รัก (2012)

รัก

A 7th Short Novel by Supakit Seksuwan [2012]

A 7th Short Novel by Supakit Seksuwan [2012]

Zing

“ทำไมถึงเป็นคนที่เลวร้ายเช่นนี้”
เสียงหญิงสาววัยกลางคน ร่างท้วม เชื้อสายจีนเอ่ยขึ้นบนรถที่กำลังมุ่งหน้าไปตามเลียบหาดพัทยา
ที่เบาะหน้ารถข้างคนขับ เด็กหนุ่มวัยรุ่นเหมือนรู้ตัวว่าเธอกำลังพูดถึงเขา ได้แต่นิ่งเงียบไม่พูดอะไร

“นี่ถ้ารู้ว่าเป็นอย่างนี้นะ ไม่เอามาด้วยหรอก”
เธอยังคงมีทีท่าอารมณ์เสีย และดูเหมือนทวียิ่งขึ้น
ชายคนขับวัยกลางคนผมสีทองมองกระจกหลังเพื่อสบตาหญิงสาว เธอหลบสายตาไปมองนอกหน้าต่าง
แสงแดดกระทบผิวน้ำทะเลในยามบ่ายทำให้แสงจ้าสะท้อนเข้าตา

“งั้นเราต้องจัดการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน”
ชายคนขับพูดพลางมองกระจกหลัง ก่อนจะเร่งความเร็ว
หญิงสาวสบตาเขาด้วยสีหน้าวิตก รถยนต์คันสีเทาพุ่งทะยานไปบนถนนเลียบหายด้วยความเร็วเกินขีดจำกัด
เบื้องหน้า 200 เมตรเป็นร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่งตั้งอยู่สุดหาด
ชายคนขับเร่งความเร็วเต็มที่ รถยนต์พุ่งชนเข้าไปในร้าน ผู้คนแตกตื่น วิ่งหนีกระเจิงไปคนละทิศละทาง
เก้าอี้ โต๊ะอาหารถูกชนอย่าแรง กระเด็นกระดอนร่วงลงพื้นด้วยเสียงดังสนั่น ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องดังระงม
รถยนต์คันดังกล่าวพุ่งผ่านทะลุไปอีกฝั่งหนึ่งของร้านซึ่งเป็นหน้าผาสูงชัน

“เอาล่ะนะ”
ชายคนขับเอ่ยขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนเกียร์พร้อมเหยียบคันเร่งมิดถึง 180
รถยนต์พุ่งลงจากหน้าผา..
หญิงร่างท่วมตะโกนลั่น..
เด็กหนุ่มวัยรุ่นสีหน้าปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น..

ตู้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!

รถยนต์ตกสู่ทะเล ด้านหน้ารถพุ่งสู่ผิวน้ำ
บัดนี้น้ำทะลักเข้ามาข้างในตัวรถจากทุกทาง เพียงไม่กี่นาที รถทั้งคันก็จมลงสู่ใต้ผืนน้ำ และดิ่งลงลึกขึ้นเรื่อย ๆ
จาก 10 เมตรเป็น 20 เมตร จนถึงพื้นทะเลในระดับความลึกกว่า 50 เมตร
ในรถขณะนี้ปราศจากลมหายใจและการเคลื่อนไหวของคนทั้งสาม ไร้ซึ่งเสียงเต้นของหัวใจ
ชายคนขับตาเบิกโพลงมือลอยอยู่เหนือพวงมาลัย ตัวติดกับเบาะเพราะคาดเข็มขัดนิรภัยไว้ ตรงกันข้ามกับเด็กหนุ่ม ซึ่งลอยขึ้นไปติดกับเพดานรถ อ้าปากหวอรับน้ำเข้าไปในร่างเต็ม ๆ ส่วนหญิงร่างท้วม หัวแนบติดกับกระจกรถด้านหลัง เสื้อบาติกบางสีชมพูเลิกขึ้นจนเกือบถึงราวนม

เป็นเวลาไม่กี่นาที พื้นทะเลบริเวณใต้ท้องรถก็มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ทรายก้นทะเลถูกดูดลงอย่างช้า ๆ ปรากฏเป็นหลุมดำที่ค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น จนทำให้รถตกลงไปได้ทั้งคัน

ผลุบ!

เมื่อรถถูกดูดไปแล้ว ทรายบริเวณนั้นก็กลับมาเรียบดังเดิมเหมือนปกติ

******************************************************

27 ปีก่อนหน้า…

อีกไกลแค่ไหน จนกว่าฉันจะใกล้ บอกที
อีกไกลแค่ไหนจนกว่าเธอจะรักฉัน เสียที
มีทางใดที่อาจทำให้เธอสนใจ ได้โปรด
บอกกับฉันให้รู้ที ว่าสุดท้ายแล้วฉันยังมีความหมาย…

เสียงเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์โบราณดังแว่วมาจากร้านขายของชำชาวจีนกลางซอยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร มันเป็นซอยที่เขาเคยมาประจำเมื่อนานมาแล้ว ขณะชายหนุ่มรูปร่างสูง ผิวคล้ำ ไว้หนวด มีปานดำที่ต้นคอ ท่าทางนักเลงกำลังเดินผ่าน เขาถึงกับหยุดฟัง มันเป็นเพลงเก่าที่คุ้นเคย จากท่วงทำนองและคำร้องเหมือนเขาเคยได้ยินมาก่อนแต่จำไม่ได้ว่าจากไหน ชายหนุ่มเดินเข้าไปในร้าน ชายแก่ชาวจีนสูงอายุคนหนึ่งกำลังหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมากางอ่านโดยไม่ทันสังเกตว่ามีลูกค้าเข้ามา ชายหนุ่มเหลือบมองวันที่หน้าแรกหนังสือพิมพ์.. วันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2528

มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ๆ … เขาคิดในใจ

ชายหนุ่มรีบเร่งเดินตรงมายังบ้านหลังเก่าหลังหนึ่งท้ายซอย ที่นั่นเขาพบกับหญิงสาววัยรุ่นอายุราว 18 ปี เชื้อสายจีนผมยาว ดวงตากลมมน ใบหน้าเอิบอิ่ม เขาหยุดมองเธอหน้าบ้านเหมือนต้องมนต์สะกด ซิงถูกแม่ใช้ให้กวาดบ้าน ถูบ้าน รีดผ้า ระหว่างที่น้องชายอีก 2 คน ซึ่งอายุห่างกับเธอกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ ชายหนุ่มแอบมองอยู่เป็นเวลานาน เธอเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาและไล่ตะเพิดให้เขาออกไปให้พ้นหน้าบ้าน ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ ชายหนุ่มรู้สึกสับสน
เพียงชั่วครู่มีชายรุ่นราวคราวเดียวกับเขาเดินผ่านมาและทักขึ้น

“วันนี้มึงไม่ไปเรียนหนังสือเหรอวะ”

เขานิ่งไปชั่วขณะ ชายคนที่เดินผ่านมาสันนิษฐานว่าเป็นเพื่อนร่วมชั้นชวนเดินไปโรงเรียนด้วยกัน ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเดินไปกับเขา ระหว่างทาง จากการพูดคุยของเพื่อนจึงทำให้รู้ว่าเขาชื่อ ‘ตั้ม’

เมื่อตั้มและเพื่อนไปถึงโรงเรียน ก็เจอเพื่อนร่วมแก๊งค์รออยู่แล้วที่โต๊ะม้าหินข้างสนามฟุตบอล เพื่อน ๆ แซวเรื่องเมื่อวานเขาพาซิง หญิงสาวรุ่นน้องที่คบมาได้หลายเดือนไปเที่ยว แล้วพาไปส่งบ้านดึกจนโดนแม่เธอไล่ตะเพิด โดยส่วนตัว แม่หญิงสาวไม่ชอบขี้หน้าตั้มอยู่แล้วด้วย เขาก็รับฟัง เออออห่อหมกไปตามน้ำ พยายามตามเรื่องให้ทัน

ซิงมาถึงโรงเรียนหลังพิธีเคารพธงชาติเสร็จไปแล้วร่วมครึ่งชั่วโมง เธอเดินขึ้นอาคารเรียนในสภาพอิดโรยเพราะช่วยงานบ้านในช่วงเช้าเป็นประจำทุกวัน หญิงสาวเดินผ่านหน้าห้องเรียนชั้นม.6 โดยไม่รู้ว่าทุกวันจะมีรุ่นพี่โต๊ะริมประตูคนหนึ่งแอบมองเป็นประจำ วันนี้ก็เช่นเดียวกัน ในขณะที่ตั้มซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลนักหันไปมองทางประตูและเห็นเพื่อนชายร่วมห้องเข้าพอดี เขาตกใจ! นั่นมัน…..

เพื่อนร่วมห้องโต๊ะริมหน้าต่างคนนั้นมองตามเธอเดินผ่านห้องเรียนจากไป และตลอดทั้งชั่วโมง ตั้มสังเกตว่าเขานั่งเหม่อไปนอกห้อง ชะเง้อมองหวังว่าหญิงสาวจะเดินผ่านมาไหมเป็นพัก ๆ จนไม่เป็นอันเรียน
ช่วงเย็นหลังเลิกเรียน ตั้มเห็นเพื่อนร่วมห้องโต๊ะริมประตูคนนั้นเดินกลับบ้านคนเดียว จึงสบโอกาสเดินเข้าไปคุย

“เดี๋ยว หยุดก่อน ก้อง”

ชายคนนั้นประหลาดใจที่ตั้มรู้จักชื่อเขา เนื่องจากไม่สนิทกัน อยู่คนละกลุ่ม แถมยังไม่เคยคุยกันมาก่อน ก้องหลบสายตาพลางเดินหนี ตั้มบอกให้รอก่อนเขาจะเดินกลับด้วย ก้องยิ่งประหลาดใจหนักแต่ก็ยอมให้ตั้มเดินไปด้วยสีหน้ากล้า ๆ กลัว ๆ อย่างเห็นได้ชัด ระหว่างทาง ตั้มชวนคุยเรื่องทั่วไป เพื่อนร่วมห้องก็ตอบกลับแบบเกร็ง ๆ เมื่อมีโอกาสเขาก็เอ่ยถามเพื่อนมาดนักเลงผู้นี้

“วันนี้นายไม่ไปส่งซิงเหรอ”

“เอ้อ จริงด้วย ลืมสนิทเลยว่ะ”

“ป่านนี้เค้าคงถึงบ้านแล้วมั้ง เราเห็นเค้าเดินไปก่อนหน้านายสักพักแล้วล่ะ”

“ไม่เป็นไร ช่วงนี้มีเรื่องกับที่บ้านน้องเค้าอยู่ รอให้เรื่องมันซากว่านี้ก่อน”

ตั้มตอบคำถามก้อง เมื่อได้ทีเขาจึงเอ่ยถามก้องบ้าง

“นายรู้อะไรเกี่ยวกับการย้อนเวลา กลับไปเปลี่ยนแปลงอดีตบ้างไหม

ก้องเลิกคิ้ว สีหน้างงงวย

“ไม่นี่ ทำไมเหรอ”

ระหว่างทางเดินกลับบ้าน ซิงมาหยุดหน้าร้านขายกระเป๋าและเสื้อผ้าผู้หญิงตามแฟชั่น และยืนมองกระเป๋าสะพายสีฟ้าใบเล็ก ๆ วางอยู่ชั้นบนสุดของตู้โชว์ มันเป็นสินค้าที่เพิ่งมาใหม่ได้เกินสัปดาห์แล้ว ตอนเจ้าของร้านเอามาลงใหม่ ๆ มันขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนตอนนี้เหลือใบสุดท้าย ซิงทำได้เพียงหยุดมองหน้าร้านทุกครั้งที่เดินผ่าน และพยายามตัดใจว่ายังไงเธอคงไม่สามารถซื้อได้แน่นอน

10 ก.พ. 2528

ซิงกำลังช่วยแม่เย็บผ้าส่งให้ลูกค้าที่จะนำแบบมาให้แม่ของเธอตัดชุด เพราะที่หน้าบ้านเธอเปิดเป็นร้านเล็ก ๆ โดยไม่ได้เอะใจเลยว่ามีชายคนหนึ่งด้อม ๆ มอง ๆ อยู่พักใหญ่แล้ว ตั้มแอบมองอยู่นาน จนเมื่อแม่ของเธอเดินไปหยิบของหลังบ้าน ชายหนุ่มจึงปรากฏตัวขึ้น เธอตกใจและถามเขา

“มาทำอะไรที่นี่ จะให้แม่….”

พูดยังไม่ทันจบ ซิงเห็นแม่กำลังเดินกลับมา เลยรีบไล่ให้ชายหนุ่มหลบไป ก่อนก้มหน้าก้มตาทำงานต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม่กลับมาและนั่งจักรตัวเดิม หญิงวัยกลางคน เจ้าของร้านเย็บผ้าเอ่ยขึ้นขณะถีบจักรใกล้ ๆ ลูกสาว

“เสร็จชุดนี้แล้วไปต้มน้ำให้เตี่ยอาบด้วยนะ อากาศเย็นแล้ว เดี๋ยวเตี่ยไม่สบายอีก”

“ค่ะม๊า”

เธอพยักหน้า พลางถอนหายใจอย่างอ่อนแรง

ตั้มมองเธออย่างพินิจและใคร่ครวญ..

ที่บ้านก้อง ในห้องนอน เขาเปิดลิ้นชักที่โต๊ะและนำรูปขาวดำใบเล็ก ๆ ออกมาจากสมุดบันทึก มันเป็นรูปถ่ายนักเรียนที่ตัดออกมาจากรูปหมู่ใบใหญ่ เป็นรูปของซิง หญิงสาวที่เขาได้แต่หลงรักฝ่ายเดียว

วันรุ่งขึ้น แม่ใช้ซิงไปซื้อกับข้าวในตลาด โดยมีตั้มแอบตามเธอไป เธอเดินผ่านร้านกระเป๋า และมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจากไปเหมือนเคย ตั้มนึกอะไรขึ้นมาได้! จึงเข้าไปซื้อกระเป๋าสีฟ้าใบนั้น แล้วออกมานั่งนึกชั่งใจอะไรบางอย่าง
“จะเอาไปให้ หรือไม่ให้ดีนะ”

เขาคิด…

แล้วเขาก็เดินไปหาก้องที่บ้าน ทว่าก้องไม่อยู่ ตั้มจึงตัดสินใจมุ่งหน้ากลับบ้าน

ขณะกำลังเดินผ่านท่าน้ำ เขาก็พบเพื่อนชายผิวขาว ท่าทางเรียบร้อย บุคลิกเป็นงานเป็นการ กำลังเดินอุ้มสุนัขเดินมาพอดี ตั้มเลยขอคุยด้วยตอนนี้ แล้วทั้งสองก็หาที่นั่งคุยกันริมน้ำ

ก้องอุ้มสุนัขวางลงให้มันนอนข้าง ๆ ก่อนเล่าว่าเจอสุนัขตัวนี้บาดเจ็บริมถนน ด้วยความสงสารสงสารเลยพามันไปทำแผล และว่าจะเอาไปเลี้ยงที่บ้าน จากนั้นทั้งสองก็คุยกันถึงเรื่องต่าง ๆ ก้องมีท่าทีผ่อนคลายลงจากวันก่อนเล็กน้อย จนเมื่อตั้มถามว่าเคยมีแฟนไหม เขาส่ายหน้า และถามต่อ

“ในชีวิตนายเคยรักใครบ้างไหม”

ก้องเงียบ ไม่ตอบ เขาจึงถามก้องด้วยสีหน้าจริงจัง

“ระหว่างไม่ได้รัก กับรักแล้วทุกข์ในตอนท้าย นายจะเลือกแบบไหน”

แสงสุดท้ายจากดวงอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า ทั้งสองแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า พลันเห็นนกคู่หนึ่งกำลังบินกลับรัง

ครู่หนึ่ง ก้องเอ่ยขึ้น..

“เราขอเลือกที่จะมีความรักดีกว่า แม้ไม่ได้จบลงอย่างสวยงามก็ไม่เป็นไร เพราะชีวิตเราจะไร้ความหมายถ้าเกิดมาแล้วได้รักใครสักคน ไม่ได้รู้จักกับคำว่ารัก ได้เรียนรู้ว่ารักแท้เป็นยังไง สิ่งดี ๆ ที่งอกงามในใจเหล่านี้จะคงอยู่กับเราตลอดไป ต่อให้ทุกข์สักแค่ไหนเราก็จะทนและผ่านมันไปให้ได้”
ตั้มใคร่ครวญอยู่พักหนึ่ง

“งั้น เอากระเป๋านี้ไปให้ซิง

ก้องสะดุ้ง ตกใจที่เพื่อนรู้ความลับภายในใจ

..เป็นของขวัญเซอร์ไพรส์วันเกิดพรุ่งนี้ มันเป็นกระเป๋าที่เธออยากได้ นี่จะทำให้เธอรู้จักนาย และเริ่มคบกันเป็นแฟน และ………”

ตั้มหยุด และเงียบไป เท่านี้ก้องก็งงเป็นไก่ตาแตกแล้ว! หัวโจกประจำห้องอย่างก้องที่ไม่คุยกับเขาและกำลังคบกับซิงอยู่รู้ได้อย่างไรว่าเขาแอบหลงรักซิง

“นี่นายกำลังจะเลิกคบกับซิงแล้ว….”

