สภาวะแห่งรัก

บทสัมภาษณ์เราถึงหนังเรื่องใหม่ โดย น้อง Aut  😀

เขียนๆ วาดๆ ถ่ายๆ กลายเป็น blogๆ

สภาวะแห่งรัก

            ใน Puppy love, ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับรักแท้และภพชาติออกมาในรูปแบบหนังสารคดีผสมเล่าเรื่อง โดยที่เหตุการณ์เกิดขึ้นในไทยและไอซ์แลนด์

b 02.1

By Jirapat S. & Warinda T.

            บ่ายวันนี้ได้เจอ ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ ผู้กำกับหนังเรื่อง “Puppy love” ที่ปล่อยตัวอย่างออกมาสักพักแล้ว เลยสบโอกาสนั่งคุย สอบถามถึงที่มาที่ไปหนังเรื่องใหม่ของเขา ซึ่งพูดถึงประเด็นเรื่องความรักเป็นหลัก โดยที่เราไม่คาดคิดว่าตัวเขาจะสนใจและและรู้สึกกับเรื่องความรักได้มากมายขนาดนี้

            เผื่อใครยังไม่รู้จัก เขาคือผู้อยู่เบื้องหลังโครงการ Thai Aurora at the Horizon หนังสั้นการเมืองไทยในอุดมคติ ในฐานะ Project Director ผู้ริเริ่มและพาหนังเดินสายฉายออนทัวร์ทั่วประเทศกว่า 10 แห่งเมื่อปี 2014 และงานเทศกาลหนังสารคดี Doc Weekend จัดที่ TK park เมื่อปีที่แล้ว

            นอกจากนี้เรายังได้อัพเดตงานที่เขาทำอยู่ตอนนี้ รวมถึงโปรเจกต์ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่และกำลังจะเกิดขึ้นอนาคต.. มาทำความรู้จักกับตัวตนและมุมมองความรักของ ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ ผ่านงานของเขากัน!

          “บางทีความหมายของ ‘คู่แท้’ อาจไม่ได้หมายถึงแฟนเสมอไป มันอาจมาในรูปอื่นก็ได้”

Q :  ก่อนอื่นเลย อยากรู้ว่าได้แรงบันดาลใจจากไหน ทำไมถึงเลือกประเด็นนี้มาทำหนัง

            A : แรงบันดาลใจเกิดจากเรื่องใกล้ ๆ ตัว เกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นแบบมาไวไปไว สงสัยว่าคนที่เราเจอ และรู้สึกดีด้วยแบบมาก ๆ ประมาณว่าคิดเกินเพื่อนกับเค้า คิดว่าเค้าใช่สำหรับเรา ที่ไม่นานกลับมีอันให้ต้องห่างหายกันไป  ความจริงแล้วเค้าเป็นเนื้อคู่หรือเป็นรักแท้ของเราจริงหรือเปล่า ด้วยความสงสัยถึงที่มาและสาเหตุ ก็เลยหยิบเอาเรื่องคู่แท้และชาติภพมาสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นเพื่อหาคำตอบครับ

 Q : แล้วได้คำตอบไหม   

            A : สำหรับเราคิดว่าได้นะ.. บางทีความหมายของ ‘คู่แท้’ อาจไม่ได้หมายถึงแฟนเสมอไป มันอาจมาในรูปอื่นก็ได้.. คือรู้สึกว่าไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นอะไรกับความรักเลย (หัวเราะ)  เพราะเราจะเป็นพวกชอบยึดติดไง ซึ่งกับคนดูที่บุคลิกคล้ายกับเราก็น่าจะอิน Message ในบทสรุปง่ายขึ้น แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนดูทั่วไปที่ไม่ได้คุยกับเรา ดูแล้วจะเก็ทไหม  แต่เราก็ไกด์ในเรื่องนี้ไปตั้งแต่โปสเตอร์ที่เป็นประโยคของ  Charles Darwin พูดถึงเรื่องทฤษฎีการอยู่รอดแล้วว่า

            “It is not the strongest of the species that survives, nor the most intelligent that…

