Get A Sneak Peek Of The “Love Actually” Reunion

Red Nose Day Actually (2017)
http://www.imdb.com/title/tt6582384

The Sequel of Love Actually (2003)

The Harlton Empire

Lead Image: IMDB

The filming for the new Love Actually sketch for Britain’s Red Nose Day charity event has started. Andrew Lincoln‘s back with his cards and Hugh Grant‘s still the British Prime Minister!

Check out these behind the scene photos below:

View original post 265 more words

“อภิชาติพงศ์” ให้สัมภาษณ์สื่อฮ่องกง ไทยกำลังกลายเป็นส่วนผสมของสิงคโปร์-เกาหลีเหนือ

“บุคคลผู้มีความคิดสร้างสรรค์จำเป็นจะต้องกล้าตั้งคำถาม”

คนมองหนัง

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ให้สัมภาษณ์กับ วิเวียน โจว แห่งเว็บไซต์ qz.com ว่าสภาพการเมืองการปกครองของประเทศไทยในช่วงสองปีที่ผ่านมา ภายหลังการรัฐประหาร มิได้เพียงนำพาประเทศให้ย้อนหลังกลับไปสู่อดีตเท่านั้น แต่สิทธิเสรีภาพของประชาชนพลเมืองยังถูกคุกคามอีกด้วย

“มันกำลังกลายเป็นส่วนผสมระหว่างสิงคโปร์กับเกาหลีเหนือ” ผู้กำกับชื่อดัง กล่าวถึงบ้านเกิดเมืองนอนของตน

อภิชาติพงศ์ให้สัมภาษณ์กับโจว ระหว่างเดินทางมาร่วมงานเปิดนิทรรศการศิลปะ The Serenity of Madness ของเขา ซึ่งจะสัญจรมาจัดแสดงที่ฮ่องกงจนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้

นิทรรศการของคนทำหนังระดับโลกจากไทย เกิดขึ้นหลังจากที่ฮ่องกงเพิ่งมีการเลือกตั้งทั่วไป โดยอภิชาติพงศ์ชี้ว่า แม้คนฮ่องกงจะยังไม่ได้สัมผัสกับระบอบประชาธิปไตยแบบเต็มใบ แต่พวกเขาก็ยังได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้แทนฯ ของตน และสามารถแสดงความเห็นได้อย่างเสรีในระดับหนึ่ง ซึ่งนั่นส่งผลให้เขารู้สึกเศร้าใจกับชะตากรรมของประเทศบ้านเกิด

“ผมอดไม่ได้ที่จะคิดไปถึงภาวะที่หลายๆ อย่าง กำลังเดินทางย้อนกลับหลัง (ในประเทศไทย) ผมคิดฝันมาตลอดว่าจะมีรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนการพัฒนางานทางด้านวัฒนธรรม แต่แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แผนการพัฒนาวัฒนธรรมถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ขณะที่งบประมาณกองทัพกลับเพิ่มสูงขึ้น ยังไม่รวมถึงภาวะของการเซ็นเซอร์ที่กำลังเกิดขึ้น ผมจึงรู้สึกอิจฉาภาวะในฮ่องกง ที่ผลงานด้านวัฒนธรรมสามารถบูรณาการร่วมกับชุมชนได้ นอกจากนี้ ชาวฮ่องกงยังสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับอิสรภาพของตนเองได้อยู่”

อภิชาติพงศ์ยังระบุว่า ภาวะที่คนไทยส่วนใหญ่เลือกจะยอมก้มหัวให้แก่ระบอบอำนาจปัจจุบัน ได้ส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างย่ำแย่ลง เขาเชื่อว่าวัฒนธรรมแบบขงจื๊อที่ลงรากลึก ได้ส่งอิทธิพลทางความคิดให้คนไทยรุ่นแล้วรุ่นเล่าเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม และยอมรับว่ากองทัพเป็นสถาบันหลักของประเทศ

“บรรดาขุนศึกจึงเข้ามายึดอำนาจเป็นวงจรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปัญหาทางการเมืองไม่ได้ถูกแก้ด้วยระบบรัฐสภา แต่ถูกแก้ด้วยการใช้กำลัง ประชาชนคุ้นเคยกับวิถีทางแบบนี้ พวกเขาให้การยอมรับกองทัพ พวกเขาชื่นชอบที่จะมี ‘คุณพ่อคุณแม่’ เข้ามาคุ้มครองดูแล และรักษาความสงบเรียบร้อยให้แก่สังคม ด้วยการใช้รถถังและปืน”

