนตัวเราชอบมากกว่า Harry Potter ภาคแรก ตรงที่ตอนท้ายของเรื่องนี้ ซาบซึ้งกินใจ และมีจุดที่ Impact เรียกน้ำตาเราโดยไม่รู้ตัว (เดี๋ยวตรงนี้จะมาขยายความตรงนี้ในตอนท้าย) แค่นี้ก็ได้ใจเราไปเต็มๆเลย

ขอชื่นชม J.K. Rowling นักเขียนชื่อดังที่สอบผ่านในฐานะคนเขียนบทหนังเรื่องแรก จากที่เคยเขียนหนังสือนิยาย เมื่อถูกเปลี่ยนมาเป็นการเขียนในฟอร์มบทหนัง การสร้างเรื่อง+จินตนาการของเธอยังคงเจ๋งและไหลลื่น

จากหนังสือสารานุกรมสัตว์เล่มบาง ๆ ที่มีแต่เนื้อหาสาระเพียว ๆ ชื่อเดียวกับหนังได้ถูกนำมาถ่ายทอดและต่อขยายเป็นเรื่องราวในฟอร์มของภาพยนตร์ได้อย่างมีจังหวะและลงตัว ถือเป็นการเปิดจักรวาลใหม่ต่อได้อีกยาว ๆ แบบสบาย .. คราวนี้เปลี่ยนมาเป็นโลกเวทมนตร์ในอเมริกา (ที่นี่เรียกคนธรรมดาว่า No-Maj นะไม่ใช่ Muggle เหมือน HP) และได้ข่าวว่าจะทำ 5 ภาค .. แฟนคลับแฮร์รี่ตามต่อ แฟนคลับรุ่นใหม่ที่ไม่รู้จักแฮร์รี่ก็คงเริ่มตามดูนับจากนี้

Mood & Tone ของเรื่องนี้ ดูผู้ใหญ่กว่า HP / เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์วิเศษหลุดออกมาและพระเอกต้องตามจับชุลมุนวุ่นวายสนุกสนาน สอดแทรกอารมณ์ขันเป็นระยะ เสริมด้วยความรักกุ๊กกิ๊กน่ารัก .. เด็กๆที่ชอบการไปเที่ยวสวนสัตว์, คนรักสัตว์ หรือชอบเรื่องสัตว์อยู่แล้ว น่าจะถูกใจได้ไม่ยาก

ชื่นชมเทคนิคการสร้างสัตว์ได้มีเสน่ห์น่าสนใจ บทให้ความสำคัญและมี Moment ดีๆของสัตว์ครบทุกตัว ที่สำคัญเป็นสัตวใหม่ๆไม่ซ้ำใน HP เลย .. ยิ่งไปกว่านั้น สัตว์ที่ออกมาใน Climax นี่ CG อย่างอลังการ ระทึกหัวใจจะวาย LOL (บรรยากาศ/สภาพแวดล้อมช่วง Climax คล้าย Suicide Squad แต่เรื่องนี้ทำถึงและพีคส์กว่ามาก)

เราขอแนะนำให้ดูเรื่องนี้ในระบบ IMAX 3D เพราะหนังเล่นกับระบบ 3 มิติได้ดีมากๆ .. เรื่องนี้ใช้เทคนิค 3D Frame Break ที่บางฉากจะพุ่งทะลุขอบดำบน-ล่างจอ / พุ่งทะลุจอออกมานอกจอ (มากกว่าหนังที่ฉายในระบบ IMAX ที่เคยดูมาในระยะหลังๆ) นึกถึง Life of Pi .. จำได้ว่ามีซีนนึงที่มีปลากระโดดออกมาอยู่เหมือนกัน

การแสดง … เราค่อนข้างเซอร์ไพร์สกับ Ezra Miller ในคาแรคเตอร์ Credence Barebone มาก! ตีบทแตก เล่นดีสูสีกับ Eddie Redmayne หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ใครที่ยังไม่ได้ดู แนะนำให้จับตาดูคาแรคเตอร์นี้ไว้ดีๆ มีเซอร์ไพรส์หนักมากตอนท้าย + หลายคนคงไม่คาดคิดแน่ๆ (ถึงตอนจบนี่เราเข้าใจเลยว่าทำไมทั้งเรื่อง Credence ถึงมีคาแรคเตอร์แบบนั้น) รวมถึงเคมีที่ดูเข้ากันดีระหว่างพระเอก-นางเอก / คือทีมงานเลือก Cast มาได้เหมาะสมกันดี .. ทุกตัวละครเลย

+ แต่เมื่อ Newt, Jacob และ Tina รวมทีมผจญภัยด้วยกันแล้ว ทำไมมันทำให้เรานึกถึง Harry, Ron และ Hermione ขึ้นมาได้นะ..

