วีระพงษ์ วิมุกตะลพ :นัยน์อนุทิน

FILMSICK

หนังของวีระพงษ์ อวลกลิ่นอายละม้ายคล้ายกับหนังของ ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ (ซึ่ง รับหน้าที่เป้นโปรดิวเซอร์และมือตัดต่อใหอยู่บ่อยๆ) หนังของเขาปล่อยให้เราประกอบสร้างเรื่องเล่าจากข้อมูลอันจำกัดเอาเอง   เรื่องเล่าจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นไม่ใช่จากการให้ข้อมูล แต่จากการไม่ให้ข้อมูล การแต่งเรื่องจากภาพนำพาเราไปสู่ขอบเขตใหม่ของการเล่าเรื่องที่เราต้องคิด ต่อเอาเอง หนังของวีระพงษืคือการสังเกตสังการความงดงามของสิ่งละอันพันละน้อยในซากปรักหักพัง ในความยากจน บนถนนรนแคมของความทุกข์ระทม หนังของเขามักถ่ายด้วยกล้องวีดีโอ (ซึ่งเป้นกล้องตัวเดียวที่เขามี) ภาพเกรนแตกุ่นมัวช่วขัยเน้นความเรื่อเรืองในความหม่นหมองของชีวิตผู้คนชั้นล่างซึ่งเขาเฝ้่าสังเกตด้วยสายตาของความเป้นส่วนหนึ่งอย่างแท้จริง

ใน สีบนถนน ฉากภาพที่ปรากฏคือภาพจากตัวรถไฟ ทดสายตามองลงไปยังชานชาลา สถานีฉะเชิงเทราในยามเย็น ส่องต้องเงาแดดสีทองแห่งสนธยา กล้องค่อยๆ เคลื่อนห่างตัวสถานีพร้อมกับตัวรถไฟซึ่งเคลื่อนไป มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพ  ตลอดการเดินทาง คล้ายกล้องเหม่อมองไปนอกตัวรถ จ้องมองภาพชีวิตจากสองข้างทาง ภาพของชุมชน ภาพของท้องทุ่ง เสาไฟฟ้าแรงสูง อาคารร้าง ยิ่งเข้าใกล้กรุงเทพ เมืองยิ่งเรืองรอง ตึกรามบ้านช่องตามไฟสว่างไสว รถไฟเคลื่อนเชื่องช้าไปในพราวแสงไฟนั้น สิ้นปลายทางที่สถานีหัวลำโพง

จากนั้นกล้องกวาดเกร่ไปในกรุงเทพ จ้องมองแสงแดดเช้าที่ค่อยสาดลงบนถนน จ้องมองผู้คนจากแฟลตสูงแออัด เด็กๆ ของเมืองหลวงนั่งเบียดกันห้อยขาตรงริมระเบียง  เด็กในกองซากปูนปรักหักพังใต้ทางด่วน คนขายผลไม้เข็นรถของตนไปตามถนน กล้องกวาดเข้าไปในหมู่อาคารรกร้างที่สร้างไม่เสร็จ ถนนอันคลาคล่ำไปด้วยฝูงชนจากที่นั่นที่นี่ สนามหลวงในยามค่ำคืน จ้องมองคนจรหมอนหมิ่นปูผ้าพลาสติกลงพักนอนกลางงาน จ้องมองไปตามความมืด

View original post 205 more words

Advertisements

เมื่อ “เทศกาลเมืองคานส์” ไม่ใช่ “เทศกาลภาพยนตร์” (สำหรับทุกคน)

คนมองหนัง

ปิดฉากลงไปแล้วสำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ประจำปี 2018 พร้อมกับการก้าวขึ้นคว้ารางวัลปาล์มทองคำของ “ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” (ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น ที่ผลงานของเขาได้เข้ามาฉายในเมืองไทยโดยต่อเนื่อง) จากหนังเรื่องล่าสุดอย่าง “Shoplifters”

อย่างไรก็ตาม เราอยากจะพาคอหนังไปสัมผัสกับมุมมองเชิงวิพากษ์ที่มีต่อเทศกาลหนังเมืองคานส์กันบ้าง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “ดินา ยอร์ดาโนวา” ศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์โลกและวัฒนธรรมสร้างสรรค์ แห่งมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ส ได้เขียนบทความหัวข้อ Cannes is not a film festival – it’s a club for insiders เผยแพร่ในเว็บไซต์ https://theconversation.com

Dina-on-shore-Balat-2013

“เทศกาลเมืองคานส์” ที่ไม่ใช่ “เทศกาลภาพยนตร์”!