แม้ผู้กำกับดังจะเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ตื่นรู้ทางการเมือง แต่เขาระบุว่ามีศิลปินไทยบางรายที่ตัดสินใจจะท้าทายภาวะแน่นิ่งเช่นนั้นด้วยผลงานศิลปะที่กระตุ้นให้ผู้ชมได้ฉุกคิด แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติ และให้ลงนามยอมรับที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารก็ตาม

ท้ายสุดของการสนทนา อภิชาติพงศ์ยืนยันกับโจวว่า

“บุคคลผู้มีความคิดสร้างสรรค์จำเป็นจะต้องกล้าตั้งคำถาม”

ที่มา http://qz.com/789448

View original post

TALES OF NATURE (ICELAND PART)

Awesome!

ABOVE THE MARS

above23

As I’ve told you..’In this big blue planet’ there are full of wonders and unexpected.

So why you’ve try to see it though the eyes of someone else.

won’t you go to see it on yourself. make your own life.

just start living I mean real living. If not now, When?

        ถ้าพูดถึงจุดเริ่มต้นของการเดินทาง คงต้องย้อนกลับไปไกลหน่อย เราได้ยินชื่อ ‘ไอซ์แลนด์’ มานานมาก ตั้งแต่สมัยยังเด็ก ในความคิดตอนนั้น มันคงเป็นเมืองแห่งน้ำแข็งแน่ๆ อาจเพราะมันดูไกลตัวเรามาก ไกลจนเกินที่จะคิดว่าซักวันนึงเราจะไปยืนอยู่ตรงนั้นได้

        ภาพไอซ์แลนด์ชัดขึ้นอีกครั้ง เมื่อตอนที่เค้าโผล่มาให้เห็นในเรื่อง The Secret of Walter Mitty วิวที่คุณมิตตี้ ไถเสก็ตบอร์ดลงมาจากภูเขาสีเขียวลูกใหญ่ มันจุดประกายความอยากรู้จักไอซ์แลนด์ขึ้นมาอีกครั้ง

        ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เราเริ่มเซฟเอาภาพไอซ์แลนด์มาเก็บไว้ และมันก็เริ่มสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเสียงจากเพื่อนสนิทก็พูดขึ้นมาว่า ‘ไปไอซ์แลนด์กัน !’ และเราก็ตอบตกลงไปโดยไม่ทันคิดอะไร ทั้งที่ไม่มีความพร้อมในทุกๆ ด้านเลย มันเหมือนกับถูกความฝันส่วนนึง พยายามดึงเราไป ให้ไปพบกับสถานที่ที่รอคอยเราอยู่ เราเริ่มพูดคุยกันเรื่องนี้มากขึ้น วางแผนเตรียมตัว จนถึงวันที่เราออกเดินทาง

วินาทีแรกที่เท้าของเราก้าวออกจากตัวเครื่อง ลมแรงและเม็ดฝนก็ผ่านเข้ามาปะทะที่ตัวอย่างจัง เสมือนกับเป็นคำทักทายคำแรก จากดินแดนแห่งดาวอังคาร


img_0917

img_4345

แพลนการเดินทางของเราทั้งหมดคือ

Day 1 Bruarfoss – Gullfoss – Ljotipollur – Landmannalaugar

Day 2 start trekking – finish trekking

Day 3 Seljafoss – Skogafoss – Wreck airplane – Vik Black sand

Day 4 Myrdalssandur – Fjadrarglijufur – Svartifoss

Day 5 Jokulsalon+black sand – Vestrahorn

Day 6 Hengifoss – Dettifoss – Godafoss

View original post 1,193 more words

จิตร โพธิ์แก้ว : “บริบท” และ “ปัจจัยสำคัญ 3 ประการ” ของ “วงการหนังสั้นไทย” ในรอบ 15-20 ปี

คนมองหนัง

คำกล่าวแนะนำหนังสั้นในโปรแกรม “ความปรารถนาของคุณจิตร” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20 โดยจิตร โพธิ์แก้ว

