CHULAYARNNON SIRIPHOL / TEN YEARS THAILAND

พี่เข้ – 1 ใน ผกก. Thai Aurora !

TheBold.One

ในเมืองไทยมีศิลปินที่เลือกใช้สื่อทางวิดีโอและการแสดงทัศนศิลป์อยู่ไม่มากนัก และหนึ่งในนั้นที่เรียกได้ว่าเป็นศิลปินที่ผลิตผลงานคุณภาพ มีซิกเนเจอร์ชัดเจน โดยเฉพาะการเลือกตั้งคำถามกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในปัจจุบันมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตงานได้อย่างมีชั้นเชิง ก็คือ เข้ จุฬญาณนนท์ ศิริผล ที่เรามักจะเห็นชื่อของเขาปรากฎตามเทศกาลงานศิลปะทั้งในและต่างประเทศอยู่อย่างต่อเนื่อง กับครั้งนี้ที่เข้ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งใน 5 ผู้กำกับของโปรเจ็กต์ TEN YEARS THAILAND โปรเจ็กต์ใหญ่ระดับเอเชียที่เปิดกว้างให้เขาได้ใช้จินตนาการในการตั้งคำถามและหาคำตอบได้อย่างเต็มที่

18766772_748231248678302_5966975861225369811_oการปรากฎตัวในชุดมัธยมชายญี่ปุ่น
– จริงๆ แล้วมันมาจากโปรเจ็กต์ที่เคยทำ ชื่อว่า ข้างหลังภาพ (Behind the Painting) ซึ่งเริ่มต้นจากที่เรากำลังจะได้ไปเป็นศิลปินในพำนัก (Artist in Residency) ที่เมืองอาโอโมริ ประเทศญี่ปุ่น จากการที่เราเสนอโปรเจ็กต์ไปว่าเราจะหยิบวรรณกรรมไทยเรื่อง ข้างหลังภาพ ที่เคยมีการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์กลับมามองในมุมใหม่ ซึ่งหนึ่งในตัวเอกของเรื่องก็คือ นพพร นักศึกษาชายไทยที่ศึกษาอยู่ที่ญี่ปุ่น เราไปได้ชุดนักเรียนมัธยมญี่ปุ่นจากร้านมือสอง ก็เลยใช้ทั้งในโปรเจ็กต์ที่ทำและในชีวิตจริงด้วย เพราะเราว่ามันก็เรียบร้อยดี

IMG_9586ถ้าไม่ใช่นักเรียนญี่ปุ่น เข้จบการศึกษาจาก
– สถาบันฯ ลาดกระบัง สาขาภาพยนตร์และวิดีโอ เราเริ่มทดลองทำวิดีโอแนวนี้ตั้งแต่มัธยม ชอบและสนใจในกระบวนการสร้าง เลยเลือกศึกษาต่อ แต่พอเรียนไปเรื่อยๆ ช่วงประมาณปี 3 – 4 เป็นช่วงที่เราเรียนรู้กระบวนการทำงานภาพยนตร์มากขึ้น ทุกตำแหน่งมีความสำคัญหมด และในการเรียนคือทุกคนต้องหมุนเวียนเปลี่ยนไปทำหน้าที่ต่างๆ ที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่ถนัดหรือเป็นความสนใจด้วย ซึ่งน่าจะเป็นกระบวนการที่ทำให้เรารู้ว่าเราไม่เหมาะกับการทำภาพยนตร์แบบเล่าเรื่องที่ต้องมีตัวละคร มีโครงสร้างโครงเรื่องต่างๆ และอีกส่วนหนึ่งก็คือชอบงานที่สามารถทำคนเดียวหรือสเกลเล็กแบบ 2-3 คนมากกว่า เพราะมันเหมาะกับกระบวนการการสร้างสรรค์งานศิลปะของเรามากกว่าด้วย