นักวิชาการผู้นี้เสนอว่าถ้ายึดตามความหมายอย่างเคร่งครัด “เทศกาลเมืองคานส์” ก็ไม่ใช่ “เทศกาลภาพยนตร์” แต่เป็นมหกรรมของอุตสาหกรรม (บันเทิง) ที่มีการจัดฉายหนังให้เซเล็บและผู้อยู่ในแวดวงคนอื่นๆ ได้รับชมเป็นหลัก

ขณะเดียวกัน ความสำคัญจริงๆ ของเทศกาลนี้ ก็คือ การทำตัวเป็น “ตลาดกลาง” ให้บุคลากรในธุรกิจภาพยนตร์ได้มาพบปะและเจรจาร่วมงานกัน

สำหรับคนดูในวงกว้าง “เทศกาลเมืองคานส์” เป็นเหมือนเวทีกลางที่แสดงบทบาทผ่านจอมอนิเตอร์, โทรศัพท์มือถือ และนิตยสารแฟชั่น

ยอร์ดาโนวาชี้ว่า ด้านหนึ่ง คานส์เป็นเวทีอวดโฉมของเหล่าเซเล็บที่ฉาบหน้าด้วยความเป็นเทศกาลภาพยนตร์ เห็นชัดจากการที่มีสื่อสายแฟชั่นมาร่วมงานในจำนวนพอๆ กับนักวิจารณ์หนัง

เทศกาลนี้มุ่งเน้นเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจของแบรนด์สินค้าหรูหราพอๆ กับเรื่องหนัง

และดราม่าความขัดแย้งระหว่าง “สถานะศักดิ์สิทธิ์” ของ “พรมแดง” กับข้อห้ามต่างๆ นานา เช่น ห้ามสวมรองเท้าผ้าใบ หรือห้ามเซลฟี่ บนพื้นที่ดังกล่าว ก็กลายเป็นจุดขายหนึ่งของ “เทศกาลเมืองคานส์”

ตลาดกลางที่เสื่อมมนต์ขลัง

อีกแง่หนึ่ง ศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์ผู้นี้วิจารณ์ว่าความเป็นตลาดกลางของการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ ซึ่งเคยเป็นจุดเด่นของคานส์ ก็เริ่มเสื่อมมนต์ขลังลงทุกที

ในอดีต มีความเชื่อว่าภาพยนตร์ที่ได้รับการคัดเลือกให้ร่วมฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่ทรงอิทธิพล ย่อมจะถูกจัดจำหน่ายผ่านช่องทางที่ดีที่สุด จนหนังมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มคนดูที่กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ณ ช่วงเวลาหลังจากนั้น

แต่ผู้ชนะรางวัลที่คานส์ในช่วงสองทศวรรษหลัง กลับมิได้มีตำแหน่งแห่งที่อันโดดเด่นในภูมิทัศน์ภาพยนตร์ร่วมสมัยมากนัก

ไปๆ มาๆ รางวัลของเทศกาลเมืองคานส์อาจเป็นเกียรติยศหรือมีมูลค่าในเชิงวัฒนธรรม ทว่ามิได้ให้หลักประกันถึงความสำเร็จในเชิงเศรษฐกิจหรือการจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิผล

ยิ่งกว่านั้น ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยียังบั่นทอนอิทธิพลของวิธีการจัดจำหน่ายภาพยนตร์แบบเดิมๆ ซึ่งผู้จัดจำหน่ายต้องรับภาระเป็นคนกลางระหว่างผู้สร้างภาพยนตร์และผู้ฉายภาพยนตร์

ทว่าการเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งภาพยนตร์ผ่านระบบออนไลน์ เช่น เน็ตฟลิกซ์ กลับสามารถผลักดันให้ภาพยนตร์รุ่นใหม่ๆ มีโอกาสเข้าถึงผู้ชมวงกว้างได้ง่ายดายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาตลาดกลางอย่างคานส์ รวมถึงเทศกาลภาพยนตร์อื่นๆ

สมาคมชนชั้นนำ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่จริงๆ ของ “เทศกาลคานส์” ในมุมมองของยอร์ดาโนวา คือ การทำตัวเป็น “สมาคม” สำหรับชนชั้นนำเฉพาะกลุ่ม มากกว่าจะเป็นพื้นที่แจ้งเกิดแก่ “หนังแนวทางใหม่ๆ” และ “นักทำหนังหน้าใหม่ๆ”