พลันคำถามหลุดจากปากก้องรัวเป็นชุด แต่ตั้มบอกว่าอย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้ เดี๋ยวนายก็จะรู้เอง ก่อนยื่นกระเป๋าสะพายสีฟ้าให้ก้อง และเตรียมลุกขึ้น

“ถึงเราจะเปลี่ยนอดีตไม่ได้ แต่ก็เลือกใช้ชีวิตในอนาคตได้นะ”

ตั้มเดินจากไปพร้อมอาทิตย์อัสดง

12 ก.พ. 2528

หลังโรงเรียนเลิก ซิงเดินออกมาถึงประตูรั้วมุ่งหน้ากลับบ้าน แต่ก็หยุดครู่หนึ่งเพื่อมองหาใครบางคนที่เคยเดินไปส่งบ้านทุกวัน ทว่ารอได้พักใหญ่แล้วคน ๆ นั้นยังไม่มา เธอเลยตัดสินใจว่าจะเดินกลับแล้ว แต่เธอก็พบรุ่นพี่คนหนึ่งที่ไปดักรอเพื่อเอาของขวัญมาเซอร์ไพรส์วันเกิด เธอประหลาดใจเมื่อพบว่าเป็นกระเป๋าที่เธออยากได้ สงสัย ระคนดีใจในเวลาเดียวกัน ซิงกล่าวขอบคุณรุ่นพี่ และถามว่าเขารู้ได้อย่างไร ก้องบ่ายเบี่ยงและขอเธอเดินไปส่งบ้าน หญิงสาวมีท่าทีลังเล ก้องบอกว่าตั้ม เพื่อนร่วมห้องของเขา วันนี้ติดธุระ คงไม่มาแล้วล่ะ

ระหว่างทาง ทั้งสองได้พูดคุยทำความรู้จักกันเบื้องต้น มันทำให้ก้องได้เริ่มรู้จักกับรุ่นน้อง ม.5 คนนี้อย่างจริงจังสักที ในตอนนี้เขาดีใจสุดฤทธิ์ อยากพูดคุย อยากรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับตัวเธอ เธอชอบอะไร ไม่ชอบอะไร อยากจะสารภาพรักเธอซะเดี๋ยวนั้น แต่ต้องเก็บอาการและความรู้สึกไว้ไม่ให้เธอรู้ เพื่อรอเวลา จนกว่าวันนั้นมาถึง.. แต่ถึงจะพยายามเก็บอาการแล้วยังไงก็ยังปิดก็ไม่มิดอยู่ดี จากน้ำเสียงการพูดคุยของก้อง การพูดติดขัด ผิด ๆ ถูก ๆ ทำให้หญิงสาวรุ่นน้องเห็นถึงอาการประหม่าของรุ่นพี่ แม้ว่าเขาจะพยายามทำตัวปกติที่สุดแล้วก็ตาม

หลายอาทิตย์ต่อมา แก๊งค์ผู้ชายห้อง ม.6/2 กว่า 10 ชีวิต ชวนกันไปขึ้นดอยในจังหวัดทางภาคเหนือเพื่อสานสัมพันธ์โอกาสสุดท้ายก่อนจะเรียนจบ เพราะต่างคนต่างต้องแยกย้ายไปเรียนต่อ อาจไม่ได้เจอกันอีก

วันที่ 4 ระหว่างเดินลงดอยออกจากป่า ตั้มเดินรั้งท้ายและเกิดพลัดหลง หายตัวไป กว่าจะรู้ตัวก็ผ่านไปร่วมครึ่งชั่วโมง เมื่อก้องเกิดเอะใจว่าทำไมไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของตั้มเลย พระอาทิตย์เคลื่อนคล้อยต่ำลงทุกที ในขณะที่เพื่อน ๆ รู้แล้วก็พากันตะโกนเรียกเขา และแยกย้ายกันออกตามหาแข่งกับเวลา จนเริ่มมืดก็ยังไม่มีใครเห็นวี่แววของก้อง ทั้งหมดจึงรวมตัวกันกางเต้นท์นอนในป่า ก่อนออกเดินทางกลับพรุ่งนี้

ที่กองไฟ เพื่อน ๆ นั่งคุยกัน ก้องได้แต่โทษว่ามันเป็นความผิดเขา เพราะตนเดินรั้งท้ายอยู่กับตั้ม และยังได้คุยกันระหว่างทาง ก้องบอกว่ากลับจากดอยเขาอยากจะไปเที่ยวทะเลที่พัทยาต่อ และชวนเขาให้ไปด้วย เขาพูดพร้อมทั้งน้ำตา เพื่อนคนที่นั่งใกล้ก้องรีบปลอบ บอกมันไม่ใช่ความผิดนาย แต่เป็นความผิดของพวกเราทุกคนต่างหาก จนเพื่อนบางคนถึงกับเสียน้ำตาตามกันไป ทุกคนอยู่ในความโศกเศร้า บรรยากาศรอบกองไฟช่างแตกต่างจากเมื่อคืนก่อนโดยสิ้นเชิง ที่ทุกคนต่างสนุกสนานกันสุดเหวี่ยง โดยมีตั้มเป็นตัวชงสำคัญ เสียงจั๊กจั่นและแมลงป่าดังระงม ขับกล่อมเพื่อกลบความทุกข์ให้หมดไป เหล่าเพื่อนต่างนั่งล้อมวงรอบกองไฟ บ้างอยู่ใต้ผ้าห่ม บ้างอยู่ในชุดกันหนาว จ้องมองดูกองไฟด้วยความเศร้าสร้อย แว่วเสียงลมหวิดหวิวและเสียงประทุจากกองไฟให้ได้ยินเป็นระยะ

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลังตื่นนอน เหล่าเด็กหนุ่มต่างก็แยกย้ายกันออกตามหาอีกรอบ เกือบวันเต็ม ๆ พวกเขาก็ยังไม่พบวี่แววของตั้มแต่อย่างใด กลุ่มเพื่อนจึงตัดสินใจออกจากป่าพร้อมแบกรับปัญหานี้กลับกรุงเทพในที่สุด โดยทุกคนจะรับผิดชอบเรื่องนี้ร่วมกัน

หลายเดือนต่อมายังไม่มีวี่แววของตั้ม ก้องจมอยู่กับความเศร้า และหันมาสนใจเรื่องการย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนแปลงอดีต เวลาส่วนใหญ่ใน 1 สัปดาห์จะหมดไปกับการศึกษา ค้นคว้าหาข้อมูลในด้านวิทยาศาสตร์ ไสยศาสตร์ ความเชื่อ ไปจนถึงศาสนาที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางข้ามเวลา พร้อมกับซุ่มทดลอง สร้างหลุมดำ เอาชนะความเร็วแสงด้วยวิธีการต่าง ๆ นา ๆ อย่างไม่ย่อท้อ แม้โอกาสเป็นไปได้จะน้อยกว่า 0.001 เปอร์เซ็นต์ ก็ตาม ขณะเดียวกันก็มีเรื่องให้ชุ่มชื่นหัวใจ เมื่อซิงยอมรับก้องคบหาดูใจในฐานะแฟนจริง ๆ คนแรกของเธอ ไม่เหมือนตั้ม ชายหนุ่มที่เข้ามามาจีบเธอ ซึ่งเธอไม่ได้ชอบเขาและรู้สึกอยากจริงจังอะไรด้วย

12 ก.พ. 2532

วันที่รอคอยของทั้งสองก็มาถึง ก้องเข้าพิธีวิวาห์กับซิง หญิงสาวที่เขารักสุดหัวใจ วันนั้นเองที่ก้องสารภาพกลางงานแต่ง ท่ามกลางแขกเหรื่อนับร้อยว่า เขาแอบหลงรักเธอเพียงแวบแรกที่เห็น ตั้งแต่เธอเข้า ม.1 แล้ว… ทำเอาหญิงสาวอายม้วนต้วน ยิ้มทั้งน้ำด้วยความตื้นตันเลยทีเดียว
1 ปีต่อมา ลูกชายของทั้งสองถือกำเนิดขึ้น ก้องและซิงสังเกตเห็นปานดำเล็ก ๆ ที่คอชัดเจน พลันทำให้ก้องนึกถึงเพื่อนสมัยมัธยมคนหนึ่งซึ่งมีปานดำที่คอเหมือนกัน

ทั้งสองตั้งชื่อลูกว่า ‘กันต์’
พอมีลูก ทั้งคู่ก็ตัดสินใจซื้อบ้านขนาดกลาง 2 ชั้นในหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านชานเมือง เป็นบ้านโล่ง ๆ ทุกห้องยังไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใด ๆ อยู่ ไม่ว่าจะเป็นตู้ เก้าอี้ โซฟา ต้องหาซื้อเองหมด

เมื่อทุกอย่างพร้อม ทั้งสามก็ย้ายเข้าไปอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว สองสามีภรรยาต่างผลัดกันเลี้ยงลูกที่มักร้องงอแงเป็นประจำ โดยซิงเปิดร้านขายของชำที่บ้านและเลี้ยงลูกไปด้วย ในขณะที่ก้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ในองค์กรภาครัฐแห่งหนึ่ง เวลาว่างส่วนใหญ่ของเขาก็ยังหมดไปกับการศึกษาเรื่องการย้อนเวลา หาทางกลับไปแก้ไขอดีตด้วยความมุ่งมั่น อย่างไม่มีวันล้มเลิกความตั้งใจง่าย ๆ

ในขณะที่กันต์ ลูกชาย ก็โตวันโตคืน แต่กลับมีนิสัย (สันดาน) ทั้งแย่ ถ่อย เถื่อน อย่างที่ไม่รู้ว่าได้เชื้อมาจากใคร ทั้งที่พ่อแม่ก็เลี้ยงดูเป็นอย่างดี อบรมสั่งสอนเป็นประจำ ส่วนหนึ่งเพราเขาหันไปคบแก๊งค์อันธพาลหลังห้องและกลายเป็นหัวโจกในเวลาต่อมา จึงมีเรื่องต่อยตีเป็นประจำ อีกทั้งมั่วยา ค้ายาเสพติด ปล้นราว ชิงทรัพย์ โจรกรรม และอีกเพียบ! เรียกว่าเป็นขาประจำโรงพักเลยก็ว่าได้ เดือดร้อนถึงก้องและซิงต้องไปประกันตัวจนสนิทกับตำรวจเกือบทั้งโรงพักแล้ว ซิงปากเปียกปากแฉะ จะบ่น ด่ากันต์ยังไง เขาก็เฉย พูดหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่รู้ไม่ชี้ พยักหน้ารับปากขอไปทีและก็ทำอีก ทั้งก้องและซิงเอือมระอาเต็มที แต่ก็ต้องจำทนเพราะขึ้นชื่อว่าเป็นลูก

พ.ศ.2545

และแล้ววันที่ก้องพิสูจน์ว่าคนเราสามารถเอาชนะความเร็วแสงได้ก็มาถึง! หลังจากเขาทุ่มเทกับการค้นคว้านานนับทศวรรษ วันหนึ่งในช่วงฤดูหนาวปี 2545 ชายหนุ่มนักวิทยาศาสตร์ทดลองการย้ายวัตถุสิ่งของข้ามมิติเวลาด้วยการเอาตู้ใบหนึ่งใส่ท้ายรถมือสองราคาถูกที่ไปซื้อมาจากสุสานรถ จากการคำนวณทิศทางด้วยสูตรต่าง ๆ เขาจะใช้รถเป็นเสมือนวัตถุขับเคลื่อน ด้วยการบังคับรถยนต์ความเร็วสูงจากภายนอกดิ่งจากหน้าผาลงสู่ทะเล เป็นการเปิดประตูมิติเวลาเพื่อย้ายมวลสาร ส่งตู้กลับไปยังบ้านชานเมืองที่เขาอยู่ปัจจุบัน ด้วยกำหนดเวลา 3 สัปดาห์ก่อนหน้า

เมื่อการทดลองเสร็จสิ้น ก้องรีบมุ่งหน้ากลับบ้านไปตรวจงานทันที และพบว่ามีตู้เก่าใบเดียวกันนี้ปรากฏขึ้นอยู่แล้วภายในห้องนั่งเล่น เขาถามภรรยาว่าตู้มาได้อย่างไร เธอหาว่าเขาเพี้ยน กินขาไม่เขย่าขวดหรือเปล่า ตู้นี้เป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเดียวที่อยู่ในบ้านหลังนี้ก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อบ้านเสียอีก และยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า วันมาดูบ้านครั้งแรกก้องเองยังแซวเลยว่า สงสัยเจ้าของโครงการใจดีแถมมาให้แน่ ๆ ทันใดนั้นเขาก็โพล่งออกมาด้วยความดีใจ

“สำเร็จแล้ววว! คนทั้งโลกจะต้องทึ่ง เราสามารถส่งวัตถุย้อนเวลาได้”

“ประสาทป่าววะ”

ภรรยาเกาหัวงง ๆ ก้องอธิบายว่าวันนี้เขาทำอะไรมาโดยละเอียด พร้อมกับเล่าว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาทำอะไรอยู่เป็นรอบที่ร้อย แต่ซิงกลับส่ายหน้าราวกับว่ามันเป็นเรื่องเพ้อเจ้อไร้สาระเรื่องหนึ่ง

“ให้ตายยังไงก็ไม่มีวันเชื่อ”

เธอกล่าวตัดบทด้วยความรำคาญ ก่อนจะเดินกลับไปนั่งเฝ้าร้านหน้าบ้านตามเดิม

******************************************************

เมษายน 2555

ระหว่างลาหยุดพักร้อน ก้องพาครอบครัวมาพักผ่อนที่พัทยา เช้าตรู่ถัดจากวันที่เขามาถึงบ้านพักตากอากาศริมทะเล แสงแดดเล็ดลอดจากผ้าม่านสาดส่องมาที่ใบหน้าขณะหลับอยู่บนเตียง เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นด้วยความรู้สึกมึนหัวอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะเหลือบไปเห็นโน้ตใบเล็ก ๆ แปะอยู่ที่โต๊ะข้างเตียง เขาหยิบมันขึ้นมาอ่านและความสับสนก็มาเยือน! พร้อมกับเสียงตะโกนด่าทอของภรรยาก็ดังขึ้นตามมา!! ก้องกำโน้ตไวแน่นและรีบออกไปดูเหตุการณ์ทันที ซิงเข้ามาในห้องนอนลูกชายและตะโกนด่าทอต่าง ๆ นา ๆ จนปลุกให้กันต์ตื่นอย่างงง ๆ คำด่าที่ต่อว่าถึงความเลว ระยำ ชั่วร้าย สารพัดที่จะสรรหา ณ ขณะนั้น ด้วยเหตุผลที่กันต์ต้องเป็นคนขโมยหกระเป๋าสีฟ้าที่เธอพกมาทะเลด้วยไปซื้อยาเสพติดขณะเธอหลับแน่นอน ด้วยข้อกล่าวหาที่เขาไม่ได้ทำนี้ถึงกับทำให้กันต์ไปไม่เป็นเลยทีเดียว

ซิงบอกว่ากระเป๋าสะพายสีฟ้าใบโปรดหายไป มันเป็นกระเป๋าใบที่ก้องให้เธอวันเกิดเมื่ออายุครบ 18 ปี ทำให้เธอได้รู้จักกับชายหนุ่ม กระเป๋าใบนี้เก็บอยู่บนตู้ชั้นบนสุดในห้องเก็บของมานาน เธอเพิ่งบังเอิญไปค้นเจอไม่กี่วันก่อนจะเดินทางมา จึงสบโอกาสเอามาใช้อีกครั้ง กระเป๋าใบนี้เธอรักมาก เพราะเป็นความทรงจำอันมีค่าและเป็นทุกสิ่งทุกอย่างก็ว่าได้ เมือคืนก่อนนอนเธอเอามันวางไว้ที่โต๊ะหน้าห้อง ทว่ารุ่งขึ้นออกมามันก็หายไปแล้ว กันต์ต้องคนไม่เอาไปแน่ ๆ เพราะก้องคงไม่เอาไป ยิ่งถ้าเป็นคนนอกหรือขโมยแล้วยิ่งเป็นไปได้เพราะเธอไม่ได้ยินเสียงงัดประตู-หน้าต่างใด ๆ เลย เธอล้มตัวลงที่โซฟาร้องไห้ กันต์นั่งรับฟังบนเตียงอย่างงัวเงีย ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“คือ กันต์นอนหลับทั้งคืน ตื่นก็ตอนม๊ามาปลุกเนี่ย กันต์ไม่ได้ขโมยไปครับ”

ก้องหน้าซีดเผือด ยืนกำโน้ตในมือข้างหลังไว้แน่น เขาอยากจะอธิบายให้ซิงฟังแต่เธอไม่มีทางเชื่อแน่กับสิ่งที่เขาจะบอก เพราะเธอหาว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ก้องขอตัวกันต์ไปคุยที่ห้องนอนเขาเพียงลำพัง ทันทีที่ปิดประตู เขาก็ส่งโน้ตให้กันต์อ่าน และความจริงก็เปิดเผย!

เราย้อนเวลาจากอนาคต 20 ปีต่อจากนี้ กลับมาเอากระเป๋าไปเอง – ในอนาคตเราสามารถนำพาร่างปัจจุบันเดินทางกลับมาได้ (คิดว่าตอนนี้นายยังทำได้แค่ส่งวัตถุหรือสิ่งมีชีวิตกลับไปยังอดีตผ่านหลุมดำ หรือขนย้ายสิ่งมีชีวิตคืนสู่ตัวตนเดิมในอดีต) และยังสามารถกำหนดช่วงเวลาได้แน่นอน แต่มากสุดแค่ 20 ปี และมีเวลาแค่ 10 นาที.. แน่นอนเราเลือก 20 ปี และย้อนเวลากลับมาโดยไม่รู้ว่าจะมาถึงช่วงเหตุการณ์ไหนในชีวิต เมื่อมาถึงจึงรู้ว่าเป็นช่วงที่เรามาเที่ยวพัทยากัน เรายืนมองดูร่างของซิงที่หลับอยู่ในห้องด้วยความอาลัย เพราะในอนาคตเธอจะถูกทำร้าย ได้รับบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นเป็นอัมพาต กลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ด้วยสาเหตุจากกระเป๋าใบนี้ เราเลยย้อนเวลากลับมาเพื่อทำลายมัน โดยเอามันไปทิ้งทะเลและเดินทางกลับไปยังอนาคตเพื่อหวังว่าเหตุการณ์จะเปลี่ยนแปลง.. นายช่วยบอกเธอให้เข้าใจด้วยนะ เพราะในอนาคตเธอจะเชื่อเรื่องการย้อนเวลาแล้ว

“แต่ตอนนี้ม๊ายังไม่เชื่อไง!”

กันต์โพล่งขึ้นทันทีที่อ่านจบ

“เอางี้เพื่อความสบายใจ ป๊าจะแสร้งทำเป็นขับรถพาแม่ไปแจ้งความแล้ว แล้วเราจะย้อนอดีตไปเมื่อสองวันที่แล้วฉวยโอกาสหยิบกระเป๋าออกมาจากตู้ตอนนั้น ม๊าคงไม่สงสัย เพราะคิดว่ามันคงหายไปตั้งแต่ตอนย้ายบ้าน”

“แต่มันเสี่ยงมากเลยไม่ใช่เหรอ ป๊ายังไม่เคยย้อนเวลากับคนเลย แถมยังไม่สามารถกำหนดช่วงเวลาที่แน่นอนได้อีกด้วยน่ะสิ”

“ถึงอย่างนั้นป๊าก็สามารถกำหนดจุดหมายปลายทางได้แน่นอนนะ และในนอนาคตป๊าก็ทำสำเร็จนี่”

“แต่นี่มันปัจจุบันไง!”