ส่วนดนรีประกอบ ... ก็ทำได้มาตรฐานเหมือนเช่น HP เคยทำมาแล้ว / เพลง Theme เรื่องนี้ซึ่งเป็นคิวสั้นๆนี่ติดหูมาก มันถูกใส่เข้ามาตั้งแต่ไตเติ้ลเรื่อง และก็ได้ยินเป็นระยะทั้งเรื่องจนจบ

+ เดาว่าพอเห็นไตเติ้ลขึ้น แฟนคลับ HP ที่ดูรอบแรกจะต้องปรบมือกรี๊ดกร๊าดเพราะรอคอยหนังเรื่องนี้มานานแน่นอน เหมือนกับที่เราดู Star Wars: The Force Awakens รอบ Fan Meet พอไตเติ้ลขึ้นนี่ทั้งโรงพร้อมใจกันปรบมือกันลั่นโรงเลย+++

—————————————————————–

FB พูดถึงอะไร ?
: การต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว / ด้านมืดปะทะด้านสว่าง ..
โดยส่วนตัวยะงทำให้นึกถึง HP นะ .. J.K. ยังหนีไม่พ้นการนำเสนอประเด็นพวกนี้
+ แฝงด้วยประเด็นเกี่ยวกับการเมือง (การต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมของ Mary Lou)

วกลับมาพูดถึงฉากที่ประทับใจท้ายเรื่อง จากที่กล่าวไว้ในตอนต้นนั้น นั่นก็คือ..
ฉากที่ธันเดอร์เบิร์ดบินขึ้นบนไปฟ้าเพื่อนำน้ำยาลบความจำโปรยให้ชาวนิวยอร์กทั้งเมือง ด้วยการทำให้ฝนน้ำยาลบความจำตกลงมา… ที่เราซาบซึ้งเพราะ การดูในช่วงนี้ทำให้นึกถึงในหลวงและโครงการฝนหลวงของท่าน .. ฝนที่หยดลงมา ทำให้แผ่นดินกลับมาอุดมสมบูรณ์ดังเดิม รวมไปถึงการที่เหล่าผู้วิเศษต่างพากันเสกบ้านเมืองกลับคืนสู่สภาพเดิม มันรู้สึกตื้นตันที่เห็นทุกคนร่วมมือกันทำให้บ้านเมืองกลับมาปกติดังเดิมเหมือนว่าไม่มีเรื่องราวความรุนแรงใดๆเกิดขึ้น

แล้วเราก็นึกถึงช่วงเวลาที่บ้านเราเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง หรือภัยพิบัติต่างๆ .. ต่อให้เสียหายขนาดไหน ถ้าทุกคนร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจกันคนละนิดคนละหน่อย เชื่อว่ามันจะสามารถฟื้นคืนกลับมาเหมือนเดิมได้แน่นอน
วันร้ายๆผ่านพ้นไป ความทรงจำที่เลวร้ายของคนก็หายไป วันใหม่ที่สดใสมาแทนที่

—————————————————————–

ความทรงจำอันเลวร้ายบางเรื่องก็ยากจะลืมเลือน ..
แต่ในหนังทำให้เราเห็นว่าด้วยฝนน้ำยาลบความจำ ทุกคนก็พากันลืมไปได้สนิทใจ พร้อมจะก้าวต่อไป เผชิญหน้ากับวันใหม่โดยที่ไม่หันหลังกลับไปมองสิ่งเลวร้ายที่ผ่านมา

น้ำยานี้ พอจะมีอยู่จริงในโลกของเราไหมนะ.. และจะหาได้จากไหน..
เราแค่อยากจะมอบให้คนที่มีความทรงจำเลวร้าย และยังคงลืมมันไมได้จนถึงทุกวันนี้

รวมรีวิวหนัง The Revenant (2015)

Feat.
New Voice
ป๊อปคอร์นแคลอรี่
Alwa Ritsila
เปเป้ มาทีไรสั่งแต่ผัดขี้เมา
Bwc Capper

………………………………………….

ภาพสวยมากก / Plot ธรรมดาว่าด้วยการแก้แค้น / เป็นงาน Craft เน้นความสมจริง / เห็นถึงความตั้งใจ+ความถึกของทีมงานและนักแสดง

New Voice

———————————————————————————————————–

002

ภาพยนตร์เรื่อง The Revenant ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องจริง กำกับและร่วมเขียนบทโดยผู้กำกับชื่อดังเจ้าของรางวัล Academy Award “อเลฮานโดร กอนซาเลซ อินาร์ริตู” (จาก Birdman, Babel) เป็นเรื่องราวระหว่างการสำรวจป่าอเมริกาที่ยังไม่ถูกบันทึกลงแผนที่ เมื่อนักสำรวจแห่งตำนาน ฮิวจ์ กลาส (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) ถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมและถูกเพื่อนร่วมทีม จอห์น ฟิตซ์เจอรัลด์ (ทอม ฮาร์ดี้) ปล่อยทิ้งไว้ให้ตายเพียงลำพัง เขามีเพียงกำลังใจเป็นอาวุธในการต่อสู้ กลาสต้องทนต่อสภาพที่เหน็บหนาวอย่างรุนแรง เขาต้องหาทางรอดชีวิตและแก้แค้นฟิตซ์เจอรัลด์