View original post 911 more words

Q & A with Muslim Teenager

          ผ่านไปซื้อโรตีท้ายตลาดอนุสาร (อยู่ใกล้ๆกับไนท์บาซาร์,เชียงใหม่) เมื่อครั้งไปเที่ยวเมื่อปีที่แล้ว เลยสบโอกาสได้ซักถามกับวัยรุ่นชายชาวมุสลิมคนหนึ่งเกี่ยวกับข้อเท็จจริง หลักปฏิบัติ รวมถึงพิธีการต่างๆของศาสนาอิสลาม ประจวบเหมาะกับที่ช่วงนั้นกำลังค้นว้าข้อมูลเพื่อนำมาเขียนนวนิยายเกี่ยวกับศาสนาอยู่พอดี จึงได้นำข้อสงสัยที่มีเปลี่ยนเป็นคำถามขึ้น  ซึ่งผลปรากฏว่าสิ่งที่ได้รับทราบจากการพูดคุยครั้งนี้เอง กลับกลายเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายไปมากเอาการเลยทีเดียว!

 

         “ ร้องไห้ก็ดี ถือเป็นการแสดงความเสียใจเวลาที่เห็นคนเสียชีวิต และพอได้เห็นเราก็จะคิดได้ว่าชีวิตของเราอยู่บนโลกนี้ สักวันหนึ่งเราก็ต้องตายเหมือนกัน ”

 

Q: ผู้ชายมีแฟนได้ 4 คนจริงหรือไม่
A: ได้ ถ้าคนแรกยอม แล้วผู้เป็นสามีเลี้ยงดูไหว

Q: ศาสนาอิสลามแต่ละนิกายแตกต่างกันอย่างไร
A: อิสลามมีแยกออกไปหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นชีอะฮ์ ซุนนี่  โดยทั้งสองนิกายนิกายนี้แตกต่างตรงอิหม่ามคนละคน

Q: ทำไมผู้หญิงในศาสนาอิสลามมีทั้งที่คลุมผมและไม่ได้คลุมผม
A: ถ้าตามหลักศาสนาจริงๆแล้วผู้หญิงทุกคนจะต้องคลุมผม เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ  ในส่วนของคนที่ไม่คลุมผม มันพูดได้หลายแบบ บางคนที่เขาไม่รู้ก็มี หรือคนที่อยู่ในลักษณะที่ไม่สามารถทำแบบนี้ได้ก็มี ซึ่งในคัมภีร์อัลกุรอานก็บอกไว้ว่าทุกนิกายจะต้องคลุมหมด

Q: ต้องคลุมตั้งแต่เมื่อไหร่ถึงเมื่อไหร่
A: ก็ตั้งแต่ผู้หญิง บรรลุนิติภาวะ* จนถึงตลอดชีวิต  แต่จริงๆแล้วเรื่องการคลุมผมไม่ได้ต้องการบอกให้รู้ว่าเป็นมุสลิมอย่างเดียวนะ แต่เป็นการปกปิดส่วนที่สงวน โดยที่ผู้หญิงต้องเต็มใจทำอย่างนั้นด้วย  จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องที่ไม่ว่าศาสนาไหนก็สอนว่าต้องปกปิดในส่วนที่ควรสงวน แต่บางทีคนก็ไม่สนใจ ยิ่งถ้าในศาสนาอิสลามจะถือว่าบาป

Q: การละหมาดที่ทำ 5 ครั้งต่อวัน(เช้า,บ่าย,เย็น,ค่ำ,กลางคืน)จำเป็นต้องไปทำที่มัสยิดไหม
A: ไม่จำเป็น ละหมาดที่บ้านก็ได้ แต่จะให้ดีควรไปที่มัสยิดให้ครบทั้ง 5 ครั้ง ถ้าเราสามารถไปได้ เพราะการทำละหมาดที่มัสยิดจะได้ผลดีกว่า แล้วก็เรายังได้ไปทำละหมาดร่วมกันกับพี่น้อง* และถือเป็นการปฏิบัติตามศาสนกิจของเรา  ยกตัวอย่างสมมติกษัตริย์เสด็จมา เวลาเราอยู่หน้าพระองค์เราก็ต้องนอบน้อม อยู่ในสถานะที่มีความเคารพที่สุด ถ้าเปรียบกับพระเจ้าในศาสนาอิสลามผู้ซึ่งให้ทุกสิ่งกับเรา ปัจจัยการดำรงชีวิตและอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน ฉะนั้นการละหมาดก็เหมือนกับการแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ด้วย  ส่วนถ้าในกรณีที่ลืมละหมาดจริงๆ (ในจำนวน 5 ครั้งต่อวัน) ก็คงไม่เป็นไร แต่ว่าเราต้องกลับมาชดใช้ อย่างสมมติถ้าเราขาดละหมาดไป 1 ครั้ง พอเรานึกได้เราก็ต้องรีบกลับมาละหมาดในส่วนที่เราขาดไปโดยที่ต้องจินตนาการเองว่าจะละหมาดชดใช้ในเวลาไหน