งานทัศนศิลป์ (Visual Art) หรือ งานภาพยนตร์
– เราเริ่มจากการทำหนังสั้น ทำมาหลายเรื่องพอสมควร โดยส่วนใหญ่จะเป็นงานสารคดีกับงานทดลอง ทำประกวดบ้างหรือไม่ก็ส่งเทศกาลต่างๆ บ้าง แล้วก็ค้นพบว่าส่วนใหญ่จะเป็นงานทดลอง ซึ่งมันก็จะมีพื้นที่อีกแบบหนึ่งที่เหมาะกับการแสดงผลงานแบบนี้ นั่นคือการจัดแสดงเป็นนิทรรศการในแกลเลอรี่ กลายเป็นว่าผลงานของเราสามารถอยู่ได้ทั้งในแกลเลอรี่และเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ ด้วย จริงๆ เราว่ามันเป็นโจทย์คนละแบบ อย่างมีงานบางชิ้นที่เราก็ออกแบบมาเพื่อให้เป็นภาพยนตร์สั้นเท่านั้น หรือบางงานก็ออกแบบมาให้เป็นวิดีโอที่ฉายในแกลเลอรี่ ดังนั้นกระบวนตั้งต้นในการการออกแบบงานก็แตกต่างกัน อย่างภาพยนตร์สั้นมันก็ต้องการออกแบบเส้นเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละครต่างๆ ต้องระบุสถานที่ และก็ต้องมีการดำเนินเรื่อง แต่สำหรับงานวิดีโอสำหรับแกลเลอรี่จะต้องเน้นที่คอนเซ็ปต์มากกว่า โดยเราเลือกนำเสนอผ่านภาพเคลื่อนไหวทั้งหมด

อย่างงานล่าสุดที่กำลังจัดแสดงที่ SAC
– ชื่องาน Planking & Blinding ชิ้นนี้เหมาะกับอยู่ในแกลเลอรี่มากกว่า เพราะงานที่อยู่ในเทศกาลภาพยนตร์ คนดูจะต้องดูภาพยนตร์ตั้งแต่ต้นจนจบ จาก 1 ไปถึง 10 โดยที่ไม่ได้ลุกไปไหน แต่สำหรับผลงานในแกลเลอรี่ เราไม่สามารถกำหนดคนดูได้ว่าเขาจะได้ดูช่วงไหน ดูเมื่อไหร่ หรือเริ่มดูตรงจุดไหน เพราะฉะนั้นตัววิดีโอที่ปรากฏออกมาก็ควรจะต้องไม่ยาวมาก เดินผ่านมาดูเพียงแค่นาทีเดียวก็สามารถเข้าใจแมสเสจได้

Planking & Blinding
– มันเกิดจากที่เราคิดว่า ความจริงมันมีหลายชุดซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเชื่อว่ามันจริง ทั้งยังต้องอยู่ในบริบทใดๆ อีก เพราะฉะนั้น เราจึงไม่สามารถตัดสินความจริงชุดใดชุดหนึ่งได้ว่าเป็นความจริงแท้ อย่างงาน Planking เราก็ทำช่วงที่การทำ Planking กำลังเป็นที่นิยม แล้วเราก็รู้สึกอยากเล่นด้วย แต่ก็ไม่อยากเล่นเฉยๆ ก็เลยทำเป็นวิดีโอ Planking ในที่ต่างๆ ทุก 8 โมงเช้าและ 6 โมงเย็น ช่วงเวลาของเพลงชาติ ภาพที่ออกมาก็จะเห็นคนที่กำลังหยุดยืนอยู่รอบๆ ส่วน Blinding จะเป็นช่วงประกาศเคอร์ฟิว เราออกมาถือกระดาษเปล่าสีขาว ไปปรากฎตัวอยู่ตามที่ต่างๆ ที่เคยมีการชุมนุมมาก่อน ซึ่งตอนถ่ายก็มีตำรวจมาถามว่า ทำอะไร เพื่อนที่เป็นช่างภาพก็เลยตอบไปว่า “ถ่ายหนังรักอยู่ครับ”…

View original post 244 more words

Advertisements

นิทรรศการ Lucie Masters รวมฮิตช่างภาพระดับมาสเตอร์ 130 คนในงานเดียว

สยาม.มนุษย์.สตรีท

ข่าว และ ภาพ โดย อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล (Sun)

