เรื่องราวของ ‘โบ’ และ ‘ตั้ม’ [LiVE MOViE] (2010-2011)

LiVE MOViE

เรื่องราวของ ‘โบ’ และ ‘ตั้ม’
(THE STORY OF BOW & TUM)

 

 

โบ เด็กสาวผมยาว ผิวขาว น่ารัก ขยัน เรียบร้อย มีเสน่ห์ เรียบง่าย จริงใจ เข้ากับคนง่าย ไม่ชอบแต่งตัว ไม่ต้องการอะไรมากมายในชีวิต แลดูเป็นเด็กเรียน / เป็นลูกคนเดียว / ที่บ้านมีฐานะดี พ่อรับราชการ แม่ทำธุรกิจเสื้อผ้า-เครื่องแต่งกายส่งนอก / จบมัธยมจากโรงเรียนหญิงล้วน ก่อนจะเข้าศึกษาต่อในคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ

เธอเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ดำเนินชีวิตตามหลักพุทธศาสนาและปรัชญาชีวิต ซึ่งได้เรียนรู้เรื่องนี้จากผู้เป็นพ่อ  เธอไม่คิดจะมีแฟนเพราะไม่ชอบการผูกมัด แต่เพราะเกิดถูกชะตากับตั้ม ชายหนุ่มร่วมคณะแต่ต่างภาควิชา จากการทำกิจกรรมทั้งนอกและในคณะร่วมกันบ่อยครั้ง เธอจึงเริ่มเปลี่ยนความคิด..

ตั้ม เด็กหนุ่มร่างท้วม ผิวขาวปานกลาง ผมยาวประบ่า ใส่แว่น นิสัยดี พูดน้อย ขี้อาย อารมณ์ดี ยิ้มง่าย ค่อนข้างเชื่อคน ทำอะไรจริงจัง ชอบทำกิจกรรม เอาส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ไม่มีหลายอย่างในชีวิตแต่ก็มีความสุข ดูเป็นคนธรรมดา เรียบง่าย เน้นปฏิบัติ-ลงมือทำจริง / มีพี่น้อง 2 คน (เขาเป็นคนเล็ก) / ครอบครัวมีฐานะ พ่อแม่ทำงานธุรกิจส่วนตัวด้วยกันทั้งคู่ งานยุ่ง ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก เขาจึงโตมาจากการดูแลของพี่เลี้ยงเป็นส่วนใหญ่ / มีความสามารถด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบ แต่เอ็นท์ไม่ติดสาขาที่ตนถนัด ทำให้ต้องเลือกคณะที่คะแนนถึงรองลงมาอย่างวิทยาศาสตร์ ที่ตัวเองก็พอเรียนได้แต่ไม่ใช่แนวทางของเขาอย่างแท้จริง

เป็นเพราะ’พรหมลิขิต’ที่ทำให้ชายหนุ่มมาพบกับหญิงสาว เพียงแวบแรกที่เห็นในกิจกรรมรับน้อง เขาก็รู้สึกถูกชะตาทันที ต่อมาเมื่อได้ทำกิจกรรมร่วมกันบ่อยๆ ตั้มกลับยิ่งรู้สึกชอบโบมากขึ้นเรื่อยๆ.. ในตอนแรกเขาไม่กล้าแสดงออกจึงต้องวานเพื่อนช่วยเป็นคนกลางให้ (ในขณะเดียวกับที่โบเองก็สนใจตั้มด้วยเช่นกัน)  แต่ชายหนุ่มก็หารู้ไม่ว่า มีรุ่นพี่จากคณะอื่นมาแอบชอบโบด้วยเช่นกันและแสดงออกอย่างเปิดเผยแตกต่างจากเขาสิ้นเชิง.. ซึ่งในเวลาไม่นานนักรุ่นพี่คนนั้นก็จากไปคบผู้หญิงคนใหม่อย่างที่เขาไม่เดือดร้อนอะไร  เมื่อสบโอกาสตั้มจึงขอคบกับโบตอนเรียนอยู่ปี 4 (23 ปี)

 

ในวันเกิดของโบครั้งหนึ่ง ตั้มให้ของขวัญเธอเป็น ’กล่องดนตรีตัวคิวปิ้ด’ ที่ซื้อจากตลาดนัดข้างมหาวิทยาลัย ทำให้เหตุการณ์ในวันนั้นกลายเป็นเรื่องราวที่เธอจะจดจำไปตลอดชีวิต

หลังโบและตั้มสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญา (ได้ถ่ายรูปคู่กันด้วย..ก่อนที่ในเวลาต่อมา รูปถ่ายใบนี้และกล่องดนตรีตัวคิวปิ้ดจะกลายเป็นสิ่งของมีค่ามากสำหรับเธอ).. โบได้เข้าทำงานที่สถาบันทางวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ส่วนตั้มได้สมัครเข้าทำงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง มีตำแหน่งสูง รายได้ดี

ทั้งสองแต่งงานกันตอนอายุ 27 ปี.. ตั้มตัดสินใจซื้อบ้านหลังหนึ่งเพื่อเป็นที่ทางให้กับครอบครัวในอนาคต (เขาใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะซื้อบ้านพักตากอากาศต่างจังหวัดเป็นของตัวเองสักหลังหนึ่ง) โบจึงย้ายเข้าไปอยู่ที่นั่น และในอีก 3 ปีต่อมา ทั้งคู่ก็มีลูกด้วยกัน 1 คน เป็นเด็กผู้ชาย ชื่อ ‘พัน’ (ก่อนหน้านี้เธอเคยใฝ่ฝันมาตลอดว่าอยากได้ลูกสาว)

ที่ทำงานตั้ม ชายหนุ่มได้รู้จักกับหญิงสาวเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งชื่อ “นา” โดยในเวลาต่อมาเธอจะไปมาหาสู่ครอบครัวเขาเป็นประจำ ทำให้รู้จักกันดีและกลายมาเป็นคนสนิทของครอบครัว จนเมื่อโบและตั้มเกษียณตอนอายุ 60 ปี นานๆเธอจึงจะมาเยี่ยมสักครั้ง

 

พัน’ ลูกชายของทั้งคู่เป็นเด็กรูปร่างผอม ผิวสีแทน สูงปานกลาง ผมสั้น ดูภูมิฐาน อัธยาศัยดี มีเพื่อนเยอะ รักชีวิตอิสระ และเป็นเพราะจริงจังกับงาน ทำปัจจุบันเขาจึงยังไม่มีแฟน

พันเรียนจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และต่อมาทำงานเป็นสถาปนิกอิสระ นานๆจะมีงานสักครั้งหนึ่ง(แต่มีงานทีก็ได้เงินเยอะ) โดยที่ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงหาเงินลงทุนเพิ่มเติม เพราะกำลังจะเปิดบริษัทร่วมกับเพื่อนๆ

 

และแล้วเหตุการณ์อันร้ายเลวอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น โบและตั้ม ในวัย 64 ปี ขณะเดินทางไปทำบุญทอดผ้าป่ากับเพื่อนบ้านโดยที่ลูกชายไม่ได้ไปด้วยเพราะติดงาน เกิดประสบอุบัติเหตุรุนแรง รถตู้เกิดเสียหลักพลิกคว่ำบริเวณเชิงเขาจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งหลังจากทั้งสองถูกส่งตัวมารักษายังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ แพทย์ก็ได้ตรวจรักษา และวินิจฉัยอาการของทั้งคู่ดังนี้..

ตั้ม
* กะโหลกศีรษะด้านซ้ายแตก
* สมองบวม : มีเลือดคั่ง
* ขาขวาและกระดูกเชิงกรานข้างขวาหัก
* มีอาการอัมพาตครึ่งซีก เกิดจากหลอดเลือดสมองอุดตัน จึงต้องได้รับการทำกายภาพบำบัดสม่ำเสมอจนกว่าจะหายเป็นปกติ

โบ
* สมองกระทบกระเทือน มีอาการทางระบบประสาทอย่างรุนแรง สติเลอะเลือน ตอนนี้ไม่สามารถรับรู้หรือสั่งการอะไรได้เท่าไหร่ นานๆจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบสักครั้ง
* หน้าผากและกะโหลกศีรษะด้านขวาแตก
* สมองบวม : เลือดคั่งและมีบาดแผลเป็นจุดเล็กๆที่สมองด้านขวา
* สมองได้รับการกระทบกระเทือน : ทำให้สูญเสียความทรงจำ
* กระดูกซี่โครงหัก
* มีรอยถลอกตามร่างกาย
* มีอาการอัมพฤกษ์-อัมพาต เกิดจากหลอดเลือดสมองแตก จึงได้รับการทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลอยู่ตลอดเวลา

 

ทั้งสองได้เข้าพักรักษาตัวและทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาล โดยมีพยาบาลสาวที่ชื่อ’ติ๋ว’ดูแลโบ และพยาบาลชายที่ชื่อ’เต้’คอยดูแลตั้มอยู่ไม่ห่าง แต่เพราะการรักษาที่หายเร็วของตั้ม แพทย์จึงอนุญาตให้ชายชรากลับบ้านได้ในอีก 5 เดือนต่อมา แต่ก็ต้องเข้ามาตรวจและทำกายภาพบำบัดอยู่เป็นประจำทุกสัปดาห์ด้วยเช่นกัน (ช่วง 5 เดือนแรกที่อยู่โรงพยาบาล – ทำกายภาพบำบัดตลอดเวลา .. แต่หลังจากนั้น – สัปดาห์ละ 4 วัน .. ปัจจุบันเหลือสัปดาห์ละ 2 วัน / เหตุนี้ทำให้เวลาไปไหนมาไหนเขาต้องนั่งรถเข็นโดยตลอด)

ในขณะที่โบมีสภาพอยู่ในอาการโคม่านับตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุ เธอจึงยังคงพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลมาตลอดจนถึงปัจจุบัน (8 ปีแล้ว..ซึ่งเธอก็กำลังจะเสียชีวิตในอีกประมาณ 3 เดือนข้างหน้านี้) โดยมีพยาบาลติ๋วพาไปทำกายภาพบำบัดและดูแลประดุจดังลูกสาวแท้ๆ ทั้งที่ความจริงติ๋วเป็นเพียงพยาบาลส่วนตัวที่ดูแลเธอเป็นพิเศษเท่านั้น

โบ’ในปัจจุบันมีร่างกายผอม ผมสั้น เซื่องซึม นิ่งเฉย ล่องลอย ไร้ความรู้สึก นานๆจะมีปฏิกริยาโต้ตอบสักครั้ง ไม่ต่างไปจาก‘ตั้ม’ที่มีผมสั้น (หัวล้านหน่อยๆ) มีหนวด/เครา เสียงแหบ  พูดน้อย และพูดช้าลง โดยทุกครั้งที่เขาเข้ามาพบแพทย์และทำกายภาพบำบัดในโรงพยาบาล พันก็จะพาตั้มเข้ามาเยี่ยมเธอเสมอเพื่อเป็นกำลังใจตลอดเวลาที่เธอรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

วันหนึ่งขณะที่โบกำลังนอนพักฟื้นอยู่ในห้องพักส่วนตัว เธอก็ได้ฝันและสร้างเรื่องราวขึ้นจากความจริงและจินตนาการ(เรื่องแต่ง)อันเกิดจากความทรงจำที่ไม่สมบูรณ์/คาดเคลื่อนต่อการรับรู้ในวัยชรา  โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะเวลา 4 ปีของครอบครัวหนึ่งประกอบด้วย.. หญิงชราผู้เป็นยาย (72 ปี)  ลูกชายคนโต (50 ปี)  ลูกสาวคนกลาง (42 ปี)  ลูกสาวคนเล็ก (39 ปี)และสามี (41 ปี)  หลานสาวคนกลาง (21 ปี)  หลานสาวคนเล็ก (9 ปี)  โดยนำคนในครอบครัวและคนที่เคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด (พ่อ, สามี, เพื่อนร่วมงานของสามี, ลูกสาว, รุ่นพี่สมัยเรียนที่เคยคบกับเธอ)  บุคคลต่างๆในโรงพยาบาล (พยาบาลติ๋ว, พยาบาลเต้ ฯลฯ)  และสถานที่ที่เคยมีความผูกพัน (บ้าน, วัด, มหาวิทยาลัย ฯลฯ)  สภาพแวดล้อมและสถานที่ในโรงพยาบาล (ห้องพัก, ระเบียงห้อง, สถานที่ทำกายภาพบำบัด, ห้องตรวจ, สวนในโรงพยาบาล, แนวทางเดินระหว่างอาคาร ฯลฯ) มาสร้างเสริมเติมแต่งเป็นเรื่องราวและสถานที่จำลองขึ้นในความคิดของเธอ

โดยบทสรุปสุดท้ายก็คือ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากผู้เป็น’ยาย’มีอาการทางจิตไม่ปกติ เป็นโรคทางระบบประสาทและความทรงจำ นั่นคือโรคบุคลิกวิปลาส/โรคหลายบุคลิก (Depersonalization Disorder/Dissociative Identity Disorder) ที่มีการสร้างบุคลิกเป็นเธอในวัยรุ่น วัยกลางคน และลูกสาวของเธอ ร่วมกับการจินตนาการถึงบุคลคลอื่นๆที่อยู่ในเหตุการณ์ไปพร้อมๆกันด้วย (ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ไม่มีใครทราบนอกจาก‘ผู้อ่าน’)

อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องราวในจินตนาการจะลงเอยอย่างมีความสุข แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้วช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะโบจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 3 เดือนเท่านั้น.. กำลังใจจากสามีและลูกชายที่ส่งมาให้โดยตลอดก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้เธอทำใจยอมรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ได้เลย..

 

Advertisements

รุ่งอรุณแห่งชีวิต [LiVE MOViE] (2010-2011)

LiVE MOViE

BEGINNING

ยามรุ่งอรุณ ครอบครัวหนึ่งมีสมาชิก 6 คน ประกอบด้วย .. หญิงชรา ผู้เป็นยาย มีอาการสติเลอะเลือน เธอมีลูกสาว 2 คน และลูกชาย 1 คน คือ

ลูกชายคนโต (ลุง) เป็นพ่อม่าย รับราชการ มีลูกสาวช่วงกลางวัยรุ่น (หลานสาวคนโต) ผู้กำลังประสบปัญหาเรื่องรักสามเส้า 1 หญิง 2 ชาย โดยเธอหารู้ไม่ว่า ชายหนุ่มทั้งสองแท้จริงแล้วเป็นพี่น้องกัน

ลูกสาวคนกลาง (ป้า) ซึ่งเป็นพยาบาลในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เธอคอยเฝ้าดูแลปรนนิบัติผู้เป็นแม่อยู่ไม่ห่าง

ไม่ต่างจากหญิงวัยกลางคน ผู้เป็นลูกสาวคนเล็ก (แม่) ที่ได้รับบาดเจ็บทางจิตใจอย่างสาหัสจากเหตุการณ์ในอดีต ส่งผลให้สูญเสียความทรงจำบางส่วนไป โดยมีสามี (พ่อ) นักธุรกิจ คอยดูแลอยู่เคียงข้างด้วยความอดทนทั้งคู่มีลูกสาวเพียงคนเดียวเช่นกัน อยู่ในวัยประถมต้น (หลานสาวคนเล็ก) ผู้ไร้เดียงสาต่อการรับรู้เรื่องราว แต่ก็จดจำเหตุการณ์ต่างๆได้ขึ้นใจ

=========================================

DEVELOPING

รุ่งอรุณของวันหนึ่ง เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ .. หลานสาวคนโตสูญเสียชายหนุ่มที่เธอแอบรักไปอย่างไม่คาดฝันจากอุบัติเหตุร้ายแรง.. สามีหมดความอดทนกับการที่ต้องดูแลภรรยาด้วยเหตุผลบางอย่าง จึงตัดสินใจจากไป.. ป้า มักขึ้นไปบนห้องแล้วเอารูปถ่ายใบหนึ่งจากลิ้นชักตู้เก่ามาดูเป็นประจำ

ณ โรงพยาบาล ป้าได้พบกับชายชราคนหนึ่งบนรถเข็น ผู้เป็นคนไข้ ซึ่งจะมีลูกชายของเขาเป็นคนเข็นมารักษาประจำ เธอรู้สึกคุ้นหน้าเขามาก

วันหนึ่งเธอไปหาหมอดูริมถนน ซึ่งบังเอิญเป็นลูกชายของคนไข้วัยชรา คนเดียวกับที่พบในโรงพยาบาล  เธอขอตามเขากลับไปที่บ้าน แต่พอถึงหน้าบ้านเธอก็กลับไป ขณะเดียวกันนั้นเองที่พ่อของชายผู้นั้นมอง  ผ่านทางช่องหน้าต่างออกมาพอดี

=========================================

ENDING

เรื่องราวสิ้นสุดลงเมื่อ..

ชายวัยกลางคน (หมอดู) พร้อมกับพ่อของเขา (ผู้เป็นคนไข้ในรถเข็น) และ ลูกสาวคนกลาง (ป้า / พยาบาล) เดินทางมาบ้านเธอ เพื่อพบแม่ของเธอ (หญิงชรา) และบอกว่า

คุณยายมีอาการทางจิตไม่ปกติ เป็นโรคทางระบบประสาทและความทรงจำ สร้างบุคลิกได้หลายบุคลิกในเวลาเดียวกัน (โรคบุคลิกวิปลาส / Depersonalization Disorder)

หลานสาวคนโต … คือบุคลิกและความทรงจำในช่วงกลางวัยรุ่นของเธอ หลังจากคนที่เธอรักเสียชีวิต เธอก็เอาแต่เศร้าสร้อย จมปลักกับความทุกข์ ความทรงจำเริ่มขาดหายจากอาการตกใจสุดขีดในอุบัติเหตุที่คร่าชีวิตของชายผู้เป็นที่รัก  ก่อนที่ในเวลาต่อมา ชายหนุ่มที่รักเธออีกคน (แต่เหมือนว่าเธอไม่เคยมีใจให้) ได้เข้ามาในชีวิตเธอเพื่อปลอบประโลมใจ แบ่งเบาความทุกข์ และยืนหยัดเคียงข้างเธอ ผ่านไปไม่นานเธอมารู้ตัวอีกที เธอก็แต่งงานกับเขาเสียแล้ว  ในขณะเดียวกันกับที่ชายคนที่เธอรักซึ่งประสบอุบัติเหตุ แต่จากการรักษาที่ทันท่วงทีทำให้เขาไม่เสียชีวิต เขาเลือกที่จะรอเวลาให้หายดีและตั้งใจกลับมาสร้างครอบครัวกับเธอ ก็ต้องกลับต้องมาเห็นเธอกับผู้เป็นพี่ชายในบรรยากาศครอบครัวอบอุ่น (ในขณะนั้นเธอตั้งท้องพอดี)  เขาจึงตัดสินใจหันหลังกลับ และเดินทางออกจากชีวิตเธอ ด้วยการไปสร้างครอบครัวของเขาเอง แต่งงาน และมีลูกชายหนึ่งคน

ลูกสาวคนเล็ก … คือบุคลิกและความทรงจำในช่วงหญิงวัยกลางคนของเธอ ผู้ซึ่งนับวันจะเริ่มมีอาการทางประสาท และร่างกายมากขึ้นเรื่อยๆ  วันๆเธอเอาแต่นั่งครวญครางคิดถึงคนรักเก่า มีภาพความทรงจำในอดีตผ่านเข้ามาเป็นช่วงๆ ประดุจคนบ้าไร้สติ  ในขณะผู้เป็นสามีของเธอ (พ่อ) ในอาชีพนักธุรกิจถึงกับต้องยอมสละเวลางานอันมากมายมาเลี้ยงลูกสาวที่มีกับเธอ  จนในที่สุด เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี และความอดทนของเขามาถึงขีดสุด และด้วยเหตุผลที่ว่าต่อให้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไร เธอก็ยังระลึกถึงผู้เป็นน้องชายเขาเสมอ เขาก็ตัดสินใจทิ้งเธอและลูก (ที่เรียนอยู่ในระดับประถมต้น) ไปต่างประเทศ ปล่อยให้ทั้งสองอยู่กันตามลำพัง และไม่ได้รับการติดต่อจากเขากลับอีกเลย

ลูกสาวคนกลาง … คือการสร้างบุคลิกเป็นลูกสาวของเธอในร่างชรา เธอมีความเชื่อว่าชายหนุ่มที่เธอรักยังไม่ตายมาตลอด ด้วยการนำรูปถ่ายของเขาที่ถ่ายคู่กับเธอตอนวัยรุ่นซึ่งเก็บไว้อย่างดีมาดูบ่อยๆ และตัดสินใจว่าจะออกตามหา  วันหนึ่งเธอให้หมอดูข้างถนนคนหนึ่งทำนายดวงชะตา และด้วยความบังเอิญเธอรู้สึกคุ้นหน้า เหมือนว่าเคยรู้จักเขามาก่อน (เดจาวู) ก่อนที่จะเธอจะขอตามเขาไปที่บ้านเพื่อตามหาชายคนที่เธอรักเมื่ออดีต  หมอดูตะโกนเรียกพ่อของเขา แต่พ่อของเขาแกล้งไม่ได้ยินด้วยการไม่ขานรับ แต่แอบมองผ่านทางช่องหน้าต่าง (เขาจำเธอได้..ช่างเป็นใบหน้าที่คุ้นเคยยิ่งนัก)  ก่อนที่เธอจะตัดสินใจกลับไปเพราะคนที่เธอตามหาไม่อยู่บ้าน  ในเวลาต่อมาผู้เป็นลูกเข้ามาบ้านและบอกกับพ่อว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังตามพ่ออยู่ แต่บุคลิกและการพูดของเธอดูแปลกๆเหมือนวัยชรา  เธอบอกว่าตัวเธอมีชื่อว่า “ติ๋ว” ทำงานเป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง (ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับนางพยาบาลคนหนึ่งที่เขามักจะเจอเวลาที่พาพ่อไปตรวจเป็นประจำ) มีแม่เป็นอัมพาตอยู่ที่บ้าน … ว่าแล้วพ่อจึงขอให้ผู้เป็นลูกพาไปยังโรงพยาบาลเพื่อพบนางพยาบาลคนนั้น ก่อนจะขอให้เธอพาเขาและลูกมาที่บ้านหลังนี้