Q: การละหมาดนอกมัสยิดมีส่วนประกอบอะไรบ้าง
A: ถ้าจำเป็นต้องละหมาดที่อื่น ก็ต้องเป็นสถานที่สะอาด ส่วนผ้ารองนั่งก็ไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นผ้าอะไร (แต่ในมัสยิดจะเป็นพรม) คือขอให้สถานที่ตรงนั้นมีความสะอาด จะละหมาดกับพื้นเลยก็ยังได้   เวลาทำจะทำคนเดียวหรือพร้อมกันหลายคนก็ได้ แต่อย่างหลังจะดีกว่า ซึ่งถ้าทำพร้อมกันเป็นกลุ่ม(ในที่นี้คือตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป)จะต้องมีคนนำ  แต่ถ้าไม่ได้ทำพร้อมกันเราก็ทำพิธีละหมาดของใครของมันไป

Q: พิธีศพในศาสนาอิสลามเป็นอย่างไร
A: อันดับแรกจะมีการอาบน้ำให้คนที่เสียชีวิตที่บ้าน โดยคนที่จะเข้าไปอาบน้ำให้ศพจะต้องเป็นเครือญาติที่ไม่สามารถแต่งงานกับผู้ตายได้ เสร็จแล้วจึงห่อผ้าแล้วทำพิธีละหมาดกับศพ โดยมีคนนำ 1 คน เพื่อเป็นการขอพรจากพระเจ้าให้กับผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย จะที่มัสยิดหรือที่บ้านก็ได้แล้วแต่ความสะดวก  ซึ่งเป็นการพูดทำนองว่าถ้าคนตายได้มีอะไรติดค้างกับใครไว้ไม่ว่าเป็นเรื่องหนี้สิน หรืออะไรก็ตามให้มาติดต่อได้ที่ใคร ซึ่งคนๆนั้นจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อจากผู้ตาย  เพราะการติดค้างสิ่งต่างๆตอนมีชีวิตอยู่ถือเป็นเรื่องสำคัญมากซึ่งศาสนาจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจังและเราจะต้องจัดการให้เรียบร้อย  หลังพิธีละหมาดเสร็จสิ้นเราก็นำศพไปฝังในกุโบร์*  โดยต้องทำขั้นตอนต่างๆเหล่านี้ต้องให้เสร็จภายใน 24ชั่วโมงหรือภายในวันเดียว
 
Q: จริงหรือที่มีข้อห้ามเรื่องการร้องให้ในพิธีศพเพราะจะทำให้วิญญาณไม่ไปสู่สุคติ
A: มันเป็นความเชื่อ ถ้าถามผมแล้วไม่จำเป็น ร้องไห้ก็ดี ถือเป็นการแสดงความเสียใจเวลาที่เห็นคนเสียชีวิต และพอได้เห็นก็จะทำให้คิดได้ว่าชีวิตของเราอยู่บนโลกนี้ สักวันหนึ่งก็ต้องตายเหมือนกัน คือไม่น่าจะใช่สิ่งต้องห้ามแต่อย่างไรครับ
        