“แล้วจะให้ทำยังไงม๊าถึงจะเชื่อเรื่องนี้ล่ะ ลองหาทางออกที่ดีกว่านี้มาหน่อยสิ”

กันต์เงียบ ก้องพูดต่อ

“ฟังนะ เราจะย้อนกลับไปสู่ร่างเมื่อสองวันก่อน เราจะจำอะไรไม่ได้ เพราะทั้งหมดนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคต แต่ป๊าจะกำโน้ตนี้ไว้เพื่อเตือนความจำ ถ้าเกิดมีอะไรผิดพลาด กันต์ต้องทำแทนป๊าให้สำเร็จนะ และจำไว้ว่าเราจะไม่เปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในอดีตอื่น ๆ เด็ดขาด เราจะต้องไม่เล่าเรื่องในอนาคตให้คนอื่นฟัง โดยเฉพาะตัวเราถ้าเผลอมีความทรงจำติดไป และถ้าเกิดผิดพลาดจากสาเหตุย้อนเวลากลับไปเป็นอีกร่าง เราจะต้องไม่เจอตัวเราเอง หรือไม่ให้ตัวเราในอดีตรู้ถึงการเดินทางกลับมาของเราจากอนาคต”

“เอาอย่างั้นจริง ๆ เหรอป๊า”

“ก็ต้องลองดู!”

แล้วทั้งสองก็เปิดประตูออกจากห้องไป…
แล้วมันก็ผิดพลาดอย่างที่กันต์กลัวจริง ๆ ก้องพาทุกคนย้อนเวลากลับไปไกลถึง 27 ปีที่แล้ว (พ.ศ.2528) อย่างไม่คาดคิด สมัยนั้นกันต์กับซิงยังเรียนอยู่ชั้น ม.ปลาย ยังไม่ได้รู้จักกัน และแน่นอน กันต์ยังไม่เกิด ร่างของเขาไปจีงจุติกับ ตั้ม คนที่มาจีบซิงสมัยเรียนม.ปลาย และอีกข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น เขาสามารถจำเรื่องราวในอนาคตได้ด้วย ในขณะที่ก้องจำอะไรไม่ได้เลย

******************************************************

วันหนึ่งเมื่อ 27 ปีที่แล้ว ช่วงที่ทั้งหมดย้อนกลับไปยังอดีต กันต์ในร่างตั้ม เข้าไปในร้านซื้อกระเป๋าสีฟ้า และออกมานั่งนึกชั่งใจอะไรบางอย่างหน้าร้าน

“จะเอาไปให้ก้อง หรือไม่ให้ดีนะ..”

เพราะกระเป๋าใบนี้ที่ทำให้คนทั้งสองพบกับ ตามที่ป๊าเล่าให้เขาฟัง ถ้าป๊าไม่ได้ให้กระเป๋าใบนี้กับม๊า เหตุการณ์ในชีวิตทั้งหมดจะเปลี่ยนทันที ทั้งสองคนอาจจะไม่ได้รักกัน ไม่ได้คบกันเป็นแฟน ไม่ได้แต่งงาน และไม่ได้มีลูกด้วยกัน ที่สำคัญจะไม่มีเรา! เอ้อ.. ดีจังวะ! จะได้ไม่ต้องมีแม่ขี้บ่น ปากเปียกปากแฉะ ไม่เกิดซะก็สิ้นเรื่อง… แต่ ป๊าบอกไม่ให้เปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในอดีตนี่นา (อีกความคิดหนึ่งผุดมาต่อต้าน) … เป็นเวลากว่าสิบนาทีที่ความคิดดี-ชั่วหาทางเอาชนะกัน

ในที่สุดความคิดด้านดีก็เป็นฝ่ายชนะ บวกกับความรู้สึกบางอย่างเมื่อเห็นพ่อสมัยวัยรุ่นช่วยเหลือสุนัขบาดเจ็บข้างถนน กำลังต้องการคนรัก และจากการนั่งคุยกันที่ท่าน้ำ เขาเชื่อว่าก้องดูแลซิงได้ดีอย่างที่ไม่มีใครทำได้ เขาได้ตัดสินใจจากคำถาม “ระหว่างไม่ได้รัก กับรักแล้วทุกข์ในตอนท้าย นายจะเลือกแบบไหน” ไปแล้ว…

“เราขอเลือกที่จะมีความรักดีกว่า แม้ไม่ได้จบอย่างสวยงามก็ไม่เป็นไร เพราะชีวิตเราจะมีความหมายถ้าเกิดมาแล้วได้รักใครสักคน ได้รู้จักคำว่ารัก ได้เรียนรู้ว่ารักแท้เป็นยังไง สิ่งดี ๆ ที่งอกงามในใจเหล่านั้นจะคงอยู่กับเราตลอดไป ต่อให้ทุกข์สักแค่ไหนเราก็จะทนและผ่านมันไปให้ได้”

ด้วยเหตุนี้กันต์ในร่างตั้มจึงตัดสินใจให้กระเป๋าใบนั้นไป และเอ่ยขึ้นก่อนจากไป

“ถึงเราจะเปลี่ยนอดีตไม่ได้ แต่ก็เลือกใช้ชีวิตในอนาคตได้นะ”

******************************************************

กรุงเทพฯ พ.ศ.2575

มันเป็นยามบ่ายของวันธรรมดาวันหนึ่งในฤดูหนาวช่วงปลายปี ก้องวัย 67 กำลังเดินเล่นในสวนสาธารณะกับซิง ภรรยาวัย 65 ปีเหมือนทุกวัน โจรเมายาบ้าคนหนึ่งวิ่งมาจากไหนไม่มีใครรู้ มันตรงมาฉกกระเป๋าสีฟ้าของหญิงชราที่สะพายอยู่อย่างรวดเร็วและวิ่งหนีไป เธอตะโกนขอความช่วยเหลือโดยมีก้องวิ่งตามไปอย่างเหนื่อยหอบ มันวิ่งไปต่อไม่ได้เพราะมีคนมุงล้อมรอบ ซิงวิ่งมาถึงและหยุดข้างตั้ม ชายคนนั้นล้วงปืนพกออกจากกางเกงด้วยอาการคุ้มคลั่ง อีกมือถือกระเป๋าสีฟ้าของซิง จังหวะเดียวกับที่หญิงชราเผลอสะดุดขาคนมุงเข้าไปในวงล้อม ด้วยความตกใจ ชายคนนั้นเผลอลั่นไก

ปังงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!

โลกทั้งโลกเหมือนหยุดเคลื่อนไหว กระสุนฝังเข้าที่หน้าอก เลือดไหลออกมาเป็นสาย ซิงค่อย ๆ ล้มลง ก้องรับร่างเธอเอาไว้ในอ้อมอก ตะโกนลั่นพร้อมทั้งน้ำตา
เขารีบพาเธอส่งโรงพยาบาล และโทรตามกันต์ ลูกชายคนเดียวที่บัดนี้แต่งงานมีครอบครัวแล้ว ทำงานและใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศให้รีบบินกลับมาด่วน

หลายชั่วโมงต่อมา แพทย์จากห้องไอซียูเปิดประตูออกมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

“หมอขอแสดงความเสียใจด้วยครับ กระสุนเข้าไปโดนจุดสำคัญ ทำให้ร่างกายเป็นเป็นอัมพาต เธอยังมีลมหายใจแต่ปราศจากความรู้สึก ความหวังที่จะให้ฟื้นจากอาการเจ้าหญิงนิทรากลับมาปกติมีน้อยมาก งานนี้ถ้าจะรักษาหายก็คงต้องพึ่งปาฏิหาริย์ล่ะครับ”

ก้องถึงกับทรุดลงทันที
หลายชั่วโมงต่อมา กันต์มาถึงพร้อมภรรยาและลูกสาววัยกำลังน่ารัก ดูละม้ายคล้ายซิงตอนเด็ก ๆ และได้ตรงเข้าเยี่ยมซิงในห้องไอซียูทันที
ต่อมา แพทย์อนุญาตให้นำตัวซิงกลับมาพักรักษาตัวที่บ้าน แต่ผ่านไปหลายสัปดาห์ เธอยังคงไม่รู้ตัว จนวันหนึ่งก้องตัดสินใจลงมือทำบางอย่าง เป็นสิ่งที่เขาเคยให้ความสนใจเมื่อนานมาแล้วตั้งแต่วัยหนุ่ม นั่นคือส่งวัตถุสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตข้ามมิติเวลา จำได้ว่าในช่วงแรกเริ่มเขาทดลองกับตู้เก่าใบหนึ่งและประสบความสำเร็จเพียง 80 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ก้องขึ้นไปบนห้องนอน หยิบกระดาษโน้ตและปากกาน้ำเงินบนโต๊ะเขียนหนังสือยัดใส่กระเป๋ากางเกง

ทันใดนั้น กันต์ก็เปิดประตูเข้ามา …

How far when I’ll be close to you – Umph Napat (Original Soundtrack)
http://soundcloud.com/streamline-film/how-far-when-ill-be-close-to

————————————————————————————————–
Written by Supakit Seksuwan / 28.12.2012 / Beungkum, Thailand

รัก (Zing) / 2012 / นวนิยายขนาดสั้น / พิมพ์ / Mac Paper / Sci-Fi, Drama, Romance

Soul Moment (2007)

SOuL MOmeNT

ในช่วงบ่ายฤดูร้อน มีนักเรียนวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งนัดกันมาทำรายงานที่โรงเรียนในช่วงปิดเทอม ซึ่งโรงเรียนในยามนี้มีเด็กนักเรียนเข้ามานั่งเล่น ทำงาน หรือเล่นกีฬาอยู่ตลอดแต่ด้วยจำนวนที่บางตาและรวมกันอยู่เป็นกลุ่มๆ เด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้ประกอบด้วย แอน แจ็ค และเพื่อนๆของแอน…แพรกับตูน หลังจากที่ก้าวพ้นประตูโรงเรียนมาได้ไม่นาน พวกเขาก็เริ่มมองหาที่นั่งที่อากาศดีและไม่ร้อนจนเกินไป การเดินของพวกเขามีพูดคุย หยอกล้อกันไปเรื่อยทำให้รู้ได้ว่าทุกคนสนิทสนมกันมานานแล้ว

ไม่นานพวกเขาก็เดินมาหยุดที่โต๊ะไม้ตัวหนึ่งใต้อาคารเรียน ที่นั่นเด็กเป็นกลุ่มๆนั่งทำงานหรือพูดคุยกันอยู่แล้ว ทันทีพวกเขานั่งลง แอนก็เปิดวงสนทนาทันที เธอถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของเพื่อนๆด้วยความคิดถึงแม้เพิ่งจะห่างกันไปได้ไม่ถึงเดือนก็ตาม รวมถึงแจ็ค แฟนหนุ่มของเธอด้วย แจ็ค…ผู้ซึ่งบ้ากีฬาขนาดหนักจนได้เป็นนักกีฬาของโรงเรียน และมีบุคลิกที่ทั้งห้าว ก้าวร้าว และเกเร แถมไม่สนใจคนรอบข้างเลยแม้แต่น้อย เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเธอถึงได้ชอบเขาขนาดนั้น แต่ด้วยนิสัยอันธพาลหัวโจกนี้แหละ ทำให้นานวันเธอกลับรักเขาขนาดหนักจนถอนตัวไม่ขึ้นเลยก็ว่าได้ จนเวลาผ่านไปร่วมครึงชั่วโมง สาวๆก็ยังจ้อไม่หยุด แจ็คเริ่มรำคาญและหมดความอดทนกับเรื่องไร้สาระนี้จึงตะโกนตัดบทขึ้นเป็นการปิดวงสนทนาและบอกให้แอนและเพื่อนๆของเธอเริ่มลงมือทำงานสักที ทั้งหมดจึงได้หยุดการพูดคุยและเริ่มลงมือทำงานทันที

ผ่านไปครู่หนึ่ง มีลมจากไหนไม่รู้พัดผ่านแนวโต๊ะบริเวณนั้นอย่างแรง ทำให้เศษกระดาษที่วางอยู่ตรงหน้าแอนปลิวไปตามสายลมร่วงสู่พื้นอย่างช้าๆ จนเมื่อสายลมนั้นสงบลง แอนจึงลุกจากโต๊ะเดินไปเก็บมัน แต่ในขณะนั้นเองมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งชื่อว่าวิน เดินผ่านมาพอดี วินเห็นเศษกระดาษปลิวมาตกลงตรงหน้าพอดี เขาจึงก้มลงเก็บพอดีกับในจังหวะที่แอนเดินมาถึง วินเงยหน้าพร้อมกับยืนขึ้นก่อนจะส่งกระดาษให้เธอ …เขาส่งยิ้มให้แธอ เธอยิ้มตอบ ทั้งสองสบตากัน… ก่อนที่แอนจะเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะตามเดิม

เวลาของเด็กหนุ่มเหมือนหยุดนิ่งอยู่กับที่ วินเดินใจลอยไปถึงโต๊ะซึ่งถัดจากโต๊ะของแอนมาสองสามตัว จนเมื่อเขาเดินมาถึง เพื่อนๆของวิน อันได้แก่เจี๊ยบและอาร์มจึงเอ่ยถามสาเหตุที่ทำให้เขาใจลอยด้วยความสงสัย เมื่อความจริงถูกเฉลยจากปากวินถึงสาเหตุที่เขารู้สึกชอบเด็กสาวที่ได้เก็บกระดาษให้เมื่อครู่นี้ทันทีที่ได้พบ เจี๊ยบก็ขัดทันทีเพราะเขารู้จักกับเธอและรู้ว่าแอนมีคนมาจีบเยอะ…เธอเป็นคนที่สวย น่ารักคนหนึ่ง กว่าจะจีบได้คงลำบากและคงจะเข้าไปถึงตัวยากอย่างแน่นอน และที่สำคัญเธอก็มีแฟนที่เธอรักมากและคบกันมานานอยู่แล้วด้วย วิน นิ่ง…ไม่พูดอะไร ได้แต่รับฟังเพื่อนๆ (อย่างไรก็ตาม เขาจะลองดูสักครั้ง เธอจะเป็นแฟนคนแรกในชีวิตของเขาได้หรือไม่?) เมื่อวินกับเพื่อนๆลุกขึ้นไป หารู้ไม่ว่าที่โต๊ะข้างๆ ดอน…เด็กหนุ่มที่ตามแอนมาห่างๆตั้งแต่เธอเดินเข้าประตูโรงเรียนมาและได้นั่งจ้องเธอมาตลอด กลับเริ่มรู้สึกจิตใจว้าวุ่น …เขาลังเล ไม่กล้าเข้าไปทักในขณะที่แฟนและเพื่อนๆของเธอนั่งอยู่เต็มโต๊ะ

แต่ละวันผ่านไป วินขอคำปรึกษากับเพื่อนรักทั้งสอง เจี๊ยบและอาร์มก็ได้สลับกันบอกทั้งเทคนิคและวิธีจีบฯให้เขา วินเป็นคนซื่อและไม่เคยจีบผู้หญิงมาก่อนจึงไม่รู้การวางตัว และเพราะความช่วยเหลือจากเพื่อนๆทำให้สืบรู้ว่าแอนเข้ามาทำงานกับกลุ่มเพื่อนๆทุกจันทร์ พุธ ศุกร์ วินจึงตั้งใจมาดักเจอแอนตอนเช้า ในวันที่แอนมาถึงก่อนแจ็คและเพื่อนๆ

…บางครั้งวินก็เสนอกับเจี๊ยบและอาร์มให้เลือกโต๊ะนั่งทำงานใกล้ๆกับแอน แม้เธอจะไม่รู้ตัว แต่การได้แอบมองและรู้สึกว่ามีคนรักอยู่ใกล้เช่นนี้ก็มีความสุขแล้ว… ยังไงก็แล้วแต่ ดอนยังคงมุ่งมั่นต่อไปในการคอยโอกาสเหมาะที่จะเข้าไปคุยกับแอนในขณะที่นั่งอยู่ใกล้ๆกับเธอเช่นกัน

จนเมื่อสบโอกาสเหมาะ แอนนั่งอยู่คนเดียว วินเลยเดินเข้าไปแนะนำตัวและพูดคุย จนทำให้ดอนถึงกับเคืองอย่างมากเพราะวินเข้าไปหาเธอในจังหวะที่เขาเองก็กำลังจะลุกไปพอดี

…วันหนึ่งเมื่อโอกาสของดอนมาถึง เขาจึงเข้าไปหาแอนเพื่อแสดงตัวและนัดเธอให้ไปทานเข้ากับเขาในวันรุ่งขึ้น

เพราะหลายวันที่ผ่านมา ทุกวันที่แอนเข้าโรงเรียนมักจะได้คุยกับวินเสมอ ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองจึงเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆในเวลาต่อมา

…เมื่อเวลาพักกลางวันของวันรุ่งขึ้นมาถึง ดอนจึงได้กินข้าวกับแอนพลางแนะนำตัวและพูดคุยกันอย่างออกรส แต่ปรากฎว่าแจ็คเดินมาเห็นพอดีจึงรีบวิ่งเข้าไปลากตัวดอนออกมาทันทีก่อนที่จะกล่าวตักเตือน เขาบอกว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่เห็นดอนอยู่กับแอนอีก ได้มีเรื่องแน่! จากนั้นจึงปล่อยดอนไปด้วยสายตาที่อาฆาต ทางด้านดอน ใช่ว่าเขาจะกลัวแต่ที่หือไม่ได้แต่เป็นเพราะเขาตัวคนเดียว ไม่มีพรรคพวกนั่นเอง เมื่อดอนเดินไปไกลลับตา แจ็คหันมาทางแอนก่อนที่จะเข้ามานั่งคุย

…เช้าวันหนึ่ง วินตั้งใจมาดักเจอแอนตามปกติ แต่แล้วเขาก็ต้องพบกับความผิดหวัง เมื่อพบว่ามีเด็กหนุ่มที่ไหนไม่รู้เดินมาคู่กับเธอ (เด็กหนุ่มคนนั้นอาจมาดักเจอแอนเหมือนกับเขาก็ได้) พร้อมกำลังยื่นช่อดอกไม้ให้เธอในขณะที่กำลังเดินผ่านหน้าเขาพอดี วินรู้สึกเจ็บใจตัวเองที่ปล่อยโอกาสให้ใครก็ไม่รู้เข้ามาหาแอนได้ …ด้วยความโกรธ ไม่นานเขาก็สืบจนรู้ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นมีชื่อว่าดอน เขาจึงเตรียมวางแผนที่จะเล่นงานดอนทันที!

…หลายวันผ่านไป หลังจากที่รู้ว่าวันไหนแจ็คไม่ได้มากับเธอ วินก็จะแอบเพื่อนๆไปนั่งทำงานให้แอนและเพื่อนๆเธอในอยู่เสมอ ฝ่ายตูนกับแพรก็ห้ามๆ เชิงเตือน แต่แอนก็บอกว่าเป็นแค่เพื่อนเท่านั้น แต่ความจริงแล้วในในเธอก็มีความรู้สึกดีๆเกิดขึ้น …ทว่าในใจของวิน แอนคือคนที่…ใช่เลย!