หญิงชรา หรือในชื่อว่า “โบ” เริ่มมีอาการรู้สึกตัวมากขึ้น หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดของชายชราบนรถเข็น หรือในชื่อว่า “ตั้ม” เขาเล่าให้เธอฟังเพิ่มเติมว่า .. เมื่อหลายสิบปีก่อน หลังจากที่เขารักษาตัวหายดีจากอุบัติเหตุร้ายแรงซึ่งเขารอดพ้นมาได้อย่างหวุดหวิด และตั้งใจจะกลับมาหาเธอ แต่เมื่อได้เห็นเธอกับผู้เป็นพี่ชาย หรือในชื่อว่า “เต้” มีความสุขกันดี (ขณะนั้นโบได้ตั้งท้องอยู่ด้วย) เขาจึงตัดสินใจหันหลังให้เธอ.. ในช่วงแรกเขาทำใจลำบากที่จะลืมเธอ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาในชีวิตของเขา เธอคอยเป็นกำลังใจให้และคอยช่วยเหลือในหลายๆเรื่อง เขาจึงตัดสินใจแต่งงานและมีลูกกับเธอ เป็นลูกชาย ที่ชื่อว่า “พัน” มีอาชีพหลักเป็นสถาปนิก และมีอาชีพเสริมเป็นหมอดู  ส่วนภรรยาของเขา ไม่กี่ปีต่อมาก็ต้องเสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็ง

ทันทีทุกเรื่องราวถูกอธิบายจนกระจ่าง หญิงชราก็โผเข้ากอดชายชราด้วยความตื้นตันและดีใจ เธอไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า ในที่สุดเรื่องราวจะลงเอยด้วยประการฉะนี้…

 

ยามรุ่งอรุณ 2 สัปดาห์ต่อมา.. ตั้มและลูกชาย (พัน) ตัดสินใจย้ายเข้ามาพักอาศัยบ้านโบเป็นการถาวร  เธอดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน รู้สึกอบอุ่น มีความสุขที่ได้เห็นลูกและคนที่เธอรักอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาในบ้านหลังใหญ่แห่งนี้ บ้านหลังนี้กลับกลายมามีชีวิตชีวาไม่เงียบเหงาอีกครั้ง  โบกลับมาเป็นคนปกติ หายจากโรคทางประสาทโดยสิ้นเชิง

 

=========================================

ANTI-ENDING

ภาพเปลี่ยนเป็น… ห้องพักคนไข้ โรงพยาบาลย่านชานเมืองแห่งหนึ่งบนเตียง มีร่างหญิงชราคนหนึ่งนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง นัยน์ตาเริ่มเปิดขึ้นช้าๆหลังจากได้ยินเสียงที่คุ้นหู

“คุณลุงคะ หมดเวลาเยี่ยมคุณป้าแล้วค่ะ”

พยาบาล”ติ๋ว”ซึ่งยืนอยู่ข้างเตียง บอกกับลุง “ตั้ม”ที่นั่งกุมมือป้า”โบ”ผู้เป็นภรรยาไว้อย่างแนบแน่น

“ไหนเธอสัญญาว่าเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไปไง”

“พัน”ผู้เป็นลูก รีบพับหนังสือพิมพ์ที่อ่านอยู่ลง ก่อนจะลุกจากโซฟาข้างห้องและตรงไปที่รถเข็นของชายชราบริเวณข้างเตียง

“ให้คุณแม่เค้าพักผ่อนนะครับ เดี๋ยวไว้เราค่อยมาเยี่ยมใหม่”

ก่อนที่ชายหนุ่มจะเข็นรถผู้เป็นพ่อออกไปให้พยาบาล “เต้” ที่ยืนรอยู่หน้าห้องเพื่อส่งต่อ

“เดี๋ยวฝากพาคุณพ่อไปตรวจก่อนนะครับ เดี๋ยวผมตามไป”

แล้วพยาบาล“เต้”ก็เข็นรถลุงตั้มจากไป มุ่งหน้าสู่ห้องตรวจอีกอาคารหนึ่ง ในขณะนั้นเองที่พยาบาลสาวเดินออกมาพอดี

“ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ยังไงก็รีบติดต่อผมทันทีเลยนะครับ”

“ค่ะ ดิฉันก็เป็นห่วงคุณป้าไม่แพ้คุณ.. สงสารแกนะคะ ไม่น่าเลย จะไปทำบุญด้วยกัน รถตู้ก็เกิดมาคว่ำ”

“แต่ถือว่าโชคดีที่ทั้งคู่รอดมาได้ ยังดีกว่าคนอื่นๆ…  ผมว่าคงเพราะเป็นกรรมของเค้าทั้งคู่แหล่ะครับ”

เขากล่าวกับพยาบาลสาวด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

”แล้วดูจากอาการตอนนี้ คุณแม่ผมจะมีชีวิตอยู่ได้นานสักเท่าไหร่…”

พันถามพยาบาลสาวน้ำเสียงแผ่วเบาพร้อมกับหันไปมองแม่ที่นอนอยู่ภายในห้อง

“เอ่อ.. เห็นคุณหมอบอกว่าไม่น่าเกิน 3 เดือนค่ะ แต่ถ้าคุณป้าแกแข็งแรง สภาพจิตใจดีก็อาจจะนานกว่านั้น”

พยาบาล”ติ๋ว”ตอบอย่างยากลำบาก

“แต่ชีวิตก็คือชีวิตนะครับ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เราไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอะไรได้”

“ดีนะคะที่คุณคิดได้อย่างนี้”

เธอเผยยิ้มให้เขาบางๆ

“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ไว้พรุ่งนี้ผมจะมาเยี่ยมใหม่”

ตั้มกล่าวลา พร้อมกับเดินกลับเข้าไปในห้องพักคนไข้ ก่อนจะตรงไปที่ร่างหญิงชราซึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงเพื่อบรรจงจุมพิตที่หน้าผาก และเดินจากไปอย่างเก็บอาการ   พยาบาลสาวเดินกลับเข้ามาในห้องพลางสะอื้น

“พักผ่อนมากๆนะคะคุณป้า เดี๋ยวหนูกลับมา”

เมื่อพยาบาลสาวเดินออกไปพ้นจากห้อง หญิงชราก็ค่อยๆลืมตา และเหลือบไปมองที่กรอบรูป ซึ่งตั้งไว้บนโต๊ะข้างเตียง

กรอบรูปเล็กๆใบนี้ เป็นรูปที่เธอกับสามีถ่ายไว้ด้วยกันตอนวัยรุ่น

หญิงชรามองดูอยู่สักพัก ก่อนที่รอยยิ้มเล็กๆจะปรากฏขึ้นที่ใบหน้าพร้อมกับน้ำตา

จบ.

 

TRICK
ติ๋ว ตัวจริง / ตัวปลอม(คาแรกเตอร์ที่โบสร้าง) >> ดูจากการใส่กำไลข้อมือ / แว่น / การแต่งตัว

การะเวกของพ่อ (2013)

“การะเวกของพ่อ”
(Father’s Manorangini)

โดย
ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ

 

เรื่องย่อ
เมื่อพ่อวัย 60 ป่วยกะทันหัน ลูก ๆ ทั้ง 6 คน 6 วัย อาศัยอยู่ 6 จังหวัดต่างมุ่งหน้าเดินทางกลับมาเยี่ยมพ่อที่กรุงเทพฯ เรื่องราวชีวิต การเดินทาง และความสัมพันธ์ของบุคคลรายรอบตัวลูก ๆ กลับเชื่อมโยงกันในท้ายที่สุดอย่างน่าอัศจรรย์และไม่มีใครคาดคิด


เรื่องสั้น
            โอม (มานิตย์) ตำรวจวัย 33 ย้ายจากกรุงเทพมาอยู่กาญจนบุรี เพื่อตามจับแก๊งค์ค้ายาเสพติดวัยรุ่นที่ใช้สื่อออนไลน์ติดต่อค้าขายกับเด็กมหาลัยทั่วประเทศ  วันหนึ่งเขาตามจับสมุนในแก๊งค์คนหนึ่งได้ (มีข่าวมาถ่ายทำออกอากาศด้วย) ทำให้รู้ว่าหัวหน้าจริง ๆ อยู่เชียงใหม่ เขาจึงจะคิดเดินทางไปที่นั่นและวางแผนปลอมตัวเข้าแก๊งค์เพื่อเข้าจับกุม  ทว่ามีโทรศัพท์ดังขึ้นเสียก่อน…

อ้น (ขวัญชัย) หนุ่มวัย 21 ปีจากกรุงเทพ เรียนปี 2 ถาปัด ม.เชียงใหม่ เช่าหอพักอยู่ เป็นคนเรียนกลาง ๆ ไม่เก่งมาก  วันหนึ่งมีอาการรู้สึกเบื่อ ไม่อยากเรียน ไม่อยากทำอะไร อยากจะนอนลูกเดียว หลายสัปดาห์เข้าก็คิดว่าต้องมีอะไรผิดปกติจึงไปตรวจพบว่า สารขยันไม่ทำงาน เป็นสาเหตุให้เข้าเริ่มเสพยาจากคำแนะนำของเพื่อน นานวันเข้าก็สนิทกับหัวหน้าใหญ่ จนไว้เนื้อเชื่อใจให้ส่งของ แต่ก็เล็ดลอดการจับกุมจากตำรวจมาได้หวุดหวิด  ต่อมาเขาเผลอทำแตงโม สาวรุ่นน้องวัย 19 ท้องและตัดสินใจพาไปทำแท้ง แต่หมอแนะนำให้เก็บลูกไว้ ตอนนั้นเองที่เขาสลบไปเพราะฤทธิ์สารเสพติดและจินตนาการว่าได้ทำแท้งแล้ว จึงเห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงแปลก ๆ เป็นระยะ  อ้นจึงนัดเจอแตงโมคุย ทำให้เขารู้ความจริงและสั่งให้หญิงสาวพักการเรียนและกลับบ้านที่หนองคาย ส่วนเขาจะไปปรึกษาพ่อแม่ที่กรุงเทพเพื่อหาทางออก  แต่ทว่าไม่ได้เป็นไปตามที่ชายหนุ่มบอก หลังแยกกับแตงโมได้ไม่นาน เขาก็ถูกอาจารย์จับกุมตัว ไปคุยกับอธิการบดี และส่งเข้าสถานบำบัด  ในใจตอนนั้นเขาคิดอยากจะเลิกจริง ๆ (อ้นเดินผ่านทีวี เป็นข่าวการบุกจับแก๊งค์ค้ายาที่กาญจนบุรี)    หลายวันต่อมา มีเจ้าหน้าที่สถานบำบัดเข้ามาแจ้งเรื่องหนึ่งกับเขา และเขาก็พูดอะไรบางอย่าง แล้วอ้นก็ถูกเจ้าหน้าที่นำตัวขึ้นรถออกจากสถานบำบัดไป..

อิ๋ว (จุฬามณี) สาววัยรุ่นอายุ 19 ปี เรียนอยู่ชั้นม.6 โรงเรียนรัฐบาลในตัวจังหวัดภูเก็ต เป็นคนรักสัตว์ อยู่บ้านกับพ่อ แม่ ย่า และเลี้ยงสุนัขพันธุ์โกลเด้นริทริฟเวอร์ไว้ 1 ตัว  เธออยู่ในช่วงกำลังคร่ำเคร่งกับการอ่านหนังสือเพื่อเข้ามหาลัย และกำลังวุ่นวายใจเรื่องความรัก ในขณะที่เพื่อน ๆ มีแฟนกันหมดแล้ว เธอได้แต่เพียงคุยกับชายหนุ่มรูปหล่อจากกรุงเทพที่เจอในเฟซบุ๊ค  เมื่อเรียนจบชายหนุ่มก็นัดเธอเจอที่กรุงเทพ เธอตกลงและเตรียมเก็บข้าวของ ต่อมาเธอก็ค้นพบว่าเธอไม่ใช่ลูกของพ่อแม่ที่แท้จริง เนื่องจากพ่อของเธอแต่งงานมานานแล้วไม่มีลูกจึงขอพี่ชายเอาเธอมาเลี้ยงตั้งแต่เกิดและปกปิดมาโดยตลอด  อิ๋วตะลึงและไม่อยากเชื่อ จึงหุนหันออกจากบ้านด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ก่อนจับรถไฟเข้ากรุงเทพทันที..  บนรถไฟเธอได้ผมกับเด็กหนุ่มรุ่นเดียวกันในโบกี้เดียวกับเธอ เขาชื่อ เอ ผิวขาว ใส่แว่น ท่าทางเรียบร้อย รักสัตว์ และกำลังรอผลเอ็นท์เข้ามหาลัยเช่นเดียวกับอิ๋ว เขาขึ้นรถไฟเพื่อเดินทางกลับบ้านที่กรุงเทพหลังมาเที่ยวกับเพื่อนและขอกลับทีหลังเพื่ออยู่เยี่ยมญาติต่อ  ใช่แล้ว! เขาตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกเห็น และแอบถ่ายวิดีโอตอนเธอหลับหรือเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างโดยไม่ให้รู้ตัว  และเขาต้องผิดหวังเมื่อเธอเล่าให้ฟังว่านัดหนุ่มคนหนึ่งที่คุยกันมานานไว้ที่กรุงเทพ แต่ต้องทนเก็บอาการไว้จนถึงกรุงเทพ..  เมื่อรถไฟเทียบชานชาลา เอขอเบอร์อิ๋วโดยจดใส่เศษกระดาษไว้ ก่อนมันจะหล่นหายโดยที่เขาไม่รู้ตัวตอนขึ้นรถ  เอเดินไปเอารถที่จอดทิ้งไว้เพื่อขับกลับบ้าน และเมื่อขับออกมาก็เจอชายท่าทางแปลก ๆ โบกรถอยู่กลางถนน เมื่อได้ถามไถ่แล้วเอก็รับขึ้นไปด้วยเพราะบังเอิญอยู่หมู่บ้านเดียวกัน

ฝน (ฐานิดา) หญิงวัย 28 ปีเป็นครูโรงเรียนประถมอยู่ที่หนองคาย มีเพื่อนครูรุ่นพี่ที่สนิทชื่อตุ่ม นั่งอยู่โต๊ะติดกันในห้องพักครู  ฝนมีแฟนชื่อตั้ม อายุ 30 เป็นสถาปนิกจากกรุงเทพมาคุมงานที่นี่และคบกับเธอได้หลายปีแล้ว เขาคอยรับส่งเธอทุกวัน ดูแลอย่างดีจนเพื่อน ๆ ครูอิจฉา  มาวันหนึ่งเรื่องก็เข้าหูฝนว่าตั้มไปมีอะไรกับสาววัยรุ่น เพราะมีคนเห็นบ่อย ๆ ว่าอยู่ด้วยกันสองต่อสอง  ตอนแรกฝนก็ไม่เชื่อและยืนยันว่าไม่ใช่เขาเพราะมั่นใจในตัวตั้ม จนเมื่อคนเริ่มพูดเข้าหูเธอมากขึ้น ด่าว่าตั้มเสีย ๆ หาย ๆ และตุ่มเองก็เกิดเห็นเข้ากับตา บวกกับอารมณ์ที่พรุ่งปรี๊ดของฝนเมื่อรู้ว่ากระเป๋าตังค์หายและคิดว่าตั้มต้องเป็นคนเอาไปให้ไอ้เด็กนั่นแน่! จึงคว้าโทรศัพท์นัดชายหนุ่มมาบอกเลิกทันที  เมื่อตั้มเข้ามาถึงบ้านพักของฝน เธอก็ใส่ไม่ยั้งยังไม่ทันที่เขาจะได้อธิบายอะไร และเขวี้ยงแหวนที่ตั้มเคยให้เธอทิ้งกับพื้น ชายหนุ่มเก็บแหวนและวิ่งออกจากบ้านไป..  จากเหตุการณ์นั้นฝนก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน เศร้า เหงา ซึม สอนผิด ๆ ถูก ๆ เหม่อเลย สีหน้าหมองคล้ำเพราะนอนไม่หลับ เมื่อกลับถึงบ้านพักก็มักร้องไห้คนเดียว แม่จากกรุงเทพโทรมาก็ต้องรีบปรับเสียงเป็นปกติฟอร์มว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น  จนคืนออกพรรษา 15 ค่ำ เดือน 11 เธอไปเที่ยวงานบั้งไฟพญานาค ริมน้ำโขงก็เจอตั้มกับเด็กสาวคนนั้น ๆ จะจะกับตา  ตั้มจึงขอโอกาสอธิบาย แท้จริงแล้วเด็กสาววัย 20 คนนั้นคือ จูน คนระยองตามพ่อซึ่งเป็นกรรมกรก่อสร้างอาคารที่เขาดูแลมาทำงานที่นี่ (หลังต่อเติมอาคารในฟาร์มกล้วยไม้ที่ระยองเสร็จ) เธอมีน้องชายสองคนอายุ 9 ขวบกับ 5 ขวบ ทั้งสามไม่ได้เรียนหนังสือหลังแม่ตายได้หลายปี เธอต้องหาเงินเลี้ยงน้องและตามพ่อไปทำงานตามที่ต่าง ๆ  แล้วแต่นายจ้าง นอกจากไม่ได้เรียนหนังสือแล้วซ้ำยังไม่มีบ้านอยู่เป็นหลักแหล่งแม้พ่อจะเป็นถึงคนงานก่อสร้างบ้านก็ตาม ด้วยตั้มเคยถูกแม่ทิ้งในวัยเด็ก และเป็นคนชอบช่วยเหลือคนจึงแอบให้เงินเธอไปใช้ซื้อข้าวของเป็นระยะ โดยที่ไม่ให้พ่อเธอรู้เพราะพ่อจูนสอนเสมอว่า ถึงเราจะยากจนแต่ต้องไม่ขอใครกิน แต่ตั้มก็ถูกจับได้เมื่อหลายวันก่อน จนมาวันนี้เขาตั้งใจจะนัดเจอเด็กสาวเพื่อให้เงินครั้งสุดท้าย สำหรับเลี้ยงน้องและช่วยค่ารักษาพ่อของเธอซึ่งประสบอุบัติเหตุที่ไซต์งาน ขณะนี้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาล.. (ใช่สิ! ผมมันคนเกิดวันอาทิตย์ ทำดีไม่ขึ้น ต่อให้ทำดีมานานแค่ไหน ถ้าลองได้ทำผิดให้คนเห็นครั้งเดียว ไอ้ความดีที่ทำมันหายหมดเลย) เพราะความจริงไม่ได้เป็นอย่างเห็น และฝนเองก็ไม่คาดคิดจึงได้แต่ขอโทษตั้ม เมื่อปรับความเข้าใจกันได้ ทั้งสองก็คืนดีกัน ตั้มเอาแหวนที่เก็บมาสวมคืนให้หญิงสาว  เขาและเธอตัดสินใจเข้ากรุงเทพเพื่อบอกพ่อแม่ของทั้งสองเรื่องแต่งงาน  แต่ก่อนไปทั้งสองหากระต๊อบเล็ก ๆ ให้จูน น้อง และพ่อเธออยู่  และไม่กี่วันก่อนจะออกเดินทาง เธอก็เจอกระเป๋าตังค์ในตะกร้าผ้า  ที่บ้านพัก โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นขณะที่เธอกำลังอาบน้ำอยู่ ฝนไม่ได้ยิน..

บิว (ประจวบ) ชายวัยรุ่นชาวกรุงเทพวัย 25 ปี ผู้ซึ่งใครต่อใครคนเรียกชื่อเขาไม่เคยจะถูก (บอย บ๊วย บูม ฯลฯ) หลังเรียนจบได้เคยทำงานมาแล้วมากมาย แต่เพราะยังไม่ใช่แนวเลยเปลี่ยนมันเรื่อย ๆ เฉลี่ยงานละ 2 – 3 เดือน  แรกเริ่มจากเป็นสตาฟฟ์งานอีเว้นท์ – พนักงานส่งของ – อาสาสมัครกู้ภัยปอเต็กตึ๊ง – พนักงานร้านเซเว่น – มัคทายกประจำวัด จนมาลงเอยที่ฟาร์มกล้วยไม้จังหวัดระยองในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการ  เขาเล่าให้ผู้จัดการคนใหม่ (ซึ่งมาแทนคนเก่าที่ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ) ฟัง ถึงงานที่เขาเคยทำมามากมายอย่างติดตลก  ผู้จัดการคนใหม่ย้ายเข้ามาได้ไม่กี่วันก่อนพร้อมกับการปรับปรุง-ตกแต่งอาคารในฟาร์มกล้วยไม้เสร็จสิ้นพอดี ทว่าบิวกลับไม่ได้เล่าถึงโรคประจำตัวของเขาคือ ระยะหลังนี้ความขี้ลืมชักกำเริบหนักขึ้น เช่น บางวันเขาตื่นขึ้นมาแล้วไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ต้องนั่งนึกสักพัก หรือเขารู้ว่าจะไปทำอะไร ที่ไหน แต่เมื่อออกเดินไปสักพักก็มักลืมว่าตัวเองทำอะไรอยู่ บิวแก้ปัญหาด้วยการจดทุกอย่างใส่กระดาษ และไปหาหมอ หมอก็ให้ยามากินแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  นานวันเข้างานที่ทำเริ่มผิดพลาดชัดเจนจนผู้จัดการจับได้และถามถึงสาเหตุ เขาจึงสารภาพตามตรง และสัญญาว่าจะต้องรักษาหายแน่นอน  เมื่อเขาไปหาหมอ คราวนี้หมอแนะนำให้เขาไปหาจิตแพทย์ เขาจึงได้รู้ว่าอาการขี้ลืมของเขาเป็นผลมาจากความทรงจำอันเจ็บปวดในวัยเด็ก ถ้าจะรักษาให้หาย เขาต้องนึกถึงปมความทรงจำนั้นให้ได้ เมื่อได้ยินดังนั้น บิวจึงขอลางานกลับไปตามหาความทรงจำที่บ้าน กรุงเทพ..  ระหว่างเดินทางโดยรถไฟ เพราะความขี้ลืมและขี้เซา (ขนาดโทรศัพท์เข้าเขาก็ไม่ตื่น) จึงทำให้ของถูกขโมยและหายเกลี้ยง ทั้งมือถือ ของใช้ เสื้อผ้า จบกัน! .. เมื่อรถไฟมาถึงชานชาลา เขาก็เหลือแต่ตัวเปล่า เดินออกมาโบกรถหน้าสถานีรถไฟหัวลำโพง โชคดีดันไปเจอเด็กหนุ่มใส่แว่นคนหนึ่งรับขึ้นรถมาเพราะอยู่หมู่บ้านเดียวกัน  เด็กหนุ่มส่งเขาลงหน้าหมู่บ้าน เพราะบิวต้องใช้เวลานึกว่าบ้านอยู่ซอยไหน เด็กหนุ่มขับเข้าไปจอดในบ้าน ซอย 9 เมื่อลงจากรถ หมาพันธุ์โกลเด้นริทริฟเวอร์ที่เขาเลี้ยงก็พุ่งเข้าหาด้วยความดีใจ  เด็กหนุ่มขึ้นไปที่ห้องนอน เปิดหน้าต่างมองเห็นถนนหน้าบ้าน และเปิดคอมดูผลเอ็นท์ (บิวเดินเข้ามากดกริ่งบ้านหลังถัดจากเด็กหนุ่มโดยที่เขาไม่เห็น) ปรากฏว่าเขาติดคณะสัตวแพทย์ ม.เกษตรตามที่ตั้งใจไว้ รายชื่อของเขาอยู่ในลำดับที่ 24 ถัดจากชื่อจุฬามณี  แล้วเขาก็เอาเมกล้องวิดีโอที่ถ่ายบนรถไฟมาโหลด เขามองเด็กสาวในจอด้วยความเสน่หา และเมื่อล้วงไปที่กระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบเศษกระดาษที่จดเบอร์ของเธอไว้ก็พบว่ามันไม่อยู่แล้ว