คานส์กลายเป็นเวทีของนักทำหนังเฉพาะกลุ่ม ซึ่งผลงานของพวกเขาจะถูกพิจารณาอย่างใส่ใจและถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดหลัก ด้วยกระบวนการเลือกหนังที่ไม่ได้โปร่งใสเปิดเผยเสียทีเดียว

ส่วนใหญ่ ผลงานของ “สมาชิกระดับชนชั้นนำ” ในสมาคม จะถูกคัดเลือกกลับเข้ามาอยู่เรื่อยๆ และอาจมีบ้าง ที่จะมีสมาชิกหน้าใหม่โผล่เข้ามา แต่เขาเหล่านั้นก็ต้องมีดีกรีไม่ธรรมดา เช่น เคยได้รางวัลออสการ์มาแล้ว

“ความเป็นสมาคม” ยังถูกขับเน้นจนเห็นได้ชัด จากนโยบายใหม่ที่ทางเทศกาลงดฉายหนังรอบสื่อมวลชน ก่อนหน้ารอบกาล่าพรีเมียร์ เพื่อปกป้องหนังจากนักวิจารณ์ หรือไม่ให้มีเสียงวิจารณ์หนังในทางลบเผยแพร่สู่สาธารณะก่อนรอบเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

นี่เป็นจุดยืนที่มองว่า “สมาชิกสมาคม” ย่อมต้องมาก่อน “สาธารณชน”

คานส์ไม่ใช่พื้นที่ของผู้หญิง

“ความเป็นสมาคม” ยังส่งผลให้ผู้กำกับหญิงถูกกีดกันออกไปโดยปริยาย

ผู้จัดงานเทศกาลเมืองคานส์อ้างว่ากระบวนการคัดเลือกหนังของที่นี่จะไม่คำนึงถึงเรื่องโควต้า แต่จะเลือกผลงานที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

นักวิชาการรายนี้ทักท้วงว่าถ้าหากคานส์คัดเลือกภาพยนตร์โดยพิจารณาเรื่องคุณภาพของผลงานเป็นหลักจริงๆ เราคงไม่ได้เห็นพาดหัวข่าวประเภท “ผู้กำกับคนนี้ได้หวนกลับมาที่คานส์” หรือ “ผู้กำกับคนนั้นอพยพจากเวนิส/เบอร์ลินมายังคานส์”

ทั้งนี้ ทัศนคติดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการคัดเลือกหนังของคานส์ มีจุดประสงค์เพื่อช่วยธำรงรักษาสถานภาพของคนทำหนังเฉพาะกลุ่ม…

View original post 28 more words

CHULAYARNNON SIRIPHOL / TEN YEARS THAILAND

พี่เข้ – 1 ใน ผกก. Thai Aurora !

TheBold.One

ในเมืองไทยมีศิลปินที่เลือกใช้สื่อทางวิดีโอและการแสดงทัศนศิลป์อยู่ไม่มากนัก และหนึ่งในนั้นที่เรียกได้ว่าเป็นศิลปินที่ผลิตผลงานคุณภาพ มีซิกเนเจอร์ชัดเจน โดยเฉพาะการเลือกตั้งคำถามกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในปัจจุบันมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตงานได้อย่างมีชั้นเชิง ก็คือ เข้ จุฬญาณนนท์ ศิริผล ที่เรามักจะเห็นชื่อของเขาปรากฎตามเทศกาลงานศิลปะทั้งในและต่างประเทศอยู่อย่างต่อเนื่อง กับครั้งนี้ที่เข้ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งใน 5 ผู้กำกับของโปรเจ็กต์ TEN YEARS THAILAND โปรเจ็กต์ใหญ่ระดับเอเชียที่เปิดกว้างให้เขาได้ใช้จินตนาการในการตั้งคำถามและหาคำตอบได้อย่างเต็มที่

18766772_748231248678302_5966975861225369811_oการปรากฎตัวในชุดมัธยมชายญี่ปุ่น
– จริงๆ แล้วมันมาจากโปรเจ็กต์ที่เคยทำ ชื่อว่า ข้างหลังภาพ (Behind the Painting) ซึ่งเริ่มต้นจากที่เรากำลังจะได้ไปเป็นศิลปินในพำนัก (Artist in Residency) ที่เมืองอาโอโมริ ประเทศญี่ปุ่น จากการที่เราเสนอโปรเจ็กต์ไปว่าเราจะหยิบวรรณกรรมไทยเรื่อง ข้างหลังภาพ ที่เคยมีการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์กลับมามองในมุมใหม่ ซึ่งหนึ่งในตัวเอกของเรื่องก็คือ นพพร นักศึกษาชายไทยที่ศึกษาอยู่ที่ญี่ปุ่น เราไปได้ชุดนักเรียนมัธยมญี่ปุ่นจากร้านมือสอง ก็เลยใช้ทั้งในโปรเจ็กต์ที่ทำและในชีวิตจริงด้วย เพราะเราว่ามันก็เรียบร้อยดี