ภาพยนตร์มีประเด็นที่น่าสนใจในการเล่าเรื่องซึ่งว่าด้วยการล่าอาณานิคมและต้นกำเนิดชาติอเมริกาในช่วงรอยต่อของอารยะธรรมเก่าและใหม่ของการเป็นผู้ล่าอาณานิยมและชนพื้นเมือง การผูกโยงเรื่องราวของการต่อสู้ของชาติพันธุ์ที่ถูกตั้งคำถามและตีความในด้านความเชื่อและถูกผสมผสานและกลืนกินของโลกที่หนังได้สร้างขึ้น

ผ่านการเอาตัวรอดของตัวละครของ ฮิวจ์ กลาส ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในด้านสภาวะทางจิตในมิติที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ สะท้อนให้เห็นถึงการอยู่ในสภาวะของวิกฤตแห่งศรัทธาและความเป็นจริงที่โหดร้ายในสภาวะแวดล้อมของโลกของความรุนแรง ซึ่งด้วยประเด็นดังกล่าวนี้ ภาพยนตร์สามารถเนรมิตงานด้านเทคนิคออกมาได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นงานด้านภาพและเสียงที่สอดประสานถึงความชัดตื้นและลึกในมิติของภาพหรือสิ่งแวดล้อมในภาพยนตร์ให้กลายเป็นโลกเสมือนจริงที่สร้างน้ำหนักและความสมจริงให้กับเรื่องราว ทั้งยังสะท้อนให้เห็นสภาวะจิตใจของตัวละครได้เป็นอย่างดี

แม้ว่าประเด็นของภาพยนตร์มีนั้นจะมีความน่าสนใจในการตีความและการขยายภาพในประเด็นการล่าอาณานิคมต่างๆ แต่ก็เป็นจุดอ่อนของหนังเช่นกันในแง่ของประเด็นที่สืบเนื่องกัน ทำให้ตัวภาพยนตร์ยังไม่สามารถที่จะตามเก็บได้หมดเท่าที่ควร ซึ่งทำให้น้ำหนักของประเด็นด้านต่าง ๆ ถูกลดทอนไปด้วย

ทว่าเรื่องการแสดงนั้น ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ถือว่าได้สร้างบรรทัดฐานใหม่จากผลงานแสดงก่อน ๆ ในด้านมิติและระดับจิตใจตัวละครที่สูงขึ้น รวมถึงการแสดงของ ทอม ฮาร์ดี้ ก็ช่วยสร้างมิติให้ตัวละครที่เสมือนเป็นคู่ตรงข้ามออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

ป๊อปคอร์นแคลอรี่

———————————————————————————————————–

003

หนังไม่มีอะไรมาก คือการเอาชีวิตรอดจากป่า อินเดียนแดง การบาดเจ็บของตัวเอง การแก้แค้น แมสเสจเรื่องพระเจ้า การปล่อยวางหน่อยๆ กรรมดีกรรมชั่ว พล็อตจริงๆไม่เยอะ แต่มันยืดไปสองชั่วโมงกว่า เพราะคงตั้งใจทำโทนในแบบช้าๆ เน้นซึมซับบรรยากาศอันงดงามแต่เยือกเย็นและเลือดเย็น แอบรู้สึกว่าเหมือนเป็นงาน ผู้กำกับอยากปล่อยของ/โชว์ฝีมือ มากกว่าจะจับคนดูหน่อยๆ

ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าตัดเหลือสักชั่วโมงครึ่ง ใส่ดนตรีเร้าๆ อาจจะเป็นหนังตลาดๆที่สนุกเอาบันเทิงเรื่องนึงเลยก็ได้นะ

แต่งานภาพเรื่องนี้คือดี ถ่ายสวย จนเราจินตนาการเตลิดระหว่างดูเลยนะว่าย้อนไปแบบยุคช่วงก่อน ไม่มีบ้านเมือง พื้นที่โลกส่วนมากจะเป็นป่าอลังการแบบในหนัง คนยุคนั้นจะอยู่ยังไง กลางคืนนี่แม่งมืดชิบหายเลย โห ภูเขาใหญ่เหี้ยๆ โอ..งดงาม (ซึ่งไม่เกี่ยวกับเส้นหนังเท่าไหร่)

ลีโอแสดงดีมาก แต่ลีโอคือลีโอ บิ้กเนมอ่ะ เหมือน ทอม ครูซ ดูเรื่องไหนก็คือ ทอม ครูซ แต่ ทอม ฮาร์ดี้ แสดงดีกว่านะเราว่า ดูแล้วลืมว่านั่นคือ ทอม ฮาร์ดี้ แห่ง Mad Max ไปเลย (ถึง Drive ตัวละครจะดูพิลึก)

สรุป.. สนุกดี บันเทิงแบบเหนื่อยๆหน่อย มาดูภาพงาม สถานที่งามๆ การแสดงดีๆ โปรดักชั่นเนี้ยบๆ classy