ในวันที่วินเดินกลับบ้านกับแอน ขณะเดินอยู่เขาบอกเธอว่ามีสถานที่แห่งหนึ่งจะพาไป …ไม่นานทั้งสองก็มาถึงที่สระว่ายน้ำบนคอนโดฯแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งมีความสงบ ร่มรื่น และมีทิวทัศน์ที่สวยงามเมื่อมองลงไปยังเบื้องล่างจากชั้นนั้น วินบอกกับแอนว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่เขาชอบมาเวลามีเรื่องทุกข์หรือกังวลใจเพื่อหาความสงบให้กับชีวิต หรือบางวันเขาจะมาเพื่อนั่งคิดทบทวนเรื่องต่างๆเพื่อหาคำตอบอีกด้วย แอนรับฟังก่อนจะแหงนหน้ามองท้องฟ้าตามคำชวนของวิน เขายังบอกกับเธอว่า เวลาที่เขามีเรื่องไม่สบายใจเขามักจะมองขึ้นไปบนฟ้าและพูดกับมัน …จนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ทั้งวินและแอนต่างก็รู้สึกมีความสุขมากที่ได้แบ่งปันประสบการณ์ดีๆให้แก่กัน

จนมาวันหนึ่งวินตั้งใจจะเดินเอาของไปให้แอนที่โรงเรียน เมื่อเดินไปใกล้จะถึงในระยะที่มองเห็นกลุ่มของเธอ เขาเห็นดอนกับแอนนั่งคุยเล่นกันอยู่ วินกลับรีบหลบหลังเสาทันที(ในจังหวะที่แอนคุยกับดอนอยู่แล้วหันมาทางวินพอดี) พลางมองดูของในมือ …เขารู้สึกโกรธสุดขีด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาไม่อยากให้แอนต้องลำบากใจ วินคิดแล้วเดินจากไป… แต่ทว่าโชคร้ายที่แจ็คเดินมาพบดอนอยู่กับแอนเข้าอีก เขารู้สึกเลือดขึ้นหน้าและถึงกับตรงเข้าไปชกดอนทันที (แอนร้องกรี๊ด และตรงเข้าไปผลักแจ็คพร้อมบอกให้เขาหยุดแต่เพราะความแข็งแรงเขาก็จับเธอผลักออกไปอย่างง่ายดาย และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนที่จะชกต่อ…) ด้วยความเร็วของแจ็ค ดอนจึงหลบไม่ทัน แต่เขาก็ไม่ได้เจ็บมากมายนักจึงตั้งท่าสู้ เขาแลกหมัดกับแจ็คไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ถึงกับนอนหงาย เพราะแจ็คใส่หมัดไม่ยั้งด้วยความโกรธ (ในเวลาต่อมาคนแห่กันมามุงดูมากมาย) แจ็คตะโกนด่าดอนเสียๆหายๆด้วยเสียงที่ดังปกติ วินเดินกลับมาเห็นเหตุการณ์พอดี แต่ไม่ได้ห้าม เขาได้แต่ยืนมองไกลๆด้วยความดีใจลึกๆ …บัดนี้ดอนกำลังลุกขึ้นจากพื้นในสภาพที่มีเลือดไหลออกมาเปรอะทั่วร่างกาย เขาเดินออกไปพร้อมเสียงด่าและเสียงประนามของแจ็ค ในขณะที่แอนก็ตะโกนบอกให้เขาหยุดสักที …จนเมื่อดอนเดินออกไปไกล แจ็คจึงหันมาต่อว่าเธอทันที (ต่อหน้าคนที่มุงดูเหตุการณ์) ก่อนจะลากเธอไปคุยกันตามลำพัง

บ่ายวันหนึ่งที่บ้านของแอน พ่อ แม่ และเธอนั่งดูโทรทัศน์กันอยู่ที่ห้องนั่งเล่น ก่อนที่พ่อจะขอตัวเข้าไปนอนด้วยความเพลียจากการทำงานที่กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็ดึกดื่น

เมื่อพ่อของเธอเข้าไปนอนได้สักพัก แอนก็คิดปรึกษาแม่เรื่องแฟนของเธอ(แจ็ค)อีกครั้ง แต่ทันทีที่เอ่ยว่าจะพาแจ็คเข้าบ้านมาให้แม่รู้จักตามคำขอร้องของเขา ปรากฎว่าแม่ก็เริ่มโวยวายทันทีที่เธอยังพูดไม่จบ จนเมื่อแอนเริ่มย้ำเจตนาเดิมของเธอซ้ำไปซ้ำมา แม่ก็เริ่มหงุดหงิดและเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ จนเวลาผ่านไปครู่หนึ่งอารมณ์ของทั้งแอนและแม่ก็มาถึงจุดขีดสุดเพราะไม่มีใครยอมใคร แอนเริ่มตวาดแม่ ส่วนแม่ก็เริ่มใช้ถ้อยคำรุนแรงที่ทำร้ายจิตใจเธอได้อย่างง่ายดาย เมื่อแอนทนไม่ไหวและขู่จะหนีออกจากบ้าน แม่ของเธอจึงบอกให้ออกไปเลย แล้วอย่ากลับมาอีก …ด้วยความน้อยใจและโกรธสุดขีด เธอถึงกับวิ่งออกไปจากบ้านในขณะนั้นด้วยน้ำตาที่ไหลมาอย่างไม่ทีท่าว่าจะหยุด เมื่อแอนออกไปได้สักพักทั้งตัวและมือไม้ของแม่แอนก็เริ่มสั่นบ่งบอกถึงความรู้สึกผิดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอไม่แน่ใจว่าสิ่งทำลงไปถูกต้องหรอไม่ ทางด้านพ่อของแอนกลับหลับสนิททำให้ไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเลย

…ส่วนแอนหลังออกจากบ้านมา เธอเดินไปเรื่อยเปื่อย ไร้ซึ่งจุดหมายพลางคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ แต่ไม่นานแอนก็นึกขึ้นได้ เธอจึงรีบกดโทรศัพท์ตามวินให้ขี่มอเตอร์ไซด์มารับเธอและพาหนีไป …จะไปที่ไหนก็ได้ แต่ขอให้ไปไกลๆจากบ้านเพราะเธอไม่คิดจะกลับมาอีกแล้ว ตอนแรกแจ็คไม่เห็นด้วยและบอกว่าสิ่งที่เธอทำนั้นไม่ถูก แต่เมื่อแอนรบเร้าเขามากๆ แจ็คก็ถึงกลับใจอ่อนและยอมมารับเธอ …ที่ลานร้างตรงข้ามโรงเรียนฝั่งประตูเล็ก แอนมายืนคอยแจ็คด้วยจิตใจที่ว้าวุ่นและสับสน สักพักแจ็คก็มาถึงพร้อมกับมอเตอร์ไซด์ ก่อนที่แอนจะนั่งเขาถามเธอว่าแน่ใจแล้วหรือกับสิ่งที่ทำ เธอตอบว่าแน่ใจ มอเตอร์ไซด์จึงออกตัวทันทีที่แอนขึ้นซ้อน พอดีกับที่วินและเพื่อนๆเดินสวนจะเข้าโรงเรียนมาพอดี เมื่อเห็นเข้า วินก็รู้สึกแปลกใจแต่ก็ไม่ได้เก็บไปคิดอย่างไร

2-3วันผ่านไป วินชักเริ่มเอะใจและเริ่มอยากรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองสงสัยนี้จะถูกต้องหรือไม่ เขาจึงออกตามหาแพรกับตูน และเมื่อได้พบกับพวกเธอ เขาจึงถามว่าแอนหายไปไหน ทางด้านตูนกับแพรที่เป็นเพื่อนสนิทของเธอก็ยังไม่รู้ ซ้ำยังบอกอีกว่าโทรถามไปที่บ้าน แม่ของเธอก็บอกว่าไม่รู้เช่นกัน ว่าแล้ววินจึงเล่าให้แพรและตูนฟังเรื่องที่เขาเห็นแอนซ้อนมอเตอร์ไปกับแจ็ค เมื่อเล่าจบตูนก็ฟันธงเลยว่า…งานนี้หนีตามกันไป ชัวร์! เมื่อวินได้ยินดังนั้นก็เท่ากับเพิ่มความเชื่อมั่นว่าแอนหนีไปแล้วจริงๆ มันทำให้เขาถึงกับรู้สึกเศร้าขึ้นมาทันที…

…หลายวันผ่านไป แม้ว่าเพื่อนๆจะชวนไปเล่นบาสฯเพื่อให้วินได้หยุดคิดถึงแอน แต่
วินกลับชู้ตทีสองทีก็เลิก ไม่ได้ตั้งใจเล่น และเพราะอาการใจลอยลูกบาสฯจึงไม่ลงแป้น ต่อมาเขาจึงไปนั่งข้างสนาม เฝ้าของให้เพื่อนๆพลางอดคิดถึงเธอไม่ได้เลย เพราะทุกวันที่ผ่านมานี้เขายังคงเฝ้ารอแอน ด้วยการไปที่สระว่ายน้ำบนคอนโดฯทุกวันด้วยความหวังลมๆแล้งๆเพียงเพราะความเชื่อว่า สักวันหนึ่งเธอจะต้องกลับมา

…จนเวลาได้ผ่านไปหลายสัปดาห์ เจี๊ยบกับอาร์มก็นัดวินมาทำงานที่โรงเรียนในวันหนึ่ง ที่โต๊ะแถวนั้นมีคนนั่งคนมากมาย (เต็มเกือบทุกโต๊ะ) เจี๊ยบกับอาร์มก็นั่งทำงานไป แต่วินนั่งเหม่อลอย เพื่อนๆดูออกว่าเขาซีดเซียวลงไป ใบหน้าหมองคล้ำ เหมือนกับคนไม่สบายใจอย่างหนัก และไม่ยอมกินข้าว เจี๊ยบกับอาร์มก็ได้พูดปลอบใจและให้กำลังใจวินมากเท่าที่พวกเขาจะทำได้ เพื่อให้วินรู้สึกดีขึ้น แต่ทว่าภายในใจของวินไม่ได้เป็นเช่นนั้น …ตอนนี้เขามีความรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ตัวคนเดียวในโลก รอคอยความรักที่สูญหาย กลับคืน……

1เดือนต่อมา ในช่วงเย็นที่วินมุ่งหน้ามายังสระว่ายน้ำตามปกติก่อนจะกลับบ้าน เมื่อลิฟท์ชั้น6เปิดออก เขาก็ต้องตกใจเมื่อได้พบแอนขณะที่กำลังจะกระโดดตึกเพื่อฆ่าตัวตาย วินเห็นเข้าจึงไม่รอช้า เขารีบวิ่งไปคว้าตัวแอนด้วยความเร็วในจังหวะที่ทันท่วงทีก่อนแอนจะตกลงไปหากคว้าตัวไว้ช้ากว่านี้ แอนหันมามองและโผเข้ากอดทั้งน้ำตา หลังจากวินประคองแอนให้นั่งเพื่อที่จะพูดคุย วินก็เริ่มถามด้วยความสงสัยทันที เนื่องจากเห็นสภาพที่มอมแมมของเธอ เขาจึงถามว่าไปทำอะไรมา แอนจึงได้เล่าว่าไปเจออะไรมาบ้าง และยากลำบากแค่ไหน จนเมื่อนึกขึ้นได้ วินสงสัยว่าทำไมถึงคิดฆ่าตัวตาย ก่อนตอบ ปากของแอนเริ่มสั่นอย่างเห็นได้ชัด เธอพูดพร้อมน้ำตาคลอ…เพราะแจ็คหายตัวไป (เธอไม่รู้ว่าเขาหายไปไหน หลังจากที่เธอออกตามหาแล้วไม่พบ รวมทั้งได้รออยู่นานเขาก็ไม่ยอมกลับมา ทำให้แอนเชื่อว่าแจ็คต้องแอบหนีไปมีผู้หญิงอื่นอย่างแน่นอน) พูดจบเธอก็ร้องไห้อย่างหนัก วินปลอบด้วยคำพูดที่กลั่นกรองออกมาอย่างดี แต่เพียงชั่วครู่…แอนเกิดสลบไป วินเรียก…แอนยังนิ่ง….

เมื่อเธอลืมตา วินถามแอนว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เธอบอกว่าคงไม่เป็นไร หน้ามืดไปเท่านั้นเอง …อย่าห่วง …เธอสบายดี …ไม่จำเป็นต้องพาไปหาหมอหรอก…เล็กน้อย…

เย็นวันนั้น ในขณะที่แจ็คกำลังเดินพาแอนไปส่งบ้าน เธอก็บอกถึงความรู้สึกไม่สบายใจและความรู้สึกผิดที่มีต่อแม่เมื่อคราวทะเลาะกันครั้งก่อน วินจึงเสนอว่าให้กลับไปขอโทษแม่และบอกกับแม่ว่ารู้สึกอย่างไร เขาเชื่อว่าแม่ของเธอคงอภัยและไม่คิดโกรธเธออย่างแน่นอน เพราะไม่มีแม่คนไหนที่ไม่รักลูกหรอก…

เมื่อถึงหน้าบ้าน วินบอกให้แอนเข้าไป ส่วนเขาจะยืนรออยู่ตรงนี้จนกว่าจะได้เห็นแอนเข้าบ้านแล้วเขาจึงค่อยกลับ …ยังไม่ทันที่แอนจะหมุนลูกบิดประตู แม่ก็เปิดประตูออกมาพร้อมกับวิ่งเข้าไปกอดแอนทันทีด้วยน้ำตาแห่งความดีใจที่ในที่สุด แอนก็กลับมา จากนั้นแอนจึงเอ่ยขอโทษ แต่แม่กลับบอกว่าลืมให้มันไป เรื่องที่ผ่านไปแล้วไม่ต้องเก็บมาคิด และเธอยังโทษตัวเองอีกว่าเธอก็มีส่วนผิดด้วยเหมือนกัน ก่อนที่จะเสียเวลาปรับความเข้าใจนานไปกว่านี้ พ่อแอนก็เรียกให้แม่ ลูกเข้าบ้านมาได้แล้ว …เมื่อวินได้เห็นดังนั้น เขาจึงรู้สึกสบายใจจึงมุ่งหน้ากลับบ้านไปในที่สุด

จากนั้นเป็นต้นมา เนื่องจากแอนยังไม่หายจากความเศร้า และยังไม่เปิดรับใครทั้งสิ้นเพราะเธอยังไม่พร้อมที่จะเริ้มต้นใหม่กับใคร เธอจึงปิดใจและปิดตัวเองในตอนนี้อยู่ แม้แต่ตูนกับแพร…เพื่อนสนิทก็ตาม แต่เพราะวิน… ในทุกครั้งที่เจอหน้าจะหาโอกาสมาเป็นเพื่อนคุยด้วยเสมอ หาโอกาสเหมาะๆเข้าไปปลอบเธอ ทุกที่ที่แอนไปจึงมีเขาไปด้วยเสมอ ไม่ว่าจะไปกินข้าว วินก็กินไปพร้อมกับชวนคุยไป

…วันหนึ่ง วินชวนแอนไปเล่นบาสฯเพื่อจะได้หาโอกาสอยู่ใกล้ๆเธอและเบี่ยงเบนความสนใจไม่ให้เธอเศร้าหรือมัวแต่คิดเรื่องที่ผ่านมา วินอยากให้เธอปล่อยความรู้สึกนั้นทิ้งไปซะ …ปล่อยให้มันกลายเป็นอดีตไป …เขาและกาลเวลาจะทำหน้าที่รักษาเธอเอง

พักนี้วินสังเกตว่าดอนหายเงียบไปเลยตั้งแต่แอนกลับมา ทำไมเขาถึงไม่เห็นดอนในขณะที่แอนอยู่ในโรงเรียนนะ… เขาหายไปไหนกันแน่… วินอยากจะถามเรื่องนี้กับแอนเต็มแก่ แต่ทุกครั้งที่เจอหน้า เขาเลือกที่จะเก็บคำถามนี้ไว้เพื่อความสบายใจดีกว่า

…วันหนึ่งในบรรยากาศเย็นสบายน่านั่งเล่น วินกับแอนสบโอกาสนั่งคุย ปรับทุกข์กัน วินบอกให้แอนระบายสิ่งที่ค้างคาภายในใจให้หมด หลังจากที่ปล่อยให้เธอพูดและเขาได้รับฟังทั้งหมด ก็ถึงเวลาที่วินต้องเป็นฝ่ายพูดปลอบเธอ …แอนรู้สึกได้ทันที ถึงน้ำเสียงและการใช้คำเพื่อปลอบเธอ …มันเป็นคำพูดที่ดีที่สุดในชีวิตเท่าที่เธอเคยได้ยินมาจากปากผู้ชายคนหนึ่ง จนแอนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ วินจึงโผเข้ากอดทันที แอนรู้ได้เลย ตั้งแต่นี้ต่อไปเธอพร้อมจะเปิดใจรับเรื่องราวต่างๆให้เข้ามาในชีวิตอีกครั้ง รวมถึงเธอพร้อมแล้วที่จะเริ่มต้นรักครั้งใหม่กับวิน เขาเป็นคนที่เธอเพิ่งค้นพบว่าได้ตามหามาตลอดชีวิต แม้เธอและเขาจะเพิ่งได้มาเจอกันตอนนี้ แต่กับอนาคตวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้…แต่ไม่สำคัญเท่า…ในวันนี้เหมือนพรมลิขิตนำพาให้เธอและเขาได้มาพบกัน เธอรู้เพียงแต่ว่าจะขอทุ่มเทเต็มที่ ให้กับเด็กหนุ่มธรรมดาผู้ซึ่งทำให้แอนอยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปในทุกๆวัน

เที่ยงวันที่อากาศร้อน แดดจัด …วินเดินคุนกับแอนไปขณะที่กำลังจะออกไปนอกโรงเรียนทางประตูใหญ่ ปรากฎว่าเดินอยู่ดีๆ แอนกลับหน้ามืด เป็นลมล้มไป… ดีที่วินคว้าตัวไว้ทันก่อนถึงพื้น เขาจึงรีบพาไปห้องพยาบาล

…ไม่นานแอนก็ฟื้น เขาเอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัว และประคบหน้าผากให้เพราะตัวร้อน รวมทั้งเอายาให้กินด้วย วินสั่งว่าต้องไปหาหมอให้ได้ แอนบอกว่าจะลองไปดู แต่ในใจเธอกลับรู้สึกว่าเรื่องธรรมดาแค่นี้ไม่เห็นจะต้องไปหาหมอเลย… (insert)เนื่องจากหลายวันมานี้แอนหน้าซีดไปมาก เวลาเดินก็มีอาการตัวสั่นอยู่บ่อยครั้ง รวมทั้งมีอาการเบลอ บางครั้งก็ความจำสั้น จำอะไรไม่ค่อยได้เพียงชั่วครู่ ทำให้วินเริ่มสงสัยจากการสังเกตเห็น …เขาครุ่นคิด

หลายวันต่อมา แอนเดินมากับวิน(ที่ช่วยเธอถือหนังสือ) ทั้งสองกำลังมุ่งหน้ากลับบ้าน พวกเขาออกมาทางด้านหน้าอาคารเรียนตึก1 แอนรู้สึกก้าวลงบันไดไม่ไหว และวิงวียน บอกกับวินว่าขอนั่งพักตรงนั้นก่อน… วินพยุงแอนนั่งลง วินจึงรีบถามแอนว่าเป็นอะไร เธอนิ่ง…ไม่ตอบ แต่บอกว่า อีก3วันให้มาเจอกันที่นี่ตอนเย็น เธอมีเรื่องจะบอกเขา ด้วยความใจร้อนและอยากรู้มากๆเขาจึงพูดกับแอนให้บอกตอนนี้เลยได้ไหม แอนบอกเพียงแต่ว่าไม่ได้…อยากรู้ต้องรอ เธอพูดด้วยเสียงที่สั่นตัดกลับใบหน้าและแววตาที่ดูนิ่งผิดปกติ วินจึงเชื่อพร้อมกับเก็บความอยากรู้นี้ไว้ ตอนนี้ทำได้ก็แค่รอ…. ทั้งสองลุกขึ้นยืนและเดินจากกันไปคนละทาง จากตรงนั้น

จนเมื่อวินรู้สึกตัวว่าถือหนังสือของแอนติดมือมา เขาก็รีบวิ่งตามเธอออกไปนอกโรงเรียนทันที หวังจะคืนหนังสือให้ เมื่อวินออกมาถึงบริเวณถนนหน้าโรงเรียน เขาเริ่มมองหาเธอ ไม่นานก็เหลือบไปเห็นแอนอยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องขึ้นไป เธอกำลังรีบเดินไปยังรถยนต์ที่จอดรออยู่ข้างหน้า(ริมถนน) สีหน้าเหม่อลอยพลางครุ่นคิด วินตะโกนเรียก เธอไม่ได้ยิน ด้วยความอยากรู้เร็วๆที่มีในหัวใจเต็มเปี่ยมว่าแอนจะบอกอะไรในอีกสองวันข้างหน้า โดยไม่ได้มองซ้ายมองขวา เขาข้ามถนนไป…………. ประจวบกับที่แอนปิดประตู และรถก็เคลื่อนออกไปทันที

…………………………………………………………………………………………….