IMG_9586ถ้าไม่ใช่นักเรียนญี่ปุ่น เข้จบการศึกษาจาก
– สถาบันฯ ลาดกระบัง สาขาภาพยนตร์และวิดีโอ เราเริ่มทดลองทำวิดีโอแนวนี้ตั้งแต่มัธยม ชอบและสนใจในกระบวนการสร้าง เลยเลือกศึกษาต่อ แต่พอเรียนไปเรื่อยๆ ช่วงประมาณปี 3 – 4 เป็นช่วงที่เราเรียนรู้กระบวนการทำงานภาพยนตร์มากขึ้น ทุกตำแหน่งมีความสำคัญหมด และในการเรียนคือทุกคนต้องหมุนเวียนเปลี่ยนไปทำหน้าที่ต่างๆ ที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่ถนัดหรือเป็นความสนใจด้วย ซึ่งน่าจะเป็นกระบวนการที่ทำให้เรารู้ว่าเราไม่เหมาะกับการทำภาพยนตร์แบบเล่าเรื่องที่ต้องมีตัวละคร มีโครงสร้างโครงเรื่องต่างๆ และอีกส่วนหนึ่งก็คือชอบงานที่สามารถทำคนเดียวหรือสเกลเล็กแบบ 2-3 คนมากกว่า เพราะมันเหมาะกับกระบวนการการสร้างสรรค์งานศิลปะของเรามากกว่าด้วย

งานทัศนศิลป์ (Visual Art) หรือ งานภาพยนตร์
– เราเริ่มจากการทำหนังสั้น ทำมาหลายเรื่องพอสมควร โดยส่วนใหญ่จะเป็นงานสารคดีกับงานทดลอง ทำประกวดบ้างหรือไม่ก็ส่งเทศกาลต่างๆ บ้าง แล้วก็ค้นพบว่าส่วนใหญ่จะเป็นงานทดลอง ซึ่งมันก็จะมีพื้นที่อีกแบบหนึ่งที่เหมาะกับการแสดงผลงานแบบนี้ นั่นคือการจัดแสดงเป็นนิทรรศการในแกลเลอรี่ กลายเป็นว่าผลงานของเราสามารถอยู่ได้ทั้งในแกลเลอรี่และเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ ด้วย จริงๆ เราว่ามันเป็นโจทย์คนละแบบ อย่างมีงานบางชิ้นที่เราก็ออกแบบมาเพื่อให้เป็นภาพยนตร์สั้นเท่านั้น หรือบางงานก็ออกแบบมาให้เป็นวิดีโอที่ฉายในแกลเลอรี่ ดังนั้นกระบวนตั้งต้นในการการออกแบบงานก็แตกต่างกัน อย่างภาพยนตร์สั้นมันก็ต้องการออกแบบเส้นเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละครต่างๆ ต้องระบุสถานที่ และก็ต้องมีการดำเนินเรื่อง แต่สำหรับงานวิดีโอสำหรับแกลเลอรี่จะต้องเน้นที่คอนเซ็ปต์มากกว่า โดยเราเลือกนำเสนอผ่านภาพเคลื่อนไหวทั้งหมด

อย่างงานล่าสุดที่กำลังจัดแสดงที่ SAC
– ชื่องาน Planking & Blinding ชิ้นนี้เหมาะกับอยู่ในแกลเลอรี่มากกว่า เพราะงานที่อยู่ในเทศกาลภาพยนตร์ คนดูจะต้องดูภาพยนตร์ตั้งแต่ต้นจนจบ จาก 1 ไปถึง 10 โดยที่ไม่ได้ลุกไปไหน แต่สำหรับผลงานในแกลเลอรี่ เราไม่สามารถกำหนดคนดูได้ว่าเขาจะได้ดูช่วงไหน ดูเมื่อไหร่ หรือเริ่มดูตรงจุดไหน เพราะฉะนั้นตัววิดีโอที่ปรากฏออกมาก็ควรจะต้องไม่ยาวมาก เดินผ่านมาดูเพียงแค่นาทีเดียวก็สามารถเข้าใจแมสเสจได้