Alwa Ritsila

———————————————————————————————————–

004

“เดอะ เรเวแนนท์” (The Revenant) ภายใต้บังเหียนของ อเลฮานโดร จี อินาร์ริตู (Alejandro G. Iñárritu) พาเรากระโจนสู่การผจญภัยภายใต้ห้วงเวลาประวัติศาสตร์ปี ค.ศ.1823 ในทวีปอเมริกา และสำรวจจิตวิญญาณการมีชีวิตของมนุษย์ผ่านตัวละครหลักอย่าง “ฮิวจ์ กลาส” (Huge Glass) หนึ่งในคณะนักล่าขนสัตว์ ผู้ถูกหมีกรีซลีย์ทำร้ายจนได้รับบาดแผลฉกรรจ์ขณะล่าถอยจากการโจมตีของชาวพื้นเมืองอเมริกา อาริคารา (Arikara) และถูกเพื่อนร่วมคณะ จอห์น ฟิตซ์เจอรัลด์ (John Fitzgerald) ทรยศ ทั้งฆ่าลูกชายและทิ้งให้กลาสนอนรอความตาย อันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กลาสเลือกที่จะมีชีวิต ฝ่าฟัน และเอาชีวิตรอด เพื่อที่จะกลับไปแก้แค้นฟิตซ์เจอรัลด์

ภาพยนตร์เป็นที่น่าจดจำในสายตาของเราโดยเฉพาะการถ่ายทำฉากทิวทัศน์ แสงสี ภายใต้บรรยากาศทั้งในป่าและฤดูเหมันต์ ทัศนียภาพฉากต่าง ๆ สวยไร้คำบรรยาย ติดตาตรึงใจ สิ่งนี้ทะลุพุ่งสู่สายตาเราจนไม่อาจลืมเลือนแม้กระทั่งเดินออกจากโรงภาพยนตร์ เช่นเดียวกับฉากแอ็กชั่นช่วงต้นเรื่องและท้ายเรื่อง การถ่ายภาพที่พุ่งเจาะจงไปที่ใบหน้าของตัวละคร เหมือนพยายามขับเน้นอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครนั้น ทำให้รู้สึกตื่นเต้น หวาดหวั่น และน่าติดตาม โดยเฉพาะตอนฉากต้นเรื่องนั้นเป็นฉากแอ็กชั่นที่น่าจดจำ เพราะการสร้างความหวาดหวั่นในช่วงดังกล่าวทำให้เรารู้สึกร่วมได้

นอกจากนี้ เรายังชอบความรู้สึกสมจริงที่ได้รับจากภาพยนตร์ และรู้สึกดีเป็นพิเศษกับการสร้างแรงบันดาลใจจากเศษเสี้ยวทางประวัติศาสตร์ยุคบุกเบิกดินแดนและอาณานิคม อาจเป็นเพราะความรู้พื้นฐานอันน้อยนิดในช่วงเวลาดังกล่าวจากความขัดแย้งระหว่างชาวพื้นเมืองและผู้บุกเบิกอาณานิคม ซึ่งภาพยนตร์แสดงออกมาจนเรารู้สึกถึงภาวะปัญหาสร้างความกระอักกระอ่วนใจตรงนี้ได้

อย่างไรก็ตาม The Revenant กลับไม่ได้ประเคนอารมณ์รุนแรงอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู อย่างที่คาดหวัง ทำให้เราไม่ได้เห็นลีโอ หรือตัวละครอื่น ๆ ประเคนการแสดงผ่านทางบทพูดมากนัก แต่เป็นการแสดงผ่านทางสีหน้าและอารมณ์ ตรงนี้เราก็ชอบ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับมนุษย์นก (Birdman / หนังเรื่องก่อนของผู้กำกับอเลฮานโดร) เราชอบแบบมนุษย์นกมากกว่า

สำหรับความรู้สึกของต่อตัวละคร เรามีความรู้สึกว่าลีโอนาร์โดไม่ได้แบกภาพยนตร์ไว้คนเดียว ไม่ได้โดดเด่นทะลุออกมา แต่ตัวละครอื่น ๆ ใน The Revenant นั้นแสดงออกมาได้ดี และร่วมกันแบกภาพยนตร์ไปด้วยกัน ซึ่งตรงนี้ มันให้ความรู้สึกเหมือน Spotlight เลย

สุดท้าย เพียงแค่ฉาก, การถ่ายทำ ก็เพียงพอให้เราประทับใจมิรู้ลืม และขอยกให้ The Revenant เป็นภาพยนตร์ครอบครัวแห่งปี 2015 นะจ๊ะนะจ๊ะ  (ให้ 8.75 คะแนน)

เปเป้ มาทีไรสั่งแต่ผัดขี้เมา

———————————————————————————————————–

005

The Revenant (Alejandro G. Iñárritu / USA / 2015)