ไม่ใช่ง่ายๆที่เราจะได้ดูงานปริ๊นท์ของช่างภาพระดับมาสเตอร์ 13o คน มากกว่า 200 ภาพ ในงานเดียว แต่ละคนก็คือช่างภาพที่ทรงอิทธิพลแห่งศตวรรษที่ 20 กันทั้งนั้น … นี่มันเป็น Grestest Hits ของคนรักภาพถ่ายชัดๆ

“Lucie Masters” นิทรรศการภาพครั้งล่าสุดของแกลอรี่ House of Lucies ได้รวบรวมเอางานของช่างภาพอย่าง Elliott Erwitt, Henri Cartier-Bresson , Mary Ellen Mark, Joel Meyerowitz, Martin Parr, Josef Koudelka, Duane Michales, Melvin Sokolsky, Greg Gorman , Lillian Bassman และอีกมากมาย ทั้งหมดนี่ก็คือช่างภาพที่ได้รับรางวัล Lucie Awards ระหว่างช่วงปี 2003 – 2016  ด้วย

งานปริ๊นท์ที่เอามาโชว์ มีทั้งงานปริ๊นท์ต้นฉบับจากศิลปินเลย และปริ๊นท์ใหม่ที่ปริ๊นท์จากไฟล์ต้นฉบับของทางช่างภาพเองด้วย  มั่นใจได้ว่าเรากำลังดูงานมาสเตอร์กันจริงๆ งานนี้ชมกันฟรี แบบยาวๆถึง 30 กันยายน 2017 กันเลยทีเดียว

House of Lucie อยู่เอกมัย ซอย 8

www.facebook.com/HouseofLucie

View original post

Why the Cannes Short Film Corner is not important

You're not in Cannes anymore

You submitted your film to the Cannes Short Film Corner, paid the €85 entry fee, and bam, within a day they recognized your artistic brilliance and accepted your film!

You knew it! All these years you were right! You’re a modern auteur, whose career is about to blossom. A genius of the highest order. Your film is a Cannes Official Selection!

Only – it’s not. And no festival makes programming decisions in a day.

You have misunderstood what the Cannes Short Film Corner is and its importance.

If you live far away, then before you waste thousands on getting there or ask someone to pay for you, you should understand what the Short Film Corner is about so you can make informed decisions.

What is the Cannes Short Film Corner?

The Cannes Short Film Corner is not the same as being accepted into competition at the Festival de Cannes (Cannes Film Festival). As the Short Film Corner’s website…

View original post 2,912 more words

Get A Sneak Peek Of The “Love Actually” Reunion

“อภิชาติพงศ์” ให้สัมภาษณ์สื่อฮ่องกง ไทยกำลังกลายเป็นส่วนผสมของสิงคโปร์-เกาหลีเหนือ

“บุคคลผู้มีความคิดสร้างสรรค์จำเป็นจะต้องกล้าตั้งคำถาม”

คนมองหนัง

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ให้สัมภาษณ์กับ วิเวียน โจว แห่งเว็บไซต์ qz.com ว่าสภาพการเมืองการปกครองของประเทศไทยในช่วงสองปีที่ผ่านมา ภายหลังการรัฐประหาร มิได้เพียงนำพาประเทศให้ย้อนหลังกลับไปสู่อดีตเท่านั้น แต่สิทธิเสรีภาพของประชาชนพลเมืองยังถูกคุกคามอีกด้วย

“มันกำลังกลายเป็นส่วนผสมระหว่างสิงคโปร์กับเกาหลีเหนือ” ผู้กำกับชื่อดัง กล่าวถึงบ้านเกิดเมืองนอนของตน

อภิชาติพงศ์ให้สัมภาษณ์กับโจว ระหว่างเดินทางมาร่วมงานเปิดนิทรรศการศิลปะ The Serenity of Madness ของเขา ซึ่งจะสัญจรมาจัดแสดงที่ฮ่องกงจนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้

