บันทึกการเดินทาง “รับน้อง..สร้างสรรค์?” (2016-2017)

บันทึกการเดินทาง “รับน้อง..สร้างสรรค์?”
(2016-2017)

เกิดจากพระอาจารย์บอย-อนุวัฒน์ โพธิ์ทอง ผู้อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวเรื่องรับน้องมายาวนานอย่างไม่เปิดเผยตัว (ที่รู้จักท่านเพราะเมื่อปี 2015 ได้นำ “ทันตะ มธ. รับน้องไม่ว้าก” สารคดีรับน้องเรื่องก่อนหน้าที่ท่านอำนวยการสร้างมาฉายในงาน Doc Weekend ที่เราจัด) ได้เขียนบทขึ้นและอยากสร้างเป็นหนังสั้นเลยติดต่อเรามา แต่ตอนนั้นงานเยอะ ไม่สะดวกกำกับ เลยขอรับหน้าที่อำนวยการสร้าง แล้วให้น้องเฟรม-เปรมประพันธ์ที่เคยช่วยตัดคลิป Thai Aurora ของเรามากำกับ เพราะดูจากสไตล์งานที่ผ่านมาของเค้าแล้วพอเข้ากับหนังสั้นเรื่องนี้ได้ โดยทีมงานและนักแสดงสมทบของเรื่องก็มาจากเฟรมเช่นกัน. แล้วพระอาจารย์ก็อยากได้น้องฟรัง-นรีกุลมาแสดง เพราะคาแรคเตอร์ เนย ที่เขียนมีส่วนคล้ายคลึงกัน เราเลยไปติดต่อมาแสดงซึ่งน้องก็ตอบตกลง
 
หลังจากถ่ายทำช่วง พ.ค. ปีที่แล้วเสร็จ หนังเรื่องนี้ก็ผ่านกระบวนการตัดต่อที่กินระยะเวลายาวนาน จนเพิ่งมาเสร็จเมื่อส.ค.ที่ผ่านมา โดยผ่านมือคนตัดต่อถึง 3 คน.. คนแรก เฟรม ผกก. และคนต่อมาคือ อั้น ผกก.สารคดี “ทันตะ มธ. รับน้องไม่ว้าก” และคนสุดท้ายคือเราเอง ซึ่งเสร็จสิ้นที่ดราฟ 5 โดยสั้นกว่าดราฟแรก 4-5 นาที เพราะตัดบทสัมภาษณ์ฟรังตอนท้ายเรื่องออกไป ทำเป็นคลิปแยกต่างหาก
 
จากนั้น เราก็ติดต่อสถานที่ฉาย โดยได้ Connection จาก เปิ้ล รุ่นน้องที่ม.เกษตร ก็เลยได้จัดฉายรอบพรีเมียร์ที่ขอนแก่นเมื่อวันเสาร์ที่ 2 ธ.ค. 2560 และวันอาทิตย์ที่ 3 ธ.ค. 2560 มหาสารคาม
 
ที่ขอนแก่น :
ขอบคุณ โดม-อติเทพ จันทร์เทศ ผกก.หนังสารคดีที่ให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ตั้งแต่ยานพาหนะ การเดินทาง ไปจนถึงเรื่องที่พักและที่ฉายซึ่งเป็นที่เดียวกัน รวมถึงเจ้าของห้องพัก พี่คล้าว ที่สละห้อง 2 คืนเพื่อให้เราพักชั่วคราว
 
ส่วนผู้ชมก็น่ารัก มีทั้งมาจากนิตยสารชีวจิต , ทำอยู่ TED , นักศึกษาจาก ม.ขอนแก่น ที่ต่างก็ร่วมแสดงความคิดเห็นหลังหนังฉาย และน้องโชคที่สนใจเรื่องรับน้องเป็นพิเศษ อยู่คุยกับพระอ.บอยเรื่องรับน้องต่อหลังงานเลิกยาว จนเห็นว่าดึกมากแล้วเลยค้างคืนและกลับพร้อมกับเราในเช้าวันรุ่งขึ้น. ส่วนเราขอตัวออกมาทานผัดไทยต้มยำร้านที่โดมแนะนำ ต่อด้วยขนมหวานร้านข้างๆที่ไฟสวยมาก ชื่อ CoCoa More รอบดึก.
 
ส่วนการเดินทางที่ขอนแก่นก็สะดวกสบาย เพราะมี Grab และ Uber ไปถึงแล้ว แต่เรียกแล้วต้องทำใจรอนานนิดหน่อย
 
ที่มหาสารคาม :
จากขอนแก่น เราเดินทางไปที่ บขส. เพื่อขึ้นรถบัสสีชมพู เดินทาง 2 ชั่วโมง ทั้งที่ถ้าเป็นรถยนต์คงประมาณแค่ชั่วโมงเดียวก็น่าจะถึง. เมื่อถึงแล้ว ตอนแรกติดต่อน้องโอเล่ไว้ แต่พอดีกับเป็นช่วงที่เขาไปฝึกงานที่เชียงใหม่ เลยให้น้องช้าง-ปวเรศน์ ปุยฝ้าย ช่วยดูแล ซึ่งก็อำนวยความสะดวกให้อย่างดี ทั้งเรื่องรถ การเดินทาง โดยมี จง เพื่อนของช้างช่วยขับรถรับส่งจาก บขส.ไปส่งที่มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามให้
 
ไปถึงก็ใกล้เวลาฉาย และเกิดปัญหาระหว่าง Set เนื่องจาก Notebook ที่เราเตรียมไป เมื่อเสียบสายโปรเจคเตอร์แล้วสัญญาณไม่เข้าตั้งแต่รอบเมื่อวาน ที่ขอนแก่นเลยใช้ Notebook โดมฉาย แต่ที่มหาสารคาม ช้างก็ได้เตรียม Notebook ไว้ให้แล้ว แต่ปรากฏเสียงไม่ออกเพราะ Notebook เป็นช่อง HDMI ก็เลยต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการสลับกำหนดการ เป็นเสวนาก่อน โดยมีเราเป็นพิธีกรจำเป็น (รอบก่อนเป็นน้องโดม) เพื่อให้ช้างขับรถไปเอา Notebook ที่บ้าน ก่อนจะกลับมาฉาย. ฉายเสร็จแล้วก็มีเสวนาต่ออีกนิด โดยมีน้องต้อม ช่วยบันทึกภาพงานเสวนาไว้ให้. ขอบคุณน้องทั้งสองมากๆครับ
 
ส่วนจำนวนผู้ชม เราเห็นจากหน้า Facebook Event ที่มหาสารคามว่ามีคนกดเข้าร่วมน้อยกว่าขอนแก่น แต่ปรากฏว่าพอวันฉายจริงคนมาเยอะกว่า. สรุป ที่มหาสารคามมีผู้ชมประมาณ 20 กว่าคน ในขณะที่ขอนแก่น 10 กว่าคน
 
และรอบนี้ก็มีอาจารย์คณะนิติศาสตร์ และภาคปรัชญา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม 2 ท่านให้เกียรติมาร่วมเสวนาด้วย ทำให้ได้มุมมองหลากหลายเกี่ยวกับเรื่องรับน้องมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่เป็นการนำเสนอวิธีแก้ปัญหารับน้องในมุมของพระอาจารย์บอยเพียงมุมเดียว. หลังเลิกงานก็มีกลุ่มนักศึกษาที่เคลื่อนไหวเรื่องรับน้องจาก ม.มหาสารคาม นั่งคุยต่อกับพระอาจารย์ ซึ่งมีบางคนเคยอ่านบทหนังเรื่องนี้มาแล้วจากที่แชร์ใน internet + มีเพื่อนส่งต่อกันมา และส่วนหนึ่งที่รู้ว่ามีงานฉายหนังเรื่องนี้ก็เห็นมาจากฟีดใน Facebook. สักพักเราก็ขอตัวออกไปก่อนเพราะว่าต้องเคลียร์เรื่องตั๋วรถขากลับให้พระอาจารย์ และทานข้าวกับช้างในตลาดแถว บขส.
 