ถ้าจะให้จับคู่หนังบนเวทีรางวัลออสการ์ Spotlight กับ The Big short ก็ดูเป็นหนังที่มีจุดร่วมกันในฐานะที่เป็นหนังออฟฟิศหลากตัวละครและเต็มไปด้วยบทสนทนา แถมยังเป็นคู่ตรงข้ามของความสมจริงและหลุดโลกจนดูเหมือนเป็นคู่แข่งกัน และยังช่วยขับเน้นความโดดเด่นของกันและกันบนเวทีได้เยี่ยมยอดมากๆ ส่วน The Revenant มันก็เป็นหนังที่มองภาพเผิน ๆ แล้วก็อดจับคู่เทียบเคียงกับ Mad Max: Fury Road ของปู่ George Miller ไม่ได้ ด้วยความที่มันเป็นหนังที่เอามันส์ บ้าดีเดือดกับฉากแอ็กชั่นลุ้นระทึกครึกโครมเหมือนๆ กัน และมีช่วงการดิ้นรน เดินทางเอาชีวิตรอดท่ามกลางมรสุมแลนด์สเคปกว้างใหญ่ แวดล้อมด้วยความไม่น่าไว้วางใจและอันตรายจากแดนป่าคนเถื่อน ที่สุดท้ายแล้วตัวละครเอกก็จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มปฏิปักษ์คล้าย ๆ กัน ต่างกันที่ Mad Max: Fury Road มันน่าตื่นตาด้วยการออกแบบฉากและตัวละครที่โดดเด่นสะดุดตามากๆ ในความแฟนตาซีของโลกดิสโทเปีย แต่กับเรื่องนี้มันจะอาศัยแรงดึงดูดจากทิวทัศน์ธรรมชาติและความสมจริงของการต่อสู้ของตัวละครในโลกสมจริงซึ่งมันก็ให้คนละความรู้สึกพิเศษ แต่ก็เด็ดดวงในทางการกำกับและการกำกับภาพพอกัน

แต่ดูเหมือน The Revenant จะมีชัยบนเวทีนำไปไกลมากกว่าในตอนนี้ ทั้งที่จริงแล้ว Mad Max: Fury Road มีบทที่มีทั้งมีชั้นเชิงของเรื่องราว, ตัวละคร และถ่ายทอดประเด็นกับความรุนแรงได้กลมกลืนมากกว่า ส่วน The Revenant กลายเป็นหนังที่ภาพโดดเด่นนำหน้ากว่าเนื้อหนังไปมากกว่าอย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับความรู้สึกในขั้นต้นแล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นหนังที่เกิดจากต้นวัตถุดิบมันสมองที่งอมงาม ผ่านมือผู้ผลิตที่มีแรงใจดื่มด่ำกลวิธีทางภาพยนตร์อย่างหอบกระหายจนได้ภาพผิวพรรณภายนอกแสนพิเศษก่อนจะขับถ่ายออกมาเป็นเนื้อเรื่องกองไว้ในจุดเดียวให้ได้เห็น ซึ่งถูกส่วนโดดเด่นทางภาพยนตร์อื่นบดบังจนคนดูมองข้ามตัวเรื่อง แต่ก็ยังเชื่อว่ามีประเด็นแอบซ่อนอยู่มากไปกว่าที่ตาเห็น แต่หัวสมองตอนนี้ยังไม่ไหวจะชำแหละและไม่มีความรู้เชื่อมโยงเรื่องความเชื่อสรรพสัตว์ดำรัสพระเจ้าที่จะเอามาใช้แคะแกะกรองได้ ส่วนที่เราสนุกไปกับหนังก็เลยไม่ใช่ส่วนของเนื้อเรื่องเสียเกินครึ่ง ทั้งหมดนี้ไม่ได้กล่าวโทษถึงความบกพร่องของหนังเพราะความตั้งใจของคนทำคงมีเท่านี้ และหนังก็ตั้งต้นยึดเค้าโครงเดิมจากเรื่องจริงซึ่งขยับเติมแต่งไม่ได้มากเท่ากับอีกเรื่องที่หยิบมาเทียบ

และกลายเป็นว่าความเพลิดเพลินหลักๆ อีกอย่างนอกจากภาพที่เห็นบนจอมันเกิดจากคำถามที่เกิดขึ้นมาแทบทั้งเรื่องว่าถ่ายขนาดนี้นี่ต้องกี่เทคกันวะ? แล้วพวกมึงไม่หนาวไม่ป่วยไข้กันทั่วทั้งกองเหรอ? และถ้ามีฉากไหนที่เผลอวางตัวเองไปอินกับตัวของพระเอก Leonardo DiCaprio ก็ไม่ใช่เพราะฉากอารมณ์ความโกรธแค้น โศกเศร้าอาลัยลูกชายที่เป็นเรื่องหลัก (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่เชื่อตั้งแต่แรกว่ามันเป็นพ่อลูกกันจริงๆ จนเกิดความสงสัยอยู่ตลอดว่ามันเป็นพ่อลูกกันจริงๆ มั้ย? ก็หน้าตาราศีไม่ยักกะมีเค้าโครงกันเลย) เพราะถึงเฮียลีโอแกจะเล่นไล่ขยายระดับอารมณ์ทนทุกข์เจ็บปวดหนักเบาได้ถึงขีดขั้นขนาดไหน แต่เมื่อหนังผลักอารมณ์ตัวละครให้สุดไปทางเดียวเกินไปทำให้การแสดงมันขาดความซับซ้อนตามไปด้วย