บัว (ภัทธิรา) สาวกรุงเทพ ทำงานเป็นพยาบาลแผนกต่อต้านความชราครบวงจรที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง แต่งงานเมื่ออายุ 25 กับนายแพทย์ศัลยกรรม และให้กำเนิดลูกชายปีถัดมา  ทว่าไม่นานสามีเธอก็จากไปอย่างไม่มีวันกลับด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ โดยงานที่เธอทำไม่สามารถช่วยชีวิตสามีให้กลับคืนมาได้เลย ปัจจุบันบัวในวัย 30 ยังคงทำงานเป็นพยาบาล และจ้างพี่เลี้ยงเด็กมาดูแลลูกวัย 4 ขวบที่บ้านย่านปทุมธานีซึ่งสามีเธอซื้อไว้เป็นเรือนหออยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาล เสาร์-อาทิตย์จึงจะพาลูกไปเยี่ยมพ่อแม่ที่บ้านแถววงแหวนสักครั้ง บางอาทิตย์เธอกับลูกก็อยู่ค้างเพื่อจะได้ตื่นขึ้นมาใส่บาตรกับพ่อและแม่ของเธอ .. วันหนึ่งแม่โทรมาบอกว่าพ่อประสบอุบัติเหตุตกบันได อาการสาหัส เธอรีบพาพ่อไปส่งโรงพยาบาลทันที และหมอได้ตรวจพบว่าสมองกระทบกระเทือนทำให้ความทรงจำบางส่วนลบเลือน  ไม่กี่วันต่อมา อาการพ่อทรุดลงเพราะมีโรคแทรกซ้อน ร่างของพ่อนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียงมีเครื่องช่วยหายใจทำงาน  เธอขอหมอให้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน เผื่ออยู่ในที่คุ้นเคยอาการจะดีขึ้น  บัวโทรบอกพี่น้องเรื่องพ่อให้ทุกคนรู้ ซึ่งนาน ๆ จะได้เจอกันที เพราะต่างคนต่างก็อยู่คนละจังหวัดไกลกัน

(บุญ) ประสงค์ หนุ่มผิวสีแทนชาวภูเก็ต จากบ้านเข้ามาหางานทำในเมืองกรุงด้วยความฝันอยากจะเป็นครู แต่จับพลัดจับผลูได้เป็นนักหนังสือพิมพ์จนถึงวัยเกษียณ เขาได้พบกับ อี๊ด (พรทิพย์) หญิงสาวชาวจีนอายุน้อยกว่าเขา 4 ปี ผู้ซึ่งพ่อแม่ของเธอหอบเสื่อผืนหมอนใบมาตั้งรกรากที่ประเทศไทย  เมื่อคบกันเป็นแฟนสักพัก และฝ่าด่านพ่อตาด้วยความยากลำบากได้สำเร็จ ก็มาถึงวันที่เขารอคอย วันที่เขาจะครองรักกับหญิงสาวที่สัญญาว่าจะทุ่มเทความรักให้หมดใจชั่วนิรันดร์  และบุญกับอี๊ดก็มีลูกด้วยกัน 6 คน แต่ลูกคนสุดท้องเขายกให้น้องชายที่แต่งงานนานแล้วไม่มีลูกไปตั้งแต่เกิด เขาซื้อบ้านแถววงแหวนจากเงินเก็บมานานแรมปีด้วยความภาคภูมิใจ  ยามว่างของพ่อชอบถ่ายภาพธรรมชาติ และปลูกต้นไม้ ที่หน้าบ้านมีต้นการะเวกที่พ่อปลูกด้วยความรัก ทุกเย็นพ่อจะรดน้ำและเก็บดอกเอามาไว้ในห้องส่งกลิ่นหอมฟุ้งชื่นใจ พ่อมักเปรียบชีวิตเหมือนดอกการะเวกให้ลูกฟังบ่อยครั้ง … ลูก ๆ ของพ่อก็เหมือนกลีบดอกการะเวกแต่ละกลีบ แต่ละคนไม่ว่าจะเติบโตไปใช้ชีวิตที่ไหน สุดท้ายลูกของพ่อทุกคนก็จะต้องกลับคืนสู่ที่ ๆ จากมา เหมือนการะเวกที่ส่งกลิ่นหอมในยามเย็น ต่อให้หอมแค่ไหนก็เหี่ยวและหมดกลิ่นยามรุ่งอรุณ  ชีวิตคนเราล้วนมีเกิด-มีดับไม่ต่างกัน  หากแต่วันนี้ วันที่เรายังมีลมหายใจอยู่ก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนฟันฝ่าอุปสรรคกันไป การะเวกเองยังเลื้อยไปตามทิศทางของแสงเพื่อหาทางเจริญเติบโตเลย … และพ่อยังแบ่งเวลามาสอนหนังสือและบทเรียนชีวิตให้กับลูก ๆ ทุกวัน และใฝ่ฝันอยากให้ลูกรับราชการในอนาคต  จนเมื่อลูกแต่ละคนเติบโต มีวิถีชีวิต ทางเดินแตกต่างกันไป และเขาเองยังคงทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์เรื่อยมา แต่มาในระยะหลังเริ่มความจำไม่ค่อยดีและขามีปัญหา เดินไม่ค่อยไหว งานที่ส่งไปจึงถูกแก้บ่อย ๆ  ลูกที่อยู่กรุงเทพ (บัว) บอกให้เขาเลิกทำและพักผ่อนได้แล้ว แต่เขารั้นจะทำต่อ และดึงดันจะเดินเองโดยไม่ใช้รถเข็นหรือไม้เท้าทำให้เขามีปากเสียงกับภรรยาและลูกผู้หวังดีเป็นประจำ  จนเมื่อบุญอายุครบเกษียณ อาการขาอักเสบก็กำเริบขึ้น เป็นเหตุให้วันหนึ่งเขาพลาดตกบันได หัวกระทบพื้นรุนแรง

——————————————————

            บิว เดินทางมาถึงบ้านเป็นคนแรก และพบว่าเหตุการณ์ที่ทำให้เขาเป็นโรคทางความจำคือเหตุการณ์พ่อผลักแม่ตกบันไดโดยไม่ได้ตั้งใจระหว่างมีปากเสียงกัน และเขาในวัยเด็กก็อยู่ในเหตุการณ์เพียงคนเดียว  ลูก ๆ คนอื่นเพียงรับรู้ว่าแม่ป่วยต้องไปรักษาตัว  เมื่อรื้อฟื้นความทรงจำได้แล้วเขาก็หายเป็นปกติ

โอม มาถึงเป็นคนที่สอง

ฝนกับตั้มเดินทางมาถึง และตั้มก็พบว่าบัวคือคนรักคนแรกของเขาสมัยมัธยม แต่เนื่องด้วยสาเหตุบางประการที่ทำให้บัวไม่สามารถรับรักตั้มได้ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองก็คบกันมาสักพักและต่างรู้สึกดีต่อกัน  เมื่อจบ ม.6 แล้วเขาและเธอก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย  เมื่อทราบว่าสามีบัวเสียได้หลายปีแล้ว ขณะที่ฝนพูดเรื่องแต่งงาน ตั้มกลับมีสีหน้าลังเล

อ้น มาพร้อมรถสถานบำบัด และได้โอมจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้ โอมขอให้รถกลับไปก่อนแล้วเดี๋ยวเขาจะไปส่งน้องที่เชียงใหม่เอง อ้นเล่าถึงสาเหตุที่เสพยาให้พี่น้องทุกคนฟัง และเรื่องที่เขาทำรุ่นน้องที่มหาลัยท้องเพราะฤทธิ์ยา  โอมถามเรื่องแก๊งค์ค้ายาเพื่อจะนำกำลังเข้าจับกุม เพราะความที่อ้นอยากจะเลิกและกลับตัวเป็นคนดีจึงคิดให้ความเหลือมือกับพี่ชายเขา แต่โอมต้องให้สัญญากับเขาก่อนว่าจะช่วยหาทางออกทุกเรื่องที่เขาสร้างจริง ๆ   พี่ชายตกลงให้คำสัญญากับน้องชาย

อิ๋ว มาถึงบ้านโดยวิธีดูชื่อพ่อที่แท้จริงจากสูติบัตร หาเบอร์ในสมุดปกเหลือง และโทรไปถามที่อยู่จาก 1133  เมื่อเข้ามาถึงพี่น้องทุกคนตกใจและไม่มีใครคาดคิดว่าพวกเขาจะมีน้องสาวอีกคนที่ไม่มีใครรู้เรื่องเลยยกเว้นพ่อกับแม่  อี๊ดเล่าความจริงทั้งหมดให้ฟัง อิ๋วน้อยเนื้อต่ำใจที่แม่แท้ ๆ ทำกับเธอได้ลงคอ เลยวิ่งหนีออกจากบ้านไป  เอ เด็กหนุ่มบ้านติดกันบังเอิญมองออกมาจากหน้าต่างชั้นสองพอดีรีบวิ่งตามไปแต่ไม่ทัน แต่ก็หาทางแอบติดตามเด็กสาวไปโดยไม่ให้รู้ตัว..  อิ๋วเดินทางไปสยามตามที่ ก้อง เด็กหนุ่มกรุงเทพที่คุยกันในเฟซบุ๊คมานานได้นัดไว้ แล้วเธอก็พบว่าตัวจริง ๆ กับในรูปแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เขาไม่ได้ไกลเคียงกับชายหนุ่มที่เธอวาดฝันไว้เลยแม้แต่น้อย!  ด้วยความเสียใจอย่างที่สุด อิ๋ววิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต จนไปชนกับเข้ากับ เอ เด็กหนุ่มหน้าตาธรรมดาแต่มีอะไรคล้ายกับเธอหลายอย่างและรู้สึกดีเวลาคุยด้วย ก้องที่วิ่งตามมาจึงหยุดเมื่อเห็นอิ๋วอยู่กับชายคนหนึ่ง เอเข้าไปคุยอะไรบางอย่างกับก้อง ก้องจากไป และอิ๋วก็เล่าทุกอย่างให้เอฟังเรื่องผู้ชายจอมกะล่อนในเฟซบุ๊คคนนั้นและพ่อที่แท้จริงของเธอ

——————————————————

            5 นาฬิกาวันรุ่งขึ้น ลูกทุกคนมานั่งล้อมวงที่เตียงพ่อที่หายใจแผ่วเบา บุญเพิ่งรู้สึกตัวเมื่อชั่วครู่และขอถอดเครื่องช่วยหายใจออก บัวจึงรีบตามพี่น้องทุกคนทันที ฝนมาถึงคนสุดท้ายพร้อมดอกการะเวกหนึ่งกำและวางมันลงที่หัวเตียง กลิ่นของมันกำลังจะหมดในไม่ช้า..

ฝนบอกกับพ่อว่า เธอรับราชการเป็นครูตามที่ความตั้งใจของพ่อแล้ว

โอมก็ไม่ต่างจากฝน เขาพูดในทำนองเดียวกัน ตัวเขาเองรับราชการเป็นตำรวจตามที่พ่อปรารถนาอยากให้ลูกเป็นเมื่อโตขึ้นแล้ว พ่อสบายใจได้

บัว ทำงานเป็นพยาบาลในแผนกต่อต้านความชรา แต่ก็ไม่ยื้อชีวิตสามีเอาไว้ได้ พ่ออย่าทำให้เธอรู้สึกผิดและเสียใจเป็นครั้งที่สองนะ

อ้น สัญญากับพ่อว่าถ้าพ่อหายเขาจะกลับตัวเป็นคนดี ไม่ยุ่งกับยาเสพติดอีก

อิ๋ว เพิ่งจะเจอพ่อที่แท้จริง เธอไม่คาดคิดว่าพ่อจะต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้

มีเพียงบิวที่รู้สึกเศร้าเสียใจแต่ไม่แสดงอาการมากมายเหมือนพี่น้องคนอื่น ๆ เขาหวนนึกถึงสาเหตุที่ทำให้พ่อต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้

พ่อรับรู้ได้ถึงคำพูดของลูก ๆ และเอาดอกการะเวกที่ฝนส่งให้มาดมและพูดขึ้นว่า ทะเล พร้อมกับชี้ไปที่กล้องถ่ายรูป  ทุกคนเข้าใจได้ทันที จึงจัดการพาพ่อนั่งรถเข็นไปยังทะเลที่ใกล้ที่สุด นั่นคือ หาดบางปู โดยไม่ลืมส่งกล้องถ่ายรูปให้พ่อเมื่อมาถึงและจอดรถเข็นที่ริมหาด นกนางนวลบินเป็นฝูง แสงสีส้มจากดวงอาทิตย์ที่กำลังโผล่ขึ้นมาจากผื่นนำส่องมาที่พ่อ ขณะยกกล้องที่คล้องคอขึ้นถ่ายรูป พ่อก็หมดลมอย่างสงบ ชัตเตอร์ถูกกดก่อนที่พ่อจะปล่อยมือเพียงเสี้ยววินาที การะเวกที่เหี่ยวและเพิ่งหมดกลิ่นบนตักพ่อถูกลมพัดไหวร่วงลงสู่ทะเล แม่และลูกทั้ง 6 คนที่ยืนอยู่เบื้องหลังรถเข็นต่างกอดกันร่ำไห้มองพระอาทิตย์ทอแสงสะท้อนผิวน้ำเป็นประกายปรากฏที่เบื้องหน้าทุกคน

——————————————————

            หลังงานศพเสร็จสิ้น..

โอม สามารถจับกุมแก๊งค์ค้ายาเสพติดที่ใช้สื่อออนไลน์เผยแพร่ในวัยรุ่นและเด็กมหาลัยทั่วประเทศได้ที่เชียงใหม่ ก็ได้รับเลื่อนยศและย้ายกลับมาประจำการที่กรุงเทพตามเดิม เพื่อดูแลแม่ที่ยังคงรับจ้างเย็บผ้าโดยอาศัยมุมเล็ก ๆ หน้าบ้านเล็กเป็นที่ทำงานทุกวัน  หากวันไหนโอมตื่นเช้าจะต้องช่วยแม่เตรียมอาหารใส่บาตรเหมือนที่พ่อเคยทำตอนมีชีวิตอยู่เสมอ

บัว เลื่อนขั้นเป็นแพทย์หญิง มีความสุขกับงานโรงพยาบาล เลี้ยงลูก ปลูกและดูแลต้นไม้พันธุ์ต่าง ๆ รวมถึงการะเวกที่สวนหน้าบ้านของเธอ ทุกอาทิตย์เธอจะพาลูกชายไปเยี่ยมอาม่าเสมอ

ฝน แต่งงานกับตั้ม มีลูกชาย 2 คน  และกลับไปปักหลักชีวิตครอบครัวที่หนองคาย  ตั้มยังคงเป็นสถาปนิกและออกแบบสร้างบ้านให้ครอบครัวด้วยตัวเอง ส่วนฝนก็ยังคงยึดอาชีพครูต่อไปพ่วงด้วยหน้าที่ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนอีกตำแหน่ง

บิว กลับระยอง และทำฟาร์มกล้วยไม้ต่ออีก 5 ปีจนกลายเป็นเจ้าของฟาร์ม แต่เพราะรู้สึกว่างานนี้ยังไม่ใช่ตัวตนของเขา จึงทิ้งกิจการให้ลูกน้องคนสนิทบริหาร เขาเพียงรั้งตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาและเข้าไปช่วยดูอาทิตย์ละครั้งเพื่อหันไปเป็นบุรุษไปรษณีย์ ด้วยเหตุผลที่ว่าจดหมายกำลังจะสูญพันธุ์และเขาเองชอบสังเกตสีหน้าของผู้รับเวลาเขายื่นจดหมายหรือพัสดุให้  และตอนนี้บิวกำลังตกหลุมรักหญิงโรงงานคนหนึ่ง ทุกครั้งที่เขารู้ว่าจะมาส่งจดหมายให้เธอที่บ้าน ชายหนุ่มจะเตรียมการ์ด ดอกกุหลาบ หรือช็อกโกแลตมาส่งให้ด้วยเสมอ ทำเอาเพื่อนบ้านเธอแซวกันเป็นแถว ๆ

อ้น กลับไปเชียงใหม่เพื่อให้ความร่วมมือกับโอมจับแก๊งค์ค้ายา และเข้ารับการบำบัดเป็นเวลา 2 ปี ก่อนจะออกมาเรียนต่อ โดยที่โอม พี่ชายส่งเงินให้ แตงโม ภรรยาของอ้นที่หนองคายใช้จ่ายทุกเดือน  เมื่อเขาเรียนจบก็มุ่งหน้าไปหาลูกและภรรยาที่หนองคายทันที และกราบขอบพระคุณ ตุ่ม แม่ของแตงโมที่เลี้ยงลูกเขาตลอดหลายปีที่เขาอยู่เชียงใหม่ ต่อมาอ้นพบว่าตุ่มรับราชการครูโรงเรียนเดียวกับฝน พี่สาวของเขา และทั้งสองสนิทกันมากมานานแล้ว  อ้นตัดสินใจบวช 1 พรรษา ก่อนจะสึกออกมาหางานทำเลี้ยงลูกและภรรยา และทุกช่วงเย็นสุดสัปดาห์เขาจะพาครอบครัวไปทำอาหารกินกับครอบครัวของฝน ณ สนามหญ้าหน้าบ้านของพี่สาวเป็นประจำ

อิ๋ว ย้ายมาอยู่บ้านที่กรุงเทพและไปเรียนมหาลัยกับเอประจำ วันไหนที่ว่าง ๆ เธอจะหาโอกาสกลับไปเยี่ยมย่าและพ่อแม่คนที่สองของเธอเสมอ อิ๋วกับเอช่วยกันติวหนังสือจนจบด้วยเกียรตินิยมทั้งคู่  หลังเรียนจบ อิ๋วกลับไปภูเก็ตและเปิดคลินิกรักษาสัตว์เล็ก ๆ กับเอ  ทุกวันหยุดหรือเมื่อสบโอกาสเหมาะเอมักจะพาเธอและเจ้าสุนัขพันธ์โกลเด้นริทริฟเวอร์ขึ้นเรือเที่ยวชมเกาะและลงสำรวจเป็นประจำ นี่เป็นกิจกรรมที่เธอโปรดปรานมาก และอาจเป็นสาเหตุให้เธอกลับมาภูเก็ตเพื่ออยู่ใกล้ชิดทะเลที่เธอเติบโตมา

จูน ขายก๋วยเตี๋ยวรถเข็นหน้าโรงเรียนหาเงินส่งน้องทั้งสองเรียนที่ระยอง ขณะที่พ่อของเธอเป็นหัวหน้าผู้รับเหมาก่อสร้าง เดินทางไปทำงานต่างถิ่นน้อยลง เธอและครอบครัวรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณตั้มอย่างที่ไม่สามารถหาสิ่งใดมาตอบแทนได้ ถ้าไม่ได้เงินทั้งหลายที่ตั้มช่วยเหลือในวันนั้น เธอคงไม่มีวันนี้ ซึ่งเธอและพ่อที่ใจอ่อนก็ได้เอาเงินก้อนนั้นมาเป็นทุนตั้งตัวที่ระยองจนชีวิตดีขึ้นกว่าเก่า ไม่เจ็บไข้ ใช้จ่าย ซื้อของใช้เท่าที่จำเป็น อยู่อย่างพอเพียง ไม่เดือดร้อน และไม่ขอใครกินก็เป็นสุขแล้ว..  เธอมักเขียนจดหมายไปคุยกับตั้มบ่อยครั้ง เพื่อเล่าเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ที่ค่อย ๆ ดีขึ้น .. ทุกครั้งจูนจะหย่อนจดหมายลงตู้ไปรษณีย์ที่บิวมาไขเก็บใส่กระสอบประจำ

——————————————————

            งานทำบุญวันตายพ่อครบ 10 ปี ณ บ้านที่กรุงเทพ

ลูก ๆ หลาน ๆ มากันเต็มบ้านส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวจนบ้านขนาดกลางดูเล็กไปถนัดตา  หลังเสร็จพิธีไหว้ที่หลุมฝังศพแบบฮวงซุ้ยซึ่งตั้งอยู่ใต้ต้นการะเวกต้นใหญ่หน้าบ้านแล้ว ทั้งหมดก็ย้ายไปทานอาหารกันข้างใน  ขณะที่บัวกำลังเก็บกวาดหน้าบ้านอยู่ มีเด็กผู้ชายผิวสีแทนสะพายกล้องของเล่นเดินมาหยุดที่ประตูรั้วหน้าบ้าน ผู้เป็นแม่ตะโกนเรียกตามมาจากข้างหลังและเดินตามมา เธอถามบัวว่าบ้านในซอยนี้หลังไหนที่ประกาศขาย บัวชี้ไปฝั่งตรงข้าม เธอกล่าวโทษที่ตัวเองที่ไม่ทันสังเกตและขอบคุณที่ช่วยบอก ก่อนจะเรียกลูกเดินจากไป เด็กชายยังคงยืนอยู่และยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปก้อนเมฆบนท้องฟ้า เมื่อเอากล้องลง บัวสบตาเข้ากับเด็กชายพอดี เป็นความรู้สึกคุ้นเคยและแปลกประหลาดอย่างน่าอัศจรรย์  จนเมื่อได้ยินเสียงแม่ตะโกนเรียกเด็กชายอีกครั้ง เขาก็เดินจากไป  ขณะนั้นมีลมพัดมาเบา ๆ ทำให้ดอกการะเวกดอกหนึ่งร่วงจากลำต้นใหญ่ลงสู่มือเธอพอดี หญิงสาวหยิบขึ้นมาดม รู้สึกถึงความหอมของมัน และจ้องมองรูปพ่อที่แผ่นหินบนฮวงซุ้ย สายลมยังคงพัดมาเอื่อย ๆ  บัวยิ้มทั้งน้ำตา