พอรถทัวร์ใกล้ออก จงก็ขับรถมาส่งพระอาจารย์ มีน้องจาก ม.มหาสารคาม ตามมาส่งด้วย จนประมาณสามทุ่มกว่า เรากับพระอาจารย์ก็ขึ้นรถทัวร์นครชัยแอร์กลับถึงกรุงเทพฯตอนเช้ามืดวันจันทร์โดยสวัสดิภาพ จบทริป 2 วัน 3 คืน
 
——–
 
ที่ไปไกลถึงภาคอีสาน นอกจากไปฉายก็ไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนมากมาย นอกจากเข้าไปเดินเล่นดูพิพิธภัณฑ์ใน ม.ขอนแก่น แต่เราได้พบเจอผู้คน และสร้าง Connection ใหม่ๆ เช่น น้องแทม เรียนแพทย์ มข. ซึ่งเคลื่อนไหวเรื่องจัดงานฉายหนังทางภาคอีสาน ซึ่งเร็วๆนี้จะมีจัดงานฉายหนังใน มข. หรือพี่แบงค์ จาก The Isaan Record _ ยินดีที่ได้รู้จักครับ 😀
 
การเดินทางไปฉายหนังแต่ละครั้งจะมีเสน่ห์และสิ่งที่เกิดขึ้นแตกต่างกันไปเฉพาะที่ ต่อให้เราเดินทางครั้งใหม่ก็คงจะไม่พบเจออะไรหลายอย่าง หรือพบกับเหตุการณ์เหมือนครั้งเก่า. แม้ว่าแต่ละครั้งจะมีคนดูไม่เยอะ แต่สิ่งที่เราคาดหวังคือการต่อยอดทางความคิดจากการชมหรือการแลกเปลี่ยน-เสวนาที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ที่เป็นผลพลอยได้จากการที่มีผู้ชมให้ความสนใจและสละเวลาเดินทางมาดู ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ชื่นใจที่สุดครับ
 
นอกจากผู้ชมและน้องๆที่เอ่ยชื่อมาด้านบนแล้ว ก็ขอบคุณ น้องฟรัง (เนื่องด้วยเป็นตจว.ฟรังเลยไม่สะดวกเดินทางไปพูดคุยหลังฉาย) , พี่ปิง , นักแสดงและทีมงานทุกคน รวมถึงพี่ตอย Acting Coach _ ในที่สุดเรื่องนี้ก็ได้ฉายแล้วครับ LOL
 
รอติดตามว่าครั้งต่อไป หนังสั้นเรื่องนี้จะฉายและเสวนาที่ไหน และจะมีน้องฟรัง/ทีมนักแสดงมาร่วมพูดคุยด้วยหรือไม่ จากทางเพจ FB.me/RubNongShortFilm นะครับ
ไว้มีโอกาสมาดูหนังกัน 😀
 
#รับน้องเราเปลี่ยนได้
 
Ps. พระอาจารย์บอย (ผู้เขียนบท) มีเรื่องสั้นแนวสะท้อนสังคมเยอะมาก. Filmmaker ท่านใดสนใจ หลังไมค์มาขออ่านเพื่อพิจารณานำไปทำเป็นหนังสั้นได้. ประเด็นต่อไปที่อยากแปลงจากตัวหนังสือให้เป็นภาพ เป็นเรื่องฆ่าตัวตายครับ
Advertisements

Luang Prabang Film Festival​ 2017

สรุป
เทศกาลหนังหลวงพระบางครั้งที่ 8
Luang Prabang Film Festival​ 2017
เราได้มีโอกาสไปร่วมงาน 4 วันแรกมา (8-11 ธ.ค. 60) จากการประมวลผลจะขอสรุปดังนี้

[ ภาพรวม ]
เทศกาลหลวงพระบางครั้งที่ 8 แต่เราได้ไปเป็นปีแรกเป็นเทศกาลที่น่าสนใจ จัดช่วงอากาศกำลังเย็นสบาย 19-20 องศา ชมฟรีทุกเรื่อง
ตอนกลางวัน มีจัดฉายในห้องกิจกรรม โรงแรม Sofitel หลวงพระบาง
ตอนกลางคืนก็จะย้ายมาจัดที่ลานกิจกรรมตลาด Night Market ซึ่งเป็นการฉายกลางแปลง
เขาจะขึงจอแล้วก็มีเก้าอี้สีน้ำเงินที่เป็นเอกลักษณ์ของเทศกาลมากมายให้ผู้ชมที่สนใจมาชม

งานช่วงเย็นจะเริ่มตอน 6 โมงกว่า จะมีโชว์การแสดงก่อนฉายหนัง

ซึ่งหนังที่ฉายในกลางแปลงหนัง ส่วนใหญ่จะเป็นหนังไทยหรือไม่ก็หนังลาว
เพราะว่าเป็นสถานที่ Open เพื่อให้ใครที่เดินผ่านไปผ่านมาสามารถดูได้ และเข้าใจง่าย. ด้านหลังที่ฉายหนัง จะมีโซนลานเบียร์เล็ก มีเครื่องดื่ม , Snack ขาย ให้คนนั่งชิลที่โต๊ะได้ ซึ่งเราว่าเจ๋งดี. ถ้าเบื่อๆ ด้านข้างเป็นตลาด Night Market มีของแบกะดินขายกลางถนน เดินได้แบบยาวมากๆ

มีข้อเสียนิดหน่อย คือ เด็กเยอะมาก ชอบส่งเสียงดัง ส่วนหนึ่งเพราะไม่ใช่โรงหนัง เป็นสถานที่เปิด เด็กเลยวิ่งเล่นกันสนุกสนาน กับไฟโดยรอบสว่างเข้าเข้าตา ซึ่งรบกวนคนดูใช้ได้ ทั้งไฟจากตลาด และไฟจากห้องข้างๆจอ

แต่โดยรวมถือว่าเป็นเทศกาลที่ประทับใจ มีโอกาสจะกลับไปอีกแน่นอน

—————————————————–

[ หนังยาว ]
เทศกาลนี้ ทุกปีจะคัดเลือกหนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาฉาย. ปีแรกที่เราได้มาเทศกาลนี้ก็ได้ดูไป 3 เรื่อง :
1. Women of the Weeping River (2016) จาก ฟิลิปปินส์ / กำกับโดย Sheron R. Dayoc
เรื่องนี้ดูในห้องฉายในโรงแรม เป็นหนังดราม่า สะเทือนอารมณ์ พูดถึงการสังหารหมู่มินดาเนา
เป็นหนังที่ค่อนข้างหดหู่ แต่งานถ่ายภาพสวย บรรยากาศดี เรื่องกดดันนิดนึง เราชอบกลางๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องการเมืองบ้านเค้า เลยไม่ค่อย get บางประเด็น