ด้วยเนื้อเรื่องแล้ว การที่หนังจะเสิร์ฟแต่อารมณ์ทางนี้ก็ไม่ได้ผิดตรรกะมนุษย์จนแบนแต๊ดแต๋หรอก แค่เราไม่อินกับตัวละครที่มันไม่ได้ทำให้พล็อตแก้แค้นที่ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ในเรื่องนี้ให้มีมิติดีงามมากขึ้นได้เท่านั้นเอง แต่จะอินกับความเจ็บปวดจากบาดแผลและความหนาวเย็นทุกข์ทรมานจากหิมะมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นเรากลับไม่ได้รู้สึกลุ้นว่าพระเอกมันจะรอดมั้ยวะ มันจะแก้แค้นสำเร็จป่าวนะ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าหนังต้องพาพระเอกให้รอดเพื่อถึงฉากจบจนได้ ก็รอลุ้นแต่ว่าหนังจะกล้าพอให้พระเอกมันเสียขาเสียแขนบ้างรึป่าว.. แต่ก็ไม่มีพวกฉากเสี่ยงตาย หนีตายต่างๆ ก็เลยลดทอนความน่าลุ้นให้รอดลงไปโดยปริยาย อย่างที่มีคนว่าฉากคลำหลักเชือกไปซ่อนศพกลางพายุหิมะใน The Hateful Eight ที่ไม่ได้เน้นเป็นส่วนสำคัญของเรื่องอะไรเลย ยังให้บรรยากาศที่ลุ้นระทึกได้มากกว่าเยอะ

(สปอยล์แอ็กชั่นนิดหน่อย)
สุดท้ายก็ยังไม่มั่นใจว่าถ้าไม่ได้ดูโรง Imax แล้วภาพที่เห็นบนจอมันจะทำงานกับเราขนาดนี้มั้ยวะ แต่ที่ชอบมากคือการครีเอทฉากอย่าง ควักพุงม้า และอีกหลายๆ ฉากการเอาตัวรอด ซึ่งสนุกกับการที่ต้องเห็นเฮียแกทำโน่นนี่แบบทุ่มเทกายใจไม่ห่วงสังขารและดูอันตรายแบบสุด ๆ คือสนุกในความรู้สึกแบบเอาตัวเราเองไปอยู่ในเซ็ตตอนที่ถ่ายทำด้วย แล้วเห็นความพยายามที่แกทำว่าดินเข้าปาก กินของสดโน่นนี่แล้วหลังคัทจะเป็นยังไง มันปนขำทะแม่งๆ ดี และที่ชอบและต้องชมโดยไม่ต้องสงสัยเลยคือ ฉากแอ็กชั่นทั้งหลายที่หวาดเสียวดูเพลินมากๆ โดยเฉพาะฉากเซ็ตอัพลองเทคและฉากไคลแม็กซ์สู้กันตัวต่อตัวที่เดือดพล่านท่ามกลางหิมะหนาวเย็นนั่น ชอบจังหวะช็อตนิ้วขาดมากๆ ที่มาแบบไม่ทันให้ตั้งตัว แต่ก็เสียดายช็อตมีดปักกลางมือพระเอกที่ทะลุจนเลือดท่วมแล้ว เฮียลีโอแกยังใช้มือนั้นลากขาพี่ Tom Hardy (พี่ทอมแกเล่นดีมากเหมือนกันนะ) กลับมาแทงได้แบบไม่สั่นเทาอะไรเลยนี่เริ่มไม่เชื่อละ ไม่ละเอียดเลยอ่ะเฮีย งั้นเชียร์ Michael Fassbender ไม่ก็ Eddie Redmayne ให้ได้อีกตัวดีกว่า

จังหวะนั้นความคิดมันก็ย้อนกลับไปฉากที่ชอบที่สุดถ้าวัดระดับความอิน+เศร้า ไม่ใช่ฉากที่เฮียลีโอแกลงทุนทุรนทุรายหรือถ่ายทอดความอาลัยอาวรณ์คิดถึงลูกเมียที่พาให้เศร้า แต่เพราะการแสดงที่ถ่ายทอดความโกรธพุ่งพล่านเพื่อปกป้องลูกจากผู้รุกรานอาณาเขตของแม่หมีกริซลี่ได้สมจริงน่าเกรงกลัวมากๆ ขณะเดียวกันก็ทำให้เชื่อในความรักความเป็นห่วงที่แม่หมีมีให้ลูกหมี จนถึงตอนที่ถูกยิงเลือดไหลนองนี่มันน่าเห็นใจจริงๆ ทั้งด้วยน้ำเสียงที่ครวญครางและแววตาที่ผสานความเจ็บปวดและอาลัยอาวรณ์ได้เศร้าสมจริงมากๆ .. ลูก ๆ หมีตอนที่วิ่งมาดูแม่ล้มพับนอนตายก็ดูเวทนาน่าสงสารจับใจ คือพูดจริงๆ ว่าภายในฉากเดียวกัน ในมุมความรู้สึกของแม่หมีนั้นมันเศร้ายิ่งกว่าตอนเฮียลีโอแกเห็นลูกชายโดนฆ่าตายแล้วโกรธตัวสั่นยิงฟันตาเหลือกอีกแหนะ งั้นขอประกาศมอบออสการ์ส่วนตัวหนึ่งเดียวให้แม่หมีแทนเฮียลีโอเลยละกัน!