โปรแกรมนี้ก็เป็นเพราะคุณชลิดา (เอื้อบำรุงจิต – รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ และผู้จัดเทศกาลหนังสั้น) ขอให้เลือกหนังที่ผมอยากดูอีกรอบ ก็เลยเลือกหนังที่หายากหน่อย

หนังทั้ง 7 เรื่องในโปรแกรมนี้เป็นหนังที่ผมเคยดูเมื่อประมาณ 15-20 ปีที่แล้ว แล้วก็ชอบมาก แล้วก็มันมีอะไรค้างคาใจ แล้วก็ส่วนใหญ่แล้ว ผู้กำกับหลายคนใน 7 เรื่องนี้ เป็นคนที่ผมไม่รู้จักเลย ผมก็เลยไม่สามารถขอหนังเขามาดูได้อีก

แล้วมันก็เป็นหนังที่ทำก่อนยุคยูทูบด้วย คือผมก็ได้ดูครั้งเดียวเมื่อ 15-20 ปีก่อน แล้วมันก็เหมือนหายสาบสูญไปเลย ผมก็เลยเลือกหนังชุดนี้มา เพราะสองคุณสมบัติสำคัญ

คือว่าเป็นหนังที่ผมชอบมาก แล้วก็มันหายาก แล้วส่วนใหญ่ เพื่อนๆ ซีเนไฟล์ของผมก็ไม่เคยดูหนังกลุ่มนี้เลย ก็เลยเลือกหนังกลุ่มนี้มาครับ

ขอพูดถึงรวมๆ แล้วกันว่าเวลาดูหนังกลุ่มนี้แล้ว ก็ให้คำนึงถึง “บริบทของเวลา” เป็นสำคัญ เพราะว่ามันทำขึ้นเมื่อ 15-20 ปีก่อน เพราะฉะนั้น ถ้าเรามองจากมุมมองปัจจุบัน แล้วเอาไปตัดสินมัน มันก็อาจไม่ยุติธรรมกับตัวหนัง เพราะว่าช่วง 15-20 ปีก่อน อย่างน้อย มันจะส่งผลกระทบต่อ “ปัจจัยสำคัญ” 3 ประการ คือ

หนึ่ง “เทคโนโลยี” เพราะว่ายุคนั้นมันยังไม่มีกล้องมือถือ หนังบางเรื่องในกลุ่มนี้ เราดูแล้วอาจรู้สึกว่า โอ๊ย! เด็กมัธยมฯ เด็กประถมฯ ก็ทำหนังแบบนี้ได้ ใช้กล้องมือถือถ่ายก็ได้ แต่เราต้องไม่ลืมว่า 15-20 ปีก่อน มันยังไม่มีเทคโนโลยีกล้องมือถือ เพราะฉะนั้น หนังบางเรื่องในกลุ่มนี้ที่ผมดูแล้วประทับใจ ก็เป็นเพราะว่าสมัยนั้น มันยังไม่ค่อยทำหนังแบบนี้กัน เพราะปัจจัยด้านเทคโนโลยี

สอง คือ ปัจจัยด้าน “สังคม-การเมือง” คือผมก็จำเนื้อเรื่องในหนัง 7 เรื่องนี้ไม่ค่อยได้ แต่รู้สึกว่า ถ้าจำไม่ผิด มันจะมีบางเรื่องที่เป็นหนังที่อาจจะต่อต้านทุนนิยม แต่เราต้องอย่าลืมว่า 15-20 ปีก่อน เรายังไม่มีรัฐประหาร ไม่มีปัญหาประชาธิปไตย ไม่มีปัญหาเผด็จการอะไรพวกนี้

เพราะฉะนั้น การดูหนังต่อต้านทุนนิยมที่สร้างขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน กับการดูหนังไทยที่ต่อต้านทุนนิยมที่สร้างขึ้นในยุคปัจจุบัน เวลาเราจะตัดสินใจหนัง (สองกลุ่มนี้) เราต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านสังคม-การเมืองเมื่อ 15-20 ปีก่อน ด้วยว่ามันแตกต่างจากเมืองไทยในยุคปัจจุบันแบบ “หน้ามือเป็นหลังเท้า” ขนาดไหน