          หมายเหตุ
บรรลุนิติภาวะ* – ในศาสนาอิสลามคือ ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 9 ปีขึ้นไป / ผู้ชาย 15 ปีขึ้นไป
           พี่น้อง* – ชาวมุสลิมจะเรียกทุกคนที่นับถือศาสนานี้เป็นพี่น้องทั้งหมด แม้จะไม่ใช่พี่น้องร่วม
                           สายเลือดเดียวกันก็ตาม
            กุโบร์* – สถานที่ฝังศพหรือสุสานในศาสนาอิสลาม ไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ข้างมัสยิดอย่าง
                           ที่หลายคนเข้าใจ

 

เรื่อง : ศุภกิติ์-พีระพงษ์ เสกสุวรรณ  (เมษา’ 51)
เรียบเรียง: ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ  (เมษา’ 52)

ตัวตนกับสองคนบันเทิง

 


 

พูดถึงวงการบันเทิง คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักคู่หูคู่ฮา  พี่ท็อป (ดารณีนุช โพธิปิติ – คนด้านขวา) กับ พี่ก้อง (ปิยะ เศวตพิกุล – คนด้านซ้าย) เป็นแน่ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าเราสามารถเห็นเขาทั้งสองได้จากงานหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นพิธีกร นักแสดง หรืออื่นๆอีกมากมาย  จากการสัมภาษณ์ทำให้เราค้นพบอะไรหลายๆอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาทั้งสอง และที่สำคัญมันทำให้เราค้นพบว่า  แท้จริงแล้วคำว่า ‘นักแสดง ‘ หรือ ‘พิธีกร’ ไม่ได้หมายถึง “คนที่อยู่หน้ากล้อง” เสมอไป…

 

เราไม่ได้ไปไกลเกินกว่าความสามารถเรานะ บางทีเวลาคนอื่นยกย่อง กองถ่ายเอาอกเอาใจ เราต้องไม่ลืมตัวนะ.. แค่ให้เป็นตัวเองจะดีที่สุด

 

เรียนจบมาจากไหน
ท็อป : เราจบคณะนิเทศศาสตร์ด้วยกันทั้งคู่ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จบจากสาขาวารสาร ส่วนก้องจบสาขาประชาสัมพันธ์ …เราไม่ได้จบอะไรเกี่ยวกับด้าน Broadcast เลย

 

ตอนช่วงที่เรียนมหาลัยทำกิจกรรมอะไรบ้างหรือเปล่า
ท็อป : (ชี้ไปที่พี่ก้อง) โอ๊ย นี่เขาเป็นเด็กกิจกรรม.. กรรมติดตัวเขามาจนปัจจุบัน (หัวเราะ)  … คือพี่ทำกิจกรรมไม่เยอะเท่าเขา ก้องนี่ทำกิจกรรมระดับมหาวิทยาลัย  เขาเป็นพวกมีตำแหน่ง เป็นรองประธานคณะ

 

กิจกรรมอะไรบ้างที่พี่ท็อปทำตอนเรียน
ท็อป : แต่ก่อนตอนอยู่มหาลัย เราก็จะชอบทำละครเวที ก็จะทำพวกเบื้องหลัง ทำละครเล็กๆกัน  ทำบท ทำฉากเอง เล่นกันเอง คือส่วนใหญ่กิจกรรมจะเป็นงานด้านละคร   เมื่อก่อนเวลาเรียนก็ต้องมีฝึกงานใช่ไหม เราก็ไม่ได้ฝึกแต่ก็จะอาศัยรวมตัวกับเพื่อนที่เรียนเอกเดียวกันทำวิทยานิพนธ์โดยการไปทำโปรเจ็คสารคดีเอง ทุกกระบวนการ  ตั้งแต่เขียนโปรเจ็ค ทำนู่นทำนี่สารพัด 

 

ส่วนพี่ก้อง…
ก้อง : ก็มีทำกิจกรรมคณะ ทำละครเวทีคณะ  ทำพวกกิจกรรมเชียร์ กิจกรรมของคณะอะไรอย่างนี้เป็นส่วนใหญ่ 

 

มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับงานด้านนี้
ท็อป : อย่างตัวเรา เรารักงานด้านนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ชอบการแสดงออก ก็เลยสนุกในการเล่นกับมัน แล้วเราก็มีความสุขกับสิ่งที่เราทำ รู้สึกสนุกที่จะทำมันตลอดเวลา   แล้วพอเราสนุกที่จะทำมันอยู่ตลอด งานมันก็ออกมาดีโดยที่เราไม่ได้พยายามให้เป็นแบบนั้นแบบนี้  คือดีเท่าที่เราทำได้  ไม่ใช่หมายความว่า อุ๊ยดีเหลือเกินหรืออะไรอย่างนี้…  เพราะถ้าคนมาเห็นคาแรคเตอร์อย่างก้อง หรือคาแรคเตอร์อย่างเรา ในวงการคือผู้หญิงตัวใหญ่ๆ เสียงใหญ่ๆ ดูโหดๆ มันก็จะไม่ค่อยมี  เพราะมันก็จะมีพวกสวยๆที่ตลก ก็จะเป็นอีกแนวหนึ่ง  แล้วส่วนก้อง เขาเป็นแบบพวกดูเหมือนเพศที่สอง ตัวขาวๆ คาแรคเตอร์อย่างเขามันก็ไม่มี  เราก็เลยรู้สึกว่าเราก็จะมีตัวตนแบบของเรา

 

พิธีกรที่ดีเป็นอย่างไร
ท็อป : ต้องให้เกียรติแขกรับเชิญของเรา ให้เกียรติคนดู  เพราะเวลาคุณเป็นพิธีกรภาคสนาม หรือเป็นพิธีกรโทรทัศน์มันไม่เหมือนกัน ฉะนั้นเราก็ต้องมีอายคอนแท็คกับกล้อง  ต้องรู้จักที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า  มันก็จะเป็นประสบการณ์ของเรา
ก้อง : ควรมีสติ มีความรับผิดชอบในการมาทำงาน ตรงต่อเวลา
ท็อป : แล้วก็รับผิดชอบสิ่งที่เราจะพูดออกไปด้วย เพราะอย่างที่รู้ว่าหน้าที่ของสื่อมวลชน มันไม่ได้มีแค่คนทำสคริปต์ เนื่องจากตัวเราเป็นประตูผ่าน สิ่งใดที่เราจะใส่ลงไปให้คนดู เราก็ต้องพิจารณาให้ดีด้วย

 

อุปสรรคของการทำงานในวงการบันเทิงคืออะไร
ท็อป : คนเราส่วนใหญ่จะแพ้ภัยตัวเอง… ถ้าไปอยู่เบื้องหน้านี่ก็จะมีการหลงตัวเองเกิดขึ้น  คือพอมันเข้ามาไม่ว่าจะเงินทอง ชื่อเสียง หรือว่าการได้รับการยอมรับ  บางครั้งคนเข้ามาใหม่ๆก็ไม่รู้จะวางตัวเองไว้ตรงไหนจนหลงลืมตัว… ตรงนี้เลยอยากจะเตือนไว้ให้พยายามบอกตัวเองว่า เราไม่ได้ไปไกลเกินกว่าความสามารถเรานะ บางทีเวลาคนอื่นยกย่อง กองถ่ายเอาอกเอาใจ เราต้องไม่ลืมตัวนะ.. แค่ให้เป็นตัวเองจะดีที่สุด

 

ในอนาคต คิดว่าจะอยู่ในวงการบันเทิงตลอดไปไหม หรือคิดจะหันไปทำงานด้านอื่นหรือเปล่า…
ก้อง : จริงๆพวกเรามีงานอยู่แล้วนะ ของท็อปอาจจะเป็นงานรองแต่ของพี่เป็นงานหลัก จริงๆโดยหลักนี่พี่ทำบริษัทออกาไนเซอร์ที่เกี่ยวกับรายการทีวี ซึ่งถือว่าเป็นงานหลักอยู่แล้ว  ทุกอย่างที่พี่พูดมานี้ท็อปก็จะมีหุ้นส่วนอยู่ทุกครั้ง เราทั้งคู่ก็จะมีงานในแง่ของการ Support อยู่แล้ว  คือเกิดในอนาคตเราเกิดอยากจะเปลี่ยนมาทำเบื้องหลัง ก็จะมาทำได้เลย… ตรงนี้เองเป็นสิ่งที่เราทำควบคู่กันมาตั้งแต่แรก  เพราะตอนแรกเราไม่ได้คิดว่าจะเป็นนักแสดง หรือคิดจะเป็นนักแสดงอย่างเดียวตลอดชีวิต เรามีการทำอย่างอื่นเสริมด้วยตลอดเวลา เพราะแค่ได้ทำในสิ่งที่เรารัก หรือทำในสิ่งที่อยากทำก็พอ