 

ลงเรือ (2014)

ลงเรือ

 

เรื่องราวของเด็กสาว 2 คน ผู้อยู่ต่างยุคสมัย ซึ่งต้องการพิสูจน์ตนเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ ดำเนินเรื่องผ่านสิ่งที่ทั้งคู่จะต้องพิสูจน์ตนเองร่วมกัน นั่นคือ การทำอาหาร

 

ธีม

            เรื่องราวชีวิต ความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมประเพณีคนในวัง ประวัติความเป็นมาของอาหารไทยในยุครัชกาลที่ 5 โดยเล่าถึงที่มาของ น้ำพริกลงเรือ” เป็นเส้นเรื่องหลัก เหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในวังสวนสุนันทา ครั้งเมื่อพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา เป็นอัครมเหสีองค์ที่ 8 ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีประเด็นพูดถึงชีวิตมิตรภาพ ความรัก เพื่อน คนรัก การแข่งขัน อาหาร การพิสูจน์ความจริง และการเป็นที่ยอมรับในสังคม

            โดยเนื้อเรื่องนั้นเล่าตัดสลับกันกับเรื่องราวในยุคปัจจุบันที่กล่าวถึงชีวิตเด็กของเด็กวัยรุ่นสาวคนหนึ่ง ซึ่ง Theme ไม่ต่างจากหญิงสาวในอีกยุค ไม่ว่าจะความเป็นอยู่และหลายเหตุการณ์ในชีวิตของเธอเองมีส่วนคล้ายกับหญิงสาวในยุค ร.5 อย่างบังเอิญ โดยแกนหลักพูดถึงคนตัวเล็ก ๆ ที่ชีวิตดูเหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ ไม่น่าจะได้รับการกล่าวถึง ทว่ากลับมีอะไรที่ยิ่งใหญ่ควรค่าแก่การยกย่องไว้ การสร้างหนังเรื่องนี้จึงทำหน้าที่เป็นตัวบันทึกและเผยแพร่เรื่องราวสำคัญให้คนทั้งโลกได้รับรู้ถึงเรื่องราวที่ดูธรรมดา แต่หากเมื่อค้นไปลึก ๆ แล้วเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และพิเศษมาก ผ่านจากเค้าโครงเรื่องจริงแล้วนำมาแต่งเติมเรื่องราวในจินตนาการลงไป  บทสรุปทั้ง 2 เรื่องราวจึงเติมเต็ม เชื่อมโยง และเกี่ยวพันซึ่งกันและกัน ทั้งเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกันในทาง ๆ หนึ่ง ถ้าไม่มีฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่สามารถดำเนินเรื่องได้

 

เรื่องย่อ

            เรื่องราวของเด็กสาวที่ชื่อ มะลิ ที่พยายามจะพิสูจน์ตนเองกับครอบครัวและคนรอบข้าง เพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่าแท้จริงแล้วเธอไม่ใช่คนที่แย่อะไร แต่เธอเองก็เป็นคนเก่งและมีความสามารถเช่นกัน เธอออกเดินทางไปแข่งขันทำน้ำพริกชิงเงินรางวัลเพื่อที่จะมาช่วยครอบครัวให้ได้ ในขณะเดียวกันย้อนกลับไปในอดีตสมัยรัชกาลที่ 5 ก็มีเด็กสาวอีกคนที่กำลังพิสูจน์ตนเองเช่นเดียวกับมะลิเหมือนกันนั่นคือ มาลัย ผู้มีฝีมือในการทำอาหารเป็นเลิศทว่าเพราะความต่ำศักดิ์และความคิดสร้างสรรค์อาหารของเธอที่ดูจะแปลกจากยุคสมัยที่เธออยู่จนเกินไป ทำให้เธอไม่ได้รับการยอมรับจากคนอื่น เธอจึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะผู้อื่น และให้ทุกคนได้เห็นว่าเธอนั้นก็เก่งไม่แพ้ใคร แม้จะต่างด้วยกาลเวลาแต่การพิสูจน์ตนของทั้งคู่ก็ดำเนินควบคู่กันไปผ่านสิ่งที่ทั้งคู่จะได้พิสูจน์ตนเองร่วมกันคือ การทำอาหาร 

 

ตัวละคร

  1. มะลิ

            เด็กสาววัยรุ่น ผิวขาว ผมยาว เรียนอยู่ชั้น ม.6 กำลังเตรียมตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัย เป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง ชอบไปไหนมาไหน ทำอะไรคนเดียวจนเพื่อน ๆ หลายคนต่างมองว่าเธอเป็นคนแปลก เธอชอบทำอะไรคนเดียวเพราะมองว่าเธออาจจะไม่ใช่คนเก่งอะไร ด้อยกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ เลยไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับคนอื่นให้มีปัญหา มะลิใฝ่ฝันถึงการเดินทางคนเดียว ออกไปเจอโลกกว้าง ได้ทำอะไร ๆ ด้วยตัวคนเดียว หลุดจากกรอบ เพราะทุกครั้งพ่อแม่จะต้องคอยตามติดตัวเธอเสมอ ไม่ปล่อยให้ได้มีอิสระ โดยที่ไม่มีใครมาบงการชีวิตเมื่อที่เป็นตอนนี้ นั่นคือแม่ของเธอ  อีกมุมหนึ่ง มะลิมีสิ่งพิเศษที่คนอื่นไม่มี นั่นคือการทำอาหาร เธอเป็นพวกครูพักลักจำ เพราะแม่เป็นคนที่ทำอาหารเก่งมาก แต่ก็ไม่ไว้วางใจเธอให้ทำอาหาร เพราะเข็ดจากที่มะลิเคยทอดไข่เจียวพลาดจนน้ำมันกระเด็นไปใส่แขนน้องชายที่ยืนอยู่ด้วยกันจนเป็นแผลเป็น ตั้งแต่นั้นมามะลิถึงอยากจะทำอาหารแค่ไหนแต่ก็ฝังใจว่าตนคงทำไม่ได้ กลัวการทำอาหารและแม่เองก็ไม่ให้มะลิทำอาหารอะไรเองเลย เธออยู่ในครอบครัวชนชั้นกลางในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง ที่นอกจากแม่แล้วก็มีพ่อ และน้องชายอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเธอ  ครอบครัวเธอเป็นหนี้ก้อนโตอยู่ เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจภาวะการเมืองในปัจจุบันที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ทำให้ธุรกิจของพ่อขาดทุนย่อยยับ ที่ทำได้ตอนนี้คือทุกคนต่างต้องประหยัดค่าใช้จ่ายแบบสุด ๆ และช่วยกันคิดหาทางใช้หนี้ให้หมดไป เมื่อเธอได้ทราบข่าวว่ามีการแข่งขันประกวดทำน้ำพริกขึ้นจึง

  1. แม่มะลิ (นิด)

          หญิงผมสั้น ผิวเข้ม อายุ 40 กว่า หน้าตาดูงามอย่างหญิงไทยแท้ เรียบร้อยตามขนบหญิงไทย เป็นคนที่รักลูกมาก เจ้าระเบียบ ชอบบงการชีวิตลูก อยากให้ลูกเป็นไปอย่างที่ตนต้องการ และพยายามที่จะอบรมเลี้ยงดูให้ลูกอยู่ในกฎเกณฑ์ที่ตนคิดว่าดีงาม เพื่อปกป้องลูกจากสภาพสังคมปัจจุบันที่มีแต่สิ่งแย่ๆได้ ชอบทำอาหารเพราะสืบเชื้อสายจากย่าทวดผู้เป็นนางสนมในห้องต้นเครื่อง วังสวนสุนันทา มักมีปากเสียงกับมะลิบ่อยครั้ง เพราะความเป็นห่วงลูกจนบางครั้งก็ทำให้มะลิคิดไปเองว่าแม่ไม่รักเธอ

  1. พ่อมะลิ (เอก)

          อายุ 40 กว่า (แก่กว่านิด 3 ปี) ผอม สูง ผิวขาว เป็นคนไม่ค่อยเข้มงวดเท่าภรรยา มุ่งมั่น จริงจังกับเรื่องงาน ชอบการวัดดวง ทำธุรกิจ ชอบการลงทุนโดยไม่คิดให้รอบคอบ นำผลเสียมาสู่ครอบครัว  เป็นคนสบาย ๆ ชอบแก้ต่าง ให้ท้าย และตามใจลูกชายมากกว่ามะลิเพราะมักมองว่ามะลิเป็นคนคิดอะไรแปลกๆ และไม่สนใจพวกงานเสี่ยงดวงหรืองานที่จะมีผลประกอบการดีอย่างลูกชาย

  1. น้องชายมะลิ (พล)

            เด็กหนุ่มผิวเข้มเรียนอยู่ชั้น ม.3 โรงเรียนรัฐบาลแห่งเดียวกับพี่สาว จากบุคลิกทำให้หลายคนมักเดาผิดคิดว่าเป็นเด็กเรียนแน่ ๆ แต่ผิดถนัด แท้จริงแล้วพลเป็นนักกีฬาโรงเรียน ชอบเล่นฟุตบอล และชอบกีฬาชนิดนี้เป็นชีวิตจิตใจ ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักเตะฟุตบอลทีมชาติ เรียนไม่เก่งมาก แต่เป็นผู้ชายเท่ ๆ ทำให้มีสาวติด ถึงจะอยู่โรงเรียนเดียวกันกับมะลิ แต่เพราะชอบถูกล้อเรื่องพี่สาวบ่อยๆว่าเป็นคนแปลก เพื่อไม่ให้โดนรากแหว่าตัวเองก็เป็นคนแปลกเหมือนกับพี่สาวด้วยเลยมักจะทำตัวห่างเหินกับพี่สาว

—————————————————————–

.มาลัย

            มาลัย เด็กสาวอายุ ๑๗ ปี ลูกสาวต้นเครื่องตำหนักของพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา (อัครมเหสีองค์ที่ ๘ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ในวังสวนสุนันทา พอมาลัยอายุได้ ขวบ มารดาของมาลัยได้พาไปถวายตัวเป็นข้าหลวงในตำหนัก ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ(อายุ ๑๑ ปี)ถวายตัวในตำหนักพระวิมาดาเธอ ผู้มีศักดิ์เป็นน้า

            มาลัยและหม่อมราชวงศ์สดับมีวัยที่ค่อนข้างไล่เลี่ยกัน หม่อมราชวงศ์สดับได้รับการอบรมเลี้ยงดูในฐานะพระญาติ ขณะที่มาลัยได้รับการเลี้ยงดูในฐานะข้าหลวงชาววัง ด้วยความที่มาลัยเป็นเด็กช่างสอดรู้จึงแอบเข้ามาพินิจการปรุงเครื่องคาวหวานของพระวิมาดาเธอโดยไม่ได้รับอนุญาต ในครั้งนั้นหม่อมราชวงศ์สดับทรงเป็นลูกมือ แต่ฝีมือยังไม่เป็นที่น่าพอใจ มาลัยได้แอบให้การช่วยเหลืออย่างลับๆ จนพระวิมาดาเธอโปรดรสชาติอาหารฝีมือหม่อมราชวงศ์จอมสดับ ทำให้มาลัยรู้สึกว่าตนเองเก่งมาตลอด ในขณะที่เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับรู้สึกว่าตนนั้นมีความด้อยกว่ามาลัยอยู่เสมอ

            มาลัยเป็นคนหัวใหม่ในยุคสมัยนั้น ไม่ชอบยึดติดอยู่กับกรอบประเพณีเดิม มาลัยชอบที่จะคิดค้นอาหารสูตรใหม่มานำเสนอเหล่าข้าหลวงในวังเสมอ มีทั้งที่ถูกปากและไม่ถูกปากสลับกันบ้าง แต่มารดาของมาลัยไม่ชอบให้เธออวดตัวว่ามีความสามารถ จึงคอยหาทางปรามอยู่เสมอ เพราะหลายครั้งมาลัยก็ชอบแสดงตนข่มเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ทำให้มารดาไม่พอใจเพราะกลัวจะมีภัยมาถึงตัว มารดาของเธอค่อนข้างเคร่งครัดในกฎระเบียบ มาลัยเติบโตมาได้ด้วยการเลี้ยงดูของมารดาผู้ซึ่งเป็นหม้าย เนื่องจากบิดาของเธอเสียชีวิตในสงครามปราบฮ่อ

            เมื่อยามเล็ก มาลัยไม่สามารถไปห้องเครื่องได้อย่างใจหวัง เพราะมารดาเกรงว่าจะไปป่วน มาลัยจึงเริ่มจดบันทึกสูตรอาหารแทนอย่างไม่รู้ผิดรู้ถูก เพื่อรอคอยที่สักวัน เธอจะได้เข้าไปทำหน้าที่ในห้องเครื่องอย่างเต็มตัวในฐานะหัวหน้าห้องต้นเครื่องถึงแม้ว่าเธอจะต้องเอาชนะเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับก็ตาม

            ด้วยความที่มาลัยเป็นคนขยันหมั่นเพียนจึงทำให้มาลัยมีผลการเรียนดีที่สุดในหมู่เพื่อนทั้งวิชาการและงานฝีมือ แต่หากพูดถึงเรื่องการทำอาหาร ทุกคนจะต้องเอ่ยตรงกันว่า อาหารรสชาติฝีมือหม่อมราชวงศ์สดับนั้นเยี่ยมที่สุด เพราะท่านเป็นถึงหม่อมราชวงศ์ ใครก็เก่งสู้ท่านไม่ได้ มาลัยเองหากมีบุญก็คงได้ลิ้มลองรสชาติฝีมือดูสักครั้ง ทำให้มาลัยมีความรู้สึกที่อยากจะเก่งขึ้นไปอีก ให้ทุกคนได้เห็นว่าลูกข้าหลวงอย่างเธอก็เก่งไม่แพ้ใคร

            คืนหนึ่งก่อนการสอบทำอาหารจะเริ่มขึ้น มาลัยได้ข่าวว่าในการสอบครั้งนี้องค์พระวิมาดาเธอจะพิจารณาเลือกผู้มาเป็นผู้ช่วยหัวหน้าห้องต้นเครื่อง มาลัยแอบเข้าไปในห้องต้นเครื่องเพื่อจะขโมยเครื่องปรุงมาวางแผนทำรสชาติของตนให้เลิศรสกว่าเพื่อนคนอื่น โดยลองผสมเครื่องปรุงเพื่อทำน้ำพริกดู แต่ทว่าเกิดพลาดจนไฟลุกไปทั้งห้องเครื่อง

            จนกระทั่งหม่อมราชวงศ์สดับได้เข้าปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาลัยจึงได้เข้ามามีส่วนร่วมที่ทำให้เจ้าจอมสดับได้รับตำแหน่งห้องพระเครื่องต้นราชสำนัก

 

.ชดช้อย (มารดาของมาลัย)

            ชดช้อย อายุ ๓๕ ปี ถวายตัวเป็นข้าหลวงในวังตั้งแต่ยังรุ่นสาว แต่แล้วเมื่อได้แต่งงานออกเรือนไปก็เริ่มอาชีพแม่ค้า ซึ่งร้านอาหารค่อนข้างมีชื่อเสียงเพราะเป็นสูตรชาววัง โชคร้ายนักที่สามีเสียชีวิตในสงครามปราบฮ่อ อีกทั้งแม่ครัวที่ร้านก็ขโมยสูตรอาหารไป ชดช้อยในเวลานั้นท้องแก่เต็มที ต้องบากหน้ากลับมาที่ตำหนักพระวิมาดาเธอ  และด้วยพระกรุณาของพระองค์ จึงทำให้ชดช้อยได้กลับมารับตำแหน่งต้นเครื่องในตำหนัก

            ชดช้อยผ่านความยากลำบากมามากตอนอยู่นอกวัง รู้ถึงความโหดร้ายของสังคม จึงเป็นห่วงมาลัยจนเกินเหตุ ไม่อยากให้ลูกต้องมารับเคราะห์กรรมลำบากแบบตน ชดช้อยคิดเสมอว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ตนเองจะปฏิบัติเป็นข้าหลวงจงรักภักดีต่อเจ้านายตลอดชีวิต ไม่ลาออกมามีชีวิตตกระกำลำบาก แต่ทว่าด้วยความรักในตัวบุตรสาวมีมากกว่า ชดช้อยจึงอบรมเลี้ยงดูมาลัยให้อยู่ในกรอบ ยิ่งมาลัยพยายามอวดว่าตนเองมีฝีมือด้านการทำอาหารเท่าไหร่ ชดช้อยก็จะกดมาลัยไว้เท่านั้น เพื่อไม่ให้ผู้อื่นหลอกใช้ประโยชน์จากความสามารถของมาลัย

            แต่แล้วเหตุการณ์ร้ายแรงก็มาถึง เมื่อมาลัยทำไฟไหม้ห้องเครื่อง เธอคิดว่าชีวิตของลูกจะต้องอยู่ในอันตรายจึงตั้งใจจะออกรับผิดแทน แต่เพราะเจ้าจอมสดับเห็นใจทั้งสองจึงวางแผนให้คนทั้งคู่หลบหนีไปได้

           

.ใบบัว (เพื่อนสนิทของมาลัย)

            ใบบัวถวายตัวเป็นข้าหลวงในตำหนักพระวิมาดาเธอก่อนมาลัย ๑ ปี จึงเป็นหัวโจกคอยนำมาลัยไปเล่นซนตั้งแต่ยังทั้งคู่ยังเล็ก ใบบัวเป็นสาวก๋ากั่น พูดจาเอะอะ ไม่กลัวฟ้ากลัวดิน จะกลัวก็แต่เจ้านายเท่านั้น

            ใบบัวไม่เก่งด้านงานฝีมือหรือด้านคหกรรมเท่าไหร่นัก แต่ก็มักจะช่วยเป็นลูกมือเวลามาลัยทำอาหารอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้ใบบัวยังเป็นผู้คอยสนับสนุนและช่วยเหลือมาลัยเมื่อมีปัญหา ทั้งในด้านความรักและด้านชีวิต

 

.มานพ (ชายหนุ่มที่หลงรักมาลัย)

            มานพ ชายหนุ่มพ่อค้า เชื้อสายจีน ตกหลุมรักมาลัยตั้งแต่แรกพบ ทั้งคู่ได้พบกันในตอนที่มาลัยแอบหนีออกมานอกวัง และมีเรื่องให้มาลัยต้องผิดใจกับมานพ จนกระทั่งมานพได้แสดงให้เห็นถึงความรักที่มีต่อมาลัย มาลัยจึงเริ่มใจอ่อน แต่ชดช้อยก็คอยขัดขวาง ยิ่งมานพเป็นพ่อค้า แม้จะร่ำรวยแต่ทว่า ชดช้อยรักลูกจนเกินไปและคิดว่ามาลัยยังอ่อนต่อเรื่องนี้มากนัก ไม่ควรจะรีบตัดสินใจ

            มานพได้พิสูจน์ตนเองให้ชดช้อยและมาลัยเห็นผ่านการช่วยเหลือหลายๆครั้งจนทำให้ในที่สุดชดช้อยยอมรับในตัวมานพ

.เจ้าจอมสดับ ลดาวัลย์

            หัวหน้าห้องต้นเครื่องวังสวนสุนันทา หลานของพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ฯ อัครมเหสีองค์ที่ 8 ใน ร.5

 

๖.พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา

            อัครมเหสีองค์ที่ 8 ใน ร.5

 

 

เรื่องสั้น

            มะลิ หญิงสาวม.ปลาย วัยกำลังเข้าสู่มหาลัย เธออยู่ในครอบครัวชั้นกลาง พ่อและแม่เป็นคนเข้มงวด ส่วนน้องชายเองนั้นก็ดูจะมีโลกส่วนตัวของตนเองที่ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับมะลิเอง มะลิจึงเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง ชอบไปไหนมาไหน ทำอะไรคนเดียว เพื่อน ๆ หลายคนพากันมองว่าเธอเป็นคนแปลก เธอใฝ่ฝันที่จะได้เดินทางออกไปเจอโลกกว้าง ได้เดินทาง และทำอะไร ๆ ด้วยตัวคนเดียวแบบหลุดจากกรอบ โดยที่ไม่มีใครมาบงการ  แต่ทว่าความจริง เธอมีสิ่งพิเศษที่คนอื่นไม่มี นั่นคือ ความสามารถในการทำอาหาร เธอเป็นพวกครูพักลักจำ เพราะแม่เป็นคนที่ทำอาหารเก่งมาก แต่ก็ไม่ไว้วางใจเธอให้ทำอาหาร เพราะเข็ดจากที่มะลิเคยทอดไข่เจียวสูตรที่เธอคิดค้นขึ้นมาใหม่เองให้น้องชายทาน แต่พลาดจนทำให้กระทะน้ำมันหกใส่น้องชายจนเป็นแผลที่ขาทั้งขาและเกือบกระเด็นเขาตาน้องชาย ตั้งแต่นั้นมามะลิก็วิตกกังวลเวลาทำอาหารถึงจะอยากทำสักเท่าใดแต่ก็ไม่กล้า ส่วนแม่ของเธอเองก็ไม่ให้มะลิได้จับงานครัวที่ต้องใช้ฝืนไฟอีก จะทำได้ก็แต่ช่วยแม่ล้างผักหั่นพักบ้างก็เท่านั้น

            ธุรกิจที่พ่อของมะลิทำเกิดขาดทุน เนื่องจากภาวะที่ไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้กิจการค้าเฟอร์นิเจอร์ของที่บ้านย่ำแย่ ทำให้ความฝันที่เธอจะได้เงินทุนไปเรียนทำอาหารที่ใฝ่ฝันวันหนึ่งเธอแอบเห็นประกาศแข่งทำอาหารชิงเงินรางวัล 1 ล้านบาทที่สมุย เธอตัดสินใจลงแข่งขันแม้ว่าจะไม่แน่ใจนักว่าจะได้รับรางวัลหรือไม่ก็ตาม แต่เพราะเธออยากจะได้เงินทุนสำหรับไปเรียนทำอาหารต่อที่ประเทศฝรั่งเศส มะลิขอแม่ไปแข่งแต่ก็เป็นอย่างที่คิดเอาไว้คือแม่ห้ามไม่ให้แข่ง และยังว่ามะลิอย่างรุนแรงว่าให้มะลิเลิกคิดเรื่องทำอาหาร เพราะตัวของมะลิไม่มีทางที่จะทำได้ แล้วก็พูดถึงเรื่องที่มะลิทำให้น้องชายบาดเจ็บขึ้นมา ทำให้มะลิเสียใจแล้วตัดสินใจหนีออกจากบ้าน ซึ่งแม่ของมะลิทำเป็นไม่สนใจแล้วตวาดใส่ว่าถ้ามะลิเก่งจริงก็ให้ออกไปได้เลย