ในเทศกาลนี้หลายเรื่องมีเชิญผู้กำกับมา Q&A ด้วย ทำให้เราได้เจอผู้กำกับ Sheron R. Dayoc ที่มาพูดคุยหลังฉาย Women of the Weeping River (เป็นผกก.คนเดียวที่เราได้ฟัง Q&A ในเทศกาลนี้)
http://www.imdb.com/title/tt3171340

2. ขวัญนาง (2014) จาก ลาว / กำกับโดย Somphong Phondy
ดูกลางแปลง อันนี้เป็นแบบว่าหนังรักบ้านๆ ธรรมดาๆ โปรดักชั่นไม่ค่อยถึงเท่าไหร่ เรื่องก็ไม่ค่อยโอ ก็ดูแบบไม่คิดอะไร
คือถ้าว่างมากๆไม่มีอะไรทำถึงดูค่อยดูดีกว่า ถ้าผ่านได้..ผ่านจ้า

3. Rina 2 (2017) จาก บรูไน / กำกับโดย Harlif Hj Mohamad
ดูกลางแปลง เป็นหนังคู่หูแนวเบาสมองไม่ต้องคิดอะไรมาก เป็นหนังที่มาถ่ายทำที่ลาว แล้วก็มีตัวละครพูดภาษาลาวด้วย
ตลก-แฟนตาซี ขำๆไป
http://www.imdb.com/title/tt5950590

* สรุปทั้ง 3 เรื่อง ไม่มีเรื่องไหนชอบเป็นพิเศษ *

ที่เราดูหนังยาวในเทศกาลนี้ได้ไม่เยอะ เพราะเวลาจำกัด+เอาเวลาไปดู Films Around Town
ซึ่งถ้าได้ไปครั้งหน้า และไม่มีข้อจำกัดเรื่องวันกลับ อาจได้ดูหนังเยอะกว่านี้

—————————————————–

[ หนังสั้น ]
นอกจากหนังยาวแล้ว ในงานจะมีโปรแกรมหนังสั้น ซึ่งมี 4 โปรแกรม :
1. VIENTIANALE SHORT FILM COMPETITION
2. VIDDSEE SHORTEE WINNERS
3. THAI SHORTS
4. YOUTH AND AGROECOLOGY SHORT FILM COMPETITION
ซึ่งเราได้ดูโปรแกรมแรกโปรแกรมเดียว : 10 หนังสั้นลาวชนะเลิศการประกวดประจำปีจากเวียงจันทน์ [10 เรื่อง]
ก็ชอบประมาณนึง แต่ละเรื่องก็ดูมีอะไรดี มีทั้งโปรดักชั่นได้ตามมาตรฐาน ต่ำกว่ามาตรฐานบ้าง มีดี มีแย่สลับกันไป แต่คนดูค่อนข้างน้อย เพราะให้ความสนใจหนังยาวมากกว่า

—————————————————–

[ เสวนา ]
นอกจากจะฉายหนังแล้วก็จะมีส่วนของการเสนา PUBLIC DISCUSSION ในหัวข้อต่างๆ ซึ่งมี 4 หัวข้อใน 4 วัน ดังนี้
1. PROTECTING FILMS IN THE AGE OF THE INTERNET
2. MUSLIM VOICES OF SOUTHEAST ASIA
3. SPOTLIGHT ON THAILAND
4. FINANCING YOUR NONFICTION FILM
แต่ที่เราได้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบคือหัวข้อแรก ซึ่งมีเชิญผู้ดูแลเรื่องสิทธิ์ภาพยนตร์ใน Internet มาพูดคุย
และเนื่องจากปีนี้ทางเทศกาลโฟกัสหนังไทยเป็นพิเศษ ทำให้มีเสวนาหัวข้อ SPOTLIGHT ON THAILAND ซึ่งเชิญผกก.หนังไทยไปร่วมเสวนาหลายคน ตามที่เคยลงรูปไป แต่ไม่ได้อยู่ฟังจนจบ เพราะว่าต้องกลับกทม.ก่อนจ้า

—————————————————–

[ SEA Movie Theater Project ]
ในงานมีการนำเสนอโครงการ SEA Movie Theater Project โดย Philip Jablon ที่ตระเวนถ่ายภาพโรงหนังทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่ออนุรักษ์ไว้ โดยเป้าหมายสูงสุดเพื่อจะทำหนังสือรวบรวมและอาจทำสารคดี โดยเป็นการยืนนำเสนอและพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับผู้สนใจในโซนภาพถ่ายของเขามุมหนึ่ง ณ โรงแรมโซฟิเทล ตามที่เคย Live ลงเพจเมื่อเช้าวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเรามีโอกาสได้ยืนคุยกับเค้าเลยรู้ว่า ในบรรดาประเทศที่เค้าไปตระเวนถ่ายภาพ ปรากฏว่าโรงหนังในไทยเยอะเป็นอันดับต้นๆเลยทำให้เค้าเข้าใจภาษาไทยและพูดได้เยอะทีเดียว โดยเร็วๆนี้จะมีสารคดีเกี่ยวกับเค้าออกมา โดยนักทำหนังสารคดีชาวไทยที่ทำสารคดีในรายการ ก(ล)างเมือง

—————————————————–

[ TALENT LAB FOR SOUTHEAST ASIAN FILMMAKERS ]
ในงานเทศกาลปีนี้มี 2 Artist Development Programs จัดควบคู่กันไป นั่นคือส่วนของ Pitch หนัง. โปรเจ็คไหนที่น่าสนใจจะได้รางวัลเป็นเงิน 100,000 US Dollar (+ กับ Workshop สารคดี)
ซึ่งเรามีอกาสได้เข้าไปนั่งฟังจากคำชวนของพี่เบิ้ล-นนทวัฒน์ นำเบญจพล ผกก.ไทย ที่เคยทำเรื่อง BKKY , สายน้ำติดเชื้อ , ฟ้าต่ำแผ่นดินสู ที่นำโครงการหนังเรื่องใหม่ Doi Boy ไปเสนอ
นอกจากพี่เบิ้ลแล้ว อีกโปรเจคต์ที่เป็นของผกก.ไทย คือ สารคดีเกี่ยวกับเด็กเรื่อง Song of the Homeland ของพี่ปรีชา ศรีสุวรรณ ที่เคย workshop การถ่ายภาพสารคดีที่ไทยด้วยกันหลายปีก่อน
แต่โปรเจคต์ที่ชนะคือ.. Cat Island (Philippines)
Represented by Siege Ledesma (director, writer) and Ang Alemberg (producer)

+ ตอนที่ไปนั่งดู Pitching เจอน้องเปียโน – พริมริน นางเอกหนังเรื่องหนังสั้นเรื่อง ฝน ใน Long Story Shorts: Lost in Blue ที่ไป workhop ทำสารคดีสั้น AFS-US Documentary Workshop และเคยฝึกงานกับพี่เบิ้ลมานั่งฟังเป็นกำลังใจให้พี่เบิ้ลด้วย 😀

—————————————————–

[ Films Around Town ]
นอกจากจะมีฉายหนัง 2 สถานที่หลัก นั่นคือ โรงแรมโซฟิเทลในตอนกลางวัน และที่ Night Market ในตอนกลางคืนแล้ว ช่วงเทศกาลก็จะมี Films Around Town ที่ฉายหนังสั้นตามสถานที่ต่างๆรอบเมืองอีก 7 จุดฉายควบคู่ไปด้วย ซึ่งเราก็ได้ไปชมมาทุกที่ โดยเช่าจักรยาน (ภาษาลาวเรียกว่า รถถีบ) ปั่นไปชมแต่ละจุด
โดยหนังสั้นที่ฉายก็จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานที่ ซึ่งเราก็มี Live ทุกจุดลงเพจเป็นระยะ โดยจะขอสรุปแต่ละที่ตามลำดับการไปชม ดังนี้