ปัจจัยที่สาม ก็คือว่าการที่หนังสัก 4 ใน 7 เรื่องนี้ อาจจะมีลักษณะในแบบหนัง “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ซึ่งจริงๆ แล้ว ในยุคปัจจุบัน มันมีหนังไทยที่ “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” เยอะมากๆ เลย แต่ว่าการที่ผมประทับใจหนังกลุ่มนี้มากเมื่อ 15-20 ปีก่อน เป็นเพราะว่ามันยังไม่ค่อยมีหนังไทย “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ในยุคนั้นมากนะครับ

เพราะว่าหนังในกลุ่มนี้มันสร้างขึ้นในปี 1997-2003 ซึ่งยุคนั้นเป็นยุคที่ผู้กำกับหลายคนยังไม่โด่งดัง มันจะมีผู้กำกับอย่างอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, ศะศิธร อริยะวิชา, พิมพกา โตวิระ หรือว่าคุณอารยา ราษฎร์จำเริญสุข หรือว่าอุรุพงษ์ รักษาสัตย์ คือกลุ่มนี้จะทำหนังสั้น “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ออกมาแล้วในยุคนั้น แต่ก็ยังไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับประเทศ เพราะฉะนั้น…

View original post 54 more words

สภาวะแห่งรัก

บทสัมภาษณ์เราถึงหนังเรื่องใหม่ โดย น้อง Aut  😀

เขียนๆ วาดๆ ถ่ายๆ กลายเป็น blogๆ

สภาวะแห่งรัก

            ใน Puppy love, ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับรักแท้และภพชาติออกมาในรูปแบบหนังสารคดีผสมเล่าเรื่อง โดยที่เหตุการณ์เกิดขึ้นในไทยและไอซ์แลนด์

b 02.1

By Jirapat S. & Warinda T.

            บ่ายวันนี้ได้เจอ ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ ผู้กำกับหนังเรื่อง “Puppy love” ที่ปล่อยตัวอย่างออกมาสักพักแล้ว เลยสบโอกาสนั่งคุย สอบถามถึงที่มาที่ไปหนังเรื่องใหม่ของเขา ซึ่งพูดถึงประเด็นเรื่องความรักเป็นหลัก โดยที่เราไม่คาดคิดว่าตัวเขาจะสนใจและและรู้สึกกับเรื่องความรักได้มากมายขนาดนี้

            เผื่อใครยังไม่รู้จัก เขาคือผู้อยู่เบื้องหลังโครงการ Thai Aurora at the Horizon หนังสั้นการเมืองไทยในอุดมคติ ในฐานะ Project Director ผู้ริเริ่มและพาหนังเดินสายฉายออนทัวร์ทั่วประเทศกว่า 10 แห่งเมื่อปี 2014 และงานเทศกาลหนังสารคดี Doc Weekend จัดที่ TK park เมื่อปีที่แล้ว

            นอกจากนี้เรายังได้อัพเดตงานที่เขาทำอยู่ตอนนี้ รวมถึงโปรเจกต์ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่และกำลังจะเกิดขึ้นอนาคต.. มาทำความรู้จักกับตัวตนและมุมมองความรักของ ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ ผ่านงานของเขากัน!

          “บางทีความหมายของ ‘คู่แท้’ อาจไม่ได้หมายถึงแฟนเสมอไป มันอาจมาในรูปอื่นก็ได้”

Q :  ก่อนอื่นเลย อยากรู้ว่าได้แรงบันดาลใจจากไหน ทำไมถึงเลือกประเด็นนี้มาทำหนัง

            A : แรงบันดาลใจเกิดจากเรื่องใกล้ ๆ ตัว เกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นแบบมาไวไปไว สงสัยว่าคนที่เราเจอ และรู้สึกดีด้วยแบบมาก ๆ ประมาณว่าคิดเกินเพื่อนกับเค้า คิดว่าเค้าใช่สำหรับเรา ที่ไม่นานกลับมีอันให้ต้องห่างหายกันไป  ความจริงแล้วเค้าเป็นเนื้อคู่หรือเป็นรักแท้ของเราจริงหรือเปล่า ด้วยความสงสัยถึงที่มาและสาเหตุ ก็เลยหยิบเอาเรื่องคู่แท้และชาติภพมาสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นเพื่อหาคำตอบครับ