ขณะที่มะลิเร่งเก็บของก็เจอกับสมุดบันทึกเล่มหนึ่งในห้องเก็บของของบ้าน เมื่อเปิดอ่านก็เห็นว่าเป็นสูตรอาหารที่ถูกเขียนไว้เต็มไปหมด จึงพกติดตัวไปด้วยไว้อ่านระหว่างทางเผื่อว่าจะสามารถช่วยเธอเลือกเมนูอาหารที่จะทำได้

            ในบันทึกเป็นเรื่องราวของมาลัย หญิงสาววัย 17 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นลูกนางสนมห้องต้นเครื่องในวังสวนสุนันทา ที่ซึ่งช่วยเหลืองาน เจ้าจอมสดับ ลดาวัลย์ มีน้าชื่อพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา เป็นถึงอัครมเหสีองค์ที่ 8 ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ตั้งแต่เกิดมาเธอก็ใช้ชีวิตอยู่ในวังสวนสุนันทามาโดยตลอด โดยอาศัยอยู่กับแม่ที่เป็นคนกฎระเบียบเคร่งครัด ต้องให้ปฏิบัติตามสิ่งที่อยู่ในกรอบ ความเชื่อเดิมๆ ซึ่งเธอไม่ชอบ เธอเป็นพวกหัวคิดใหม่ ชอบทำอะไรแปลก ๆ  เธอชอบทำอาหารอะไรแปลกๆไปเสนอแม่ แต่แม่ก็มักจะแสดงทีท่าว่าไม่ชอบเสมอ เพราะชดช้อยแม่ของมาลัยมองว่าความทะนงในความเก่งของมาลัยเองอาจนำภัยมาสู่ตัวเธอ จึงเลือกที่จะปรามลูกไว้ตั้งแต่ต้น และแสร้งว่าไม่ชอบอาหารที่มาลัยทำ หลายครั้งมาลัยชอบออกไปนอกวังกับใบบัวเพื่อไปหาวัตถุดิบแปลกๆมาทำอาหารทำให้ได้รู้จักกับ มานพ พ่อค้าปลาเชื้อสายจีนมาหลงรักเธอ ตอนแรกเธอก็ไม่ชอบ แต่เพราะผู้ชายคนนี้รู้ว่าเธอชอบทำอาหารเป็นที่สุด จึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อจะจีบมาลัยด้วยการนำสูตรอาหารใหม่ๆมาเสนอให้มาลัยจนมาลัยเริ่มใจอ่อนและตกหลุมรักมานพด้วย แต่ความรักนี้เป็นไปอย่างๆลับๆ โดยที่แม่ไม่ได้รู้  เธอมักจะทำอาหารรสแปลกๆ ไปให้มานพทานเสมอๆ

            คืนหนึ่งก่อนการสอบทำอาหารจะเริ่มขึ้น มาลัยได้ข่าวว่าในการสอบครั้งนี้องค์พระวิมาดาเธอจะพิจารณาเลือกผู้มาเป็นหัวหน้าห้องต้นเครื่อง มาลัยแอบเข้าไปในห้องต้นเครื่องเพื่อจะขโมยเครื่องปรุงมาวางแผนทำรสชาติของตนให้เลิศรสกว่าเพื่อนคนอื่น โดยลองผสมเครื่องปรุงเพื่อทำน้ำพริกดู แต่ทว่าเกิดพลาดจนไฟลุกไปทั้งห้องเครื่อง

            เช้าวันรุ่งขึ้นจึงเกิดการสอบสวนเรื่องที่ห้องเครื่องไฟไหม้ เจ้าจอมสดับจำได้ว่าได้เจอกับมาลัยระหว่างทางที่มาลัยวิ่งถือเครื่องปรุงหนีมา ดูจากสภาพของมาลัยที่เนื้อตัวเปื้อนและมีรอยฟกช้ำเพราะล้มก็รู้ได้ทันทีว่ามาลัยต้องวิ่งหนีมาจากห้องเครื่องที่ไฟไหม้แน่ มาลัยเองมองก็รู้ว่าเจ้าจอมสดับทราบ และกลัวว่าเจ้าจอมสดับจะพูดความจริง แต่เจ้าจอมสดับกลับเลือกที่จะเงียบไว้

            การสืบสวนดำเนินต่อไปจนเริ่มมีเงื่อนงำว่าคนทำเป็นมาลัย ชดช้อยทราบก็เตรียมแผนการไว้ว่าตนจะไปเข้าเฝ้าพระวิมาดาเพื่อขอรับโทษแทนลูก มาลัยรู้สึกกังวลใจ จึงตั้งใจว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ตนเป็นที่พึงพอใจจนคนยอมยกโทษให้ เคราะห์ร้ายในช่วงที่ชุลมุนวุ่นวายในวันที่ห้องต้นเครื่องไฟไหม้มีของมีค่าในพระราชวังหายไปด้วย มาลัยจึงอาจโดนสงสัยว่าตนเองก็เป็นขโมยทำให้โทษถึงแก่ชีวิต

            มะลิ เดินทางคนเดียวไปจนถึงท่าเรือจังหวัดสุราษฎร์ธานีข้ามไปยังเกาะสมุย โดยที่ระหว่างทางเธอก็ได้ชิมน้ำพริกสูตรต่าง ๆ แต่ก็ยังไม่มีน้ำพริกไหนถูกใจเธอ จนเมื่อไปถึงที่ท่าเรือ เธอก็ข้ามเกาะโดยที่ยังไม่รู้เลยว่าจะแข่งทำน้ำพริกอะไรดี  เมื่อไปถึงเธอบังเอิญได้ชิมน้ำพริกลงเรือ ก็ถูกใจและตัดสินใจทำน้ำพริกลงเรือ  ประจวบกับที่เรื่องราวในบันทึกที่เธออ่านมาถึงช่วงท้ายๆเล่มตอนที่ เจ้าจอมสดับเข้ามาในครัวซึ่งมาลัยกำลังเตรียมวัตถุดิบทำอาหารไว้พอดี

            ในวันที่พระวิมาดาจะไปลงเรือ ท่านโปรดให้เจ้าจอมสดับทำอาหารไปถวาย เมื่อเจ้าจอมสดับเปิดประตูเข้ามาในห้องต้นเครื่องเพื่อจะเตรียมอาหารก็พบกับมาลัยที่กำลังทำน้ำพริกสำหรับไปถวายพระวิมาดาและขออภัยโทษอยู่ ทั้งสองคนได้คุยกัน มาลัยคิดว่าเจ้าจอมสดับเอาเรื่องที่ตนทำห้องต้นเครื่องไหม้ไปบอกคนอื่นทำให้ตนและแม่กำลังจะโดนจับ แต่ก็ได้รู้ความจริงว่าเจ้าจอมสดับไม่ใช่คนที่เอาไปบอก มาลัยรู้สึกผิดที่มองเจ้าจอมสดับผิดมาตลอดและขอโทษ เจ้าจอมสดับจะพามาลัยไปหาพระวิมาดาและช่วยขออภัยโทษให้เพราะเจ้าจอมสดับเข้าใจว่ามาลัยไม่ได้ตั้งใจ แต่มาลัยก็ตัดสินใจแน่วแน่และมอบน้ำพริกถ้วยที่ตนทำให้เจ้าจอมสดับเอาไปถวายแทน เพราะหากเป็นเช่นนั้นเจ้าจอมสดับเองก็จะถูกมองไม่ดีว่าปกป้องคนผิด เจ้าจอมสดับจะไม่รับและบอกว่าหากได้นำน้ำพริกถ้วยนี้ไปถวายจะบอกว่ามาลัยเป็นคนทำเผื่อว่าโทษหนักจะกลายเป็นเบา แต่มาลัยได้สำนึกผิดแล้วว่าสิ่งใดที่ทำไปแล้วย่อมแก้ไขไม่ได้ ตนจะยินดีรับผิดแม้ว่าอาจจะต้องโดนเรื่องขโมยของมีค่าในวังซึ่งตนไม่ได้เป็นคนทำก็ตาม เจ้าจอมสดับไม่เห็นด้วยเพราะเชื่อมาตลอดว่ามาลัยต้องมีอนาคตไกลถึงขั้นเป็นหัวหน้าห้องต้นเครื่องได้ จึงไม่อยากให้มาลัยมาจบชีวิตเช่นนี้ มาลัยตัดสินใจแล้วว่าอย่างไรจะรับผิด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเธอก็พอใจกับสิ่งที่ตนได้ตัดสินใจไปแล้ว อยากให้น้ำพริกถ้วยสุดท้ายที่เธอได้ทำในชีวิตนี้เป็นคำขอโทษและช่วยเจ้าจอมสดับ น้ำพริกถ้วยนี้คือน้ำพริกที่เธอตั้งใจจะทำในวันที่ไฟไหม้ห้องเครื่องเพื่อหวังว่าจะเป็นที่พอใจจนเธอได้ตำแหน่งหัวหน้าห้องเครื่อง แต่ตอนนี้อยู่กับเธอถึงจะอร่อยสักเพียงใดก็คงไร้ค่า เพราะคนผิดอย่างไรก็ไม่มีทางที่คนอื่นจะมองว่าดีได้ และขอร้องว่าอย่าได้เอ่ยชื่อของมาลัยเมื่อถวาย ขอให้พระวิมาดาตัดสินรสชาตินี้ด้วยความเที่ยงตรงโดยไม่รู้ว่ามาลัยทำจะดีกว่า เจ้าจอมสดับฟังแล้วก็เสียใจ จึงตัดสินใจบอกให้มาลัยพาแม่หนีออกจากวังไป แล้วปล่อยให้เรื่องเงียบไปเอง เพราะรู้ว่าแท้จริงมาลัยไม่ได้ขโมยไม่ควรมารับโทษหนักเช่นนี้ มาลัยต้องมีชีวิตที่ดีได้ มาลัยสับสนเพราะต้องเลือกระหว่างอยู่ยอมรับผิดที่ใหญ่หลวงในบางส่วนที่ตนไม่ได้ก่อแล้วทำให้ชดช้อยต้องใจสลาย อีกทั้งเจ้าจอมสดับอาจจะต้องได้รับความผิดที่ช่วยมาลัยด้วย หรือเลือกที่จะทิ้งทุกอย่างที่เป็นชื่อเสียงของตนไว้ที่นี่แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่สร้างชื่อเสียงและฝีมือของตนแบบหลบๆซ่อนๆตลอดไป จนท้ายที่สุดมาลัยก็เลือกที่จะออกจากวังตามคำแนะนำของเจ้าจอมสดับ

            มาลัยหนีมาได้ด้วยความช่วยเหลือของเจ้าจอมสดับแล้วออกมาสร้างครอบครัวของตนกับมานพ และอยู่กับชดช้อยต่อไปถึงจะลำบากแต่เธอก็มีความสุข เธอได้เรียนรู้ว่าชื่อเสียงไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งที่เรารักต่างหากที่สำคัญที่สุด การได้ทำสิ่งที่ตนเองรักช่วยต่อชีวิตให้กับมาลัย การทำอาหารก็เปรียบเสมือนการเดินทางของชีวิต คนเราเกิดมามีความต่างกัน หกล้มคลุกคลาน ลุกขึ้นมาแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาด สุดท้ายรสชาติจะออกมาแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของชีวิตนั้น

เจ้าจอมสดับทำน้ำพริกไปถวายเป็นที่พึงพอใจต่อพระวิมาดาเป็นอย่างมาก ทำให้พระวิมาดาถึงกับเอ่ยปากชมว่าเจ้าจอมสดับจะเป็นหัวหน้าห้องเครื่องคนต่อไป เจ้าจอมสดับยิ้มเพราะยินดีที่ความสามารถของมาลัยเป็นได้ดังที่มาลัยเคยฝันไว้ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากบอกว่ามาลัยทำเพราะไม่อยากนำภัยมาให้มาลัย และเลือกที่จะตอบว่าตนนั้นเองก็ไม่ทราบว่าเหตุใดรสชาติจึงอร่อยเช่นนั้น เหมือนมีเทวดาประทานให้เพราะเจ้าจอมสดับได้ไปเจอน้ำพริกถ้วยนี้กับปลาดุกฟูวางอยู่ที่ห้องต้นเครื่องเหมือนรอให้ได้ถวายพระวิมาดา ให้ความลับเรื่องของมาลัยนี้กลายเป็นความลับต่อไป 

            วันแข่งขัน มีผู้แข่งขันจากทั่วประเทศมาแข่งขันมากมาย เธอตั้งสติ สมาธินึกถึงมาลัย และเริ่มทำอาหาร  เมื่อทำเสร็จเงยหน้าขึ้นมา ภาพที่เธอเห็นตรงหน้าเป็นครอบครัวเธอ ประกอบด้วย พ่อ แม่ และน้องชายที่มาเชียร์  ผลการแข่งขัน ปรากฏว่าเธอไม่ชนะ  เธอแอบถอดใจ แต่แล้วกรรมการก็ประกาศรางวัลพิเศษ popular vote เธอได้เงินรางวัล 300,000 บาท  เธอรู้สึกดีใจมาก (ได้รางวัลจะเอาเงินไปเรียนต่อ หรือช่วยเหลือที่บ้าน)  แล้วเธอก็ได้รับรู้ความจริงว่าแม่ พ่อ และน้องชายแอบตามและให้กำลังใจมะลิมาตลอดตั้งแต่เริ่มเดินทางด้วยความเป็นห่วง เธอกลับถึงบ้านพร้อมครอบครัวแล้วเอาสมุดไปเก็บในตู้เก่า บนตู้มีรูปของมานพกับมาลัยถ่ายด้วยกันสีซีเปียตั้งอยู่

บทประพันธ์ : ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ (CA23)

 

*** หากนำไปเผยแพร่ กรุณาอ้างอิงชื่อผู้ประพันธ์และแหล่งที่มา

สายสุทธานภดล (Sunandha Vintage) (2014)


ตำหนักสายสุทธานภดล

เรื่องสั้นแนวดราม่า ปนโรแมนซ์ ผสมสืบสวน แอบแฟนตาซี แฝงสยองขวัญ คละเคล้าด้วยความจริงจากหน้าประวัติศาสตร์ มหาลัยราชภัฏสวนสุนันทา: สถานที่เกิดเรื่องราว + กลิ่นอายย้อนยุคหน่อยๆ / แรงบันดาลใจจากเรื่องจริง

————————————–

แนท เด็กสาวม.6 ร่างท้วม ผมเปีย ผู้เลือกแอดมิดชั่นส์มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ มาฟังผลสอบสัมภาษณ์ที่มหาลัย และผลก็เป็นไปตามคาด เธอสอบติด ทว่าขณะนั้นมีลมจากที่ไหนไม่รู้พัดมา พร้อมกับเสียงร้องดังแว่วจับใจความไม่ถนัด เธอรู้สึกได้ถึงบางอย่าง  ในขณะที่เดินออกมาก็ก็บังเอิญเดินสวนกับ ปอง เด็กหนุ่มผิวคล้ำ มีหนวดที่มาฟังผลเหมือนกันโดยที่ทั้งคู่ไม่รู้ตัว ปองเองสอบติดคณะครุศาสตร์ตามที่ตั้งใจไว้

วันรับน้องของมหาลัย ปองเห็นแนทก็รู้สึกถูกชะตาทันที เขามีความรู้สึกคุ้นเคยราวกับว่าเคยพบเจอที่ไหนมาก่อน  ขณะกิจกรรมรับน้องดำเนินไป แนทเกิดหน้ามืดเป็นลม ปองที่อยู่ใกล้คว้าตัวรับทัน นั่นเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้คนทั้งสองรู้จักกัน

ปองจะมีนิสัยที่ไม่เชื่ออะไรใครง่ายๆ นอกจากจะได้เห็นกับตาตัวเอง เรื่องผีนี่ยิ่งแล้วใหญ่ เขาเชื่อว่าผีไม่มีในโลก และเขาเองก็ไม่เคยเจอ แถมยังกล้าท้าให้มาหลอกบ่อย ๆ ด้วย เห็นได้จากการจับกลุ่มคุยกับเพื่อนตอนว่าง ๆ ช่วงวันรับน้อง

คืนหนึ่ง ปองไปลองดีกับเพื่อนที่ตึกภาควิชาคหกรรม เพราะได้ยินเรื่องเล่าจากรุ่นพี่มาว่าผีที่ตึกนี้เฮี้ยนสุดๆ ปรากฏว่าขณะเดินไปยังโซนห้องครัว เพื่อนผู้เป็นตากล้องถ่ายภาพเงาลางๆอะไรบางอย่างที่อยู่ในห้องนั้นติด เลยตกใจกลัวโยนกล้องทิ้ง รีบวิ่งหนีไปโดยเร็ว โชคดีที่ปองรับทัน

รุ่งขึ้นเมื่อเอาเทปนั้นมาเปิดดู เพื่อนทุกคนในแก๊งค์ (ยกเว้นตากลองที่จับไข้หัวโกร๋นไม่ได้มาเรียน) เห็นเหมือนกันว่าเป็นเงาหญิงสาวร่างท้วมเกล้าจุกในชุดไทยโบราณกำลังยืนทำอาหารอยู่ ปองรู้สึกคุ้น ๆ หน้าหญิงสาวคนนั้น แต่บอกไม่ได้ว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

ตัดมาที่แนท เธอกำลังเดินมาที่ห้องครัว (ห้องเครื่อง) หลังจากที่มีหญิงสาววัยกลางคน (พระวิมาดาเธอฯ) สั่งให้จัดเตรียมอาหารสำหรับไปทานบนเรือ เธอมองรอบห้องด้วยเห็นว่าข้าวของเครื่องใช้ดูแปลกตา มีอุปกรณ์ภาชนะโบราณ และอาหารหลายอย่างที่ไม่รู้จักเต็มไปหมด เมื่อเห็นปลาดุกทอดฟู และน้ำพริกตำทิ้งไว้ เธอจึงเอาส่วนประกอบนั้นมาปรุงอาหารและนำออกไป หญิงสาววัยกลางคนถามว่าอาหารชนิดนี้เรียกว่าอะไร แนทตอบไปว่า ‘น้ำพริกลงเรือ’ เมื่อได้ชิม พระวิมาดาเธอฯก็ถูกใจในรสชาติจึงสั่งให้หัวหน้าห้องเครื่องนำไปจดสูตรลงบันทึก และนำไปเก็บที่ห้องตำราอาหารใต้ดิน … แล้วแนทสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะเพื่อนสะกิดเรียก เมื่อครูเรียกให้แนทตอบคำถามเรื่องน้ำพริกพอดี แต่เห็นเธอหลับจึงหยุดสอน เพื่อนทุกคนมองมาที่แนทเป็นทางเดียวกัน เธอตอบไปแบบงง ๆ เพราะยังรู้สึกสับสนกับเรื่องที่ฝัน

ณ ห้องประชุม อธิการบดีกำลังประชุมเคร่งเครียดกับคณบดีและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องฝ่ายต่าง ๆ ในมหาลัยเรื่องการพิจารณานำเงินจำนวนมหาศาลมาลงทุน พัฒนาปรับปรุงคณะใดในมหาวิทยาลัย มีคนเสนอความเห็นมากมายต่างแตกต่างกัน หลังจากผ่านการถกเถียงโต้แย้ถึงข้อดีข้อเสียในคณะต่าง ๆ มาเป็นเวลาครู่หนึ่ง ผลที่ออกมาได้แก่ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม และ วิทยาลัยนานาชาติ  ซึ่งอธิการบดียังไม่ตกปากรับคำแต่ขอกลับไปคิดดูก่อน

ช่วงพักเที่ยง ในโรงอาหาร ขณะปองกำลังนั่งทานข้าวและคุยกับเพื่อนในแก๊งค์ก็บังเอิญเห็นแนทนั่งทานข้าวคนเดียวมุมหนึ่ง เลยลุกออกไปนั่งกับเธอ และได้พูดคุยกัน แล้วทั้งสองก็เดินทางกลับบ้านด้วยกัน ทำให้ทั้งคู่เริ่มรู้จักกันมากขึ้น โดยที่แนทไม่ได้เล่าเรื่องความฝันเธอให้ฟัง ปองเองรู้สึกว่าหญิงสาวคนนี้มีความลับอะไรบางอย่างปิดบังอยู่ซึ่งเขาต้องค้นหามันให้พบ  ปองไปส่งแนทถึงหน้าบ้าน และกะจะเอ่ยขอเธอคบเป็นแฟน แต่เธอเดินเข้าบ้านไปเสียก่อน เขาจึงคอตกเดินกลับบ้านไปอย่างเสียดาย

เย็นวันรุ่งขึ้น ปองนัดเตะบอลกับเพื่อนคณะเดียวกันและเพื่อนของเพื่อนจากคณะอื่น  หลังเตะเสร็จ ปองก็ได้รู้จักกับเอิง เพื่อนจากคณะคณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชาการภาพยนตร์ที่ม้านั่งริมสนาม เนื่องจากปองกับเพื่อนกำลังคุยกันว่าจะหาข้อมูลจากไหน เพื่อมาทำรายงานเรื่องประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาที่อาจารย์สั่งในวิชาเรียนดี เอิงได้ยินจึงแนะนำเว็บไซต์ชื่อ Sunandha Vintage ให้ เพราะในเว็บได้รวมข้อมูลทุกอย่าง ทั้งประวัติ ภาพเก่าหายากของสวนสุนันทาไว้ทั้งหมด