นิทรรศการของคนทำหนังระดับโลกจากไทย เกิดขึ้นหลังจากที่ฮ่องกงเพิ่งมีการเลือกตั้งทั่วไป โดยอภิชาติพงศ์ชี้ว่า แม้คนฮ่องกงจะยังไม่ได้สัมผัสกับระบอบประชาธิปไตยแบบเต็มใบ แต่พวกเขาก็ยังได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้แทนฯ ของตน และสามารถแสดงความเห็นได้อย่างเสรีในระดับหนึ่ง ซึ่งนั่นส่งผลให้เขารู้สึกเศร้าใจกับชะตากรรมของประเทศบ้านเกิด

“ผมอดไม่ได้ที่จะคิดไปถึงภาวะที่หลายๆ อย่าง กำลังเดินทางย้อนกลับหลัง (ในประเทศไทย) ผมคิดฝันมาตลอดว่าจะมีรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนการพัฒนางานทางด้านวัฒนธรรม แต่แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แผนการพัฒนาวัฒนธรรมถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ขณะที่งบประมาณกองทัพกลับเพิ่มสูงขึ้น ยังไม่รวมถึงภาวะของการเซ็นเซอร์ที่กำลังเกิดขึ้น ผมจึงรู้สึกอิจฉาภาวะในฮ่องกง ที่ผลงานด้านวัฒนธรรมสามารถบูรณาการร่วมกับชุมชนได้ นอกจากนี้ ชาวฮ่องกงยังสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับอิสรภาพของตนเองได้อยู่”

อภิชาติพงศ์ยังระบุว่า ภาวะที่คนไทยส่วนใหญ่เลือกจะยอมก้มหัวให้แก่ระบอบอำนาจปัจจุบัน ได้ส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างย่ำแย่ลง เขาเชื่อว่าวัฒนธรรมแบบขงจื๊อที่ลงรากลึก ได้ส่งอิทธิพลทางความคิดให้คนไทยรุ่นแล้วรุ่นเล่าเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม และยอมรับว่ากองทัพเป็นสถาบันหลักของประเทศ

“บรรดาขุนศึกจึงเข้ามายึดอำนาจเป็นวงจรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปัญหาทางการเมืองไม่ได้ถูกแก้ด้วยระบบรัฐสภา แต่ถูกแก้ด้วยการใช้กำลัง ประชาชนคุ้นเคยกับวิถีทางแบบนี้ พวกเขาให้การยอมรับกองทัพ พวกเขาชื่นชอบที่จะมี ‘คุณพ่อคุณแม่’ เข้ามาคุ้มครองดูแล และรักษาความสงบเรียบร้อยให้แก่สังคม ด้วยการใช้รถถังและปืน”

แม้ผู้กำกับดังจะเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ตื่นรู้ทางการเมือง แต่เขาระบุว่ามีศิลปินไทยบางรายที่ตัดสินใจจะท้าทายภาวะแน่นิ่งเช่นนั้นด้วยผลงานศิลปะที่กระตุ้นให้ผู้ชมได้ฉุกคิด แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติ และให้ลงนามยอมรับที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารก็ตาม

ท้ายสุดของการสนทนา อภิชาติพงศ์ยืนยันกับโจวว่า

“บุคคลผู้มีความคิดสร้างสรรค์จำเป็นจะต้องกล้าตั้งคำถาม”

ที่มา http://qz.com/789448

View original post

TALES OF NATURE (ICELAND PART)

Awesome!

ABOVE THE MARS

above23

As I’ve told you..’In this big blue planet’ there are full of wonders and unexpected.

So why you’ve try to see it though the eyes of someone else.

won’t you go to see it on yourself. make your own life.

just start living I mean real living. If not now, When?