 Q : แล้วได้คำตอบไหม   

            A : สำหรับเราคิดว่าได้นะ.. บางทีความหมายของ ‘คู่แท้’ อาจไม่ได้หมายถึงแฟนเสมอไป มันอาจมาในรูปอื่นก็ได้.. คือรู้สึกว่าไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นอะไรกับความรักเลย (หัวเราะ)  เพราะเราจะเป็นพวกชอบยึดติดไง ซึ่งกับคนดูที่บุคลิกคล้ายกับเราก็น่าจะอิน Message ในบทสรุปง่ายขึ้น แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนดูทั่วไปที่ไม่ได้คุยกับเรา ดูแล้วจะเก็ทไหม  แต่เราก็ไกด์ในเรื่องนี้ไปตั้งแต่โปสเตอร์ที่เป็นประโยคของ  Charles Darwin พูดถึงเรื่องทฤษฎีการอยู่รอดแล้วว่า

            “It is not the strongest of the species that survives, nor the most intelligent that…

View original post 911 more words

Batman v Superman: Dawn of Justice Film Talk

Another Opinion to BVS.

puroii

มาทำความเข้าใจกันก่อนอ่าน

  1. เราไม่เขียนเรื่องย่อ เพราะคิดว่าเสิร์ชหาได้เองตามเว็บไซต์ทั่วไป
  2. เราไม่ให้คะแนน แต่อยากให้อ่านแล้วคิดเอาเอง เพราะส่วนตัวคิดว่าถ้าเห็นคะแนนแล้ว ในใจทุกคนก็จะตัดสินหนังไปแล้วระดับหนึ่ง
  3. อาจเหมาะกับคนที่ดูแล้วมากกว่า เหมือนมานั่งคุยกันหลังดูหนัง (แต่คนยังไม่ดูก็อ่านได้ ถ้าพร้อมรับ spoilers)
  4. เราไม่มีความรู้เรื่องหนังหรือการแสดง เขียนจากความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ

______________________________________

Batman v Superman: Dawn of Justice

Batman-V-Superman-Dawn-of-Justice

หนึ่งคือเราไม่เคยอ่านคอมมิค สองคือเราไม่เคยดูหนังใดๆ เกี่ยวกับแบทแมนหรือซูเปอร์แมนมาก่อน (อย่าแปลกใจเลย บอกแล้วว่าแต่ก่อนไม่ใช่คนดูหนัง) สามคือเราไม่ได้อ่านรีวิวใดๆ เพราะไม่มีเวลา รู้แต่ว่ากระแสสับสนพอสมควร ดังนั้นนี่จะเป็นรีวิวที่เข้าไปแบบโล่งมากและกลับออกมาเขียนแบบจริงใจมาก

แน่นอนว่าหนังก็ไม่ได้เพอร์เฟ็ค ไม่ได้ถึงขั้นน่าอวย แต่ไม่ได้บอกว่ามันแย่ขนาดดูไม่ได้ ค่อนข้างพึงพอใจในระดับหนึ่งสำหรับคนที่เข้าไปแบบไม่ได้คาดหวังอะไรอย่างเรา

บทดูล้นๆ เกินๆ ไปค่อนข้างเยอะ เข้าใจว่าคนเขียนอยากปูเรื่องให้คนเข้าใจที่มาที่ไปและทุกอย่างมันดูน่านำเสนอให้คนดูรู้ แต่ด้วยเวลาจำกัด (ที่ก็นานมากพอแล้ว) ทำให้การดำเนินเรื่องมันสะเปะสะปะไปหน่อย เหมือนมีเรื่องซ้อนเรื่องซ้อนเรื่องเข้าไปอีก ตัดสลับฉากค่อนข้างบ่อยจนอาจสร้างความสับสนให้กับคนดู แต่สุดท้ายก็นำมาที่จุดเดียวกัน ชอบที่ตัวละครต่างมี back story ของตัวเอง แต่จะให้อัดเรื่องของทุกคนเข้ามาในหนังเรื่องเดียวมันทำได้ยากอย่างที่บอก