1. ศูนย์ศิลปะและชนเผ่าวิทยา
หนังที่ฉายเป็นสารคดีเรื่องเกี่ยวกับชนเผ่า ฉายแต่ละวันไม่ซ้ำกัน ในมุมนึงของคาเฟ่ ข้างๆช็อปขายขายของที่ระลึก. ฉายผ่านทีวีที่อยู่ในตู้ เปิด Loop วนทั้งวัน มีเก้าอี้นั่งดูไม่กี่ตัว .. ตัวหนังเราเฉยๆ ไม่ได้ประทับใจเป็นพิเศษ

2. สถาบันฝรั่งเศส
ฉายสารคดีเกี่ยวกับกสิกรรมการเกษตร ซึ่งก็ไม่ได้ติดใจอะไร. ฉายผ่านจอทีวี LCD. สถานที่ฉายเป็นห้องโถงเล็ก ไม่มีแอร์ ที่นั่งดูจะเยอะกว่าที่แรกหน่อยนึง

3. Saffron Coffee
เป็นร้านกาแฟเล็กๆ เจ้าของเป็นฝรั่ง ตั้งอยู่ริมน้ำโขง มีหนังสั้นเกี่ยวกับกาแฟเรื่องเดียวสั้นๆไม่กี่นาที เป็นแบบ on demand คือใครสนใจจะดูก็บอกเค้า แล้วเค้าจะพาขึ้นไปนั่งดูมุมนึงของชั้นสอง ผ่าน Mac ตั้งโต๊ะจอใหญ่ (เค้าบอกว่าเราเป็นคนแรกที่ติดต่อขอดูเลย)

4. Big Tree Cafe (อยู่ใกล้ๆกับ Saffron Coffee)
เป็นหนังสั้นเยอรมัน 7 เรื่องคัดสรรโดย RUNNING REEL AND GOETHE-INSTITUTE THAILAND ฉายบนชั้นสองของร้านซึ่งเป็นมุมฉายหนัง ตอนฉายปิดไฟมืด นั่งดูจากจอโปรเจ็คเตอร์ มีเก้าอี้ที่นั่งดูเป็นเรื่องเป็นราว. มีกล้วยฉาบห่อเล็กๆและน้ำดื่มให้ทานฟรี. เจ้าของร้านเป็นผู้หญิง มีสามีเป็น Filmmaker (-> แต่ไม่เจอ). ฉายวันละรอบคือ 5 โมงเย็น แต่เราไปถึงก่อน แล้วพอดีเขาเห็นว่ามีคนมานั่งรออยู่แล้วประมาณ 2-3 คน เลยเปิดฉายให้เลย
ที่นี่รู้สึกเป็นหนังสั้นจริงๆ และเราประทับใจที่สุด

5. Ock Pop Tok: Heritage Shop
ร้านขายของเก๋ๆที่สินค้าทำจากผ้าต่างๆ มีเป็นพวกเสื้อ ตุ๊กตา งานหัตถกรรม คล้ายจิม ทอมป์สัน
ด้านหน้าเป็นคาเฟ่ ตอนกลางคืนเปิดไฟสวยงาม เดินเข้าไปหน่อยเป็นเรือนไทย ชั้นบนและชั้นล่างก็โชว์ของขาย โดยหนังสั้นจะฉายผ่านทีวี LCD ในห้องเล็กๆชั้นล่าง
หนังที่ฉายเป็นสารคดีเกี่ยวกับการค้นพบโบราณวัตถุในประเทศลาว ซึ่งเรา Enjoy กับมัน และนั่งดูอยู่นานพอสมควร

6. Friends Visitor Center (โรงหมอเพื่อนลาวสำหรับเด็กน้อย)
ฉายสารคดีเกี่ยวกับโรงพยาบาล .. สัมภาษณ์หมอ, จิตอาสาที่ช่วยเหลือเด็ก
ที่ฉายเป็นตึกแถวริมถนน (อยู่ตรงข้ามกับที่ 1.) เข้ามาจะเป็นส่วนขายของเพื่อเอาเงินสมทบทุนช่วยเหลือเด็ก เดินตรงไปข้างในจะเป็นเหมือนห้องสำหรับฉายหนัง มีเก้าอี้ยาวๆให้นั่งดู ตอนฉายก็ปิดไฟ. ส่วนชั้นเป็นแกลอรี่ โชว์ภาพถ่าย ซึ่งเราก็เดินขึ้นไปดูก่อนกลับ

7. @my library
ที่สุดท้าย เข้าไปในซอยลึกนิดๆ อยู่ในชุมขน. ไปถึงติดพักเที่ยง ประตูปิด ก็รอแปปนึง จนบ่ายโมงเขาก็เปิดประตูข้างหน้าออกมา และบอกว่าทางเข้าอยู่ข้างหลัง เราก็ไม่รู้
เลยเดินไปเข้าข้างหลัง .. เข้าไปถึง ก็พบว่าบ้านไม้ 2 ชั้นหลังนี้เหมือนเป็นห้องสมุดชุมชน มีเด็กนักเรียนนั่งเล่นคอมในโซนคอมด้านล่างที่มีหลายเครื่องอยู่. ด้านบนก็จะมีตู้หนังสือมากมาย มีโต๊ะให้นั่งอ่าน บรรยากาศห้องสมุด มองออกไปด้านหลังเห็นแม่น้ำ วิวสวยดี
ที่นี่เป็นหนังสั้นลาวแบบ on demand นั่งดูได้ตามอัธยาศัย ไฟล์อยู่ในคอม Mac มีหลายเรื่องให้เลือกชม.
นี่ก็เป็นอีกที่ถัดจาก Big Tree Cafe ที่ดูเป็นหนังสั้นจริงๆหน่อย

* สรุปชอบ Big Tree สุด , รองลงมาเป็น @my library *

—————————————————–

นอกจากไปร่วมเทศกาลแล้วแล้ว เราก็ได้มีโอกาสแวะชมสถานที่ไฮไลท์+สำคัญด้วย นอกจาก Night Market แล้วก็มี พระธาตุพูสี , วัดเชียงทอง , พระราชวังหลวงพระบาง (Royal Palace Museum) , ร้านเหล้า Utopia ที่ไปทั้งกลางวันและกลางคืนเลย : ตอนกลางวันก็เปิดแต่ขายอาหารทั่วไป ซึ่งคนละบรรยากาศเลย มีฝรั่งมานอนอาบแดดริมแม่น้ำโขงมากมาย แต่ตอนกลางคืนไฟสวย+บรรยากาศดี , ตลาดเช้าในตัวเมืองหลวงพระบาง (ตลาดทาหื่อเหม๋) และร้านขายดีวีดีหนัง ที่เรา Post ลงเพจไปเมื่อวันก่อน แล้วก็ยังได้ตักบาตรเข้าเหนียว มีพระเดินเป็นทางยาวในตอนเช้า แต่มีที่ติดใจหน่อยคือได้เข้าไปร้านอาหารตามสั่งริมถนนร้านหนึ่ง สั่งอาหาร 2 จานทำง่ายๆคือ ข้าวราดผัดกระเพราไก่ และไข่กระทะ แต่พอคิดเงินโดนไป 200 บาท!? สงสัยเห็นเป็นชาวต่างชาติ โคตรเคืองเลย (จริงๆคิดว่าเต็มที่ควรจานละไม่เกิน 80)
ที่หลวงพระบาง อาหารการกินเหมือนของไทยเลย รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ ลาวมีเหมือนไทยเป็นส่วนใหญ่ แม้กระทั่งทีวี ลาวก็รับสัญญาณจากไทย ทำให้เราดูอะไร เค้าก็ได้ดูหมด แต่บางอย่างที่ลาวมี แต่ไทยไม่มีก็มีนะ 😀

ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาถึงตรงนี้
ครั้งหน้าเราจะลงพื้นที่สำรวจเทศกาลหนังอะไร โปรดติดตามนะค้าบ

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.lpfilmfest.org
ภาพประกอบ http://www.facebook.com/pg/FilmClubRepublic/photos/?tab=albums

#LPFF2017

หรือเราไม่ควรคาดหวังกับความรักต่างวัย ?