– And the Oscar goes to the memorable grizzlies’ mom.

– RIP

– For the bear?

– No, for DiCaprio ;D

Bwc Capper

006

 

 

———————————————————————————————————–

 

007
Krungsri IMAX @Major Cineplex, Ratchayothin
02.02.2016
(Thanks to Never-Age for our tickets)

หนังที่เราว่าเด็ด! @2015

* คลิกที่ชื่อเรื่องเพื่อดูรายละเอียดใน IMDb

หนังที่ได้ดูในโรง

1. BIRDMAN: OR (THE UNEXPECTED VIRTUE OF IGNORANCE) / 2014 / ALEJANDRO GONZáLEZ IñáRRITU / DRAMA / USA / 119 MIN / CINEMA / 21.07.15 / A+

2. THE BéLIER FAMILY (LA FAMILLE BéLIER) / 2014 / ERIC LARTIGAU / MUSIC / FRANCE, BELGIUM / 105 MIN / CINEMA / 30.06.15 / A+

3. INSIDE OUT [3D] / 2015 / PETE DOCTER, RONNIE DEL CARMEN / ANIMATION / USA / 94 MIN / CINEMA / 19.08.15 / A+

4. PAPER TOWNS / 2015 / JAKE SCHREIER / ROMANCE / USA / 109 MIN / CINEMA / 23.09.15 / A

5. HOW TO WIN AT CHECKERS (EVERY TIME) (พี่ชาย My Hero) / 2015 / JOSH KIM / DRAMA / THAI, ENG / 78 MIN / CINEMA / 29.07.15 / A

 

หนังเด็ดที่ไม่ได้ดูโรง

1. THE TASTE OF TEA / 2004 / KATSUHITO ISHII / COMEDY, DRAMA / JAPAN / 143 MIN / DVD / 20.10.15 / A+

2. CHANGING TIMES (Les temps qui changent) / 2004 / ANDRé TéCHINé / ROMANCE / FRANCE / 90 MIN / DVD / 01.07.15 / A

3. ANTARCTICA: A YEAR ON ICE / 2013 / ANTHONY POWELL / DOCUMENTARY / NEW ZEALAND / 91 MIN / BLU-RAY / 11.12.15 / A

4. FOLLOWING / 1998 / CHRISTOPHER NOLAN / THRILLER / UK / 69 MIN / DVD / 29.06.15 / A

5. WELCOME TO THE DOLLHOUSE / 1995 / TODD SOLONDZ / DRAMA / USA / 88 MIN / DVD FILE / -.11.15 / A

และถ้าจะต้องให้เลือกเพียง 3 เรื่องเพื่อสรุปเป็นที่สุดหนังยอดเยี่ยมแห่งปี

เรื่องที่เราเลือก ได้แก่..

1. BIRDMAN: OR (THE UNEXPECTED VIRTUE OF IGNORANCE) 

Birdman

“คุณไม่ได้ทำละครเพราะรักในศิลปะ ที่ทำไปเพราะอยากเป็นคนสำคัญ.. รู้ไหม โลกนี้มีคนเต็มไปหมดที่ดิ้นรนอยากเป็นคนสำคัญทุกวัน แต่คุณทำเหมือนโลกนั้นไม่มีอยู่จริง มีเรื่องราวเกิดขึ้นที่คุณไม่สนใจ ที่ที่ลืมคุณไปแล้ว.. หมายความว่า นี่คุณเป็นใคร คุณเกลียดคนเขียนบล็อก เหยียดหยามทวิตเตอร์ ไม่มีแม้แต่หน้าเฟซบุ๊ค คุณต่างหากที่ไม่มีตัวตน คุณทำเพราะหวาดกลัว เหมือนพวกเราที่เหลือจะไม่ใช่คนสำคัญ”

– Sam
จาก Birdman or (The Unexpected Virtue of Ignorance)
เบิร์ดแมน หรือ (สิ่งที่ไม่คาดฝันในความงี่เง่า)
หรือชื่อไทยเก๋ๆ.. “มายาดาว”

—————————————————————————-

Sam ทำให้เราฉุกคิดขึ้นมาว่า ศิลปินที่สร้างงานออกมา เกิดจากความรักในศิลปะ รู้และเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งถ่องแท้ จนอยากที่จะถ่ายทอดสู่คนในวงกว้าง หรือสร้างออกมา ทั้งที่ตัวเองไม่ได้รักและเข้าใจมันดีพอ แต่เพียงเพื่อต้องการพื้นที่และการเป็นที่ยอมรับจากคนหมู่มากในสังคมเท่านั้น

Riggan (นักแสดงตกอับ รอวันกลับมาดัง) เริ่มต้นด้วยลักษณะอย่างหลัง แต่ต่อมากลับเข้าข่ายลักษณะแรก(โดยไม่รู้ตัว) เพราะบทบาทและ background ตัวละครที่เขาเล่นในละครเวที (ที่เขียนบทและกำกับเองด้วย) ดันบังเอิญคล้ายชีวิตจริงโดยปริยาย..