ที่โรงเรียน วินมาคอยแอน… ณ บริเวณที่นั่งพักข้างทางเชื่อมฯ เขาเดินเข้าไปนั่งข้างๆคนกลุ่มหนึ่ง…คนกลุ่มนั้นกลับไม่ได้รู้สึกอยากหันมามองหรือแสดงท่าทางอะไร หรืออยากจะคุยด้วยแต่อย่างไร สักพักวินจึงออกไปเดินเล่นที่ทางเดินยาวเชื่อมจากหน้าประตูโรงเรียนเข้าอาคาร ระหว่างเดิน ผู้คนที่เดินสวนกับเขาไปกลับมีท่าทีที่นิ่งเฉยและผ่านไป ไม่ได้สนใจมองดูเขา

…วินเดินไปนั่งเล่นที่ม้านั่งข้างห้องสมุด เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ๆเด็กกลุ่มหนึ่งที่มานั่งอยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่วินนั่งลงด้านหลังกลุ่มเด็ก เด็กคนหนึ่งกลางวงก็ทำท่าตกใจอย่างเห็นได้ชัด พลางกระซิบบอกเพื่อนเบาๆ… จากนั้นเด็กทั้งกลุ่มก็รีบลุกขึ้นยืนและเดินจากไปยังโรงอาหาร(ข้างหน้า)ทันที วินมองตาม พลางคิด…

ที่หน้าเวที ณ ลานการแสดงกลางแจ้งในโรงเรียน วินเหนื่อยจึงไปนั่งเล่นที่นั่นเป็นการพัก …มีชายแก่คนหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว เขาทักวิน วินคุยกับเขา ชายแก่คนนั้นจึงได้ถามว่าเป็นไงมาไงมามาทำอะไรที่นี่? จนผ่านไปนานพอสมควรก็ถึงเวลานัด วินจึงขอตัว… หลังจากที่ลุกออกมาและเดินมาได้ไม่ไกล เขาหันหลังกลับไปมอง ชายแก่คนนั้นไม่อยู่ที่นั่นแล้ว วินคิดว่าเขาคงแยกจากไปอย่างรวดเร็ว …ทันทีที่วินมาถึงที่บันไดหน้าอาคารเรียนใต้ตึก1 เขาก็นั่งรอพลางดูเวลาทันที อีกไม่กี่นาทีก็จะถึงเวลานัดแล้ว

ชั่วครู่ วินเห็นแอนเดินเข้ามาทางประตูเล็ก ด้วยสีหน้าและร่างกายที่ซีดผิดปกติ เธอเดินอย่างช้าๆเป็นจังหวะด้วยการก้มหน้ามาตลอดทาง เมื่อเดินมาถึง แอนหยุด และเงยหน้าขึ้นมามองวิน เธอตกใจเล็กน้อยด้วยการผงะไป แต่จากนั้นเธอก็นั่งลงข้างวิน เขาจับตัวเธอ และรู้สึกเย็นมากจนผิดปกติ วินเริ่มเปิดการสนทนาขึ้นด้วยการถามสารทุกข์สุขดิบ และคุยกันถึงเรื่องอื่นๆเพียงไม่กี่เรื่อง ก่อนที่จะเข้าประเด็น… เขาถามแอนว่ามีอะไรจะบอก แอนนิ่งไปสักพักด้วยสายตาที่เหม่อมองออกไปไกลพลางครุ่นคิดก่อนที่จะพูด …ความจริง เธอไปตรวจมาแล้วพบว่าเป็นโรคความดันในหลอดเลือด วันนี้เป็นวันที่มีกำหนดเดินทางไปรักษาตัวที่ต่างประเทศ …ที่เธอยังไม่อยากบอกในวันนั้นเพราะกลัวว่าวินจะมารั้งตัวเธอไว้ไม่ให้ไป แต่ที่ตัดสินใจบอกเพราะอยากให้วินเจอคนที่ดีกว่า และชีวิตของเขายังอีกยาวไกล ไม่ควรมาจบลงหรือเสียเวลาเปล่าไปกับคนไร้ค่าอย่างเธอที่คงจะหมดความหมายลงในเวลาไม่ช้า วินเริ่มร้องไห้ พลางพูดแต่ว่าไม่จริง เขารับไม่ได้ แอนเริ่มน้ำตาคลอและเสียงสั่นๆบอกวินว่าถึงยังไงเธอก็ไปต่างประเทศไม่ได้แล้ว เพราะเธอ ตายแล้ว………………….

เมื่อวานตอนบ่าย ที่บ้านของเธอ มีงานปาร์ตี้ที่เพื่อนๆ และพ่อแม่จัดให้ เพื่อเลี้ยงอำลาทุกคนไปรักษาตัวยังต่างประเทศ ในขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนานกันอยู่นั้น โทรศัพท์(บ้าน)ก็ดังขึ้น …แอนเดินไปรับโทรศัพท์ที่อยู่อีกห้องหนึ่งไกลออกไป เสียงเข้ม ทุ้มของผู้ชายปลายสายทำให้รู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนพิเศษ เขาถามเธอว่ารู้จักแจ็คไหม เธอบอกรู้จัก เจ้าหน้าที่ฯจึงบอกว่า ให้ทำใจ เขามีเรื่องสำคัญจะบอก …ความจริงแล้วแจ็คไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ แต่ด้วยการฆาตกรรมของดอนที่โกรธเคืองแจ็คจากเรื่องชกต่อยเมื่อคราวก่อน …ทั้งๆที่เจ้าหน้าที่ฯพูดยังไม่จบดีแอนก็เริ่มวิงเวียน หน้ามืด ก่อนจะเป็นลมล้มลงกับพื้น และเสียชีวิตไปในที่สุด ในขณะที่เธอยังไม่ได้รู้ว่าเจ้าหน้าที่ฯสามารถจับกุมคนร้ายได้แล้ว ……….เพื่อนสองสามคนเดินถือจานไปล้างผ่านมาพอดีจึงตกใจ (ทำจานตกแตก) ร้องกรี๊ด…

ที่บันไดหน้าตึก หลังจากที่แอนเล่าให้วินฟังจบ เขาก็นิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรเลย แอนจึงพูดขึ้นหลังจากที่เงียบมานาน เพราะไม่มีใครพูดอะไรขึ้นเลย แอนถามวิน…ที่เธอคุยกับเขาได้ไม่ใช่เพราะเขาก็ตายแล้วหรอกหรือ? ไม่งั้นเธอกับวินคงไม่ได้พบกันอีกครั้ง ว่าแล้วแอนจึงถามว่าเขาตายยังไง?

ช่วงเย็นวันหนึ่ง บริเวณถนนแถวโรงเรียน แอนกำลังรีบเดินไปยังรถยนต์ที่จอดรออยู่ข้างหน้าริมถนน สีหน้าเหม่อลอยพลางครุ่นคิด วินตะโกนเรียก เธอไม่ได้ยิน ด้วยความอยากรู้ที่มีในหัวใจเต็มเปี่ยมว่าแอนจะบอกอะไร โดยไม่ได้มองซ้ายมองขวา

เขาข้ามถนนไป……. ประจวบกับที่แอนปิดประตู และรถก็เคลื่อนออกไปทันที ที่ถนน วินถูกรถยนต์ขับมาชนเข้าอย่างจัง เขากระเด็นไปตามแรงประทะของรถไม่ไกลก็ล้มลงไปกับพื้นถนน เลือดไหลออกมาจากทั่วร่างกายมากมาย เขาสิ้นลมไปพร้อมกับกองเลือด ……… ทันทีที่เกิดเหตุ บริเวณนั้นมีคนมามุงดูมากมาย แต่ทว่ารถยนต์ของแอนกลับเคลื่อนออกไปไกลมากจนเกินกว่าจะรู้ถึงเรื่องราวที่เกิด

เมื่อวินเล่าจบ เธอเริ่มน้ำตาคลอและรั้องไห้ในที่สุด เธอขอโทษวินที่ไม่ได้สนใจเขา (ถึงแม้ว่าแอนจะไม่ได้ยินเสียงเรียกของวินในตอนนั้นก็ตาม) เพราะเธอทำให้วินต้องเสียชีวิต เพียงถ้าหากเธอไม่ใจลอย ขึ้นรถช้ากว่านี้หน่อย วินก็จะไม่ตาย แต่วินกลับพูดสวนขึ้นทันทีด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือพลางเอามือปาดน้ำตาแอนที่ใบหน้า และบอกว่า ไม่ต้องโทษตัวเองหรอก งานนี้ไม่มีใครผิด และไม่ไช่เพราะเธอหรอกหรือที่ทำให้เราได้กลับมาพบกันอีกครั้ง? ถ้าคนใดคนหนึ่งไม่ตายจากไป เขากับเธอก็คงจะไม่มีวันได้กลับมารักกันอีก… เขาพูดพลางยิ้ม แอนหยุดเริ่มหยุดร้องไห้และบอกว่า …ถ้ามันคือโชคชะตาที่ลิขิตไว้เพื่อที่ให้เราได้รักกันจริง และเกิดมาเป็นคู่แท้ของกันและกันจริงๆ ตอนนี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเธอก็พร้อมแล้ว หากมีวินอยู่เคียงข้างเธอเสมอ …เธอพร้อมที่จะออกเดินทางไกลไปกับเขาและความรักที่ยิ่งใหญ่ พร้อมที่จะเผชิญกับอุปสรรค ด้วยรักที่กำลังจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง …เป็นครั้งสุดท้าย

เมื่อแอนพูดจบ วินกับแอนก็ประสานมือเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งสองสบตา และลุกขึ้นยืน ก่อนที่จะก้าวลงบันไดพร้อมกันเพื่อออกเดินไปในเส้นทางที่ทอดยาวไกลข้างหน้า พร้อมกับแสงสีขาวนวลดุจละอองเมฆที่ส่องแสงตลอดทาง …มันเป็นเส้นทางที่ไม่มีที่สิ้นสุด

ความจริงนี่ป็น Treatment ของหนังสั้นเรื่องแรกที่ผมกำกับ แต่เห็นว่าดูแล้วก็คล้ายกับเรื่องสั้น (ที่ไม่สั้น!) อยู่เหมือนกัน จึงได้นำมารวมไว้ใน Blog ด้วย ใครที่ต้องการชมภาพยนตร์หลังอ่านจบ คลิกเข้าไปดูได้ที่ soulmomentfilm.wordpress.com ครับ

 

A Short Film by Supakit Seksuwan

 

 

Soul Moment / 2007 / นวนิยายขนาดสั้น / พิมพ์ / Mac Paper / Drama, Romance

I have been Love (2006)

I   h a v e   b e e n   L o v e

“ บางครั้งการทำอะไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลหรือคำอธิบาย

สิ่งที่คิดว่ายากกลับง่าย

สิ่งที่เราคิดว่ามีอะไรซ่อนอยู่ ความจริงอาจไม่มีอะไรเลยก็ได้
อย่ามัวเสียเวลานั่งตีความ

มองโลกในหลายๆมุม

อย่าคิดมาก

แท้จริงแล้วมันคงไม่ได้มีอะไรไปมากกว่านั้น

ไม่มีอะไรเกินกว่าที่เราคิดไว้หรอก….. 

เขาไม่เคยจะกลับมาเลยแม้เวลาจะล่วงไปนานแล้ว   ความจริงคือมีบางสิ่งซ่อนเร้นอยู่   ชายคนนั้นบอกเธอว่าจะไปเที่ยว   เพราะความรักทำให้แอนและอ้นต้องแยกจากกัน

ฝนคิดว่าตั้มไม่มีใจให้เธออย่างแรง   เขาแค่เผลอหลับไปแต่ฝนคิดว่าตั้มแกล้งตาย   .วันนี้ตูนไม่คิดอยากจะทำอะไรนอกเสียจากไปค้างบ้านปอ   ตูนไม่สนว่าวันนี้เป็นวันอะไรเพราะเธอกำลังมีความสุข   ปอไม่รู้ว่าเรื่องที่เธอฝันจะกลายเป็นจริงได้หรือไม่   เธอสับสนกับตัวเลือกที่มีให้ไม่มากนัก

ส้มกำลังอ่านหนังสืออยู่ในขณะที่แคทง่วนอยู่กับการล้างห้องน้ำ   เมื่อเล็กเดินมาบอกว่าเขาจะขอลากิจไปเยี่ยมแม่ที่ต่างจังหวัด   เธอทั้งสองก็ทำเป็นไม่สนใจในทันที   แต่เล็กกลับคิดว่าพวกเธอยังรักเขาอยู่   .การที่เก่งไปดูหนังคนเดียวเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้ที่พบเห็น   แต่การที่จ๋าไปดูหนังคนเดียวในวันที่เก่งบอกเลิกกลับเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด   เพราะเก่งไม่เคยนอกใจเธอเลยสักครั้งเดียว   ถึงแม้เขาจะไม่ได้สาบานก็ตาม

–  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –

เฟร็ดไม่คิดว่าคนที่เขาแอบรักอยู่จะมีคนมาชอบอยู่แล้ว   หมายถึงว่าพิงค์มีแฟนอยู่แล้วนั่นเอง   แฟนของพิงค์เพิ่งขอคบกันอย่างเปิดเผยและเป็นทางการเมื่อสองอาทิตย์ก่อน   ทั้งๆที่เฟร็ดก็ไม่รู้ว่าพิงค์คิดอย่างไรในขณะที่ตอบตกลงไป   เพราะการที่เขายังรู้จักเธอได้ไม่นานทำให้อะไรหลายๆอย่างดูล่องลอย  เฟร็ดปล่อยโอกาสอันล้ำค่าผ่านเขาไปอย่างเดียวดาย   โดยเขาอ้างเพียงแค่ว่า เรายังรู้จักกันไม่เท่าไหร่

จนถึงตอนนี้พิงค์รู้ตัวแล้วว่ามีคนแอบชอบเธออยู่ถึงสองคนหรืออาจจะมากกว่านั้น   คนนึงได้บอกรักเธอแล้ว   อีกคนนึงกลับทำตัวนิ่งเฉยเหมือนไร้ตัวตนนับตั้งแต่ที่เธอบอกเขาไปว่าเธอมีแฟนแล้ว   พิงค์เป็นคนน่ารัก  อ่อนน้อมถ่อมตน  ปฏิเสธคนยากและขี้เกรงอกเกรงใจเป็นที่สุด   ทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นเช่นที่เห็นนี้

เฟร็ดไม่รู้ว่าบทสรุปของความรักครั้งนี้จะจบลงอย่างไร   อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอนและเขายังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป   หนทางที่เขาต้องก้าวเดินจากจุดนี้ยังอีกไกล   แม้เขาจะมองไม่เห็นแม้กระทั่งแสงของดวงตะวันเลยก็ตาม   แต่เพราะความมืดมิดนี้เองที่ทำให้เขาได้เจอกับขุมพลังอันยิ่งใหญ่   ส่งผลให้เขาเข้าใจถึงบทสรุปดียิ่งขึ้น

สิ่งใหม่ๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเฟร็ดเป็นไปอย่างมิได้กำหนดไว้แต่อย่างใด   ไม่นานเขาก็ทำใจได้เพราะกำลังใจที่ได้จากเพื่อนเก่าหลายๆคนเป็นส่วนสำคัญที่เติมเต็มชีวิตส่วนที่ขาดหายไปให้กลับมาเต็มอีกครั้งหนึ่ง   แต่ทว่าในใจของเฟร็ดลึกๆยังมีพิงค์อยู่ตลอดเวลา   เขาไม่มีวันตัดใจจากเธอได้รอ   บางครั้งเขาเคยคิดว่าควรจะรอเธอต่อไป

พิงค์รักแฟนคนนี้ของเธอมาก   เพราะเขาทั้งเป็นนักกีฬาของโรงเรียนและเอาใจเก่งทำให้เธอไม่มีวันไม่เชื่อเลยว่าผู้ชายคนนี้รักเธอจริง   บางวันที่พิงค์นั่งเหม่อลอยคิดถึงเพื่อนคนหนึ่ง   แฟนของเธอก็มักจะถามว่าเธอคิดถึงใครอยู่   แต่ทุกครั้งที่เขาถามก็ใช่ว่าเธอจะตอบ   ในตอนนี้พิงค์คิดถึงเฟร็ดในฐานะเพื่อนที่แอบชอบเธอซึ่งหมายความว่าเมื่อหลายเดือนก่อนเธอคิดว่าที่เฟร็ดโทรศัพท์มาหาทุกวัน   คอยถามสารทุกข์สุขดิบก็เพราะหวังจะหาเพื่อนสนิทเท่านั้น   กว่าที่เธอจะรู้ความจริงจากปากของเฟร็ดมันก็สายเกินไปเสียแล้ว