เมื่อปองกลับถึงบ้านจึงเปิดเว็บดู ขณะเข้าค้นคว้าหาข้อมูลไปเรื่อย ๆ ก็บังเอิญเปิดไปเจอรูปภาพโบราณภาพหนึ่งในหัวข้อ ‘วังสวนสุนันทา’ เป็นภาพห้องครัว มีหญิงสาวร่างท้วมเกล้าจุกขณะกำลังปรุงอาหารอยู่ ใต้ภาพระบุว่า.. ห้องต้นเครื่องสมัยพระวิมาดาเธอฯ (พระมเหสีองค์ที่ 8 ของรัชกาลที่ 5) และบุคคลในภาพคือ เจ้าจอมสดับ ลดาวัลย์ (พระนัดดาในพระวิมาดาเธอฯ) ขณะกำลังปรุงอาหารในห้องเครื่อง  ปองถึงกับผงะและรู้สึกตกใจที่เธอช่างละม้ายคล้ายคลึงกับแนท และก็มั่นใจได้ว่าเงาหญิงสาวร่างท้วมเกล้าจุกในชุดไทยโบราณที่วิดีโอถ่ายติดมาเป็นเธอคนนี้ไม่ผิดแน่  ขณะที่ปองกำลังจะคลิกดูชื่อคนจัดทำเว็บไซต์ ไฟก็ดับขึ้นมาเสียดื้อๆ

ปองมุ่งหน้าตรงไปยังห้องสมุดเพื่อค้นข้อมูล เมื่อเขามาหยุดที่หน้าห้องสมุดซึ่งร้อยวันพันปีเข้าไม่เคยคิดจะเข้า ก็มีลมจากที่ไหนไม่รู้พัดมา เขารู้สึกได้ถึงบางอย่าง  ปองตรงไปที่โซนหนังสือประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัย และค้นหาหนังสือทั้งหมดที่มีก็ไม่พบข้อมูลแต่อย่างใด จนเกือบจะหมดวัน ห้องสมุดกำลังจะปิดในไม่ช้า ปองบังเอิญไปเห็นหนังสือโบราณเล่มใหญ่ที่ชั้นบนสุดในตู้สุดท้ายฝุ่นจับหนาเตอะ เขารีบดึงออกมาดูโดยไม่ได้สังเกตว่าอีกฝั่งหนึ่งของตู้ แนทกำลังเดินหาหนังสืออยู่  ปองพบกับข้อมูลที่เขาต้องการคำตอบมาตลอดวัน และรีบกดมือถือโทรหาแนท เสียงเรียกเข้ามือถือเครื่องหนึ่งดังใกล้หูเขามาก เมื่อเงยหน้าชึ้นมาแนทก็ปรากฏตรงหน้าเขาพอดี และถามว่าโทรมาทำไม  และทั้งสองจึงได้นั่งดูข้อมูลด้วยกัน ซึ่งแนทก็ตกใจไม่แพ้กัน

ปองกับแนทเดินกลับบ้านด้วยกันอีกครั้ง แนทยอมเล่าเรื่องที่ปิดบังกับปอง ว่าเธอเคยฝันว่าเป็นเจ้าจอมสดับในเหตุการณ์หนึ่งเมื่อครั้งอดีต ในคาบเรียนวันก่อน และเล่าว่าใต้ตึกคหกรรมน่าจะมีห้องลับที่เก็บตำราอาหารสูตรต้นตำหรับชาววังไว้ที่ใดที่หนึ่ง แต่เธอลองไปหาแล้วไม่พบ ปองบอกว่าเรื่องนี้ควรต้องถึงมหาลัย อธิการบดีควรจะทราบเพราะเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติแล้ว  ปองไปส่งแนทถึงหน้าบ้าน และคราวนี้กะจะเอ่ยขอเธอคบเป็นแฟนให้ได้ แต่เธอเดินเข้าบ้านไปเสียก่อน เขาจึงคอตกเดินกลับบ้านไปอย่างเสียดายอีกครั้ง

ช่วงเช้าขณะปองเดินเข้ามาในมหาลัย เขาเห็นป้ายประกาศขนาดใหญ่หน้าสำนักอธิการบดีเรื่องเตรียมพัฒนา ปรับปรุงคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิทยาลัยนานาชาติด้วยงบหลายพันล้าน เพื่อผลในระยะยาว โดยอีก 3 วันจะมีการแถลงข่าวขึ้น ปองก็เฉย ๆ ไม่ได้สนใจมากนัก

เย็นวันรุ่งขึ้น มีกิจกรรมที่ทำให้ปองต้องทำงานที่คณะครุศาสตร์กับเพื่อนจนดึก ก่อนกลับบ้าน ปองต้องเดินเอาของไปเก็บที่ห้องชั้นบนตึก แต่ขณะที่เดินผ่านหน้าห้องนาฏศิลป์ เขาก็ได้ยินเสียงดนตรีดังขึ้นเอง เป็นเสียงระนาด เขาคิดว่าหูฝาด เสียงเพลงหยุดและดังขึ้นอีกครั้ง เขาเดินย้อนกลับไปดู ปรากฏเงาชายหนุ่มผิวคล้ำ มีหนวดรูปร่างสูงใหญ่กำลังนั่งเล่นระนาดอยู่ เขาตกใจสลบไป

ภาพในอดีต.. ชายหนุ่มผิวคล้ำ มีหนวดรูปร่างสูงใหญ่ผู้เป็นครูกำลังสอนหนังสือเจ้าจอมสดับฯและนางสนมในวังสวนสุนันทา หลังเลิกเรียนครูหนุ่มมักจะสอนดนตรีเป็นการส่วนตัวให้เจ้าจอมสดับเป็นการส่วนตัวเป็นประจำ บ่อยครั้งความรักของคนทั้งสองจึงเกิดขึ้น  ทั้งคู่แต่งงานกัน มีลูก หลานมากมาย ต่อมาลูกของหลานก็เป็นผู้สถาปนาวังสวนสุนันทา เป็น  “โรงเรียนสวนสุนันทาวิทยาลัย” ขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2480 (เปิดสอนเพียงประกาศนียบัตรประโยคครูประถม – ก่อนที่ต่อมาจึงได้ยกฐานะขึ้นเป็นวิทยาลัยครูสวนสุนันทา” ในปี พ.ศ. 2518 เปิดสอนถึงระดับปริญญาตรี หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตเป็นหลักสูตรแรกและหลักสูตรเดียวในขณะนั้น – จนในปี พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม “สถาบันราชภัฏ” เป็นชื่อสถาบันการศึกษาในสังกัดกรมการฝึกหัดครูกระทรวงศึกษาธิการ – และต่อมา พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 ได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ยังผลให้สถาบันราชภัฏสวนสุนันทายกฐานะเป็น “มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา” นับแต่นั้นเป็นต้นมา)    

ปองสะดุ้งขึ้นเมื่อมีเพื่อนมาเรียกเขาที่นอนกับพื้นหน้าห้องนาฏศิลป์ หลังจากที่เห็นปองว่าจะเอาของไปเก็บแล้วหายไปนานเลยขึ้นมาตาม ปองตกใจกับภาพความฝันที่เห็นเป็นฉาก ๆ เป็นเหตุการณ์ที่เสมือนจริงราวกับว่าเขาเป็นครูหนุ่มคนนั้น

วันรุ่งขึ้น ปองกับแนทพากันตรงไปยังสำนักอธิการบดีเพื่อรายงานเรื่องนี้ให้ทราบ ตอนแรกเลขาฯจะไม่ให้เข้าพบ แต่ทั้งสองบอกเป็นเรื่องสำคัญมาก เลขาฯจึงบอกให้นั่งรอที่หน้าห้องก่อน  สักพักประตูห้องเปิดออก เป็นเอิง เพื่อนจากคณะวิทยาการจัดการ ภาควิชาภาพยนตร์ที่เดินออกมา  ปองถามว่ามาทำอะไร เอิงบอกมาคุยงาน  แล้วปองกับแนทก็เข้าไปพร้อมกับเรื่องเล่าที่คนทั้งสองเห็นในความฝัน ซึ่งต่างพรั่งพรูออกมาจนหมด ทั้งสองเล่าถึงความเป็นมาและเล่าถึงความสำคัญของคณะครุศาสตร์ และ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (คหกรรมเดิม) ซึ่งเป็นสองคณะที่อธิการบดีควรเลือกพัฒนา เพราะ “อาหาร” และ “ครู” คือสองสิ่งแรกที่คนมักจะนึกถึงมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา  ทว่าอธิการบดีให้การปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าได้ตัดสินใจไปแล้ว แต่ปองแย้งขึ้นว่ายังไม่ได้แถลงข่าวให้สื่อมวลชนทราบ และแนทขอให้อธิการบดีพิสูจน์ว่าเรื่องของเธอเป็นจริง โดยขอให้อธิการฯได้ลองไปค้นหาห้องลับใต้ดินที่ว่าใต้ตึกคหกรรม ถ้าไม่เจอภายในสองวันซึ่งเป็นวันกำหนดแถลงข่าว เธอและปองจะยอมให้อธิการบดีพัฒนาคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิทยาลัยนานาชาติ ซึ่งเป็นคณะใหม่และมีความสำคัญในโลกยุคปัจจุบัน ตามที่ประกาศไว้  แต่ถ้าเจอห้องลับนั้นขึ้นมาจริง ๆ อธิการบดีจะต้องพัฒนาสองคณะที่ปองและแนทเรียกร้อง ซึ่งได้ชี้แจงอธิการฯให้เห็นถึงคุณค่าที่ควรอนุรักษ์ไปแล้วเมื่อสักครู่ และยังเป็นคณะดั้งเดิมของมหาวิทยาลัย ซึ่งนับวันคนเริ่มให้ความสำคัญน้อยลงและไม่โดดเด่นเหมือนเช่นเมื่อก่อนแล้ว

วันรุ่งขึ้น อธิการบดีก็สั่งให้คนงานไปขุดค้นหาห้องลับที่ว่าบริเวณใต้ตึกคหกรรมทันที  ตั้งแต่เช้าจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า หมดไปแล้วหนึ่งวัน ก็ไม่มีวี่แววแต่อย่างใด คนงานต่างหยุดทำงานเพราะเป็นเวลาเลิกงาน และกำลังแยกย้ายกลับบ้าน ขณะที่เอิงซึ่งมาถ่ายภาพเพื่อเอาไปใช้งานบางอย่างกำลังเดินกลับ ก็เห็นปองกับแนทที่นั่งเฝ้าดูการค้นหาทั้งวัน จึงเดินเข้าไปหาคนทั้งสองหลังจากได้รู้เรื่องราวทั้งหมด เอิงตบบ่าให้กำลังใจปอง โดยให้ความหวังว่ายังเหลือพรุ่งนี้อีกหนึ่งวัน

ขณะเดียวกันตลอดทั้งวัน หลังจากคนในชุมชนทราบข่าว ซึ่งไม่รู้ว่าเรื่องกระจายไปจากไหนเร็วมาก ก็ได้มีการประท้วงเกิดขึ้นด้านหน้ามหาลัย และโดยรอบบริเวณ โดยมีคนถือป้ายคัดค้านประกาศของอธิการบดี คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่มหาลัยเลือกจะพัฒนาคณะใหม่ที่เทียบคุณค่าแล้วไม่เท่ากับสองคณะที่ปองกับแนทเรียกร้องให้อนุรักษ์ไว้  เมื่อหมดวัน หลังจากคนงานหยุดการค้นหา พวกเขาจึงแยกย้ายกันกลับโดยที่นัดกันว่าพรุ่งนี้จะมาใหม่  ทั้งนี้ ปองและแนทกลับกลายเป็นคนดังโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งคนทั้งมหาลัยและคนในชุมชุนต่างก็รู้จักกันหมดเพียงชั่วข้ามคืน

รุ่งขึ้น วันที่สองและวันสุดท้ายของการค้นหาห้องเก็บตำราลับใต้ดินตึกคหกรรมก็เริ่มขึ้น และดำเนินไปด้วยความลุ้นระทึกของคนในชุมชน รวมถึงครูอาจารย์ นักศึกษาเกือบทั้งมหาลัยที่ส่วนใหญ่ต่างก็เห็นด้วยกับปองและแนทและเอาใจช่วยให้หาพบ  จนเวลาล่วงเลยมาถึงหกโมงเย็น คนงานก็ยังหาไม่พบ ทุกคนต่างผิดหวัง แต่ขณะที่กำลังจะแยกย้ายกลับ แนทนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงบอกว่าให้คนงานและทุกคนไปช่วยกันหาที่ “พิพิธภัณฑ์ตำหนักสายสุทธานภดล” (สำนักศิลปวัฒนธรรม) แทน เพราะเดิมบริเวณนั้นคือที่ตั้งของ “วังสวนสุนันทา”

แล้วคนงานและทุกคนต่างก็เห็นด้วยกับแนท และรีบมุ่งหน้าไปยังอาคารพิพิธภัณฑ์ และต่างเร่งมือช่วยกันค้นหาในเวลาดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า  ขณะที่แนทกำลังค้นหาอยู่ เธอก็ได้ยินเสียงเสียงหนึ่งแว่วมาตามสายลม นำพาไปยังที่ที่หนึ่ง ซึ่งบริเวณนั้นไม่มีคนค้นหาอยู่เลย และเมื่อเดินมาถึง ภาพในอดีตก็ผ่านมาเข้ามาในสายตาเธอ..  มันเป็นเวลาเย็นวันหนึ่ง เจ้าจอมสดับเดินออกจากวัง และตรงไปยังข้างห้องครัว ซึ่งมีบันไดลงไป บริเวณนั้นร่มรื่นด้วยพรรณไม้หลากหลาย และน้ำในลำคลองไหลเอื่อย ๆ ลมเย็นพัดมาปะทะเข้าที่ใบหน้าแนท เมื่อรู้สึกตัวกลับมาอีกที เธอก็เดินมาหยุดที่สวนเล็ก ๆ ข้างพิพิธภัณฑ์ ป้ายเขียนว่า “สุนันทาอุทยาน” ด้านล่างเขียนอธิบายว่า.. ในสวนจำลองแห่งนี้ มีพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลที่ดีและหาได้ยากนานาชนิดมาปลูกไว้ คล้ายสวนป่า ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ (พระมเหสีองค์ที่ 2 ในรัชกาลที่ 5)  แนทตะโกนเรียกทุกคนมารวมกันที่นี่และสั่งให้ขุดลงไปยังบริเวณใต้ต้นแก้วเจ้าจอม (ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย) ที่ปลูกอยู่ในสวนแห่งนี้ และแล้วคนงานก็ขุดพบอะไรดำ ๆ เป็นแผ่นยาว ซึ่งเมื่อขุดต่อไปสักพักก็พบว่า มันคือบานประตูลงไปสู่ห้องลับเก็บตำราอาหารโบราณอย่างที่แนทว่าไว้ถูกต้องทุกประการ

วันรุ่งขึ้นที่งานแถลงข่าว ณ ห้องประชุมมหาวิทยาลัย มีสื่อมวลชนให้ความสนใจมาเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก อธิการได้กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของมหาลัยและแถลงถึงแผนใหม่ที่ตัดสินใจจะพัฒนาคณะทั้งหมดในระยะยาว แต่จะขอเริ่มที่ 2 คณะแรกก่อน คือ “คณะครุศาสตร์” และ “คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” (คหกรรมเดิม) โดยกล่าวขอบใจปองและแนท นักศึกษาปีหนึ่งจาก 2 คณะดังกล่าว ที่ได้มีส่วนร่วมทำให้เขาเปลี่ยนความคิด  ซึ่งในงานแถลงข่าวอธิการก็ได้ให้คนทั้งสองขึ้นไปเล่าสิ่งที่เห็นในความฝันให้กับสื่อมวลชนทราบ ปองขึ้นเวทีพูดถึงความเป็นมาของวิทยาลัยครูแห่งแรกของประเทศ แนทพูดในมุมความเป็นมาของอาหารชาววังดั้งเดิมต่าง ๆ ที่มีจุดกำเนิดจากห้องเครื่องในวังสวนสุนันทา เช่น “น้ำพริกลงเรือ” ซึ่งเป็นที่ฮือฮาของสื่อมวลชนจำนวนมาก  ก่อนจะเข้าประเด็นเรื่องที่เธอรู้มาว่ามีห้องลับเก็บตำราสูตรอาหารในห้องลับอยู่ใต้ดินและเมื่อค้นหาก็พบมันเข้าจริง ๆ แล้วอธิการก็ขึ้นเวทีมาสรุปอีกที โดยเขากล่าวว่าหลังจากจบการแถลงข่าวนี้จะขอเชิญสื่อมวลชนไปยังห้องลับนั้น เพราะนี่ถือเป็นการค้นพบเรื่องอาหารครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในรอบหลายปี

เอิงที่นั่งอยู่ด้านหลังห้อง เมื่อถ่ายรูปงานแถลงข่าวเสร็จแล้ว ก็นำการ์ดโหลดลงคอมและอัพรูปขึ้นเว็บ Sunandha Vintage ทันที ไม่แปลกใจเลยว่าสาเหตุที่เรื่องของปองกับแนทโด่งดังในโลกไซเบอร์ จนกลายเป็นที่รู้จักของคนในวงกว้างเพราะบอกต่อ ๆ กัน รวมถึงสื่อมวลชนที่ต่างให้ความสนใจนั้น มีที่มาจากเอิง ผู้เป็นแอดมินเว็บไซต์ และเป็นหลานอธิการบดีนี่เอง

หลังเสร็จสิ้นการพาชมห้องลับ ก็หมดวันอันแสนยาวนาน ปองกับแนทขอตัวกลับบ้าน โดยก่อนกลับ อธิการบดีกล่าวขอบใจทั้งคู่อีกครั้งที่ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้กลับมามีชื่อเสียงโด่งดัง จนทำให้เด็กหลายคนหันมาสนใจเรื่อง ‘ครู’ และ ‘อาหาร’ รวมทั้งใฝ่ฝันอยากจะเข้ามาเรียนต่อที่นี่ ซึ่งอาจทำให้มหาลัยเลื่อนลำดับขึ้นมาอยู่ใน Top 5 มหาวิทยาลัยยอดนิยมได้ในเวลาไม่นานต่อจากนี้  อธิการบดียังให้สิทธิ์ทั้งคู่เรียนที่นี่ฟรีจนจบปริญญาด้วย ปองและแนท ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและผูกพันกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้โดยตรง กล่าวขอบคุณด้วยความตื้นตัน

ทั้งสองกลับบ้านด้วยกันเหมือนเช่นเคย ปองไปส่งแนทถึงหน้าบ้าน และคราวนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นปองต้องเอ่ยขอเธอคบเป็นแฟนให้ได้ เมื่อมาถึงหน้าบ้าน ปองบอกแนทอย่าเพิ่งไขประตูและรอฟังสิ่งที่เขาพูดก่อน ปองสารภาพรักแนทตั้งแต่แวบแรกที่เห็นโดยเธอไม่รู้ตัวเป็น ใบหน้าที่คุ้นเคย ราวกับว่าเขาเคยเจอเธอที่ไหนมาก่อนและคล้ายรู้จักเธอดี แล้วเขาก็เล่าถึงภาพเหตุการณ์ที่เห็นเมื่อครั้งสลบไปหน้าห้องนาฏศิลป์ว่า ในอดีตเราเคยแต่งงงานกัน ตัวเขาคือครูสอนแนทในวัง .. แนท ผู้ซึ่งในอดีตคือ เจ้าจอมสดับ ลดาวัลย์ อย่างแน่นอน เพราะจากหลักฐานที่เขาพบบวกกับเรื่องเล่าจากความฝันของเธอ ทำให้ปองมั่นใจเช่นนั้น ยิ่งเมื่อเอาเรื่องต่าง ๆ มารวมกันแล้วก็เชื่อมโยงลงตัวพอดี  มาในภพนี้ ทั้งคู่ก็คือลูกหลานของพวกเขานั่นเอง

ปองตรงเข้ากอดแนทและรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่เฝ้าตามหา แนทก็สัมผัสถึงไออุ่นที่คุ้นเคยและเฝ้ารอมานานเช่นกัน  มีลมจากไหนไม่รู้พัดผ่านมา เป็นเวลาครู่หนึ่ง จนเมื่อลมพัดผ่านไป ทั้งคู่ก็ไม่รู้สึกถึงอะไรบางอย่างอีกต่อไปแล้ว

บทประพันธ์ : ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ (CA23)

 

*** หากนำไปเผยแพร่ กรุณาอ้างอิงชื่อผู้ประพันธ์และแหล่งที่มา

 

————————————–

เด็กสาว,แอดมิดชั่นส์,มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา,มหาวิทยาลัย,ราชภัฏสวนสุนันทา,คหกรรมศาสตร์,เด็กหนุ่ม,ครุศาสตร์,แก๊งค์เพื่อน,สัมผัสพิเศษ,ย้อนเวลา,อดีต,วังสวนสุนันทา,น้ำพริกลงเรือ,พระวิมาดาเธอ,ประวัติศาสตร์,ความฝัน,การพัฒนา,อธิการบดี,ความรัก,เว็บไซต์,ห้องลับ,ตำราอาหาร,ต้นตำหรับ,ชาววัง,พิพิธภัณฑ์,ตำหนักสายสุทธานภดล,สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์,สุนันทากุมารีรัตน์,พระนางเจ้าสุนันทา
(Keywords)

รัก (2012)

รัก

A 7th Short Novel by Supakit Seksuwan [2012]

A 7th Short Novel by Supakit Seksuwan [2012]

Zing

“ทำไมถึงเป็นคนที่เลวร้ายเช่นนี้”
เสียงหญิงสาววัยกลางคน ร่างท้วม เชื้อสายจีนเอ่ยขึ้นบนรถที่กำลังมุ่งหน้าไปตามเลียบหาดพัทยา
ที่เบาะหน้ารถข้างคนขับ เด็กหนุ่มวัยรุ่นเหมือนรู้ตัวว่าเธอกำลังพูดถึงเขา ได้แต่นิ่งเงียบไม่พูดอะไร

“นี่ถ้ารู้ว่าเป็นอย่างนี้นะ ไม่เอามาด้วยหรอก”
เธอยังคงมีทีท่าอารมณ์เสีย และดูเหมือนทวียิ่งขึ้น
ชายคนขับวัยกลางคนผมสีทองมองกระจกหลังเพื่อสบตาหญิงสาว เธอหลบสายตาไปมองนอกหน้าต่าง
แสงแดดกระทบผิวน้ำทะเลในยามบ่ายทำให้แสงจ้าสะท้อนเข้าตา

“งั้นเราต้องจัดการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน”
ชายคนขับพูดพลางมองกระจกหลัง ก่อนจะเร่งความเร็ว
หญิงสาวสบตาเขาด้วยสีหน้าวิตก รถยนต์คันสีเทาพุ่งทะยานไปบนถนนเลียบหายด้วยความเร็วเกินขีดจำกัด
เบื้องหน้า 200 เมตรเป็นร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่งตั้งอยู่สุดหาด
ชายคนขับเร่งความเร็วเต็มที่ รถยนต์พุ่งชนเข้าไปในร้าน ผู้คนแตกตื่น วิ่งหนีกระเจิงไปคนละทิศละทาง
เก้าอี้ โต๊ะอาหารถูกชนอย่าแรง กระเด็นกระดอนร่วงลงพื้นด้วยเสียงดังสนั่น ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องดังระงม
รถยนต์คันดังกล่าวพุ่งผ่านทะลุไปอีกฝั่งหนึ่งของร้านซึ่งเป็นหน้าผาสูงชัน

“เอาล่ะนะ”
ชายคนขับเอ่ยขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนเกียร์พร้อมเหยียบคันเร่งมิดถึง 180
รถยนต์พุ่งลงจากหน้าผา..
หญิงร่างท่วมตะโกนลั่น..
เด็กหนุ่มวัยรุ่นสีหน้าปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น..