Liberal Arts (2012) เป็นเรื่องราวความรักของ “Jesse Fischer” อาจารย์วัย 35 ปี กับ “Zibby” นักศึกษาสาวมหาวิทยาลัย Ohio liberal arts college วัย 19 ปี ซึ่งทั้งสองอายุห่างกัน 16 ปี ที่ตอนแรกดูจะแฮปปี้ดี แต่หลังๆดูเป็นอุปสรรค ทำให้ในบทสรุปสุดท้าย ฝ่ายชายตัดสินใจเลือกที่จะเดินออกจากชีวิตของหญิงสาว เพื่อไปเลือกรัก-ลงหลักปักฐาน-ใช้ชีวิตกับ Ana หญิงสาวที่อายุเท่ากันแทน // ในโลกความเป็นจริงแล้ว เราว่าคนที่อายุห่างกันเป็น 10 ปี แต่เป็นแฟนกันและคบกันยืนยาวก็มีเยอะนะ ขึ้นอยู่กับบุคลิก-นิสัยใจคอที่เข้ากันและไปด้วยกันได้ หรือการปรับจูนเข้าหากันมากกว่า

ในส่วนของตัวหนัง ดำเนินเรื่องแบบเรื่อยๆมาเรียงๆ  “Josh Radnor” นักแสดงนำของเรื่อง ยังเป็นผู้เขียนบทและกำกับเอง // ส่วนนักแสดงนำฝ่ายหญิงคือ “Elizabeth Olsen” ที่มาแสดงเรื่องนี้ก่อนที่จะโด่งดังและเป็นที่รู้จักจากบท Scarlet Witch หนึ่งในสมาชิกทีม The Avengers // ในขณะที่เคมีระหว่างพระเอก-นางเอกก็น่ารัก ดูมีเสน่ห์ประมาณนึง // ส่วนงาน Production นั้นดูธรรมดา ตามมาตรฐานหนังอินดี้เล็กๆ // ถ้าเทียบกับหนังรักต่างวัยที่เราเคยดูมาบ้าง .. เรื่องนี้ถือว่าธรรมดา ออกจะน่าเบื่อ+ชวนง่วงในบางช่วง // หากว่ากันถึงหนังแนวรักต่างวัยที่เราว่าเจ๋ง ขอแนะนำ Badlands (1973) ของผู้กำกับ Terrence Malick กับเรื่องรักต่างวัยของหนุ่มอาชญากรวัย 25 กับเด็กสาววัยรุ่นวัย 15 ที่ชวนกันหนีออกจากบ้านและออกท่องโลกด้วยกัน โดยมีความรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้อง

กลับมาพูดถึง Liberal Arts .. สาเหตุที่หยิบหนังเรื่องนี้ขึ้นมาดูก็เพราะเมื่อหลายเดือนก่อน เรารู้สึกอินประเด็นนี้ เพราะไปเจอน้องคนนึงที่แอบชอบซึ่งเค้าอายุน้อยกว่า 10 ปี หลังจากลองคุยไปได้สักพักก็พบว่า เขาเริ่มไม่ใช่อย่างที่เราหวังไว้เหมือนแวบแรกที่เห็น บวกกับว่าเค้ามีแฟนอยู่แล้ว เราก็เลยถอยออกมาดีกว่า .. แต่ข้อดีของการที่เราได้รู้จักน้องเค้าคือ ทำให้เราได้เข้าไปอยู่ในโลกอีกใบหนึ่ง ได้รู้ว่าเด็กในวัยนี้เป็นยังไง-คิดยังไง ได้สัมผัสกับอารมณ์ที่แปรปรวนได้ทุกเมื่อของเด็กวัยเรียน // ในขณะที่ตัวหนังก็มีการนำเสนอให้เห็น Moment ที่ Jesse ก้าวเข้าไปในโลกของ Zibby ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ที่ Zibby แนะนำหนังสือเล่มนึงให้ Jesse อ่าน โดยหนังก็ไม่ได้ลงลึกอะไรมากนัก (แบบที่ทำให้เห็นว่าฝ่ายชายได้ก้าวเข้าไปและรับรู้เรื่องราวของฝ่ายหญิงมากมาย) ซึ่งแตกต่างกับในชีวิตจริงของเรา

ขณะที่ดูไปจนถึงประมาณกลางเรื่องก็ลุ้นว่า จากความรู้สึกดีๆที่ก่อตัวขึ้นของชายหนุ่ม-เด็กสาวต่างวัยคู่นี้ สุดท้ายแล้วจะพัฒนาไปในทิศทางใด .. Jesse จะลงเอยกับ Zibby หรือเปล่า .. แต่ก็ไม่ .. หนังเลือกที่จะจบให้ Jesse ได้แค่รับรู้และเรียนรู้บางสิ่งในโลกของ Zibby แล้วก็จากออกไปดำเนินชีวิตกับคนที่คู่ควรและเหมาะสมมากกว่า // ตอนแรกเราค่อนข้าง “งง” ว่าทำไมบทสรุปถึงเลือกจบอย่างนี้ (ดูเมื่อ 17 ธ.ค. 2016) มันน่าจะมีหนทางหรือควรจบให้คนต่างวัยลงเอย+แฮปปี้ด้วยกันไม่ใช่เหรอ .. นี่มันหนังรักของคนต่างวัยอะไรของมันวะ! // แสดงว่าตัวผู้กำกับเองหรือคนส่วนใหญ่ที่เคยพบเจอประสบการณ์เช่นนี้ แล้วมักจะเลือกคนที่อายุใกล้เคียงกัน เพราะดูมีอนาคตและยืนยาวมากกว่าหรือเปล่า?