–  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –

ท่ามกลางอากาศที่แสนหนาวเหน็บในเดือนธันวาคมของปี 2548   หญิงสาวคนหนึ่งเดินเล่นในสวนสาธารณะพร้อมเสื้อแขนยาวตัวหนาที่สวมป้องกันลม  .ใบไม้ใบหนึ่งร่วงลงมาจากต้นลงสู่ผืนแผ่นดิน   นั่นหมายถึงวันสุดท้ายของฤดูใบไม้ผลิกำลังจะหมดลง   แสงสุดท้ายของวันค่อยๆเดินมาถึงพร้อมกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ตั้งใจหยุดมองมันเป็นพิเศษ   อาจจะกล่าวได้ว่าชายหนุ่มคนนี้เดินทางมาจากบ้านเพื่อเฝ้าสังเกตเหล่าสรรพสิ่งรอบกายที่กำลังเปลี่ยนไปในวันนี้โดยเฉพาะ   เขาพินิจพิเคราะห์สิ่งเล่านั้นอย่างละเอียด   ในเวลาไม่นานเขาก็ต้องตกใจเพราะสิ่งที่เขาค้นพบนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยิงใหญ่คือคำๆหนึ่ง   คำที่ว่านี้คือโชคชะตา   .ไม่นานหญิงสาวและชายหนุ่มก็ได้พบเจอกันกลางสวนสาธารณะแห่งนั้นในเวลาไม่กี่สัปดาห์ถัดมา

–  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –

ปิแอร์เกิดวันนี้เมื่อแปดปีก่อนจากท้องของมารีผู้แม่   มารีจากปิแอร์ไปได้ร่วมสามปีแล้วแต่เขายังทำใจไม่ได้   ทุกวันนี้เขาตัวคนเดียว   นอนคนเดียว   กินข้าวคนเดียว   ดูทีวีคนเดียว  และอยู่คนเดียวในห้องเช่าเล็กๆของคอนโดเกือบร้างในย่านสลัม   เขายอมรับว่าเหงาเหลือเกินตั้งแต่แม่จากไป   ตอนนี้ปิแอร์ยังทำใจไม่ได้เลย   แต่เพราะทุกวัน   เอริก้าเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเขาผู้ซึ่งเป็นลูกของหญิงวัยกลางคนที่พักอยู่ห้องถัดไปจะนำอาหารและของเล่นมาเล่นกับปิแอร์ในตอนเย็นเป็นประจำ   ทำให้เขารู้สึกว่าจิตใจที่กำลังสับสน  ว้าวุ่น  และขาดแสงนำทางกำลังค่อยๆถูกเติมเต็มด้วยบางสิ่งจากเพื่อนข้างห้องให้สมบูรณ์ในเร็ววันนี้   เธอส่งมันถึงเขาโดยคิดว่าเขาคงได้รับอย่างแน่นอน   ที่สำคัญคือปิแอร์ได้รับและสัมผัสได้ ถึงมัน   เขาคิดว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเขาซึ่งถูกทิ้งเอาไว้หลายปีจนเกือบสูญหายคงจะถูกค้นพบอย่างแน่นอน   เพราะเขาได้เรียนรู้ว่าไม่มีใครรักเราเท่ากับเรารักตัวเราเองจริงแท้แน่นอนที่สุด

–  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –

เมื่อหลายวันก่อนยูยะยังคิดว่ามิชิโกะทิ้งเขาไปหาเรียวคิ   แต่วันนี้เขารู้แล้วว่าสิ่งที่คิดนั้นไม่เป็นความจริงเลย   เธอบอกเพียงแค่ให้เขารอเท่านั้น   .ยามาดะเซ็งกับชีวิตตัวเองที่ดำเนินมาถึงจุดต่ำสุดจนคิดที่จะฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอ   โชคดีที่เขาไปเจอกับชูเฮอิเข้าซะก่อน   มันยิ่งทำให้เขาต้องรอคอยการลาจากโลกนี้ไปอีกสักพักหนึ่ง

โมริไม่เคยต้องการสิ่งนี้เลย   เขาเฝ้าบอกกับตัวเองว่าการรอคอยเป็นสิ่งที่น่าเบื่อที่น่าเบื่อในชีวิต   โมริบอกกับแอนนาว่าอย่างนั้น   แต่ดูเหมือนเธอจะทำเป็นไม่ได้ยินเขาเลย   เธอไม่รับฟังสิ่งที่โมริต้องการแม้แต่น้อย
.เพียงแค่สบตากันชั่วเวลาเสี้ยวนาที ณ บริเวณทางเดินเชื่อมอาคารในโรงเรียน   อากิโกะก็เกิดความรู้สึกถูกชะตาภายในจิตใจอย่างทันที   เหมือนพรหมลิขิตบันดาลให้เธอและเขาโคจรมาเจอกันยังที่แห่งนี้   ในตอนแรกเรียวสุเกะไม่รู้ตัว   จนกระทั่งได้อากิโกะให้ยืมหนังสือไปอ่าน   เขาก็ค้นพบว่าความในใจถูกถ่ายทอดออกมาผ่านหนังสือเล่มนี้แล้วโดยไม่ต้องใช้เวลา

–  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –

นาตาลีถูกแซมทิ้งไปเมื่อวานหลังจากที่คบกันมาเป็นเวลาถึงสิบปีด้วยปัญหาที่มีขนาดเล็กพอๆกับลูกกวาดสีสดเม็ดหนึ่ง   เธอไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดแต่ยังไงเธอก็ต้องจากเขาไปอยู่ดีสักวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว   ดังนั้นนาตาลีจึงบอกลาแซมเพื่อออกเดินทางมุ่งหน้าไปหาเบอร์นาร์ดในทันที   เขาเคยมีอะไรกับเธอร่วมสิบครั้งเมื่อหลายปีก่อนในช่วงที่แซมไปทำงานต่างประเทศเป็นเวลาหลายเดือน   ทันทีที่นาตาลีบอกเบอร์นาร์ดว่าเธอถูกทิ้ง   ด้วยความโมโหเขาจึงรุมทำร้ายเธออย่างโหดร้ายในทันที  ทั้งตบหน้าอย่างแรง   กระทืบซ้ำ   ต่อยท้องไม่ยั้ง ทำให้เธอรู้ถึงรสความเจ็บปวดที่แท้จริงก็วันนี้   นาตาลีขอขอบคุณ

คอลลินคิดกับคาร์ลแค่เพื่อนสนิทเท่านั้น   เนื่องจากเขาเป็นผู้ชายทั้งคู่ทำให้หลายต่อหลายคนจับกลุ่มนินทาหาว่าพวกเขาเป็นเกย์   เพราะเวลาที่สองคนนี้ไปไหนด้วยกันคอลลินกับคาร์ลจะเดินด้วยกันเสมอ   กินด้วยกัน   เที่ยวด้วยกัน  ทำอะไรด้วยกัน  ไม่เว้นแม้กระทั่งนอนด้วยกัน   .อยู่มาวันหนึ่งคอลลินกลับบ้านดึกทำให้มีเรื่องกับคาร์ลอย่างรุนแรง   พวกเขาทะเลาะกันด้ยการการตะโกนด่าใส่หน้าอย่างแรงด้วยถ้อยคำหยาบคายที่สุด   และถึงขั้นลงไม้ลงมือกันในเวลาต่อมา   สุดท้ายคาร์ลก็เป็นผู้ชนะตรงที่คอลลินหมดลมหายใจไปแล้ว   เขาจมกองเลือดเสียชีวิตทันที

ไบรอันเข็ดแล้วกับความรักของที่จูเลียที่มีให้ต่อเขา   อยู่ดีๆเธอเดินเข้ามาบอกว่าเธอท้องกับปีเตอร์   ทำให้เขาถึงกับโกรธจัด   มือไม้สั่น   ตากระตุก   ต่อมาเขาก็จับเธอโยนออกไปจากบ้าน   จูเลียกระเด็นไปกลางถนนใหญ่และถูกรถบรรทุกขนาดใหญ่ทับซ้ำเป็นการจบชีวิตของเธอ   .ลอร่าเตะหมาจนตายเพราะเธอไม่ชอบขี้หน้ามัน   เธอไม่ชอบมันเวลาหอนตอนกลางคืนเพราะมันทำให้เธอกลัวและนอนไม่หลับทั้งคืน   มันก็ไม่ชอบขี้หน้าเธอเหมือนกัน   .เดวิดโดนโทนี่ไล่ออกโทษฐานมีอะไรกับภรรยาของเขา   ในตอนแรกคาเรนไม่ยินยอมแต่ไม่นานเธอก็ยินยอมโดยดี   .บ๊อบกับเอริกร่วมวางแผนกันไปฆ่าปิดปากเอ็มม่า  สองวันถัดมาพวกเขาอยู่ในบาร์เล็กๆแถบชานเมือง   นั่งดื่มเบียร์ฉลองให้กับงานที่พวกเขาทำสำเร็จอย่างมีความสุข

–  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –

ในทันทีที่โอมาห์เปิดตู้ล็อกเกอร์ในห้องน้ำรวม   เขาก็พบว่ามีกระดาษแผ่นนึงพร้อมข้อความสั้นๆวางอยู่ภายใน   เขาหยิบออกมาเพื่อออ่านมัน   ข้อความสั้นๆนี้เขียนว่าคุณจงระวังตัวเอาไว้ให้ดี   .นาธานไม่เข้าใจว่าการที่เขารักใครสักคน…เวลาจำเป็นด้วยหรือ   ทั้งที่มีอายังไม่เคยบอกรักนาโชห์แต่นาธานกลับชิงบอกก่อนที่เธอจะบอกกับเขาคนใดคนหนึ่ง

อับดุลเป็นชอบเขียน  โดยเฉพาะการขียนข้อความสั้นๆลงบนกระดาษฉีกแผ่นเล็กไปวางหรือไม่ก็ติดไว้ ตามที่สาธารณะ   คนที่พบเจอก็มักจะงงไปตามๆกันแต่มีซอว์ดีที่คิดตามข้อความนั้น   ทุกครั้งที่เธอพบเห็นมันเธอจะหยุดมองและทำความเข้าใจถึงสิ่งที่คนผู้นั้นต้องการสื่ออกมาอย่างแท้จริง…เขาเป็นคนประเภทไหนกัน

ชามีร่าบอกกับอาร์โนลด์ให้ไปเอาของที่ชาลีมาให้เธอ   แต่เขาปฏิเสธอย่างหลังชนฝาเพราะความขี้เกียจและไม่สะดวกที่จะทำ   .โรตาห์แอบงีบที่บ้านของมูฟาเพียงแค่ชั่วครู่   แต่เมื่อเขาตื่นโรตาห์กลับต้องพบว่ามีบางสิ่งที่ผิดปกติคืบคลานมาหาเขาทีละเล็กทีละน้อย   .คันตีย์เบื่อกับชีวิตเอามากๆ   เขาต้องทนดำเนินชีวิตที่ซ้ำซากจำเจในแต่ละวันที่ผ่านไปอย่างเชื่องช้าอย่างอย่างหมดอาลัยตายอยาก   คันตีย์เฝ้ารอและคิดว่าสักวันหนึ่งความฝันของเขาจะเป็นความจริง…วันที่บารัตเดินทางกลับมา…วันที่ชีวิตของเขาจะฟื้นคืนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

–  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –

เดงกะง่วงนอนแล้วแต่โซเลเรียกให้ไปหาเธอหลังบ้านเขาจึงจำใจเดินไป   เมื่อเขาพบกับจาคืองีระหว่างทางเขาจึงหยุดคุยและถามสารทุกข์สุกดิบตามประสาคนเคยรู้จัก   จาคืองีชักชวนให้เดงกะไปเสพยากับเขา   แต่เดงกะปฏิเสธ   หลังจากที่ตื้ออยู่นานจาคืองีก็ล้มเลิกความตั้งใจหลังจากที่ประสบความล้มเหลวอย่างร้ายกาจ   เมื่อเดงกะบอกลาจาคืองีเขาก็รีบมุ่งหน้าไปหาโซเลในทันที   แต่เมื่อไปถึงเขาก็ต้องตะลึงกับสภาพร่างกายของเธอ   โซเลนุ่งน้อยห่มน้อยและในมือเธอยังถือขวดเบียร์อยู่ด้วย   โซเลชวนเดงกะให้มานั่งดื่มเหล้าด้วยกัน   เพื่อเธอเขาจึงยอม…

ระหว่างหมดขวดที่สามกำลังเปิดขวดที่สี่   ในช่วงจังหวะที่โซเลปลดกระดุมเสื้อเม็ดสุดท้ายออกพร้อมกับโน้มตัวเข้าไปเพื่อจุมพิตเดงกะ   เสียงสัญญาณจากรถตำรวจก็ดังขึ้นด้วยเสียงที่ดังกระหึ่ม   ตำรวจสามนายลงมาจากรถในสภาพเปลือยเปล่า   พวกเขาเดินตรงไปหาเดงกะและโซเลและล็อกตัวพาทั้สองขึ้นรถไปอย่างไม่เงียบเชียบ

ตลอดทางไม่มีใครพูดจากันและไม่มีใครอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับรู้   กระทั่งรถตำรวจมาหยุดที่หน้าเรือนจำกลางประจำจังหวัด   ตำรวจทั้งสามนายจึงพาชายหญิงทั้งสองคนเข้าไปที่จุดรับเรื่องและขอตัวกลับไปเกือบจะในทันที   .พนักงานไม่พูดมากแต่กลับพาทั้งสองคนไปโรงแรมที่อยู่ข้างๆแทนเป็นการขอบคุณที่เดงกะกับโซเลยอมรับในสิ่งที่ตนเองไม่ได้ทำอย่างกล้าหาญ   และสุดท้ายพนักงานก็กระซิบข้างหูเดงกะว่า…ถ้าเบื่อที่นี่   อาบ อบ นวดฝั่งตรงข้ามยังรอให้ไปใช้บริการอยู่   เดงกะขอบคุณในความหวังดีที่เป็นอันรู้กันสองคนอย่างเป็นการส่วนตัว

–  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –

ไฟเพิ่งถูกตัดได้ไม่นาน   มาวันนี้น้ำก็ดันหยุดไหล   ทำให้คนธรรมดาอย่างชาสกี้ต้องปวดหัวและน้ำตานองหน้า   …ไร้แล้วซึ่งความสุขในชีวิต   .คริสตอฟบ่นอยากกินโซดาเปล่าๆ   เขาจึงไปขอจากนาเวียร์ที่บาร์ถัดจากบ้านเขาไปไม่ไกล   .ณ โซฟาในห้องนั่งเล่นของเบดี   ตอนนี้มีแขกที่เขาไม่รู้จักมาเยี่ยมมากมาย  ในใจเขาไม่ต้อนรับเอาซะเลยผิดกับใบหน้าที่ยิ้มแย้มอยู่เสมอๆ   .กาสกี้ไม่ชอบให้โตรีมาเรียกเขาว่าไอ้ขี้แพ้   แตสำหรับลุดวิคเขาคิดว่าคำๆนี้มันทั้งแนวและจ๊าบเลยทีเดียวสำหรับเขา

จอร์แดนอยากมีลูกมาก   เขาขอร้องให้นาล่าปล่อยตัวและเปิดใจให้เขาสักคืน   แต่ทว่าเธอไม่คิดเช่นนั้น   เธอมักบอกกับเขาอยู่เสมอว่ามันยังไม่ถึงเวลาในทุกครั้งที่จอร์แดนเริ่มเปิดประเด็น   .ที่จริงแล้วเฮ็กเตอร์ก็ชอบพอกับนาล่าอยู่ได้พักใหญ่แล้ว   แต่เธอไม่คิดจะเปิดเผยความสัมพันธ์นี้ให้จอร์แดนรับรู้   …ไม่มีวัน   .หลายปีผ่านไป   กาฟ์เว่นถูกรุมทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ณ บริเวณหน้าโรงแรมแห่งหนึ่ง   และเมื่อโรแบร์โต้ทราบข่าวเขาก็มุ่งหน้าไปทันที   .ความจริงคือเขาและเธอกับเธอและเขาต่างก็ล้วนเชื่อมโยงกันด้วยหัวใจที่แสนผูกพันราวปาฏิหาริย์

–  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –

10 ปีที่เขารอเธอ   แม้จะเป็นเวลาไม่นานนักสำหรับการรอใครสักคน   แต่…เพราะความรักทำให้เขาอยู่ได้   และด้วยกำลังใจจากคนรอบข้างเป็นสิ่งสำคัญที่เคนได้รับมาตลอด   ทำให้ความโศกเศร้าคลายลงอย่างช้าๆจนเกือบหมดจากใจ   เขาไม่รู้จะขอบคุณอย่างไรดี

วันนี้   ที่ศาลากลางน้ำในโรงแรมชนบทแห่งหนึ่ง   หญิงสาวผู้หนึ่งนั่งเหม่อลอยด้วยสายตาที่เศร้าสร้อยอย่างยิ่ง   เธอไม่ได้กำลังรอใคร   และเธอก็ไม่ได้เสียใจกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาได้ไม่นานนี้ด้วย   …นั่นคือเหตุการณ์ที่สามีของเธอเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์จนทำให้เสียชีวิตเมื่อหลายเดือนก่อนนั่นเอง  .แคลเรียกลูกชายซึ่งบัดนี้มีอายุได้สามขวบแล้วในขณะที่กำลังปาก้อนหินลงในน้ำให้กลับมานั่งกับเธอ

บางครั้ง   เธอมักเหม่อลอยไปกับใจที่คิดถึงใครบางคนในอดีตที่เธอเคยรู้จัก   …ไม่รู้ว่าคนๆนั้น   ตอนนี้เค้าอยู่ที่ไหน    .ที่บ้าน   แม้จะเป็นเวลานานมากแล้วก็ตาม   แต่ความทรงจำก็ไม่มีวันลบเลือนไปจากหัวใจของเคนได้เลย   แม้จะเป็นช่วงเวลาเพียงระยะสั้นๆที่เขารู้จักกับแคลแต่มันก็ทำให้เขามีความสุขจนถึงทุกวันนี้   ถึงแม้เธอจะไม่รู้ตัวว่ามีคนๆนึงแอบรักเธออยู่ก็ตาม   …เขาคิด

10 ปีที่ผ่านมา   เขาและเธอต่างก็ผ่านอะไรๆมามากมาย   ทั้งดีและไม่ดีก่อเกิดเป็นประสบการณ์ใหม่ๆให้กับชีวิตของคนทั้งสอง   เขาและเธอไม่เคยพบกันเลยตั้งแต่ครั้งเมื่อวันวานในอดีต   ไม่รู้ว่าเขาและเธอหรือเธอแลเขาจะคิดถึงกันหรือไม่   แต่ประสบการณ์ที่มีค่าซึ่งเขาและเธอได้เรียนรู้จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นและไหลผ่านเข้ามาในชวิตทำให้มีสิ่งหนึ่งที่ต่างคนต่างก็ได้ค้นพบ   สัมผัส   และเรียนรู้ด้วยตัวเองคือ ปาฏิหาริย์