        ถ้าพูดถึงจุดเริ่มต้นของการเดินทาง คงต้องย้อนกลับไปไกลหน่อย เราได้ยินชื่อ ‘ไอซ์แลนด์’ มานานมาก ตั้งแต่สมัยยังเด็ก ในความคิดตอนนั้น มันคงเป็นเมืองแห่งน้ำแข็งแน่ๆ อาจเพราะมันดูไกลตัวเรามาก ไกลจนเกินที่จะคิดว่าซักวันนึงเราจะไปยืนอยู่ตรงนั้นได้

        ภาพไอซ์แลนด์ชัดขึ้นอีกครั้ง เมื่อตอนที่เค้าโผล่มาให้เห็นในเรื่อง The Secret of Walter Mitty วิวที่คุณมิตตี้ ไถเสก็ตบอร์ดลงมาจากภูเขาสีเขียวลูกใหญ่ มันจุดประกายความอยากรู้จักไอซ์แลนด์ขึ้นมาอีกครั้ง

        ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เราเริ่มเซฟเอาภาพไอซ์แลนด์มาเก็บไว้ และมันก็เริ่มสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเสียงจากเพื่อนสนิทก็พูดขึ้นมาว่า ‘ไปไอซ์แลนด์กัน !’ และเราก็ตอบตกลงไปโดยไม่ทันคิดอะไร ทั้งที่ไม่มีความพร้อมในทุกๆ ด้านเลย มันเหมือนกับถูกความฝันส่วนนึง พยายามดึงเราไป ให้ไปพบกับสถานที่ที่รอคอยเราอยู่ เราเริ่มพูดคุยกันเรื่องนี้มากขึ้น วางแผนเตรียมตัว จนถึงวันที่เราออกเดินทาง

วินาทีแรกที่เท้าของเราก้าวออกจากตัวเครื่อง ลมแรงและเม็ดฝนก็ผ่านเข้ามาปะทะที่ตัวอย่างจัง เสมือนกับเป็นคำทักทายคำแรก จากดินแดนแห่งดาวอังคาร


img_0917

img_4345

แพลนการเดินทางของเราทั้งหมดคือ

Day 1 Bruarfoss – Gullfoss – Ljotipollur – Landmannalaugar

Day 2 start trekking – finish trekking

Day 3 Seljafoss – Skogafoss – Wreck airplane – Vik Black sand

Day 4 Myrdalssandur – Fjadrarglijufur – Svartifoss

Day 5 Jokulsalon+black sand – Vestrahorn

Day 6 Hengifoss – Dettifoss – Godafoss

View original post 1,193 more words

จิตร โพธิ์แก้ว : “บริบท” และ “ปัจจัยสำคัญ 3 ประการ” ของ “วงการหนังสั้นไทย” ในรอบ 15-20 ปี

คนมองหนัง

คำกล่าวแนะนำหนังสั้นในโปรแกรม “ความปรารถนาของคุณจิตร” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20 โดยจิตร โพธิ์แก้ว

โปรแกรมนี้ก็เป็นเพราะคุณชลิดา (เอื้อบำรุงจิต – รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ และผู้จัดเทศกาลหนังสั้น) ขอให้เลือกหนังที่ผมอยากดูอีกรอบ ก็เลยเลือกหนังที่หายากหน่อย

หนังทั้ง 7 เรื่องในโปรแกรมนี้เป็นหนังที่ผมเคยดูเมื่อประมาณ 15-20 ปีที่แล้ว แล้วก็ชอบมาก แล้วก็มันมีอะไรค้างคาใจ แล้วก็ส่วนใหญ่แล้ว ผู้กำกับหลายคนใน 7 เรื่องนี้ เป็นคนที่ผมไม่รู้จักเลย ผมก็เลยไม่สามารถขอหนังเขามาดูได้อีก

แล้วมันก็เป็นหนังที่ทำก่อนยุคยูทูบด้วย คือผมก็ได้ดูครั้งเดียวเมื่อ 15-20 ปีก่อน แล้วมันก็เหมือนหายสาบสูญไปเลย ผมก็เลยเลือกหนังชุดนี้มา เพราะสองคุณสมบัติสำคัญ

คือว่าเป็นหนังที่ผมชอบมาก แล้วก็มันหายาก แล้วส่วนใหญ่ เพื่อนๆ ซีเนไฟล์ของผมก็ไม่เคยดูหนังกลุ่มนี้เลย ก็เลยเลือกหนังกลุ่มนี้มาครับ