Planking & Blinding
– มันเกิดจากที่เราคิดว่า ความจริงมันมีหลายชุดซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเชื่อว่ามันจริง ทั้งยังต้องอยู่ในบริบทใดๆ อีก เพราะฉะนั้น เราจึงไม่สามารถตัดสินความจริงชุดใดชุดหนึ่งได้ว่าเป็นความจริงแท้ อย่างงาน Planking เราก็ทำช่วงที่การทำ Planking กำลังเป็นที่นิยม แล้วเราก็รู้สึกอยากเล่นด้วย แต่ก็ไม่อยากเล่นเฉยๆ ก็เลยทำเป็นวิดีโอ Planking ในที่ต่างๆ ทุก 8 โมงเช้าและ 6 โมงเย็น ช่วงเวลาของเพลงชาติ ภาพที่ออกมาก็จะเห็นคนที่กำลังหยุดยืนอยู่รอบๆ ส่วน Blinding จะเป็นช่วงประกาศเคอร์ฟิว เราออกมาถือกระดาษเปล่าสีขาว ไปปรากฎตัวอยู่ตามที่ต่างๆ ที่เคยมีการชุมนุมมาก่อน ซึ่งตอนถ่ายก็มีตำรวจมาถามว่า ทำอะไร เพื่อนที่เป็นช่างภาพก็เลยตอบไปว่า “ถ่ายหนังรักอยู่ครับ”…

View original post 244 more words

นิทรรศการ Lucie Masters รวมฮิตช่างภาพระดับมาสเตอร์ 130 คนในงานเดียว

Siam Street Nerds

ข่าว และ ภาพ โดย อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล (Sun)

ไม่ใช่ง่ายๆที่เราจะได้ดูงานปริ๊นท์ของช่างภาพระดับมาสเตอร์ 13o คน มากกว่า 200 ภาพ ในงานเดียว แต่ละคนก็คือช่างภาพที่ทรงอิทธิพลแห่งศตวรรษที่ 20 กันทั้งนั้น … นี่มันเป็น Grestest Hits ของคนรักภาพถ่ายชัดๆ

“Lucie Masters” นิทรรศการภาพครั้งล่าสุดของแกลอรี่ House of Lucies ได้รวบรวมเอางานของช่างภาพอย่าง Elliott Erwitt, Henri Cartier-Bresson , Mary Ellen Mark, Joel Meyerowitz, Martin Parr, Josef Koudelka, Duane Michales, Melvin Sokolsky, Greg Gorman , Lillian Bassman และอีกมากมาย ทั้งหมดนี่ก็คือช่างภาพที่ได้รับรางวัล Lucie Awards ระหว่างช่วงปี 2003 – 2016  ด้วย

งานปริ๊นท์ที่เอามาโชว์ มีทั้งงานปริ๊นท์ต้นฉบับจากศิลปินเลย และปริ๊นท์ใหม่ที่ปริ๊นท์จากไฟล์ต้นฉบับของทางช่างภาพเองด้วย  มั่นใจได้ว่าเรากำลังดูงานมาสเตอร์กันจริงๆ งานนี้ชมกันฟรี แบบยาวๆถึง 30 กันยายน 2017 กันเลยทีเดียว

House of Lucie อยู่เอกมัย ซอย 8

www.facebook.com/HouseofLucie

View original post

Why the Cannes Short Film Corner is not important

You're not in Cannes anymore

You submitted your film to the Cannes Short Film Corner, paid the €85 entry fee, and bam, within a day they recognized your artistic brilliance and accepted your film!

You knew it! All these years you were right! You’re a modern auteur, whose career is about to blossom. A genius of the highest order. Your film is a Cannes Official Selection!

Only – it’s not. And no festival makes programming decisions in a day.

You have misunderstood what the Cannes Short Film Corner is and its importance.

If you live far away, then before you waste thousands on getting there or ask someone to pay for you, you should understand what the Short Film Corner is about so you can make informed decisions.

What is the Cannes Short Film Corner?