ขณะเดียวกันในโลกแห่งความเป็นจริง วันนี้ (29 ก.ย. 2017) พอมองย้อนกลับมาดูตัวเองก็พบว่า ในท้ายที่สุด เราก็ตัดสินใจไม่ต่างจาก Jesse เลยนะ .. เออเว้ย! // หนังรัก(ไม่สมหวัง)เรื่องนี้เลยโดนเราในแง่นี้ .. แต่ Liberal Arts ทำให้เรารู้อย่างหนึ่งว่า ที่สำคัญกว่าอายุนั้น มันขึ้นอยู่กับความเข้าใจของคนสองคนมากกว่า ต่อให้คุณจะเกิดไปตกหลุมรักใครที่อายุน้อยกว่า นั่นไม่ใช่ประเด็น .. ประเด็นอยู่ที่เค้าใช่สำหรับเรา เราใช่สำหรับเค้าหรือเปล่าต่างหาก .. เพราะถ้าเค้าไม่ใช่สำหรับเรา ยังไงมันก็ไม่ใช่อยู่ดี // จบกันที 11 เดือนแห่งความทรงจำ .. ยินดีที่รู้จักน้องนะครับ .. แล้วเราจะเฝ้ารอคอยคนที่ใช่ .. คนที่จะเป็น “รักแท้” ต่อไป

ว่าด้วยช่วง CINEshorts ในรายการ CineCut

เป็นระยะเวลา 9 เดือนที่รายการ CineCut ได้ให้พื้นที่เล็กๆกับหนังสั้นไทยและต่างประเทศได้ปรากฏสู่ผู้ชมในวงกว้างผ่านรายการ CineCut ผ่านการเลือกสรรหนังสั้นคุณภาพที่น่าสนใจมานำเสนอถึง 74 เรื่อง ย่อมต้องมีเรื่องที่ผู้ชมจะชอบและไม่ชอบแตกต่างกันไป ขณะเดียวกันในฐานะ Producer เราก็มีเรื่องที่ชอบโดยส่วนตัว ซึ่งอาจแตกต่างจากคนอื่น เพราะความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และจากการเลือกอยู่นาน เราก็ได้หนังสั้นมาจำนวนหนึ่ง ก่อนจะคัดเลือกเรื่องที่ชอบที่สุดเพียงเรื่องเดียว โดยแบ่งหนังสั้นตามประเภทต่างๆไว้ 5 ประเภท ดังนี้

(คลิกชมได้ที่ชื่อเรื่อง)

หนังสั้นไทย

 

“พิไล” กำกับโดย สิรดนัย ผึ้งน้อย

เป็นเรื่องของคนแก่ที่เล่าแบบจริงใจ คาแรคเตอร์คุณยายในเรื่องเป็นอะไรที่ใกล้ตัวเรามากๆ ถึงโปรดักชั่นจะไม่ได้เนี้ยบ แต่เราชอบ Mood & Tone ที่ดูเหงาและแปลกตาในความเรียบง่าย

 

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ

“Intersection” กำกับโดย มานุสส วรสิงห์

“N is for Nuptials” กำกับโดย บรรจง ปิสัญธนะกูล

“Nobody” กำกับโดย ธนกฤต อมรนุกูล

“Time” กำกับโดย ปรีชญญ์ รัตนดิลกชัย

 

 

2. หนังสั้นต่างประเทศ

“The Black Hole” กำกับโดย Philip Sansom & Olly Williams

รู้สึกทึ่งตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ดู มันมีเสน่ห์ของความเป็นหนังสั้นจริงๆ น่าสงสัยและชวนติดตาม แล้วนักแสดงก็เล่นดี ดูเข้ากับบทพนักงานออฟฟิศใคร่รู้. หนังเล่าเรื่องในเวลาไม่กี่นาทีแต่กลับให้อะไรมากกว่าหนังยาวบางเรื่อง เหตุเกิดเพราะโลภจนได้เรื่อง

 

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ

“Happy Sushi” กำกับโดย Andy Green

“2AM: The Smiling Man” กำกับโดย Michael Evans

“Interferences” กำกับโดย David Bertram

“Support” กำกับโดย Börkur Sigþórsson

 

3. แอนิเมชั่นไทย

“Footstep” กำกับโดย พณิดา รัตรสาร

เล่าถึงเส้นทางชีวิต การเติบโตของเด็กน้อยสู่วัยผู้ใหญ่ แทรกด้วยประเด็นความรักที่พ่อมีต่อลูก ลายเซ็นน่ารักได้ใจเราไปเต็มๆ

 

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ

“มะเมี๊ยะ” กำกับโดย มนพร ศรีศุทธยานนท์

“หนูนุ้ย” กำกับโดย จรรยา เหตะโยธิน

 

4. แอนิเมชั่นต่างประเทศ

 

“Lambs” กำกับโดย Gottfried Mentor

มันพูดถึงความแตกต่าง และชวนตั้งคำถามว่าเราจำเป็นต้องเหมือนคนอื่นจริงหรือ.. นำเสนอเรื่องราวของลูกแกะน้อยที่ร้องไม่เหมือนพ่อแม่ เราชอบประเด็นนี้เพราะทำให้รู้สึกกล้าแสดงออก ภูมิใจและยอมรับในความแตกต่างของตัวเอง

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ

“The Man Who Was Afraid Of Falling” กำกับโดย Joseph Wallace

“Le retour” (The Return) กำกับโดย Natalia Chernysheva

 

5. Music Video

“แด่เธอผู้เดียว (Scars)” กำกับโดย จุฬญาณนนท์ ศิริผล

ดูเป็นงาน Art + Experimental ที่ผ่านการคิดและทำการบ้านมาอย่างดี เราได้เห็นภาพการปะทุของพื้นผิวดวงอาทิตย์อันร้อนแรง และการเผาไหม้ของม้วนเทปวิดีโอที่ดูเศร้าแต่สวยงาม หลายๆองค์ประกอบในงานชิ้นนี้ดูมีนัยยะที่เปิดโอกาสให้คนดูพากันตีความไปต่างๆนาๆได้แบบไม่มีผิดไม่มีถูก

 

MV อื่นๆที่น่าสนใจ

“Bunny House” กำกับโดย ปกรณ์ อยู่อิน

“Bathtub IV” กำกับโดย Keith Loutit

 

ขณะนี้ทางรายการได้มีการนำช่วงใหม่ CineCut Attractions เข้ามาแทน กับการนำเสนอหนังที่น่าสนใจจากเทศกาลที่จัดขึ้นในไทยและต่างประเทศ. ใครที่สนใจ อย่าลืมติดตามชมนะครับ ทุกวันจันทร์ & พฤหัสบดี 17:50 น. ทางช่อง M Channel (88) หรือดูย้อนหลังได้ที่ http://j.mp/CineCutChannel

 

จนกว่าจะพบกันใหม่ครับ ◡̈

—————————————

หนังสั้นทั้งหมดจากช่วง CINEshorts
-> https://goo.gl/d9XrDJ

The 100 Greatest Movies in My Memories of All Time (1940-2013)

เพราะภาพยนตร์.. เป็นตัวแทนของความทรงจำ
เพราะภาพยนตร์.. เป็นตัวแทนของช่วงเวลา
เพราะภาพยนตร์.. สามารถบ่งบอกถึงอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด และจิตใจ
เพราะสำหรับเรา.. ภาพยนตร์เป็นมากกว่าภาพยนตร์

นี่คือ List หนังในห้วงความทรงจำ ที่รู้สึกมากกว่าเพียงการดูชม
มันอาจจะเป็นหนังที่งี่เง่า ห่วยแตก หรือยอดแย่ของใครบางคนด้วยซ้ำ
หรืออาจจะเป็นหนังในดวงใจใครหลายคนอยู่แล้วก็เป็นได้

100 เรื่องที่คัดมานี้ คละด้วยหนังจากทุกประเทศ ทุกแนว และทุกรูปแบบ
บันทึกไว้ ณ ที่ตรงนี้ หากเมื่อใดมีใครถามถึงหนังในดวงใจ เราจะส่งมอบ List นี้ให้เป็นคำตอบ
ทั้งยังสามารถคลิกชื่อเรื่อง หรือชื่อผู้กำกับ เพื่อดูรายละเอียดในเว็บ IMDb ได้อีกด้วย

Thx to visit & be part of my memories.
All of 100 Movies: Highly Recommended by Me!