 

สำหรับรุ่นน้องที่อยากทำงานด้านนี้ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร
ท็อป : พี่ว่าคนเราต้องหาตัวเองให้เจอก่อนว่าเราชอบอะไร หรือรักอะไร  แล้วพอเรารู้ว่าสิ่งที่เรารักเป็นอะไร เราก็พยายามที่จะทำส่วนตรงนั้นของตัวเองให้ดี  แต่ความพยายามที่พูดไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องคาดหวัง กดดันตัวเอง จนทำให้เราทำงานของเราออกมาได้ไม่ดี  คือควรทำมันด้วยความสุข ความสบายใจ.. แล้วพอหาตัวเองเจอแล้ว ก็ทำมันให้เต็มที่ อย่าหยุด ให้มีความเพียรอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่พอทำไปแล้วไม่ได้รับการยอมรับก็ท้อ..  คือท้อได้ แต่ท้อแล้วเราก็ต้องลุกขึ้นมาเอาใหม่อีก  หรือถ้าสิ่งที่เรารักแล้วเราพยายามทำเต็มที่แล้ว หมายความว่าท้อแล้วทำใหม่จนรู้สึกว่ามันไม่ใช่เราแล้วล่ะ ค่อยไปหาอย่างอื่น  แต่ถ้าเกิดรู้สึกว่ายิ่งทำยิ่งมันส์ ยิ่งเจอตัวเอง แล้วสนุกขึ้นเรื่อยๆ  ก็ทำต่อไป  มันจะล้มลุกคลุกคลานยังไงก็ต้องทำไปค่ะ

 

 

เรื่อง : พิชามญช์ ทวีวัฒนา  (ธ.ค. 51)
เรียบเรียง: ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ  (ม.ค. 52)
ตัวตนกับสองคนบันเทิง / 2009 / บทสัมภาษณ์ / พิมพ์ / Mac Paper / Documentary

Make Up = Make Life ?

 

บทสัมภาษณ์พี่ต่อ Make Up Artist รายการ ‘Ask Me Plaese’ ทางช่อง True Inside

 

“จริงๆทำ make up ก็ยากนะ ยากตรงที่เราต้องเดาและเราก็ต้องรู้ เหมือนเราต้องรู้ใจเขาก่อน เหมือนเป็นหมอดูเพื่อดูว่าคนๆนี้เราควรแต่งเขาแบบไหนถึงจะดูดี” 

 

พี่ชื่อจริงชื่อว่า?
เอาชื่อเล่นดีกว่า.. ชื่อต่อค่ะ

จบทางด้านนี้มาเลยหรือเปล่าครับ
ใช่ เรียนที่ COVERMARK รุ่นเปิดฝาโลงน่ะค่ะ.. รุ่นแรก..  (หัวเราะ)

แล้วจบมาได้…
จบมานานแล้ว พี่อยู่ในวงการมาได้สิบห้าปีแล้วมั้ง

แล้วตอนที่จะเข้าเรียน COVERMARK นี่ มีความชอบส่วนตัวด้วยหรือเปล่า
จริงๆแล้วเนี่ยไปเรียนทำผมก่อน เสร็จแล้วก็ไปเจอรุ่นพี่ที่เขาเรียนที่ COVERMARK อยู่ก่อนแล้ว เขาก็บอกว่าจริงๆแล้วทุกวันนี้เหมือนกับวงการแฟชั่นหรือวงการที่เกี่ยวกับช่างแต่งหน้า ต้องการช่างเป็นคนเดียวแล้วได้สองอย่าง งานมันจะได้เยอะกว่า คือเป็นทั้งหน้าทั้งผม ทั้งเด้งท้งร่อน… ก็เลยไปเรียนแต่งหน้าเพิ่ม ก็เลยไปชอบแต่งหน้า.. มากกว่า…