สิ่งที่ชอบมาก คือ ฉากเปิดแรกของหนูน้อยเวย์นในงานศพพ่อแม่ ตอนที่บรูซวัยเด็กกำลังวิ่งออกมาจากงานศพ ภาพตัดไปที่ flashback ตอนพ่อแม่ถูกฆ่า น้องล้มลุกคลุกคลานแล้วก็ตกลงไปในหลุม มันทั้ง cinematic และ parallel ไปด้วยกันในสถานการณ์ที่แตกต่าง อย่างตอนพ่อโดนยิงล้มลง บรูซก็กำลังล้มลง ถึงจะเห็นฉากนี้มานักต่อนักแล้ว แต่มันสวยงามในแบบที่ต่างออกไป บิ้วท์อารมณ์พอกำลังอินๆ ก็ตัดไปฉากอื่นต่อ เสียดายจนอยากดูฉากนี้ยาวๆ เลย

มาพูดถึงอีกอย่างที่ชอบ คือ การที่ทั้งสองคนหยุดสู้กันเพราะดันมีแม่ชื่อมาร์ธาเหมือนกัน ดูเหมือนน่าขำนะสำหรับชายผู้ความรับผิดชอบยิ่งใหญ่ 2 คน แต่มันเข้าใจได้มากๆ และเราก็ว่าสมเหตุสมผลดี ฮีโร่ส่วนมากก็เซนซิทีฟกับเรื่องครอบครัวอยู่แล้ว เพราะฮีโร่มักจะโดดเดี่ยวและครอบครัวหรือคนสำคัญมักเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวพวกเขาไว้ แบทแมนสูญเสียพ่อแม่ไปอย่างไร้เหตุผลและเขาเองก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ พอได้ยินคำที่กระตุ้นบาดแผลในจิตใจและเห็นโอกาสเลยอยากย้อนกลับไปแก้ไข

ตอนที่แบทแมนพูดว่า ‘Martha will not die tonight’ ทุกอารมณ์ท่วมท้นเข้ามาเลย จุกอกจริงๆ มันเป็นคำพูดที่แข็งแกร่งแต่อ่อนไหวมาก บรูซรักษามาร์ธา(ของเขา)ไว้ไม่ได้ แต่เขาจะรักษามาร์ธา(ของคลาร์ก)ไว้ให้ได้ เหมือนเป็นภาพสะท้อนถึงแม่ของตัวเอง แบทแมนรู้ว่าการสูญเสียคนที่ตัวเองรักมันเป็นยังไง และเขาก็ไม่อยากให้ใครตกอยู่ในสภาพเดียวกัน แต่ส่วนหนึ่งในใจของเขาก็ทำเพื่อตัวเองด้วย เหมือนเป็นการย้อนไปแก้ไขในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ในตอนนั้น แต่เขาจะทำให้ได้ในตอนนี้

การแสดงของทุกคนในเรื่องดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะเบน เรารู้สึกว่าเขาเป็นคนทุ่มเทมาก น่าชื่นชมมากในฐานะนักแสดง แต่ Wonder women!!! ทุกคน!!! ทั้งสง่างาม อลังการ แข็งแกร่ง เธอดีมากกกกกก บทน้อยแต่ขโมยซีนทุกฉาก ส่วน Jeremy Irons ที่แสดงเป็นอัลเฟรด มีความเหมือนโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์มากจนอยากตะโกนทุกครั้งว่า นี่นายคือไอรอนแมนหลังเกษียณใช่ไหม!?

อีกอย่างที่ชอบคือสกอร์ Hans Zimmer ก็คือ Hans Zimmer จากผลงานโดดเด่นมากมายจากหนังดังหลายเรื่อง เช่น Interstellar, Inception, Pirates of the Caribbean ล้วนฟังแล้วขนลุก ซาวน์เข้าถึงแต่ละฉากได้ดีมาก กระตุ้นอารมณ์คนดูได้ตลอด

อยากให้ทุกคนลองไปดูด้วยตาตัวเองก่อนตัดสินใจเชื่อใคร แต่ละคนคิดไม่เหมือนกันอยู่แล้วและหนังทุกเรื่องมีอะไรให้เรียนเสมอ ไม่ว่าหนังจะดีหรือแย่ยังไง

View original post