ตู้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!

รถยนต์ตกสู่ทะเล ด้านหน้ารถพุ่งสู่ผิวน้ำ
บัดนี้น้ำทะลักเข้ามาข้างในตัวรถจากทุกทาง เพียงไม่กี่นาที รถทั้งคันก็จมลงสู่ใต้ผืนน้ำ และดิ่งลงลึกขึ้นเรื่อย ๆ
จาก 10 เมตรเป็น 20 เมตร จนถึงพื้นทะเลในระดับความลึกกว่า 50 เมตร
ในรถขณะนี้ปราศจากลมหายใจและการเคลื่อนไหวของคนทั้งสาม ไร้ซึ่งเสียงเต้นของหัวใจ
ชายคนขับตาเบิกโพลงมือลอยอยู่เหนือพวงมาลัย ตัวติดกับเบาะเพราะคาดเข็มขัดนิรภัยไว้ ตรงกันข้ามกับเด็กหนุ่ม ซึ่งลอยขึ้นไปติดกับเพดานรถ อ้าปากหวอรับน้ำเข้าไปในร่างเต็ม ๆ ส่วนหญิงร่างท้วม หัวแนบติดกับกระจกรถด้านหลัง เสื้อบาติกบางสีชมพูเลิกขึ้นจนเกือบถึงราวนม

เป็นเวลาไม่กี่นาที พื้นทะเลบริเวณใต้ท้องรถก็มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ทรายก้นทะเลถูกดูดลงอย่างช้า ๆ ปรากฏเป็นหลุมดำที่ค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น จนทำให้รถตกลงไปได้ทั้งคัน

ผลุบ!

เมื่อรถถูกดูดไปแล้ว ทรายบริเวณนั้นก็กลับมาเรียบดังเดิมเหมือนปกติ

******************************************************

27 ปีก่อนหน้า…

อีกไกลแค่ไหน จนกว่าฉันจะใกล้ บอกที
อีกไกลแค่ไหนจนกว่าเธอจะรักฉัน เสียที
มีทางใดที่อาจทำให้เธอสนใจ ได้โปรด
บอกกับฉันให้รู้ที ว่าสุดท้ายแล้วฉันยังมีความหมาย…

เสียงเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์โบราณดังแว่วมาจากร้านขายของชำชาวจีนกลางซอยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร มันเป็นซอยที่เขาเคยมาประจำเมื่อนานมาแล้ว ขณะชายหนุ่มรูปร่างสูง ผิวคล้ำ ไว้หนวด มีปานดำที่ต้นคอ ท่าทางนักเลงกำลังเดินผ่าน เขาถึงกับหยุดฟัง มันเป็นเพลงเก่าที่คุ้นเคย จากท่วงทำนองและคำร้องเหมือนเขาเคยได้ยินมาก่อนแต่จำไม่ได้ว่าจากไหน ชายหนุ่มเดินเข้าไปในร้าน ชายแก่ชาวจีนสูงอายุคนหนึ่งกำลังหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมากางอ่านโดยไม่ทันสังเกตว่ามีลูกค้าเข้ามา ชายหนุ่มเหลือบมองวันที่หน้าแรกหนังสือพิมพ์.. วันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2528

มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ๆ … เขาคิดในใจ

ชายหนุ่มรีบเร่งเดินตรงมายังบ้านหลังเก่าหลังหนึ่งท้ายซอย ที่นั่นเขาพบกับหญิงสาววัยรุ่นอายุราว 18 ปี เชื้อสายจีนผมยาว ดวงตากลมมน ใบหน้าเอิบอิ่ม เขาหยุดมองเธอหน้าบ้านเหมือนต้องมนต์สะกด ซิงถูกแม่ใช้ให้กวาดบ้าน ถูบ้าน รีดผ้า ระหว่างที่น้องชายอีก 2 คน ซึ่งอายุห่างกับเธอกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ ชายหนุ่มแอบมองอยู่เป็นเวลานาน เธอเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาและไล่ตะเพิดให้เขาออกไปให้พ้นหน้าบ้าน ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ ชายหนุ่มรู้สึกสับสน
เพียงชั่วครู่มีชายรุ่นราวคราวเดียวกับเขาเดินผ่านมาและทักขึ้น

“วันนี้มึงไม่ไปเรียนหนังสือเหรอวะ”

เขานิ่งไปชั่วขณะ ชายคนที่เดินผ่านมาสันนิษฐานว่าเป็นเพื่อนร่วมชั้นชวนเดินไปโรงเรียนด้วยกัน ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเดินไปกับเขา ระหว่างทาง จากการพูดคุยของเพื่อนจึงทำให้รู้ว่าเขาชื่อ ‘ตั้ม’

เมื่อตั้มและเพื่อนไปถึงโรงเรียน ก็เจอเพื่อนร่วมแก๊งค์รออยู่แล้วที่โต๊ะม้าหินข้างสนามฟุตบอล เพื่อน ๆ แซวเรื่องเมื่อวานเขาพาซิง หญิงสาวรุ่นน้องที่คบมาได้หลายเดือนไปเที่ยว แล้วพาไปส่งบ้านดึกจนโดนแม่เธอไล่ตะเพิด โดยส่วนตัว แม่หญิงสาวไม่ชอบขี้หน้าตั้มอยู่แล้วด้วย เขาก็รับฟัง เออออห่อหมกไปตามน้ำ พยายามตามเรื่องให้ทัน

ซิงมาถึงโรงเรียนหลังพิธีเคารพธงชาติเสร็จไปแล้วร่วมครึ่งชั่วโมง เธอเดินขึ้นอาคารเรียนในสภาพอิดโรยเพราะช่วยงานบ้านในช่วงเช้าเป็นประจำทุกวัน หญิงสาวเดินผ่านหน้าห้องเรียนชั้นม.6 โดยไม่รู้ว่าทุกวันจะมีรุ่นพี่โต๊ะริมประตูคนหนึ่งแอบมองเป็นประจำ วันนี้ก็เช่นเดียวกัน ในขณะที่ตั้มซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลนักหันไปมองทางประตูและเห็นเพื่อนชายร่วมห้องเข้าพอดี เขาตกใจ! นั่นมัน…..

เพื่อนร่วมห้องโต๊ะริมหน้าต่างคนนั้นมองตามเธอเดินผ่านห้องเรียนจากไป และตลอดทั้งชั่วโมง ตั้มสังเกตว่าเขานั่งเหม่อไปนอกห้อง ชะเง้อมองหวังว่าหญิงสาวจะเดินผ่านมาไหมเป็นพัก ๆ จนไม่เป็นอันเรียน
ช่วงเย็นหลังเลิกเรียน ตั้มเห็นเพื่อนร่วมห้องโต๊ะริมประตูคนนั้นเดินกลับบ้านคนเดียว จึงสบโอกาสเดินเข้าไปคุย

“เดี๋ยว หยุดก่อน ก้อง”

ชายคนนั้นประหลาดใจที่ตั้มรู้จักชื่อเขา เนื่องจากไม่สนิทกัน อยู่คนละกลุ่ม แถมยังไม่เคยคุยกันมาก่อน ก้องหลบสายตาพลางเดินหนี ตั้มบอกให้รอก่อนเขาจะเดินกลับด้วย ก้องยิ่งประหลาดใจหนักแต่ก็ยอมให้ตั้มเดินไปด้วยสีหน้ากล้า ๆ กลัว ๆ อย่างเห็นได้ชัด ระหว่างทาง ตั้มชวนคุยเรื่องทั่วไป เพื่อนร่วมห้องก็ตอบกลับแบบเกร็ง ๆ เมื่อมีโอกาสเขาก็เอ่ยถามเพื่อนมาดนักเลงผู้นี้

“วันนี้นายไม่ไปส่งซิงเหรอ”

“เอ้อ จริงด้วย ลืมสนิทเลยว่ะ”

“ป่านนี้เค้าคงถึงบ้านแล้วมั้ง เราเห็นเค้าเดินไปก่อนหน้านายสักพักแล้วล่ะ”

“ไม่เป็นไร ช่วงนี้มีเรื่องกับที่บ้านน้องเค้าอยู่ รอให้เรื่องมันซากว่านี้ก่อน”

ตั้มตอบคำถามก้อง เมื่อได้ทีเขาจึงเอ่ยถามก้องบ้าง

“นายรู้อะไรเกี่ยวกับการย้อนเวลา กลับไปเปลี่ยนแปลงอดีตบ้างไหม

ก้องเลิกคิ้ว สีหน้างงงวย

“ไม่นี่ ทำไมเหรอ”

ระหว่างทางเดินกลับบ้าน ซิงมาหยุดหน้าร้านขายกระเป๋าและเสื้อผ้าผู้หญิงตามแฟชั่น และยืนมองกระเป๋าสะพายสีฟ้าใบเล็ก ๆ วางอยู่ชั้นบนสุดของตู้โชว์ มันเป็นสินค้าที่เพิ่งมาใหม่ได้เกินสัปดาห์แล้ว ตอนเจ้าของร้านเอามาลงใหม่ ๆ มันขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนตอนนี้เหลือใบสุดท้าย ซิงทำได้เพียงหยุดมองหน้าร้านทุกครั้งที่เดินผ่าน และพยายามตัดใจว่ายังไงเธอคงไม่สามารถซื้อได้แน่นอน

10 ก.พ. 2528

ซิงกำลังช่วยแม่เย็บผ้าส่งให้ลูกค้าที่จะนำแบบมาให้แม่ของเธอตัดชุด เพราะที่หน้าบ้านเธอเปิดเป็นร้านเล็ก ๆ โดยไม่ได้เอะใจเลยว่ามีชายคนหนึ่งด้อม ๆ มอง ๆ อยู่พักใหญ่แล้ว ตั้มแอบมองอยู่นาน จนเมื่อแม่ของเธอเดินไปหยิบของหลังบ้าน ชายหนุ่มจึงปรากฏตัวขึ้น เธอตกใจและถามเขา

“มาทำอะไรที่นี่ จะให้แม่….”

พูดยังไม่ทันจบ ซิงเห็นแม่กำลังเดินกลับมา เลยรีบไล่ให้ชายหนุ่มหลบไป ก่อนก้มหน้าก้มตาทำงานต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม่กลับมาและนั่งจักรตัวเดิม หญิงวัยกลางคน เจ้าของร้านเย็บผ้าเอ่ยขึ้นขณะถีบจักรใกล้ ๆ ลูกสาว

“เสร็จชุดนี้แล้วไปต้มน้ำให้เตี่ยอาบด้วยนะ อากาศเย็นแล้ว เดี๋ยวเตี่ยไม่สบายอีก”

“ค่ะม๊า”

เธอพยักหน้า พลางถอนหายใจอย่างอ่อนแรง

ตั้มมองเธออย่างพินิจและใคร่ครวญ..

ที่บ้านก้อง ในห้องนอน เขาเปิดลิ้นชักที่โต๊ะและนำรูปขาวดำใบเล็ก ๆ ออกมาจากสมุดบันทึก มันเป็นรูปถ่ายนักเรียนที่ตัดออกมาจากรูปหมู่ใบใหญ่ เป็นรูปของซิง หญิงสาวที่เขาได้แต่หลงรักฝ่ายเดียว

วันรุ่งขึ้น แม่ใช้ซิงไปซื้อกับข้าวในตลาด โดยมีตั้มแอบตามเธอไป เธอเดินผ่านร้านกระเป๋า และมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจากไปเหมือนเคย ตั้มนึกอะไรขึ้นมาได้! จึงเข้าไปซื้อกระเป๋าสีฟ้าใบนั้น แล้วออกมานั่งนึกชั่งใจอะไรบางอย่าง
“จะเอาไปให้ หรือไม่ให้ดีนะ”

เขาคิด…

แล้วเขาก็เดินไปหาก้องที่บ้าน ทว่าก้องไม่อยู่ ตั้มจึงตัดสินใจมุ่งหน้ากลับบ้าน

ขณะกำลังเดินผ่านท่าน้ำ เขาก็พบเพื่อนชายผิวขาว ท่าทางเรียบร้อย บุคลิกเป็นงานเป็นการ กำลังเดินอุ้มสุนัขเดินมาพอดี ตั้มเลยขอคุยด้วยตอนนี้ แล้วทั้งสองก็หาที่นั่งคุยกันริมน้ำ

ก้องอุ้มสุนัขวางลงให้มันนอนข้าง ๆ ก่อนเล่าว่าเจอสุนัขตัวนี้บาดเจ็บริมถนน ด้วยความสงสารสงสารเลยพามันไปทำแผล และว่าจะเอาไปเลี้ยงที่บ้าน จากนั้นทั้งสองก็คุยกันถึงเรื่องต่าง ๆ ก้องมีท่าทีผ่อนคลายลงจากวันก่อนเล็กน้อย จนเมื่อตั้มถามว่าเคยมีแฟนไหม เขาส่ายหน้า และถามต่อ

“ในชีวิตนายเคยรักใครบ้างไหม”

ก้องเงียบ ไม่ตอบ เขาจึงถามก้องด้วยสีหน้าจริงจัง

“ระหว่างไม่ได้รัก กับรักแล้วทุกข์ในตอนท้าย นายจะเลือกแบบไหน”

แสงสุดท้ายจากดวงอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า ทั้งสองแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า พลันเห็นนกคู่หนึ่งกำลังบินกลับรัง

ครู่หนึ่ง ก้องเอ่ยขึ้น..

“เราขอเลือกที่จะมีความรักดีกว่า แม้ไม่ได้จบลงอย่างสวยงามก็ไม่เป็นไร เพราะชีวิตเราจะไร้ความหมายถ้าเกิดมาแล้วได้รักใครสักคน ไม่ได้รู้จักกับคำว่ารัก ได้เรียนรู้ว่ารักแท้เป็นยังไง สิ่งดี ๆ ที่งอกงามในใจเหล่านี้จะคงอยู่กับเราตลอดไป ต่อให้ทุกข์สักแค่ไหนเราก็จะทนและผ่านมันไปให้ได้”
ตั้มใคร่ครวญอยู่พักหนึ่ง

“งั้น เอากระเป๋านี้ไปให้ซิง

ก้องสะดุ้ง ตกใจที่เพื่อนรู้ความลับภายในใจ

..เป็นของขวัญเซอร์ไพรส์วันเกิดพรุ่งนี้ มันเป็นกระเป๋าที่เธออยากได้ นี่จะทำให้เธอรู้จักนาย และเริ่มคบกันเป็นแฟน และ………”

ตั้มหยุด และเงียบไป เท่านี้ก้องก็งงเป็นไก่ตาแตกแล้ว! หัวโจกประจำห้องอย่างก้องที่ไม่คุยกับเขาและกำลังคบกับซิงอยู่รู้ได้อย่างไรว่าเขาแอบหลงรักซิง

“นี่นายกำลังจะเลิกคบกับซิงแล้ว….”

พลันคำถามหลุดจากปากก้องรัวเป็นชุด แต่ตั้มบอกว่าอย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้ เดี๋ยวนายก็จะรู้เอง ก่อนยื่นกระเป๋าสะพายสีฟ้าให้ก้อง และเตรียมลุกขึ้น

“ถึงเราจะเปลี่ยนอดีตไม่ได้ แต่ก็เลือกใช้ชีวิตในอนาคตได้นะ”

ตั้มเดินจากไปพร้อมอาทิตย์อัสดง

12 ก.พ. 2528

หลังโรงเรียนเลิก ซิงเดินออกมาถึงประตูรั้วมุ่งหน้ากลับบ้าน แต่ก็หยุดครู่หนึ่งเพื่อมองหาใครบางคนที่เคยเดินไปส่งบ้านทุกวัน ทว่ารอได้พักใหญ่แล้วคน ๆ นั้นยังไม่มา เธอเลยตัดสินใจว่าจะเดินกลับแล้ว แต่เธอก็พบรุ่นพี่คนหนึ่งที่ไปดักรอเพื่อเอาของขวัญมาเซอร์ไพรส์วันเกิด เธอประหลาดใจเมื่อพบว่าเป็นกระเป๋าที่เธออยากได้ สงสัย ระคนดีใจในเวลาเดียวกัน ซิงกล่าวขอบคุณรุ่นพี่ และถามว่าเขารู้ได้อย่างไร ก้องบ่ายเบี่ยงและขอเธอเดินไปส่งบ้าน หญิงสาวมีท่าทีลังเล ก้องบอกว่าตั้ม เพื่อนร่วมห้องของเขา วันนี้ติดธุระ คงไม่มาแล้วล่ะ

ระหว่างทาง ทั้งสองได้พูดคุยทำความรู้จักกันเบื้องต้น มันทำให้ก้องได้เริ่มรู้จักกับรุ่นน้อง ม.5 คนนี้อย่างจริงจังสักที ในตอนนี้เขาดีใจสุดฤทธิ์ อยากพูดคุย อยากรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับตัวเธอ เธอชอบอะไร ไม่ชอบอะไร อยากจะสารภาพรักเธอซะเดี๋ยวนั้น แต่ต้องเก็บอาการและความรู้สึกไว้ไม่ให้เธอรู้ เพื่อรอเวลา จนกว่าวันนั้นมาถึง.. แต่ถึงจะพยายามเก็บอาการแล้วยังไงก็ยังปิดก็ไม่มิดอยู่ดี จากน้ำเสียงการพูดคุยของก้อง การพูดติดขัด ผิด ๆ ถูก ๆ ทำให้หญิงสาวรุ่นน้องเห็นถึงอาการประหม่าของรุ่นพี่ แม้ว่าเขาจะพยายามทำตัวปกติที่สุดแล้วก็ตาม

หลายอาทิตย์ต่อมา แก๊งค์ผู้ชายห้อง ม.6/2 กว่า 10 ชีวิต ชวนกันไปขึ้นดอยในจังหวัดทางภาคเหนือเพื่อสานสัมพันธ์โอกาสสุดท้ายก่อนจะเรียนจบ เพราะต่างคนต่างต้องแยกย้ายไปเรียนต่อ อาจไม่ได้เจอกันอีก

วันที่ 4 ระหว่างเดินลงดอยออกจากป่า ตั้มเดินรั้งท้ายและเกิดพลัดหลง หายตัวไป กว่าจะรู้ตัวก็ผ่านไปร่วมครึ่งชั่วโมง เมื่อก้องเกิดเอะใจว่าทำไมไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของตั้มเลย พระอาทิตย์เคลื่อนคล้อยต่ำลงทุกที ในขณะที่เพื่อน ๆ รู้แล้วก็พากันตะโกนเรียกเขา และแยกย้ายกันออกตามหาแข่งกับเวลา จนเริ่มมืดก็ยังไม่มีใครเห็นวี่แววของก้อง ทั้งหมดจึงรวมตัวกันกางเต้นท์นอนในป่า ก่อนออกเดินทางกลับพรุ่งนี้

ที่กองไฟ เพื่อน ๆ นั่งคุยกัน ก้องได้แต่โทษว่ามันเป็นความผิดเขา เพราะตนเดินรั้งท้ายอยู่กับตั้ม และยังได้คุยกันระหว่างทาง ก้องบอกว่ากลับจากดอยเขาอยากจะไปเที่ยวทะเลที่พัทยาต่อ และชวนเขาให้ไปด้วย เขาพูดพร้อมทั้งน้ำตา เพื่อนคนที่นั่งใกล้ก้องรีบปลอบ บอกมันไม่ใช่ความผิดนาย แต่เป็นความผิดของพวกเราทุกคนต่างหาก จนเพื่อนบางคนถึงกับเสียน้ำตาตามกันไป ทุกคนอยู่ในความโศกเศร้า บรรยากาศรอบกองไฟช่างแตกต่างจากเมื่อคืนก่อนโดยสิ้นเชิง ที่ทุกคนต่างสนุกสนานกันสุดเหวี่ยง โดยมีตั้มเป็นตัวชงสำคัญ เสียงจั๊กจั่นและแมลงป่าดังระงม ขับกล่อมเพื่อกลบความทุกข์ให้หมดไป เหล่าเพื่อนต่างนั่งล้อมวงรอบกองไฟ บ้างอยู่ใต้ผ้าห่ม บ้างอยู่ในชุดกันหนาว จ้องมองดูกองไฟด้วยความเศร้าสร้อย แว่วเสียงลมหวิดหวิวและเสียงประทุจากกองไฟให้ได้ยินเป็นระยะ

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลังตื่นนอน เหล่าเด็กหนุ่มต่างก็แยกย้ายกันออกตามหาอีกรอบ เกือบวันเต็ม ๆ พวกเขาก็ยังไม่พบวี่แววของตั้มแต่อย่างใด กลุ่มเพื่อนจึงตัดสินใจออกจากป่าพร้อมแบกรับปัญหานี้กลับกรุงเทพในที่สุด โดยทุกคนจะรับผิดชอบเรื่องนี้ร่วมกัน

หลายเดือนต่อมายังไม่มีวี่แววของตั้ม ก้องจมอยู่กับความเศร้า และหันมาสนใจเรื่องการย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนแปลงอดีต เวลาส่วนใหญ่ใน 1 สัปดาห์จะหมดไปกับการศึกษา ค้นคว้าหาข้อมูลในด้านวิทยาศาสตร์ ไสยศาสตร์ ความเชื่อ ไปจนถึงศาสนาที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางข้ามเวลา พร้อมกับซุ่มทดลอง สร้างหลุมดำ เอาชนะความเร็วแสงด้วยวิธีการต่าง ๆ นา ๆ อย่างไม่ย่อท้อ แม้โอกาสเป็นไปได้จะน้อยกว่า 0.001 เปอร์เซ็นต์ ก็ตาม ขณะเดียวกันก็มีเรื่องให้ชุ่มชื่นหัวใจ เมื่อซิงยอมรับก้องคบหาดูใจในฐานะแฟนจริง ๆ คนแรกของเธอ ไม่เหมือนตั้ม ชายหนุ่มที่เข้ามามาจีบเธอ ซึ่งเธอไม่ได้ชอบเขาและรู้สึกอยากจริงจังอะไรด้วย