เพราะไม่กี่วันต่อมา   เคนและแคลเดินทางมาพบกันด้วยโชคชะตาดั่งฟ้าลิขิต   ทันทีที่เขาและเธอเจอกัน   ทั้งคู่ก็ต่างโผเข้ากอดกันและกันในทันทีด้วยความคิดถึง   และทักทายตามประสาเพื่อนเก่าที่คุ้นเคยในความทรงจำเมื่อครั้งก่อน   เขาและเธอไม่รู้ว่าอนาคตของทั้งสองจะดำเนินหรือเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด   แต่สิ่งที่พวกเขารู้คือ…   เราไม่มีวันกำหนดมันได้   โลกที่คงยังหมุนไป   กาลเวลาที่เปลี่ยนผันอย่างรวดเร็ว   รอให้เราก้าวเดินตามให้ทัน   ปลดปล่อยชีวิตให้ดำเนินไปตามวิถีของมัน   ในวันข้างหน้า   อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด   ไม่มีใครล่วงรู้…

คนเราถ้าเชื่อในเรื่องคู่แท้  โชคชะตา   และพรหมลิขิตจริงๆแล้วล่ะก็…   ต่อให้อยู่ห่างไกลแค่ไหนหรือจากกันไปนานเท่าไหร่ก็ตาม   ล้วนต้องมีวันพบกันอยู่ดี   เพราะสิ่งนี้ถูกกำหนดมาแล้วในชีวิตของคนทุกคน…

–  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –

นิลเป็นผู้ชายที่ชอบเล่นกีฬาเป็นชีวิตจิตใจ   เพราะพ่อแม่สอนให้เขารู้จักเล่นกีฬาดีกว่าเสียเวลาไปกับยาเสพติดและการพนัน   ดังนั้นทั้งสองสิ่งนี้เขาจึงไม่เคยยุ่งเลยแม้แต่น้อย   โดยเฉพาะการพนันที่เขาเกลียดสุดๆ   แต่เมื่อสิ่งที่นิลเกลียดที่สุดต้องมาเจอเข้ากับตัวซะเอง   เมื่อแฟนของนิลเป็นคนที่ชอบเล่นไพ่มากๆ   วันๆไม่ทำอะไรนอกเสียจากจับกลุ่มตั้งวงไพ่กับเพื่อนๆโดยที่เธอจะได้เป็นเจ้ามืออยู่เสมอจากการโหวตของเพื่อนๆเนื่องด้วยความชำนาญ

หลายครั้งที่นิลเตือนแพรว่าให้เลิกเล่น   จนเวลาผ่านไปหลายปีเขาก็ยังเตือนเธออยู่ทุกวันหรือแม้แต่ทุกครั้งที่เธอเริ่มตั้งวงก็ตาม   นิลรู้ว่าแพรรำคาญเขามากและเขาก็รู้สึกรำคาญไม่น้อยไปกว่าเธอ   จนกระทั่งวันหนึ่งเรื่องที่นิลเตือนแพรบ่อยๆชักจะเป็นเรื่องน่าเบื่อขึ้นมาก   ไม่นานต่อจากนั้นมันก็กลายเป็นเรื่องตลกไปในที่สุด   ถึงขนาดที่ว่านิลคิดจะโทรแจ้งตำรวจให้มาจับแพร   แต่เธอก็ไม่ได้สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย

ตอนนี้ดูเหมือนว่าต่างคนต่างแยกกันอยู่ชั่วคราว   เมื่อผู้ชายรักที่จะเล่นกีฬา   และผู้หญิงรักที่จะเล่นการพนัน   เขาและเธอคงเดินไปด้วยกันไม่ได้   ถึงแม้ว่าจะอยู่ใกล้กันแค่ไหนแต่ก็ดูเหมือนห่างไกลกันทุกครั้งเสมอ   เพราะตอนนี้นิลและแพรเลือกเดินบนถนนคนละสายที่แต่ละสายต่างก็ทอดยาวออกไป   ไม่มีวันที่จะมาบรรจบกันได้อย่างแน่นอน

–  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –

เกียร์เดินผ่านหน้าร้านเช่าวีซีดีร้านหนึ่ง   ร้านนี้ตั้งอยู่ในบริเวณที่เปลี่ยวที่สุด ณ ชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้าย่านชานเมืองที่ไม่มีผู้คนพลุกพล่านเท่าไรนัก  ด้วยความสะดุดตากับวีซีดีหนัง 4-5 เรื่องที่วางอยู่บนชั้นวางหันหน้าออกมาทางหน้าร้านเป็นแถวแรก   เขาหยุด   ยืนมอง   และคิด…   มันเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก   เพราะหน้าร้านนี้ติดป้ายไว้ว่า “เซ้ง   สนใจห้องว่างติดต่อ คุณมะลิ ชื่นย้วย   โทร:x-xxxx-xxxx   รีบโทรมาตอนนี้รับดอกเบี้ย 0%”   และภายในร้านทางเจ้าของก็เคลียร์วีซีดีออกจากชั้นวางหมดแล้ว   ดูได้จากการมองผ่านกระจกใสเข้าไปด้านใน   แต่ทำไมยังเผลอทิ้งวีซีดีหนังอีก 4-5 เรื่องทิ้งไว้ล่ะ   และมันยังตั้งโชว์หน้าร้านที่ไฟปิดหมดทุกดวง   เป็นที่ดึงดูดให้กับผู้ที่เดินผ่านมาให้พบเห็นได้ง่าย  …เขาไม่เข้าใจจริงๆ…

มะลิเจตนาที่จะทิ้งวีซีดีหนังจำนวนหนึ่งไว้ในร้านในวันสุดท้ายของการเคลียร์แผ่นวีซีดีจากชั้นลงลัง   เพราะสาเหตุที่แท้จริงของการเซ้งร้านครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ทำเลแย่   แต่เป็นเพราะว่าเธอติดหนี้ธนาคารอยู่หลายแสนบาทจากการกู้เงินไปรักษาแม่ที่ป่วยหนักถึงขั้นเข้าๆออกๆโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นเพราะต้องผ่าตัดอยู่บ่อยๆ   การที่เธอตั้งใจลืมวีซีดีเหล่านั้นทิ้งไว้เพราะหวังว่าจะมีใครสักคนที่นึกอยากดูหนังเหล่านั้นใจจะขาด   จนถึงขนาดทุบกระจกร้านเพื่อเข้าไปเอามันมาดู   และเมื่อกระจกร้านแตก (ร้านถูกพัง)   ทางห้างก็จะให้เงินทดแทนเป็นค่าซ่อมบำรุงเริ่มต้นด้วยหลักหมื่นขึ้น   ถึงแม้มันจะเป็นเงินที่เล็กน้อยแต่มะลิก็คิดว่ามันมีค่ากับเธอมากสำหรับตอนนี้   …แม้จะเป็นเพียงแค่ความหวังเล็กๆเพียงเศษเสี้ยวก็ตาม   แต่เธอกลับเฝ้าภาวนาทุกคืนวัน…

10 ปีต่อมา   เกียร์กับมะลิมีลูกด้วยกัน   (คงไม่ต้องถามหรอกนะว่าเค้าทั้งคู่เจอกันได้ยังไง)   เนื่องจากในช่วง10 ปีที่แล้วมะลิถังแตก   เกียร์เป็นเศรษฐีที่กำลังตามล่าหนังเรื่องหนึ่งอยู่   และเมื่อเขามาพบหนังที่อยากได้อยู่ในร้านของมะลิ   เขาจึงจัดการทุบกระจกร้านเพื่อเอามันมาไว้ในครอบครอง   …เมื่อตำรวจตามจับเขาได้   ทางห้างจึงมอบเงินจำนวน 40,000 บาท ให้กับมะลิ   และสุดท้าย…เมื่อมะลิกับเกียร์ได้พบกัน   แววตาของเกียร์กลับส่งประกายไปให้มะลิที่รับรู้ได้โดยไม่ต้องบอก   มะลิรู้ในทันทีว่าเขาคือคนที่เธอตามหาอย่างแน่นอน

–  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –

วันนี้เกร็กพบนินนี่   ทั้งๆที่แนนซี่…แฟนของเกร็กก็ไปด้วย   แต่เขาแสดงท่าทีคล้ายกับว่าแนนซี่ไม่ได้มากับเขาด้วยเลย   เพราะเรื่องงานเขาและเธอจึงพบกัน   พอสบตากันในวันนั้น   เกร็กก็รู้เลยว่าเขาต้องเตรียมตัวผิดศีลธรรมก็คราวนี้   .จากที่เขาไปหานินนี่ทุกอาทิตย์ก็กลายเป็นทุกวัน   แรกๆแนนซี่ยังไม่สงสัย   8-9 เดือนผ่านไปเธอก็เริ่มครุ่นคิดและพอรู้   จนในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปได้เกือบสองปีเธอก็ดูออก   .แนนซี่ไปโวยนินนี่ถึงบ้าน   เธอตบหน้านินนี่อย่างแรงแล้ววิ่งหนีออกไป   เมื่อกลับมาถึงบ้านเธอสั่งให้เกร็กเลิกคบในทันที   .10 ปีที่ผ่านมา   ชีวิตของเกร็กกับแนนซี่ก็มีความ สุขกันดี   จนถึงวันนี้…วันที่แนนซี่จับได้ว่าตลอดเวลา10 ปีที่ล่วงเลย   เกร็กแอบติดต่อกับนินนี่มาตลอดโดยที่เขาปิดไม่ให้เธอรู้

–  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –

หลายต่อหลายคนเริ่มไม่ชอบขี้หน้าอีฟ   เธอเป็นพวกโลกส่วนตัวจัด  บ้าพลัง  ชอบพูดหยาบคาย  ด่าคนอื่นเสียๆหายๆไม่มีที่สิ้นสุด   …เธอเริ่มก้าวร้าวมากขึ้นหลังจากตัดสินใจเข้ากลุ่มหญิงโฉดประจำชุมชน   .นิสัยเว่อร์ๆของเธอมักจะนำพาความเดือดร้อนมาสู่ผู้อื่นอยู่เสมอ   ไม่เว้นแม้กระทั่งการที่เธอชอบทำอะไรต่อมิอะไรให้เพื่อนสนิททั้งๆที่เพื่อนยังไม่ได้ร้องขอโดยพลการ   .นานวันเข้าเพื่อนหลายสนิทหลายคนเริ่มรำคาญและเมินหน้าหนีช้าๆเพื่อไม่ให้อีฟรู้ตัว  …จนในที่สุดเธอก็พบว่าไม่มีใครรักเธอได้ดีเท่ากับเธอรักตัวเอง   อีฟเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียวให้นานขึ้น   เธอสัมผัสกับความเหงาในชวิตที่ไร้ซึ่งคนข้างกายอยู่นานจนคุ้นเคยกับมันในที่สุด

–  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –

โอ่งเป็นนักเดินทางที่เดินมาไกลหลายกิโลแล้ว   เขาเหนื่อย  ท้อ  ร้อน  เซ็ง   หลังจากที่ผ่านบ้านพักเก่าๆหลังหนึ่งมาได้สักพักแล้ว   เขารู้ว่าตอนนี้เป็นเวลากลางคืนแล้วและเขาก็ง่วงมาก   เพียงแต่ที่โอ่งต้องการคือที่พักระดับห้าดาวเท่านั้น  ไม่ใช่ที่พักกระจอกๆแบบนั้น   เพราะตัวบ้านที่เก่าและดูเหมือนว่าจะพังแหล่มิพังแหล่ทำให้เขาคิดว่าคงไม่ปลอดภัยเท่าไรนัก   แต่หลังจากที่เดินมาหลายชั่วโมงแล้ว เขายังไม่เจอที่พักอีกเลยบนถนนที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาที่ขนาบข้างไปด้วยทุ่งหญ้านี้   .ตอนนี้เขาต้องตัดสินใจแล้ว  เขาจะเลือกเดินต่อไปเพื่อหาที่พักที่ดีกว่าทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าจะเจอหรือเปล่า หรือ เขาจะตัดสินใจเดินทางกลับไปยังบ้านพักเก่าๆหลังนั้นดี   เขาลังเล…

–  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –

เพราะความจริงไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยความเชื่อ   มานะจึงต้องจำใจตีความไปว่าการที่เขาเห็นสาและต้าอยู่ด้วยกันสองต่อสองอาจหมายความว่าเขาและเธอเป็นเพียงเพื่อนกันตามที่สาบอกเขาก็ได้   .ลูกหินเป็นเด็กชายตัวเล็กๆที่ชอบทำอะไรใหญ่ๆอยู่เสมอ   สิ่งที่เขาทำไปอาจเกินตัวอยู่เสมอก็จริงแต่กลับสมบูรณ์แบบทุกครั้งเพราะลูกหินทำด้วยใจอย่างเต็มแรงสุดความสามาถที่มี   เขาโชคดีที่รู้ทางเดินของตัวเองเองอย่างชัดเจน   ลูกหินจึงเลือกที่จะเดินอยู่บนทางตลอดเวลา   หลายคนที่รู้จักจึงมักชื่นชมเขาจากใจจจริง   .เคตง่วงนอนแล้ว   แต่เธอต้องจำใจอ่านหนังสือสอบต่อไปด้วยสาเหตุที่ว่าพรุ่งนี้มีสอบ   .เคตอ่านหนังสือมาตลอดระยะเวลามากกว่า 5 สัปดาห์ที่ผ่านมาโดยไม่ได้พักเท่าไหร่นักด้วยความมุ่งมั่นเต็มร้อย   เธอหวังจะเอาที่หนึ่งไปฝากแม่ซึ่งป่วยเป็นอัมพาตให้ได้  .เคตทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจไปกับหนังสือทุกเล่ม  ตัวหนังสือทุกบรรทัด  หรือแม้กระทั่งตัวอักษรทุกตัวที่เธออ่าน   จนในที่สุด แม้ผลสอบจะออกมาว่าเธอสอบไม่ผ่านก็ตาม   แต่เคตกลับไม่เสียใจและคิดว่า…สิ่งที่เธอได้พยายามและทำมันเต็มที่แล้ว  หากไม่เป็นอย่างที่ใจต้องการ  ก็จงภูมิใจในสิ่งที่เกิดขึ้นเถิด เพราะแค่เราคิดว่าได้ทำจนสุดความสามารถ  เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว…

–  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –

โดบิแนงเฝ้าฝันว่าสักวันหนึ่งเขาจะได้เจอผู้หญิงดีๆสักคน  ผู้ซึ่งรักเขาจริงและเข้ามาเติมเต็มชวิตส่วนที่ขาดหายให้ส่องสว่างต่อไป   เขารอแล้วรอเล่า…   จนกระทั่งวันหนึ่ง ตาเปลก็เข้ามา   เธอคือผู้หญิงคนนั้น   คนที่โดบิแนงพร้อมจะฝากชีวิตเอาไว้กับเธอ   คนที่เปรียบเสมือนแม่ของลูกในอนาคต   .3 ปีถัดจากงานแต่งงานของคนทั้งสอง โดบิแนงกลายเป็นขอทานอยู่ข้างถนน   ตาแปลขโมยทุกสิ่งในชีวิตของเขาไปหมดแล้วและตอนนี้เขาก็ไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ใดบนโลก   .ตาแปลเดินทางข้ามมายังประเทศอันห่างไกลจากบ้านเกิดมากพร้อมกับทรัย์สินมูลค่าหลายล้านของโดบิแนง   เธอหัวเราะร่าและยิ้มรับกับความสำเร็จจากการใช้ความพยายามเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง

–  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –

หลังจากที่ฮูลาล่าตายได้ไม่กี่วัน  อาจจะกล่าวได้ว่าชีวิตของคุเงกีเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยก็ว่าได้   เขาไม่เคยเสียใจอะไรมากมายเช่นนี้มาก่อนในชีวิต  เธอคือคู่หมั้นของเขาและกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยกันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า  แต่เธอก็ต้องมาด่วนจากไปก่อนเวลาอันควรด้วยโรคมะเร็งขั้นสุดท้าย  .ชีวิตของคุเงกีในทุกวันนี้   ช่างโหดร้ายเสียนี่กระไร   แต่ละวันผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนเหมือนเป็นปี   จนบางทีเขาก็คิดว่าเวลาอาจหยุดเดินชั่วขณะ   คุเงกีอยู่ด้วยความเศร้าโศกที่มีต่อโลกสีเทาหม่นกลมๆใบนี้อย่างอ่อนแรง   ไร้ซึ่งกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ต่อไปบนทางเดินที่โหดร้ายและหนักหนา   .สุดท้าย  คุเงกีก็ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลงด้วยการผูกคอตาย   ซึ่งเป็นการลาโลกที่งดงามอย่างเงียบเชียบ   …แต่เขาก็รอดมาได้จากช่วยเหลือของไวฟร่า   เธอผู้นี้สอนให้เข้ารู้จักที่จะดำเนินชีวิตต่อไป   เรียนรู้ที่จะเผชิญหนากับความจริง  ความกลัว  และสิ่งที่ท้าทายในแต่ละวัน   .เขาได้กำลังใจจากเธอ   และค้นพบว่า สิ่งมีค่าที่สุดมักจะรอเราอยู่ข้างหน้าเสมอ   …สิ่งที่สวยงามในชีวิตยังคงรอเราอยู่ไม่ไกลถ้าเปิดใจรับ   พร้อมกับรับรู้ความจริงว่า คนที่มีชะตากรรมหนักกว่าเขา ยังไม่เคยคิดท้อเลย   …แล้วทำไมเขาถึงไม่คิดสู้ดูบ้างล่ะ ?