Enjoy 😉

1940-1990
1. Citizen Kane (1941 l Orson Welles l USA)
2. A Clockwork Orange (1971 l Stanley Kubrick l UK, USA)
3. Days of Heaven (1978 l Terrence Malick l USA)
4. Cinema Paradiso (1988 l Giuseppe Tornatore  l Italy, France)

1991-2000
5. Groundhog Day (1993 l Harold Ramis l USA)
6. The Shawshank Redemption (1994 l Frank Darabont l USA)
7. Pulp Fiction (1994 l Quentin Tarantino l USA)
8. Comrades: Almost a Love Story (1996 l Peter Chan l Hong Kong)
9. Mystery Men (1999 l Kinka Usher l USA)
10. Bowfinger (1999 l Frank Oz l USA)
11. American Beauty (1999 l Sam Mendes l USA)
12. Detroit Rock City (1999 l Adam Rifkin l USA)
13. My Loving Trouble 7 (1999 l James Yuen l Hong Kong)
14. Final Destination (2000 l James Wong l USA, Canada)
15. Gladiator (2000 l Ridley Scott l USA, UK)
16. Happy Times (2000 l Yimou Zhang l China)

2001-2010
17. Moulin Rouge! (2001 l Baz Luhrmann l USA, Australia)
18. Just Visiting (2001 l Jean-Marie Gaubert l France, USA)
19. The Others (2001 l Alejandro Amenábar l USA, Spain, France, Italy)
20. A Beautiful Mind (2001 l Ron Howard l USA)
21. Irréversible (2002 l Gaspar Noé l France)
22. Dead Weight (2002 l Alain BerbérianFrédéric Forestier l France, UK)
23. Turn Left, Turn Right (2003 l Johnnie ToWai Ka Fai l Hong Kong, Singapore)
24. 21 Grams (2003 l Alejandro González Iñárritu l USA)
25. Love Actually (2003 l Richard Curtis l UK, USA, France)
26. Dogville (2003 l Lars Von Trier l DEN, SWE, UK, FRA, GER, NET, NOR, FIN, ITA)
27. Evil (2003 l Mikael Håfström l Sweden, Denmark)

28. Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004 l Michel Gondry l USA)
29. I Heart Huckabees (2004 l David O. Russell l USA, UK, Germany)
30. Tropical Malady (2004 l Apichatpong Weerasethakul l Thailand, France, Germany, Italy)
31. Bangkok Loco (2004 l Pornchai Hongrattanaporn l Thailand)
32. Sideways (2004 l Alexander Payne l USA)
33. The Chorus (2004 l Christophe Barratier l France, Switzerland, Germany)
34. Perhaps Love (2005 l Peter Chan l China, Malaysia, Hong Kong)

35. Me and You and Everyone We Know (2005 l Miranda July l USA, UK)
36. Transamerica (2005 l Duncan Tucker l USA)
37. The Constant Gardener (2005 l Fernando Meirelles l UK, USA, Germany, China)
38. Lemming (2005 l Dominik Moll l France)
39. Dear Dakanda (2005 l Komgrit Triwimol l Thailand)
40. Dumber Heroes (2005 l Rerkchai Paungpetch l Thailand)
41. The Promise (2005 l Kaige Chen l China, South Korea, USA)
42. Little Miss Sunshine (2006 l Jonathan DaytonValerie Faris l USA)
43. The Illusionist (2006 l Neil Burger l USA, Czech Republic)
44. United 93 (2006 l Paul Greengrass l France, UK, USA)
45. Babel (2006 l Alejandro González Iñárritu l France, USA, Mexico)
46. The Fountain (2006 l Darren Aronofsky l USA, Canada)
47. Syndromes and a Century (2006 l Apichatpong Weerasethakul l Thailand, France, Austria)
48. Children of Men (2006 l Alfonso Cuarón l USA, UK)
49. Dreams (2006 l Mohamed Al Daradji l Iraq)
50. Superman Returns (2006 l Bryan Singer l USA)
51. Miami Vice (2006 l Michael Mann l USA, Germany, Paraguay, Uruguay)
52. Pao’s Story (2006 l Quang Hai Ngo l Vietnam)
53. Shut Up & Sing (2006 l Barbara KoppleCecilia Peck l USA)
54. The Night Time Picnic (2006 l Masahiko Nagasawa l Japan)

55. The Diving Bell and the Butterfly (2007 l Julian Schnabel l France, USA)
56. The Sun Also Rises (2007 l Wen Jiang l China)
57. Across the Universe (2007 l Julie Taymor l USA, UK)
58. The Darjeeling Limited (2007 l Wes Anderson l USA)
59. Silent Light  (2007 l Carlos Reygadas l Mexico, France, Netherlands, Germany)
60. Lars and the Real Girl (2007 l Craig Gillespie l USA, Canada)
61. Body #19 (2007 l Paween Purijitpanya l Thailand)
62. Trade (2007 l Marco Kreuzpaintner l Germany, USA)
63. Hot Fuzz (2007 l Edgar Wright l UK, France, USA)
64. The Orphanage (2007 l J.A. Bayona l Spain)
65. There Will Be Blood (2007 l Paul Thomas Anderson l USA)
66. Water Lilies (2007 l Céline Sciamma l France)

67. Be Kind Rewind (2008 l Michel Gondry l UK, USA)
68. Good Morning, Luang Prabang (2008 l Sakchai DeenanAnousone Sirisackda l Thailand, Laos)
69. The First Day of the Rest of Your Life (2008 l Rémi Bezançon l France)
70. The Dark Knight (2008 l Christopher Nolan l USA, UK)
71. Rachel Getting Married (2008 l Jonathan Demme l USA)
72. (500) Days of Summer (2009 l Marc Webb l USA)
73. Star Trek (2009 l J.J. Abrams l USA, Germany)
74. Mary and Max (2009 l Adam Elliot l Australia)
75. Drag Me to Hell (2009 l Sam Raimi l USA)

76. Shutter Island (2010 l Martin Scorsese l USA)
77. Inception (2010 l Christopher Nolan l USA, UK)
78. Black Swan (2010 l Darren Aronofsky l USA)
79. Insidious (2010 l James Wan l USA, Canada)
80. Let the Bullets Fly (2010 l Wen Jiang l China, Hong Kong)

2011-2013
81. The Adjustment Bureau (2011 l George Nolfi l USA)
82. The Tree of Life (2011 l Terrence Malick l USA)
83. Contagion (2011 l Steven Soderbergh l USA, UAE)

84. Doraemon: Nobita and the New Steel Troops: Angel Wings (2011 l Yukiyo Teramoto l Japan)
85. Give Up Tomorrow (2011 l Michael Collins l USA)
86. Green Days (2011 l Jaehoon AnHyejin Han l South Korea)
87. Friday Killer (2011 l Yuthlert Sippapak l Thailand)
88. The Artist (2011 l Michel Hazanavicius l France, Belgium, USA)
89. Prometheus (2012 l Ridley Scott l USA, UK)
90. Holy Motors (2012 l Leos Carax l France, Germany)
91. Cloud Atlas (2012 l Tom TykwerAndy WachowskiLana Wachowski l GER, USA, HK, Singapore)
92. To the Wonder (2012 l Terrence Malick l USA)

93. Brave (2012 l Mark AndrewsBrenda Chapman l USA)
94. The Dark Knight Rises (2012 l Christopher Nolan l USA, UK)
95. The Secret Life of Walter Mitty (2013 l Ben Stiller l USA)
96. Frozen (2013 l Chris BuckJennifer Lee l USA)