หรือบางที คนเราก็แค่ต้องการให้คนหมู่มากสนใจ รับรู้ความเคลื่อนไหวว่าเราทำอะไร และต้องการเป็นที่การยอมรับจากงานที่สร้าง (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วคนทำจะครุ่นคิดกับงานมากน้อยแค่ไหน) กันแน่นะ?

—————————————————————————-

BM เป็นหนังอีกเรื่องที่ถ่ายทอดประเด็นชีวิตศิลปิน ในฐานะคนสร้างงานศิลปะ – นักวิจารณ์ (Tabitha Dickinson) – เสียดสีวงการบันเทิง – จิกกัดกระแสโลกออนไลน์ได้น่าสนใจ ผ่านการถ่ายทำแบบ Long Take ชวนทึ่ง / เอฟเฟกต์และ Production ตระการตา (บางทีแม๊คก็คิดนะ จำเป็นมั๊ย..) / sound ประกอบ แบบกลองรัวๆที่เข้ากับสภาวะจิตใจตัวละคร / บทที่เข้มข้น สู่การได้นักแสดงที่เข้ากับคาแรคเตอร์ และมอบแอ็คติ้งแบบขับเน้นและทรงพลัง (ไปมั๊ย..) แถมยังเต็มไปด้วยบทนทนาโดนๆ และกระจายให้แต่ละคนมี moment ให้ได้โชว์พาวกันถ้วนหน้า

ส่วนตัวชอบ Alejandro G. Iñárritu แต่นี่ไม่ใช่หนังของเขาที่ชอบที่สุด
เอาไป.. 7/10 จ้า

ปล. นึกถึง Black Swan ในเรื่องความทุ่มเทและเพียรพยาม
และ The Social Network ในแง่การหาทางให้เป็นที่รักและยอมรับจาก(บาง)คน

 

 

2. THE TASTE OF TEA

TOT

อ่านที่พี่ Filmsick เขียนถึงหนังเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ที่นี่ครับ ->
http://filmsick.exteen.com/20050804/the-taste-of-tea

 

 

3. INSIDE OUT

Inside Out

Life is not only about joy, it’s about all the feelings we could feel.
So next time you feel like to cry, please cry your heart out. Life can always get better from there.~

การใช้ชีวิตไม่ได้หมายถึงการมีความสุขเพียงอย่างเดียว แต่มันหมายถึงการสัมผัสกับทุกความรู้สึกที่ชีวิตนี้จะมอบให้กับเรา.. แม้กระทั่งความเศร้าก็ตาม
ฉะนั้น วันใดหากจำต้องร้องไห้ ขอจงร้องไห้ให้สุดแรง เพราะหลังจากผ่านจุดนั้น ชีวิตของคุณจะดีขึ้นและพร้อมที่จะรับความรู้สึกและประสบการณ์ใหม่ๆในชีวิตอีกครั้ง..

 

01.01.2016

 

 

Reality (2012)

Reality (2012)

Reality (2012)

Reality (2012)
หนังอิตาลีที่รอดูมานานมากกกกกกกก

มันเป็นหนังเล่าเรื่องผู้ชายคนนึงถูกครอบครัวบังคับให้ไปสมัครแข่งรายการเรียลลิตี้ Big Brother แล้วดันไม่ติด ต่อมาก็แอบหลอนหน่อยๆ คือมันอยากจะโด่งดัง มีชื่อเสียง อยากรวย เป็นที่ยอมรับ

สุดท้าย ตอนจบมันก็เดินดุ่ย ๆ เข้าไปในโรงถ่าย (คนแข่งขันที่อยู่ในบ้านก็ไม่สนใจ) ด้วยความรู้สึกแบบ เออกูชนะ! สุดท้ายกูก็ได้เข้าบ้านละ!!

เป็นการจบแบบทำให้เราและคนดูรู้สึกว่า โลกที่เราทุกคน (หรือตัวพระเอก) อยู่นั่นแหละ เปรียบเสมือน Reality แล้ว … นี่คงเป็นประเด็นที่คนทำต้องการนำเสนอผ่านหนังเรื่องนี้ล่ะ

อื่นๆ : ถ่ายภาพเจ๋ง (Marco Onorato) + ดนตรีประกอบโดน! (‘Alexandre Desplat‘ คนทำสกอร์ให้ Harry Potter ภาค 7)

สรุป : คือจากที่เคยหวังไว้มาก พอดูแล้วกลาง ๆ ค่อนไปทางชอบนิดหน่อย
เอาไป 7.5 เต็ม 10 ละกัน 😉

11.06.15