–  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –

เพื่อความรัก…สำหรับชาง เขายอมทำได้ทุกอย่าง   ต่อให้พิงแววจะอยู่แห่งหนไหน   จะไกลเท่าไหร่   ต่อให้ยากลำบากสักเพียงใด   เขาไม่หวั่น   เขาจะไปหาเธอ   ตามเธอไปทุกที่   อยู่กับเธอตลอดเวลา   ได้ใกล้เธอทุกนาทีที่มีชีวิตอยู่   และชางสัญญาว่าจะอยู่กับพิงแววจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต   จนกว่าความตายจะพรากจากกัน   …ต่อให้เขาต้องเจอกับอุปสรรคมากมายเท่าไหร่ก็ตาม   เขาไม่สน   เขาขอสู้สุดใจเพื่อความรัก   เขาจะดูแลเธอ   ปกป้องและทะนุถนอมเธอยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง  …เขา ให้เธอได้แม้กระทั่งชีวิต   …เพราะทั้งตัวและหัวใจของชางอยู่กับพิงแววเพียงคนเดียว   .แต่ทั้งหมดนี่ คงเป็นได้แค่เพียงความฝันชองชายยากจนคนหนึ่งที่มีต่อลูกสาวกำนัน ผู้ซึ่งเป็นหญิงสาวสวยที่สุดในตำบล และเป็นที่หมายปองของชายทุกคนก็ว่าได้

–  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –

คืนหนึ่งในเดือนที่ฤดูหนาวเวียนมาถึงอีกครั้ง   อากาศเย็นอันหนาวเหน็บแผ่ปกคลุมถนนทุกสายในตัวเมือง   ผู้คนต่างดูรื่นเริงเป็นพิเศษในคืนนี้   เพราะวันนี้เป็นวันคริสต์มาส   แสงไฟสีเหลืองนวลส่องไสวตามริมถนน   ขณะที่บรรยากาศในตอนนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นมิตรของผู้คนในเมืองซึ่งกำลังสนุกสนานกับวันสำคัญ เพราะปีหนึ่งมีจะเพียงครั้งเดียว   ตามเสาไฟเกือบทุกต้นมีการประดับประดาด้วยช่อดอกไม้เล็กๆ   บางต้นก็ถูกตกแต่งด้วยการนำถุงเท้ามาแขวนไว้ด้วย   . ณ ถนนสายหลักของเมืองช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่เหล่าคณะประสานเสียงทุกคณะต้องยุติการเล่นลงก่อนอย่างชั่วคราวเพื่อหลีกทางให้กับขบวนพาเหรดชุดใหญ่ที่จัดขึ้นทุกปีซึ่งกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้………

เพราะเมลานีทำให้สึบูริเข้าใจผิด   เขาจะไปเข้าค่ายเพื่อจีบเธอแต่ปรากฎว่า   รีฟ แฟนของเมลานีแอบตามเธอเข้ามาด้วยเช่นกัน   .สุดท้ายคือสึบูริไม่ได้หวังที่จะให้เมลานีมาหลงรักหรือสนใจเขา   เพราะสึบูริมาค่ายนี้ด้วยใจที่เปลี่ยนไปหลังจากได้รู้ความจริง   หากแต่เพราะเขาเพิ่งรู้ความจริงในวินาทีสุดท้ายก่อนค่ายเปิดไม่กี่นาทีนี่เอง   .รีฟตามเมลานีเข้ามาจู๋จี๋กันในค่ายโดยเขายอมแหกกฎที่สั่งห้ามให้คู่รักมานัวเนียกันสองต่อสองเพื่อเธอ   .เมลานีไม่คิดอย่างนั้น  เธอกลับรำคาญเขาซะด้วยซ้ำไป

อมราชิงบัตรคอนเสิร์ตใบสุดท้ายจากโด่งได้อย่างเฉียดฉิว   เธอไม่เข้าใจเลยว่าการที่เธอยืนรอรับบัตรฟรีจากคูปองชิงโชคที่อมราส่งเข้าไปเกือบพันใบ   เหตุใดเธอถึงไม่สมควรได้รับมัน   .แต่เพราะโด่งอารมณ์เสียสุดๆจากการเสียบัตรคอนเสิร์ตใบสุดท้ายให้กับผู้หญิงผู้ซึ่งเป็นศัตรูกับเขามานาน   วันนี้เป็นโอกาสเหมาะที่เขาจะลงมือดักทำร้ายเธอสักที

จ๋อมร้องไห้ฟูมฟายเนื่องจากเธอเพิ่งสูญเสียแม่ไปได้ไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา   เธอกลายเป็นเด็กเร่ร่อนในทันที   .ทันใดนั้นซอนย่าก็มาถึงพร้อมฌอน   ซ่อนย่าบอกฌอนให้อยู่กับจ๋อมเป็นการปลอบใจ   .ทว่ายาคลีจเพิ่งขออย่ากับวีนัสเป็นการยุติบทบาทชีวิตคู่ลงย่างน่าสมเพช   .แมนดาลีหัดเรียนวาดรูปเพื่อให้ปานาหันมาสนใจเธอเหมือนเดิม   แต่ทุกวันที่แมนดาลีเหลือบหันไปมองเขาเพื่อหวังที่จะพิชิตใจ   ปรากฎว่าปานาต้องแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเธอทุกครั้งไป   .สำลีชอบไปจตุรัสกลางเมือง   เขาหวังที่จะมีแฟนเป็นเป็นตัวเป็นตนเหมือนกับคนอื่นๆบ้างสักที   แต่เมื่อเขาไปถึง  ปานาต้องหิ้วโสเภณีอย่างน้อย 3 รายกลับบ้านด้วยทุกคืน   .โคกังนารี๊เป็นกะเทยที่ได้รับการยกย่องว่าสวยที่สุดในโลก   เธอมักจะเจอผู้ชายเข้ามาจีบหรือขอจับ…เป็นประจำ   สุดท้ายแล้วเธอจึงสมยอมให้กับการีห์แต่เพียงผู้เดียว   .งูยารัลว์เกลียดสเตฟานเข้าไส้เพราะเธอเล่นกินไส้จระเข้สดหมดโดยที่ไม่บอกเขา   .สามปีสี่เดือน แครกนี่ไม่เคยกลับบ้านเลย  หารู้ไม่ว่าโตโงโบะเฝ้ารอเขาอยู่ด้วยใจอันแสนหนื่อยล้าจากการเฝ้าภาวนาผ่านดวงดาว   …เธอขอให้ความฝันได้สมหวังเข้าสักที

  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –            –  –  –  –  –  –   –  – –  –  –  –

หลังจากที่ช่วงเทศกาลคริสต์มาสผ่านพ้นไปได้มานานก็เข้าสู่สิ้นปี   ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ของผู้คนทั่วโลก   ปีเก่ากำลังผ่านพ้นไปและปีใหม่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้…

รียากำลังพับการด์เชิญใส่ซองเพื่อนำแจกเพื่อนฝูงและญาติพี่น้องอยู่   เป็นธรรมเนียมที่บ้านของเธอใช้เป็นสถานที่เพื่อจัดงานปาร์ตี้ปีใหม่ทุกปี   แต่ปีนี้มีเซอร์ไพรส์อยู่ตรงสระว่ายน้ำ   ซึ่งไม่กี่เดือนก่อนรียาจ้างคนให้มาขุดสระเพื่องานปาร์ตี้โดยเฉพาะ   …จากวันนี้ไปเหลือเพียงอีกไม่กี่วันเท่านั้น

07.00 น.   ฟ้าแดง   ลมแรง   ฟ้าร้อง   ปุ่มเครื่องกรองอากาศเปลี่ยนเป็นสีแดง (หมายถึงว่ามีฝุ่นเยอะเครื่องทำงานหนัก)   …ไม่กี่นาทีต่อมาฝนเริ่มตก   จากเม็ดเล็กๆกลายเป็นเม็ดใหญ่   และหนักขึ้นเรื่อยๆ   ทว่าอากาศยังคงร้อนอบอ้าวเหมือนเช่นเคย   .โมโม่สะดุ้งตื่นขึ้นด้วยอาการตกใจกลัวจากฝันร้าย   เขาลุกขึ้นและเดินไปที่หน้าต้าง   ทอดสายตามองออกไปข้างนอก   .โมโม่ยกวิทยุขึ้นมาและเปิดเพลง…   ดนตรีร็อกถูกเปิดคลอกับสายฝนที่กำลังตกอย่างไม่ลืมหูลืมตาอยู่ในขณะนี้   เขาเหลือบมางนาฬิกาและเพิ่งรู้ว่าเขาสายแล้ว…   วันนี้เขานัดเฟย์ไว้ตอนเช้าที่ใต้ต้นโพธิ์ข้างกรมทหารเรือ   เมื่อวานอาจเป็นเพราะเขาเล่นกีฬาเยอะจึงทำให้เพลีย   แต่ที่สำคัญคือตอนนี้เขาสายมากแล้วด้วย   .เฟย์ยืนรอโมโม่ได้เกือบชั่วโมงแล้ว   ในช่วงเวลาที่เธอคิดถอดใจและกำลังหันหลังกลับเขาก็มาถึงทันที

เมื่อหลายวันก่อน แกลบอกเลิกกับธีร์ด้วยสาเหตุที่ว่าเธอเบื่อการที่มีคนคอยมาตามตื้อทุกเวลา  แถมยังไม่หล่อด้วย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะลักษณะนิสัยของเขาต่างกับเธอมากเกินไปจึงทำให้ไปด้วยกันไม่ได้   และเธอก็ให้เขาได้แค่เพื่อนจริงๆ   แค่นี้ก็เต็มที่แล้วสำหรับธีร์…   ความจริงแล้วที่แกลบอกเลิกไปก็เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้โดม…ชายหนุ่มหน้าตาดีอีกคนหนึ่งที่เข้ามาจีบเธอพร้อมๆกับธีร์   แต่โชคร้ายที่แกลตัดสินใจบอกคบกับธีร์ไปก่อนเขาเพียงไม่นาน   โดมคนนี้คือคนที่แกลใฝ่ฝันถึงและอยากจะเข้าไปทำความรู้จักเป็นที่สุด   แต่เพราะตอนนี้ ในมื่อเธอไม่มีธีร์อยู่แล้ว   ชีวิตจึงถูกปลดปล่อยเป็นอิสระอีกครั้งหนึ่ง   รอว่าในเวลาไม่นานนี้ เธอจะได้พบกับคนที่มีนิสัยเหมือนกันและเข้ากับเธอได้จริงๆ   …ทันทีที่โดมรู้ข่าวการบอกเลิกของแกลกับธีร์   เขาดีใจมากๆ   และถือเป็นการสิ้นสุดการรอคอยสักที   แม้ว่าเขาและเธอต่างก็เพิ่งรู้จักกันไม่นาน   แม้ว่าเขาและเธอจะเจอกันไม่บ่อยก็ตาม   แต่เพราะความเหมือนกันในหลายๆอย่างทำให้เขาและเธอได้รู้จักกันอย่างรวดเร็ว   โดยที่คนรอบข้างของทั้งสองต่างก็เชียร์ให้คนทั้งสองเป็นแฟนกันอยู่ร่ำไป   .โดมและแกลสบตากัน   เขาและเธอพร้อมแล้วที่จะได้เรียนรู้บางสิ่งที่ขาดหายและบางสิ่งที่เขาและเธอตามหาอยู่มาเนิ่นนานไปพร้อมๆกัน   ชีวิตนี้ยังอีกยาวไกล…

จูดิตเข้าข่ายทำดีแต่ไม่มีคนเห็นมาโดยตลอด…   ช่วงระยะเวลาหลายปีในชีวิตที่เธอทุ่มเทให้กับครอบครัว  หน้าที่การงาน  และสังคมที่น้อยคนนักจะทำได้เหมือนเธอ   แต่กลับกลายเป็นว่าหลายคนๆต่างพากันมองข้ามเธอไปอย่างง่ายดาย   จูดิตไม่คิดเสียใจแต่จะหมั่นขยันทำดีต่อไปเรื่อยๆอย่างไม่ท้อถอย  เพราะเชื่อว่าสักวันต้องมีคนเห็นถึงความดีที่เธอทำ   เนื่องจากคนเลวที่เธอรู้จักยังได้ดีและตอนนี้ยังไป ไกลกว่าเธอแล้วด้วย   ทำให้เธอแปรเปลี่ยนเหตุการณ์นี้เป็นกำลังใจเพื่อที่จะได้เผชิญหน้ากับความจริงในชีวิตอย่างสดใส   …ถ้ามันจะตายเพราะทำดีแล้วไม่ได้ดีก็ให้มันรู้กันไป…

และแล้วค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองก็มาถึง   ปาร์ตี้สระว่ายน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเมืองกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว   มีผู้คนมากมายทั่วสารทิศหลั่งไหลกันมาร่วมพันคนจากทุกเชื้อชาติในโลก   ทั้งที่ได้รับการ์ดเชิญและไม่ได้รับการ์ดเชิญก็ตาม   .ตอนนี้เป็นเวลาประมาณ 19.00 น.   รียากำลังสาละวนอยู่กับการตกแต่งสถานที่ขั้นสุดท้าย   (เธอนำหญ้าจำลองมาปูเต็มบริเวณ  และนำอาหารมาตั้งโต๊ะเป็นแบบบุฟเฟ่ต์  จ้างพ่อครัวระดับห้าดาวมาทำอาหารในงานนี้โดยเฉพาะ  เป็นต้น)   จนผ่านไปครึ่งชั่วโมง   นั่นเป็นเวลาที่แขกบางส่วนเริ่มเดินทางมาถึงงานแล้วพร้อมการ์ดเชิญ   .รียาย้ายตัวเองไปโต๊ะลงทะเบียนหน้างานอย่างเร่งรีบ   เพราะด้วยบริเวณการจัดงานที่มากกว่า 2 ไร่ ทำให้ถึงกับต้องวิ่งเลยทีเดียว   แขกคนสำคัญที่ได้รับการ์ดเชิญและจะได้รับการบริการเป็นพิเศษในค่ำคืนนี้ต่างก็เดินเข้างานมาอย่างต่อเนื่อง มีดังนี้…

19.30 น.  แอน  อ้น  ฝน  ตั้ม  ตูน  ปอ  ส้ม  แคท  เล็ก  เก่ง  จ๋า  เฟร็ด  พิงค์  ปิแอร์  มารี  เอริก้า  ยูยะ  มิชิโกะ  เรียวคิ  ยามาดะ  ชูเฮอิ  โมริ  แอนนา  อากิโก  เหล่านี้คือคนกลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงงานปาร์ตี้

20.00 น.  นาตาลี  แซม  เบอร์นาร์ด  คาร์ล  ไบรอัน  ลอร่า  เดวิด  โทนี่  คาแรน  บ๊อบ  เอริก  โอมาห์  นาธาน  อับดุล  ชามีร่า  อาโนลด์  ชาลี  โรตาห์  เดงกะ โซเล  จาคืองี  ชาสกี้  คริสตอฟ  นาเวียร์  เบดี  การ์สกี้  ลุดวิค   ต่างก็ทยอยเดินทางมาตามลำดับในช่วงที่คอนเสิร์ตเล็กๆบนเวทีเริ่มต้นขึ้นพอดี

ช่วงประมาณ 20.30 น.  จอร์แดน  นาล่า  เฮ็กเตอร์  กาฟ์เว่น  โรแบร์โต้  เคน  แคล  นิล  แพร  เกียร์  มะลิ  เกร็ก  นินนี่  แนนซี่  อีฟ  โอ่ง  มานะ  สา ลูกหิน  เคต  โดบิแนง  ตาแปล  ฮูลาล่า  คุเงกี  ไวฟร่า  ชาง  พิงแวว  เมลานี  สึบูริ  รีฟ  อมรา  โด่ง  จ๋อม  ซอนย่า  ฌอน   ต่างก็มาถึงงานในช่วงเวลาที่มีผู้เข้าร่วมงานหลั่งไหลกันมามากที่สุด

21.30 น.  ยาคลีจ  วีนัส  แมนดาลี  ปานา  สำลี  โคกังนารี๊  การีห์  งูยารัลห์  สเตฟาน   มาถึงในช่งที่งานปาร์ตี้เริ่มไปได้สักพักแล้วและจำนวนแขกที่เดินทางมาถึงก็เริ่มน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

22.00 น.  รียา  โมโม่  เฟย์  แกล  ธีร์  โดม  จูดิต   เป็นแขกคนสำคัญกลุ่มสุดท้ายที่เดินทางมาถึงในช่วงที่รียาเพิ่งจะปิดรับลงทะเบียนไปได้สักพัก

แขกทุกคนที่มาร่วมงานต่างก็สนุกสนานและเต็มที่กับงานปาร์ตี้นี้กันสุดเหวี่ยง   ช่วงหัวค่ำมีการแสดงคอนเสิร์ตของนักร้องร็อกชั้นนำที่เดินทางมาจากต่างประเทศถึง 5 วงด้วยกัน   ถัดจากนั้น เป็นช่วงเวลาของเหล่าดีเจที่ขึ้นมาเปิดเพลงให้กับผู้ร่วมงานทุกคนได้โยกตามไปกับจังหวะดนตรีที่สุดเร้าใจกันอย่างต่อเนื่อง   จนถึงช่วงเวลาสำคัญ  นั่นคือการจับฉลาก   มีหลายคนที่ได้รับของที่ถูกใจ   และบางคนที่ต้องผิดหวังกับของที่ได้  คละเคล้ากันไป   และไม่นาน…เวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง   ช่วงเวลาแห่งการนับถอยหลังเข้าสู่วันใหม่   วันที่หนึ่งของปีใหม่นั่นเอง   10…9…8…7…6….5……4……..3…………2………………..1………….….   สิ้นเสียงนับถอยหลังของผู้ร่วมงานทุกคน   พลุจำนวนมากว่า 10 ดอกก็ถูกยิงขึ้นสู่ท้องฟ้าในยามค่ำคืน  ส่องสว่างเป็นประกายที่งดงามยิ่ง  …เพลงปีใหม่ดังขึ้นจากวนดนตรีเล่นสดบนเวที   ผู้คนทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักกันต่างก็หันมาอวยพรให้แก่กันและกันเป็นธรรมเนียม   ในเวลาไม่นานนัก พวกเขาต่างก็เริ่มทยอยเดินทางกลับบ้านไปโดยสวัสดิภาพ

อาจจะกล่าวได้ว่า ผู้คนที่มาร่วมงานในครั้งนี้   มีทั้งที่รู้จักกันมาก่อนและไม่รู้จักกันมาก่อน  มีทั้งเคยพบเจอประสบการณ์เดียวกันหรือแตกต่าง  หรืออาจมีวิถีชีวิตที่ตคล้ายกันแต่ไม่เคยถูกอีกฝ่ายล่วงรู้มาก่อน ฯลฯ   .ที่สุดแล้ว  พวกเขาเหล่านี้ก็เดินทางมาพบกัน ณ สถานที่แห่งหนึ่งบนโลก   ต่างคน ต่างยิ้ม ทักทาย พูดคุยตามประสาคนกันเองแบบสบายๆ   มีทั้งถูกคอและไม่ถูกคอบ้าง   แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต่างก็มีเหมือนกัน   นั่นคือชีวิตที่ดำเนินไปอย่างยากลำบากและแสนง่ายดาย…แตกต่างกันไป   .ช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตของพวกเขา  ล้วนต้องพบเจอและผ่านมันไปให้ได้   แต่จะยากหรือจะง่ายขึ้นอยู่กับความพยายามของแต่ละคน   …พวกเขาต่างก็ได้เรียนรู้ถึงความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตอย่างแท้จริง   .ทว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้ทุกค้นผ่านพ้นช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้  สิ่งนั้นพวกเราต่างเรียกกันว่า  

 ความรัก  .

–  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –

I have been Love (ฉันมีความรัก) / 2006 / นวนิยายขนาดสั้น / พิมพ์ / Mac Book / Drama, Romance