ขอพูดถึงรวมๆ แล้วกันว่าเวลาดูหนังกลุ่มนี้แล้ว ก็ให้คำนึงถึง “บริบทของเวลา” เป็นสำคัญ เพราะว่ามันทำขึ้นเมื่อ 15-20 ปีก่อน เพราะฉะนั้น ถ้าเรามองจากมุมมองปัจจุบัน แล้วเอาไปตัดสินมัน มันก็อาจไม่ยุติธรรมกับตัวหนัง เพราะว่าช่วง 15-20 ปีก่อน อย่างน้อย มันจะส่งผลกระทบต่อ “ปัจจัยสำคัญ” 3 ประการ คือ

หนึ่ง “เทคโนโลยี” เพราะว่ายุคนั้นมันยังไม่มีกล้องมือถือ หนังบางเรื่องในกลุ่มนี้ เราดูแล้วอาจรู้สึกว่า โอ๊ย! เด็กมัธยมฯ เด็กประถมฯ ก็ทำหนังแบบนี้ได้ ใช้กล้องมือถือถ่ายก็ได้ แต่เราต้องไม่ลืมว่า 15-20 ปีก่อน มันยังไม่มีเทคโนโลยีกล้องมือถือ เพราะฉะนั้น หนังบางเรื่องในกลุ่มนี้ที่ผมดูแล้วประทับใจ ก็เป็นเพราะว่าสมัยนั้น มันยังไม่ค่อยทำหนังแบบนี้กัน เพราะปัจจัยด้านเทคโนโลยี

สอง คือ ปัจจัยด้าน “สังคม-การเมือง” คือผมก็จำเนื้อเรื่องในหนัง 7 เรื่องนี้ไม่ค่อยได้ แต่รู้สึกว่า ถ้าจำไม่ผิด มันจะมีบางเรื่องที่เป็นหนังที่อาจจะต่อต้านทุนนิยม แต่เราต้องอย่าลืมว่า 15-20 ปีก่อน เรายังไม่มีรัฐประหาร ไม่มีปัญหาประชาธิปไตย ไม่มีปัญหาเผด็จการอะไรพวกนี้

เพราะฉะนั้น การดูหนังต่อต้านทุนนิยมที่สร้างขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน กับการดูหนังไทยที่ต่อต้านทุนนิยมที่สร้างขึ้นในยุคปัจจุบัน เวลาเราจะตัดสินใจหนัง (สองกลุ่มนี้) เราต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านสังคม-การเมืองเมื่อ 15-20 ปีก่อน ด้วยว่ามันแตกต่างจากเมืองไทยในยุคปัจจุบันแบบ “หน้ามือเป็นหลังเท้า” ขนาดไหน

ปัจจัยที่สาม ก็คือว่าการที่หนังสัก 4 ใน 7 เรื่องนี้ อาจจะมีลักษณะในแบบหนัง “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ซึ่งจริงๆ แล้ว ในยุคปัจจุบัน มันมีหนังไทยที่ “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” เยอะมากๆ เลย แต่ว่าการที่ผมประทับใจหนังกลุ่มนี้มากเมื่อ 15-20 ปีก่อน เป็นเพราะว่ามันยังไม่ค่อยมีหนังไทย “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ในยุคนั้นมากนะครับ

เพราะว่าหนังในกลุ่มนี้มันสร้างขึ้นในปี 1997-2003 ซึ่งยุคนั้นเป็นยุคที่ผู้กำกับหลายคนยังไม่โด่งดัง มันจะมีผู้กำกับอย่างอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, ศะศิธร อริยะวิชา, พิมพกา โตวิระ หรือว่าคุณอารยา ราษฎร์จำเริญสุข หรือว่าอุรุพงษ์ รักษาสัตย์ คือกลุ่มนี้จะทำหนังสั้น “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ออกมาแล้วในยุคนั้น แต่ก็ยังไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับประเทศ เพราะฉะนั้น…

View original post 54 more words