มากกว่าทำผม?
ใช่

อย่างนี้ก็ทำได้สองอย่าง?
ได้สองอย่าง แต่จะถนัดไปทางหน้าซะมากกว่า  คือของทุกอย่างพวกนี้ ช่างหน้าและช่างผมเนี่ยถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งเราไม่ฝึกมือตลอดเวลามันจะลืม เทคนิคมันจะไม่มี มันจะหาย  อย่างเราใช้ทุกวันๆเทคนิคมันยังอยู่ (ทำมือประกอบ) แล้วมันจะมีอะไรใหม่ๆมาตลอดชีวิต แล้วมือมันจะไป มันจะสัมผัส.. เหมือนคนขับรถทุกวัน สัมผัสเท้ามันจะปึ๊ปปั๊ปๆไป หลับตาก็ขับได้.. ก็เหมือนกับการทำผมหรือแต่งหน้า ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วหยุดไปเลยหรือว่าทำน้อยกว่ามันก็จะหายไป ถ้าพี่มาลงตรงหน้ามากก็จะทำหน้าตลอดๆ ผมมันก็จะน้อยไป แต่ถามทำได้ไหม มันยังมีอยู่และเราเรียนมา

แล้วงานแต่งหน้าของพี่นี่มีที่ทำงานประจำไหม
ไม่ประจำนะ.. พี่เป็นฟรีแลนซ์แต่ว่าทำรายการประจำ

ทำอยู่ที่…
‘มยุรา MORNING MOUTH’ แต่งหน้าพี่ตั๊ก มยุราค่ะ

แล้วเรื่องของรายได้ดีไหม
ใช่ได้ค่ะ พี่ได้เป็นจ๊อบ… คือถ้าเกิดเป็นฟรีแลนซ์รายได้มันจะไม่แน่นอน  

แล้วมีหลักการทำงานยังไงครับ
(คิด) คือ… จะงานอะไรก็แล้วแต่ เราจะต้องรักในสิ่งที่เราทำก่อน ถ้าเราไม่รักในสิ่งที่เราทำพี่ว่าทำอะไรออกไปก็ไม่ดี อย่างช่างแต่งหน้าบางคนทำไปเพราะคิดว่ายังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีแต่ก็ได้ให้ฉันทำช่างแต่งหน้าฉันก็ทำไป มันก็จะรู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีความสุขกับการทำงาน

คือควรทำในสิ่งที่ตัวเองรัก…
จะดีกว่า.. และเราก็จะมีความอดทนได้มากกว่า เพราะว่าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่เรารัก เหมือนกับเรารักใครสักคนหนึ่ง เขาจะทำอะไรเรา เขาจะเหี้ยกับเราเท่าไหร่เราก็ทนได้

เพราะเรารักเขา
ใช่ เพราะเรารักเขา.. มันเป็นอย่างนั้นมากกว่า

แล้วรู้สึกยังไงบ้างที่เลือกมาทำทางด้านนี้.. เคยเสียใจไหม…
ไม่ๆๆๆ.. ไม่เคยๆๆ แต่คนเราทำงานท้อมันมี.. บางครั้งท้อมันมี ถึงจะเป็นงานที่เรารักก็เถอะ ถามว่าเหนื่อยไหม.. มันก็เหนื่อยแต่แปบเดียวมันก็หาย แต่ไอ้ท้อนี่มันเกิดจากบางอย่างที่เรารักในงาน เราทุ่มเต็มที่แล้วแต่มันไม่ได้ดีสักที… (ทำมือประกอบ) ทำไมเขาไม่เคยพอใจเราสักที เราก็อยู่กับเขามานานแล้วนะ ดังนั้นเราก็สัมผัสหน้าเขาเป็นสองสามปีแล้ว ทำไมเราไม่เคยสร้างความพอใจให้เขาสักที มันก็จะรู้สึกท้อตรงนี้บางครั้ง

ส่วนใหญ่อุปสรรคในการทำงานคืออะไรครับ
(คิดนาน) อุปสรรคในการทำงานเหรอ อืม… พี่ว่าน่าจะเป็นจากสิ่งแวดล้อมรอบข้างนะ คือการถูกกดดัน… นั่นคืออุปสรรคของการเป็นช่างแต่งหน้า