97. The Kings of Summer (2013 l Jordan Vogt-Roberts l USA)
98. Elysium (2013 l Neill Blomkamp l USA)
99. Gravity (2013 l Alfonso Cuarón l USA, UK)
100. Mood Indigo (2013 l Michel Gondry l France, Belgium)

——————————————————————————-

The Other Ones
1. My Cousin Vinny (1992 l Jonathan Lynn l USA)
2. Magnolia (1999 l Paul Thomas Anderson l USA)
3. The Specials (2000 l Craig Mazin l USA)
4. Amélie (2001 l Jean-Pierre Jeunet l France, Germany)
5. Catch Me If You Can (2002 l Steven Spielberg l USA, Canada)
6. Fahrenheit 9/11 (2004 l Michael Moore l USA)
7. Love Is in the Air (2005 l Rémi Bezançon l France)
8. Hidden (2005 l Michael Haneke l France, Austria, Germany, Italy, USA)
9. The Nativity Story (2006 l Catherine Hardwicke l USA)
10. Departures (2008 l Yôjirô Takita l Japan)
11. Tokyo Sonata (2008 l Kiyoshi Kurosawa l Japan, Hong Kong, Netherlands)
12. Flipped (2010 l Rob Reiner l USA)
13. The Ghost Writer (2010 l Roman Polanski l France, Germany, UK)
14. I Carried You Home (2011 l Tongpong Chantarangkul l Thailand, Singapore)

Film’s Characters Conflict

DID YOU KNOW?

ตัวละครหลักจากหนัง 11 เรื่องนี้มีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน..

1. คู่สมรสวัยชรา Georges และ Anne ที่ฝ่ายหญิงมีปัญหาทางความทรงจำ (AMOUR)

2. Rudy Donatello นักดนตรีเกย์ตกอับผู้ต่อสู้เพื่อ Marco Deison เด็กดาวน์ซินโดรมวัย 14 ปี (ANY DAY NOW)

3. กลุ่มวัยรุ่นอเมริกันคลั่งดารา (THE BLING RING)

4. Daigo Kobayashi ชายหนุ่มผู้ได้มองชีวิตในมุมที่ตนไม่เคยสำรวจมาก่อน (DEPARTURES)

5. Max ชายผู้เรียกร้องความยุติธรรมเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของตัวเองและผู้คนอีกมากมาย (ELYSIUM)

6. Roy สตันท์แมน และ Alexandria เด็กหญิงวัย 5 ขวบ (THE FALL)

7. หัวหน้าพนักงานบริการบนเครื่องบินกับลูกน้องของเขา และผู้โดยสาร (I’M SO EXCITED)

8. เด็กหญิงกับชายร่างอ้วนวัย 40 ที่อาศัยอยู่คนละซีกโลก (MARY AND MAX)

9. Tim ชายหนุ่มวัย 21 ปีผู้มีพรสวรรค์พิเศษ (ABOUT TIME)

10. Jasmine หญิงสาวผู้ละสายตาจากสภาพความเป็นจริงและโลกที่ตัวเองอาศัยอยู่ (BLUE JASMINE)

11.ครอบครัวมาเฟียมีอดีตอันฉาวโฉ่ (MALAVITA aka.THE FAMILY)

นั่นคือ..

พวกเขาเหล่านี้กำลังพยายามอย่างสุดกำลังที่จะแก้ปัญหา (Conflict) ที่ตัวเองหรือใครบางคนสร้างขึ้น ทำให้คนดูต้องลุ้น ติดตาม เอาใจช่วยบรรดาตัวละครผู้คิดวิธีแก้ปัญหาแบบฉลาด ๆ (หนังสนุกว่ะ!) หรือแบบโง่ ๆ (หนังอะไรวะ!)

ดังนั้น เมื่อดูจากเส้นเรื่อง.. เจ้าของปัญหา, การแก้ไขปัญหา และบทสรุป ต้องมีความน่าสนใจมากพอ คนดูจึงจะเชื่อถือ รู้สึกสนุก และคล้อยตามไปกับเรื่องราว

หนังที่ดีจึงหลอกล่อให้เรา identify เป็นตัวละครในเรื่องได้อย่างสนิทใจ และหลุดเข้าไปอยู่ในโลกของพวกเขาจนลืมเวลาเลยล่ะครับ

 

มาดูสารคดี The Pirate Bay กันเถอะ!

ใครที่พลาดงาน TPB10: 10 ปี The Pirate Bay ไป ยกมือขึ้น..

*งานฉายภาพยนตร์สารคดี TPB-AFK และพูดคุยกับ อธิป จิตตฤกษ์ เรื่องการต่อสู้ของ The Pirate Bay กรณีกฏหมายและการละเมิดลิขสิทธิ์ต่างๆ และเรื่องเสรีภาพของข้อมูลข่าวสารและความรู้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน 2556 ณ The Reading Room, Bangkok สีลม 19*
https://www.facebook.com/events/621726157850507

ไม่ต้องเสียใจ!
เรามี..

– ภาพจากงาน
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.577694315623920.1073741840.165723333487689&type=1

– คลิปจากงาน 10 ปี The Pirate Bay + พูดคุยกับ อธิป จิตตฤกษ์
http://youtu.be/IrsirwuZjLk

– ลิงค์สำหรับดาวน์โหลดบิททอร์เรนท์ของหนัง TPB:AFK พร้อมซับไตเติ้ลไทย
http://www.mediafire.com/download/939otzsi8sejbr6/TPB_AFK.nrg.torrent
ถ้าใครสนใจดูหนังออนไลน์ (ซับอังกฤษ) ก็ดูได้ที่websiteนี้เลย >>http://watch.tpbafk.tv

– Mechanix Clothing ยังทำเสื้อ 10 ปี The Pirate Bay จำหน่ายด้วยนะ มี 2 สี /สนใจสั่งซื้อ จิ้ม
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=613217098729353&set=a.607687692615627.1073741831.605631632821233&type=1&relevant_count=1

*******************************

ปี 2013 เป็นปีที่ครบรอบ 10 ปี การเปิดทำการเว็บไซต์สวีดิช The Pirate Bay ที่ให้บริการแลกเปลี่ยนไฟล์แบบ peer-to-peer ผ่านระบบบิททอร์เรนต์ โดย The Pirate Bay เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายต่อต้านกฏหมายลิขสิทธิ์ของสวีเดนที่สนับสนุนการแชร์ข้อมูล วัฒนธรรม และทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเสรี โดยในระยะเวลา 10 ปีนี้ The Pirate Bay ต้องเผชิญหน้ากับการฟ้องร้องดำเนินคดีทางกฏหมายอยู่บ่อยครั้ง

ข้อมูลเพิ่มเติม – http://thaipublica.org/2013/06/tpb-afk/

#TPB AFK: The Pirate Bay Away From Keyboard Official

ไม่ได้ดูสารคดีที่เจ๋งขนาดนี้มานาน
เฉือดเฉือน(ด้วยคำพูด)ไปมา ชวนติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ
ส่วนหนึ่งเพราะมันเป็นเรื่องจริงและใกล้ตัวเราด้วยล่ะ
ไม่อยากให้พลาดจริง ๆ ครับ

TPB AFK: THE PIRATE BAY AWAY FROM KEYBOARD / 2013 / SIMON KLOSE / DOCUMENTARY / SWE, DEN, NOR, NET, GER, UK / 82 MIN / DVD / 17.09.13 / A+