The Cannes Short Film Corner is not the same as being accepted into competition at the Festival de Cannes (Cannes Film Festival). As the Short Film Corner’s website…

View original post 2,912 more words

Get A Sneak Peek Of The “Love Actually” Reunion

“อภิชาติพงศ์” ให้สัมภาษณ์สื่อฮ่องกง ไทยกำลังกลายเป็นส่วนผสมของสิงคโปร์-เกาหลีเหนือ

“บุคคลผู้มีความคิดสร้างสรรค์จำเป็นจะต้องกล้าตั้งคำถาม”

คนมองหนัง

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ให้สัมภาษณ์กับ วิเวียน โจว แห่งเว็บไซต์ qz.com ว่าสภาพการเมืองการปกครองของประเทศไทยในช่วงสองปีที่ผ่านมา ภายหลังการรัฐประหาร มิได้เพียงนำพาประเทศให้ย้อนหลังกลับไปสู่อดีตเท่านั้น แต่สิทธิเสรีภาพของประชาชนพลเมืองยังถูกคุกคามอีกด้วย

“มันกำลังกลายเป็นส่วนผสมระหว่างสิงคโปร์กับเกาหลีเหนือ” ผู้กำกับชื่อดัง กล่าวถึงบ้านเกิดเมืองนอนของตน

อภิชาติพงศ์ให้สัมภาษณ์กับโจว ระหว่างเดินทางมาร่วมงานเปิดนิทรรศการศิลปะ The Serenity of Madness ของเขา ซึ่งจะสัญจรมาจัดแสดงที่ฮ่องกงจนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้

นิทรรศการของคนทำหนังระดับโลกจากไทย เกิดขึ้นหลังจากที่ฮ่องกงเพิ่งมีการเลือกตั้งทั่วไป โดยอภิชาติพงศ์ชี้ว่า แม้คนฮ่องกงจะยังไม่ได้สัมผัสกับระบอบประชาธิปไตยแบบเต็มใบ แต่พวกเขาก็ยังได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้แทนฯ ของตน และสามารถแสดงความเห็นได้อย่างเสรีในระดับหนึ่ง ซึ่งนั่นส่งผลให้เขารู้สึกเศร้าใจกับชะตากรรมของประเทศบ้านเกิด

“ผมอดไม่ได้ที่จะคิดไปถึงภาวะที่หลายๆ อย่าง กำลังเดินทางย้อนกลับหลัง (ในประเทศไทย) ผมคิดฝันมาตลอดว่าจะมีรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนการพัฒนางานทางด้านวัฒนธรรม แต่แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แผนการพัฒนาวัฒนธรรมถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ขณะที่งบประมาณกองทัพกลับเพิ่มสูงขึ้น ยังไม่รวมถึงภาวะของการเซ็นเซอร์ที่กำลังเกิดขึ้น ผมจึงรู้สึกอิจฉาภาวะในฮ่องกง ที่ผลงานด้านวัฒนธรรมสามารถบูรณาการร่วมกับชุมชนได้ นอกจากนี้ ชาวฮ่องกงยังสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับอิสรภาพของตนเองได้อยู่”

อภิชาติพงศ์ยังระบุว่า ภาวะที่คนไทยส่วนใหญ่เลือกจะยอมก้มหัวให้แก่ระบอบอำนาจปัจจุบัน ได้ส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างย่ำแย่ลง เขาเชื่อว่าวัฒนธรรมแบบขงจื๊อที่ลงรากลึก ได้ส่งอิทธิพลทางความคิดให้คนไทยรุ่นแล้วรุ่นเล่าเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม และยอมรับว่ากองทัพเป็นสถาบันหลักของประเทศ

“บรรดาขุนศึกจึงเข้ามายึดอำนาจเป็นวงจรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปัญหาทางการเมืองไม่ได้ถูกแก้ด้วยระบบรัฐสภา แต่ถูกแก้ด้วยการใช้กำลัง ประชาชนคุ้นเคยกับวิถีทางแบบนี้ พวกเขาให้การยอมรับกองทัพ พวกเขาชื่นชอบที่จะมี ‘คุณพ่อคุณแม่’ เข้ามาคุ้มครองดูแล และรักษาความสงบเรียบร้อยให้แก่สังคม ด้วยการใช้รถถังและปืน”

แม้ผู้กำกับดังจะเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ตื่นรู้ทางการเมือง แต่เขาระบุว่ามีศิลปินไทยบางรายที่ตัดสินใจจะท้าทายภาวะแน่นิ่งเช่นนั้นด้วยผลงานศิลปะที่กระตุ้นให้ผู้ชมได้ฉุกคิด แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติ และให้ลงนามยอมรับที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารก็ตาม

ท้ายสุดของการสนทนา อภิชาติพงศ์ยืนยันกับโจวว่า

“บุคคลผู้มีความคิดสร้างสรรค์จำเป็นจะต้องกล้าตั้งคำถาม”

ที่มา http://qz.com/789448

View original post