แล้วคิดว่าหน้าไหนที่แต่งยากที่สุด
โอยเยอะ.. หลายหน้ามากเลย (หัวเราะ)  พี่ว่าหน้าที่แต่งยากที่สุดคือหน้าที่คนมีริ้วรอย คนที่มีสีผิวไม่ยาก คนที่มีผิวหยาบๆจะเป็นผิวที่แต่งยากที่สุด.. แต่สีผิวดำ สีผิวอะไรก็แล้วแต่ ไม่ได้เป็นอุปสรรค แต่เนื้อผิวที่มีรอยแผลเยอะนั่นคือยากกว่า.. ยากที่สุด

งานที่ผ่านมาที่ภูมิใจมากที่สุดคือ?
พี่ได้ทำ ‘BANGKOK FASHION WORLD’ ที่เมืองไทยเราจัดครั้งแรกเลยในกรุงเทพฯ จัดที่ศูนย์ฯสิริกิติ์ ที่ทำเป็นโดม (ทำมือประกอบ)  นั่นคือครั้งแรกที่เขาเปิดตัว.. นั่นแหล่ะคืองานที่พี่ภูมิใจที่สุด พี่ได้เข้าไปทำตรงนั้น

แล้วถ้ามีคนสนใจจะเรียนด้านนี้ พี่อยากจะถ่ายทอดให้กับรุ่นน้องหรือมีการสอนเทคนิคให้กับน้องๆบ้างไหม
ก็สอนนะ ถ้าเกิดเป็นเด็กบางคนที่สนใจหรือเด็กใหม่ๆ.. คือเด็กที่จบใหม่ๆจะมักถูกส่งไปแต่งเป็นพวกข่าว ตามรายการโทรทัศน์เป็นส่วนใหญ่ ช่างที่จบใหม่ๆอย่างของ COVERMARK ก็จะส่งไปแต่งข่าวก่อน  รุ่นของพี่เลยได้ไปฝึกทำกับนักข่าวก่อน เพราะว่านักข่าวจะไม่ค่อยเรื่องมากเท่าไหร่ เพราะเขาถือว่าเขายังไม่ได้เป็นศิลปิน เพราะฉะนั้นนักข่าวจะไม่ค่อยเรื่องมาก จะเปิดใจกว้างมากกว่าศิลปินและดารา.. ดาราเนี่ยจะแคบกว่า เพราะเขาถือว่าเขาเจอช่างมาเยอะ แล้วเขาจะรู้สึกว่าเหมือน… (ทำท่าประกอบ) ใช่… เป็นอย่างนั้น…  แต่นักข่าวจะไม่ เพราะฉะนั้นครั้งแรกที่พี่ฝึกก็เป็นจากข่าวเหมือนกัน

พี่มีเป้าหมายในการทำงานยังไงบ้าง วันหนึ่งพี่คิดจะเปิดร้าน…
ตรงนั้นไม่เคยคิดนะ.. เป้าหมายของพี่อาจจะไม่คิดถึงขนาดนั้น พี่คิดว่าทำอะไรก็ได้ให้มีความสุขแล้วก็จะทำไปเรื่อยๆแค่นั้นเอง แต่ไม่คิดที่จะถึงกับเปิดโรงเรียนหรือเปิดอะไรสอนใคร

แล้วถ้าจะให้ฝากอะไรถึงคนที่เขาอยากทำอาชีพเหมือนพี่ เช่นเขาต้องเดินไปทางไหนถึงจะได้ทำงานในสายอาชีพนี้…
ก็คืออย่างที่บอกว่าถ้าจะทำอะไรก็แล้วแต่เนี่ย.. หนึ่งต้องทำด้วยใจรัก พี่บอกได้เลย คือต้องทำด้วยใจรักแล้วก็ค้นหาตัวเองให้เจอว่ารักจริงหรือเปล่า เราชอบงานนี้จริงไหม… สองคือต้องอดทน ความอดทนจะทำให้เราไปสู่ถึงความสำเร็จค่ะ

 
สัมภาษณ์: พิชามญช์ ทวีวัฒนา 
เรียบเรียง: ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ
(ธ.ค. 51)