12 ก.พ. 2532

วันที่รอคอยของทั้งสองก็มาถึง ก้องเข้าพิธีวิวาห์กับซิง หญิงสาวที่เขารักสุดหัวใจ วันนั้นเองที่ก้องสารภาพกลางงานแต่ง ท่ามกลางแขกเหรื่อนับร้อยว่า เขาแอบหลงรักเธอเพียงแวบแรกที่เห็น ตั้งแต่เธอเข้า ม.1 แล้ว… ทำเอาหญิงสาวอายม้วนต้วน ยิ้มทั้งน้ำด้วยความตื้นตันเลยทีเดียว
1 ปีต่อมา ลูกชายของทั้งสองถือกำเนิดขึ้น ก้องและซิงสังเกตเห็นปานดำเล็ก ๆ ที่คอชัดเจน พลันทำให้ก้องนึกถึงเพื่อนสมัยมัธยมคนหนึ่งซึ่งมีปานดำที่คอเหมือนกัน

ทั้งสองตั้งชื่อลูกว่า ‘กันต์’
พอมีลูก ทั้งคู่ก็ตัดสินใจซื้อบ้านขนาดกลาง 2 ชั้นในหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านชานเมือง เป็นบ้านโล่ง ๆ ทุกห้องยังไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใด ๆ อยู่ ไม่ว่าจะเป็นตู้ เก้าอี้ โซฟา ต้องหาซื้อเองหมด

เมื่อทุกอย่างพร้อม ทั้งสามก็ย้ายเข้าไปอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว สองสามีภรรยาต่างผลัดกันเลี้ยงลูกที่มักร้องงอแงเป็นประจำ โดยซิงเปิดร้านขายของชำที่บ้านและเลี้ยงลูกไปด้วย ในขณะที่ก้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ในองค์กรภาครัฐแห่งหนึ่ง เวลาว่างส่วนใหญ่ของเขาก็ยังหมดไปกับการศึกษาเรื่องการย้อนเวลา หาทางกลับไปแก้ไขอดีตด้วยความมุ่งมั่น อย่างไม่มีวันล้มเลิกความตั้งใจง่าย ๆ

ในขณะที่กันต์ ลูกชาย ก็โตวันโตคืน แต่กลับมีนิสัย (สันดาน) ทั้งแย่ ถ่อย เถื่อน อย่างที่ไม่รู้ว่าได้เชื้อมาจากใคร ทั้งที่พ่อแม่ก็เลี้ยงดูเป็นอย่างดี อบรมสั่งสอนเป็นประจำ ส่วนหนึ่งเพราเขาหันไปคบแก๊งค์อันธพาลหลังห้องและกลายเป็นหัวโจกในเวลาต่อมา จึงมีเรื่องต่อยตีเป็นประจำ อีกทั้งมั่วยา ค้ายาเสพติด ปล้นราว ชิงทรัพย์ โจรกรรม และอีกเพียบ! เรียกว่าเป็นขาประจำโรงพักเลยก็ว่าได้ เดือดร้อนถึงก้องและซิงต้องไปประกันตัวจนสนิทกับตำรวจเกือบทั้งโรงพักแล้ว ซิงปากเปียกปากแฉะ จะบ่น ด่ากันต์ยังไง เขาก็เฉย พูดหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่รู้ไม่ชี้ พยักหน้ารับปากขอไปทีและก็ทำอีก ทั้งก้องและซิงเอือมระอาเต็มที แต่ก็ต้องจำทนเพราะขึ้นชื่อว่าเป็นลูก

พ.ศ.2545

และแล้ววันที่ก้องพิสูจน์ว่าคนเราสามารถเอาชนะความเร็วแสงได้ก็มาถึง! หลังจากเขาทุ่มเทกับการค้นคว้านานนับทศวรรษ วันหนึ่งในช่วงฤดูหนาวปี 2545 ชายหนุ่มนักวิทยาศาสตร์ทดลองการย้ายวัตถุสิ่งของข้ามมิติเวลาด้วยการเอาตู้ใบหนึ่งใส่ท้ายรถมือสองราคาถูกที่ไปซื้อมาจากสุสานรถ จากการคำนวณทิศทางด้วยสูตรต่าง ๆ เขาจะใช้รถเป็นเสมือนวัตถุขับเคลื่อน ด้วยการบังคับรถยนต์ความเร็วสูงจากภายนอกดิ่งจากหน้าผาลงสู่ทะเล เป็นการเปิดประตูมิติเวลาเพื่อย้ายมวลสาร ส่งตู้กลับไปยังบ้านชานเมืองที่เขาอยู่ปัจจุบัน ด้วยกำหนดเวลา 3 สัปดาห์ก่อนหน้า

เมื่อการทดลองเสร็จสิ้น ก้องรีบมุ่งหน้ากลับบ้านไปตรวจงานทันที และพบว่ามีตู้เก่าใบเดียวกันนี้ปรากฏขึ้นอยู่แล้วภายในห้องนั่งเล่น เขาถามภรรยาว่าตู้มาได้อย่างไร เธอหาว่าเขาเพี้ยน กินขาไม่เขย่าขวดหรือเปล่า ตู้นี้เป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเดียวที่อยู่ในบ้านหลังนี้ก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อบ้านเสียอีก และยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า วันมาดูบ้านครั้งแรกก้องเองยังแซวเลยว่า สงสัยเจ้าของโครงการใจดีแถมมาให้แน่ ๆ ทันใดนั้นเขาก็โพล่งออกมาด้วยความดีใจ

“สำเร็จแล้ววว! คนทั้งโลกจะต้องทึ่ง เราสามารถส่งวัตถุย้อนเวลาได้”

“ประสาทป่าววะ”

ภรรยาเกาหัวงง ๆ ก้องอธิบายว่าวันนี้เขาทำอะไรมาโดยละเอียด พร้อมกับเล่าว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาทำอะไรอยู่เป็นรอบที่ร้อย แต่ซิงกลับส่ายหน้าราวกับว่ามันเป็นเรื่องเพ้อเจ้อไร้สาระเรื่องหนึ่ง

“ให้ตายยังไงก็ไม่มีวันเชื่อ”

เธอกล่าวตัดบทด้วยความรำคาญ ก่อนจะเดินกลับไปนั่งเฝ้าร้านหน้าบ้านตามเดิม

******************************************************

เมษายน 2555

ระหว่างลาหยุดพักร้อน ก้องพาครอบครัวมาพักผ่อนที่พัทยา เช้าตรู่ถัดจากวันที่เขามาถึงบ้านพักตากอากาศริมทะเล แสงแดดเล็ดลอดจากผ้าม่านสาดส่องมาที่ใบหน้าขณะหลับอยู่บนเตียง เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นด้วยความรู้สึกมึนหัวอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะเหลือบไปเห็นโน้ตใบเล็ก ๆ แปะอยู่ที่โต๊ะข้างเตียง เขาหยิบมันขึ้นมาอ่านและความสับสนก็มาเยือน! พร้อมกับเสียงตะโกนด่าทอของภรรยาก็ดังขึ้นตามมา!! ก้องกำโน้ตไวแน่นและรีบออกไปดูเหตุการณ์ทันที ซิงเข้ามาในห้องนอนลูกชายและตะโกนด่าทอต่าง ๆ นา ๆ จนปลุกให้กันต์ตื่นอย่างงง ๆ คำด่าที่ต่อว่าถึงความเลว ระยำ ชั่วร้าย สารพัดที่จะสรรหา ณ ขณะนั้น ด้วยเหตุผลที่กันต์ต้องเป็นคนขโมยหกระเป๋าสีฟ้าที่เธอพกมาทะเลด้วยไปซื้อยาเสพติดขณะเธอหลับแน่นอน ด้วยข้อกล่าวหาที่เขาไม่ได้ทำนี้ถึงกับทำให้กันต์ไปไม่เป็นเลยทีเดียว

ซิงบอกว่ากระเป๋าสะพายสีฟ้าใบโปรดหายไป มันเป็นกระเป๋าใบที่ก้องให้เธอวันเกิดเมื่ออายุครบ 18 ปี ทำให้เธอได้รู้จักกับชายหนุ่ม กระเป๋าใบนี้เก็บอยู่บนตู้ชั้นบนสุดในห้องเก็บของมานาน เธอเพิ่งบังเอิญไปค้นเจอไม่กี่วันก่อนจะเดินทางมา จึงสบโอกาสเอามาใช้อีกครั้ง กระเป๋าใบนี้เธอรักมาก เพราะเป็นความทรงจำอันมีค่าและเป็นทุกสิ่งทุกอย่างก็ว่าได้ เมือคืนก่อนนอนเธอเอามันวางไว้ที่โต๊ะหน้าห้อง ทว่ารุ่งขึ้นออกมามันก็หายไปแล้ว กันต์ต้องคนไม่เอาไปแน่ ๆ เพราะก้องคงไม่เอาไป ยิ่งถ้าเป็นคนนอกหรือขโมยแล้วยิ่งเป็นไปได้เพราะเธอไม่ได้ยินเสียงงัดประตู-หน้าต่างใด ๆ เลย เธอล้มตัวลงที่โซฟาร้องไห้ กันต์นั่งรับฟังบนเตียงอย่างงัวเงีย ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“คือ กันต์นอนหลับทั้งคืน ตื่นก็ตอนม๊ามาปลุกเนี่ย กันต์ไม่ได้ขโมยไปครับ”

ก้องหน้าซีดเผือด ยืนกำโน้ตในมือข้างหลังไว้แน่น เขาอยากจะอธิบายให้ซิงฟังแต่เธอไม่มีทางเชื่อแน่กับสิ่งที่เขาจะบอก เพราะเธอหาว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ก้องขอตัวกันต์ไปคุยที่ห้องนอนเขาเพียงลำพัง ทันทีที่ปิดประตู เขาก็ส่งโน้ตให้กันต์อ่าน และความจริงก็เปิดเผย!

เราย้อนเวลาจากอนาคต 20 ปีต่อจากนี้ กลับมาเอากระเป๋าไปเอง – ในอนาคตเราสามารถนำพาร่างปัจจุบันเดินทางกลับมาได้ (คิดว่าตอนนี้นายยังทำได้แค่ส่งวัตถุหรือสิ่งมีชีวิตกลับไปยังอดีตผ่านหลุมดำ หรือขนย้ายสิ่งมีชีวิตคืนสู่ตัวตนเดิมในอดีต) และยังสามารถกำหนดช่วงเวลาได้แน่นอน แต่มากสุดแค่ 20 ปี และมีเวลาแค่ 10 นาที.. แน่นอนเราเลือก 20 ปี และย้อนเวลากลับมาโดยไม่รู้ว่าจะมาถึงช่วงเหตุการณ์ไหนในชีวิต เมื่อมาถึงจึงรู้ว่าเป็นช่วงที่เรามาเที่ยวพัทยากัน เรายืนมองดูร่างของซิงที่หลับอยู่ในห้องด้วยความอาลัย เพราะในอนาคตเธอจะถูกทำร้าย ได้รับบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นเป็นอัมพาต กลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ด้วยสาเหตุจากกระเป๋าใบนี้ เราเลยย้อนเวลากลับมาเพื่อทำลายมัน โดยเอามันไปทิ้งทะเลและเดินทางกลับไปยังอนาคตเพื่อหวังว่าเหตุการณ์จะเปลี่ยนแปลง.. นายช่วยบอกเธอให้เข้าใจด้วยนะ เพราะในอนาคตเธอจะเชื่อเรื่องการย้อนเวลาแล้ว

“แต่ตอนนี้ม๊ายังไม่เชื่อไง!”

กันต์โพล่งขึ้นทันทีที่อ่านจบ

“เอางี้เพื่อความสบายใจ ป๊าจะแสร้งทำเป็นขับรถพาแม่ไปแจ้งความแล้ว แล้วเราจะย้อนอดีตไปเมื่อสองวันที่แล้วฉวยโอกาสหยิบกระเป๋าออกมาจากตู้ตอนนั้น ม๊าคงไม่สงสัย เพราะคิดว่ามันคงหายไปตั้งแต่ตอนย้ายบ้าน”

“แต่มันเสี่ยงมากเลยไม่ใช่เหรอ ป๊ายังไม่เคยย้อนเวลากับคนเลย แถมยังไม่สามารถกำหนดช่วงเวลาที่แน่นอนได้อีกด้วยน่ะสิ”

“ถึงอย่างนั้นป๊าก็สามารถกำหนดจุดหมายปลายทางได้แน่นอนนะ และในนอนาคตป๊าก็ทำสำเร็จนี่”

“แต่นี่มันปัจจุบันไง!”

“แล้วจะให้ทำยังไงม๊าถึงจะเชื่อเรื่องนี้ล่ะ ลองหาทางออกที่ดีกว่านี้มาหน่อยสิ”

กันต์เงียบ ก้องพูดต่อ

“ฟังนะ เราจะย้อนกลับไปสู่ร่างเมื่อสองวันก่อน เราจะจำอะไรไม่ได้ เพราะทั้งหมดนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคต แต่ป๊าจะกำโน้ตนี้ไว้เพื่อเตือนความจำ ถ้าเกิดมีอะไรผิดพลาด กันต์ต้องทำแทนป๊าให้สำเร็จนะ และจำไว้ว่าเราจะไม่เปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในอดีตอื่น ๆ เด็ดขาด เราจะต้องไม่เล่าเรื่องในอนาคตให้คนอื่นฟัง โดยเฉพาะตัวเราถ้าเผลอมีความทรงจำติดไป และถ้าเกิดผิดพลาดจากสาเหตุย้อนเวลากลับไปเป็นอีกร่าง เราจะต้องไม่เจอตัวเราเอง หรือไม่ให้ตัวเราในอดีตรู้ถึงการเดินทางกลับมาของเราจากอนาคต”

“เอาอย่างั้นจริง ๆ เหรอป๊า”

“ก็ต้องลองดู!”

แล้วทั้งสองก็เปิดประตูออกจากห้องไป…
แล้วมันก็ผิดพลาดอย่างที่กันต์กลัวจริง ๆ ก้องพาทุกคนย้อนเวลากลับไปไกลถึง 27 ปีที่แล้ว (พ.ศ.2528) อย่างไม่คาดคิด สมัยนั้นกันต์กับซิงยังเรียนอยู่ชั้น ม.ปลาย ยังไม่ได้รู้จักกัน และแน่นอน กันต์ยังไม่เกิด ร่างของเขาจึงไปจุติกับ ตั้ม คนที่มาจีบซิงสมัยเรียนม.ปลาย และอีกข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น เขาสามารถจำเรื่องราวในอนาคตได้ด้วย ในขณะที่ก้องจำอะไรไม่ได้เลย

******************************************************

วันหนึ่งเมื่อ 27 ปีที่แล้ว ช่วงที่ทั้งหมดย้อนกลับไปยังอดีต กันต์ในร่างตั้ม เข้าไปในร้านซื้อกระเป๋าสีฟ้า และออกมานั่งนึกชั่งใจอะไรบางอย่างหน้าร้าน

“จะเอาไปให้ก้อง หรือไม่ให้ดีนะ..”

เพราะกระเป๋าใบนี้ที่ทำให้คนทั้งสองพบกับ ตามที่ป๊าเล่าให้เขาฟัง ถ้าป๊าไม่ได้ให้กระเป๋าใบนี้กับม๊า เหตุการณ์ในชีวิตทั้งหมดจะเปลี่ยนทันที ทั้งสองคนอาจจะไม่ได้รักกัน ไม่ได้คบกันเป็นแฟน ไม่ได้แต่งงาน และไม่ได้มีลูกด้วยกัน ที่สำคัญจะไม่มีเรา! เอ้อ.. ดีจังวะ! จะได้ไม่ต้องมีแม่ขี้บ่น ปากเปียกปากแฉะ ไม่เกิดซะก็สิ้นเรื่อง… แต่ ป๊าบอกไม่ให้เปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในอดีตนี่นา (อีกความคิดหนึ่งผุดมาต่อต้าน) … เป็นเวลากว่าสิบนาทีที่ความคิดดี-ชั่วหาทางเอาชนะกัน

ในที่สุดความคิดด้านดีก็เป็นฝ่ายชนะ บวกกับความรู้สึกบางอย่างเมื่อเห็นพ่อสมัยวัยรุ่นช่วยเหลือสุนัขบาดเจ็บข้างถนน กำลังต้องการคนรัก และจากการนั่งคุยกันที่ท่าน้ำ เขาเชื่อว่าก้องดูแลซิงได้ดีอย่างที่ไม่มีใครทำได้ เขาได้ตัดสินใจจากคำถาม “ระหว่างไม่ได้รัก กับรักแล้วทุกข์ในตอนท้าย นายจะเลือกแบบไหน” ไปแล้ว…

“เราขอเลือกที่จะมีความรักดีกว่า แม้ไม่ได้จบอย่างสวยงามก็ไม่เป็นไร เพราะชีวิตเราจะมีความหมายถ้าเกิดมาแล้วได้รักใครสักคน ได้รู้จักคำว่ารัก ได้เรียนรู้ว่ารักแท้เป็นยังไง สิ่งดี ๆ ที่งอกงามในใจเหล่านั้นจะคงอยู่กับเราตลอดไป ต่อให้ทุกข์สักแค่ไหนเราก็จะทนและผ่านมันไปให้ได้”

ด้วยเหตุนี้กันต์ในร่างตั้มจึงตัดสินใจให้กระเป๋าใบนั้นไป และเอ่ยขึ้นก่อนจากไป

“ถึงเราจะเปลี่ยนอดีตไม่ได้ แต่ก็เลือกใช้ชีวิตในอนาคตได้นะ”

******************************************************

กรุงเทพฯ พ.ศ.2575

มันเป็นยามบ่ายของวันธรรมดาวันหนึ่งในฤดูหนาวช่วงปลายปี ก้องวัย 67 กำลังเดินเล่นในสวนสาธารณะกับซิง ภรรยาวัย 65 ปีเหมือนทุกวัน โจรเมายาบ้าคนหนึ่งวิ่งมาจากไหนไม่มีใครรู้ มันตรงมาฉกกระเป๋าสีฟ้าของหญิงชราที่สะพายอยู่อย่างรวดเร็วและวิ่งหนีไป เธอตะโกนขอความช่วยเหลือโดยมีก้องวิ่งตามไปอย่างเหนื่อยหอบ มันวิ่งไปต่อไม่ได้เพราะมีคนมุงล้อมรอบ ซิงวิ่งมาถึงและหยุดข้างตั้ม ชายคนนั้นล้วงปืนพกออกจากกางเกงด้วยอาการคุ้มคลั่ง อีกมือถือกระเป๋าสีฟ้าของซิง จังหวะเดียวกับที่หญิงชราเผลอสะดุดขาคนมุงเข้าไปในวงล้อม ด้วยความตกใจ ชายคนนั้นเผลอลั่นไก

ปังงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!

โลกทั้งโลกเหมือนหยุดเคลื่อนไหว กระสุนฝังเข้าที่หน้าอก เลือดไหลออกมาเป็นสาย ซิงค่อย ๆ ล้มลง ก้องรับร่างเธอเอาไว้ในอ้อมอก ตะโกนลั่นพร้อมทั้งน้ำตา
เขารีบพาเธอส่งโรงพยาบาล และโทรตามกันต์ ลูกชายคนเดียวที่บัดนี้แต่งงานมีครอบครัวแล้ว ทำงานและใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศให้รีบบินกลับมาด่วน

หลายชั่วโมงต่อมา แพทย์จากห้องไอซียูเปิดประตูออกมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

“หมอขอแสดงความเสียใจด้วยครับ กระสุนเข้าไปโดนจุดสำคัญ ทำให้ร่างกายเป็นเป็นอัมพาต เธอยังมีลมหายใจแต่ปราศจากความรู้สึก ความหวังที่จะให้ฟื้นจากอาการเจ้าหญิงนิทรากลับมาปกติมีน้อยมาก งานนี้ถ้าจะรักษาหายก็คงต้องพึ่งปาฏิหาริย์ล่ะครับ”

ก้องถึงกับทรุดลงทันที
หลายชั่วโมงต่อมา กันต์มาถึงพร้อมภรรยาและลูกสาววัยกำลังน่ารัก ดูละม้ายคล้ายซิงตอนเด็ก ๆ และได้ตรงเข้าเยี่ยมซิงในห้องไอซียูทันที
ต่อมา แพทย์อนุญาตให้นำตัวซิงกลับมาพักรักษาตัวที่บ้าน แต่ผ่านไปหลายสัปดาห์ เธอยังคงไม่รู้ตัว จนวันหนึ่งก้องตัดสินใจลงมือทำบางอย่าง เป็นสิ่งที่เขาเคยให้ความสนใจเมื่อนานมาแล้วตั้งแต่วัยหนุ่ม นั่นคือส่งวัตถุสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตข้ามมิติเวลา จำได้ว่าในช่วงแรกเริ่มเขาทดลองกับตู้เก่าใบหนึ่งและประสบความสำเร็จเพียง 80 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ก้องขึ้นไปบนห้องนอน หยิบกระดาษโน้ตและปากกาน้ำเงินบนโต๊ะเขียนหนังสือยัดใส่กระเป๋ากางเกง

ทันใดนั้น กันต์ก็เปิดประตูเข้ามา …

How far when I’ll be close to you – Umph Napat (Original Soundtrack)
http://soundcloud.com/streamline-film/how-far-when-ill-be-close-to

————————————————————————————————–
Written by Supakit Seksuwan / 28.12.2012 / Beungkum, Thailand

รัก (Zing) / 2012 / นวนิยายขนาดสั้น / พิมพ์ / Mac Paper / Sci-Fi, Drama, Romance

Soul Moment (2007)

SOuL MOmeNT

ในช่วงบ่ายฤดูร้อน มีนักเรียนวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งนัดกันมาทำรายงานที่โรงเรียนในช่วงปิดเทอม ซึ่งโรงเรียนในยามนี้มีเด็กนักเรียนเข้ามานั่งเล่น ทำงาน หรือเล่นกีฬาอยู่ตลอดแต่ด้วยจำนวนที่บางตาและรวมกันอยู่เป็นกลุ่มๆ เด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้ประกอบด้วย แอน แจ็ค และเพื่อนๆของแอน…แพรกับตูน หลังจากที่ก้าวพ้นประตูโรงเรียนมาได้ไม่นาน พวกเขาก็เริ่มมองหาที่นั่งที่อากาศดีและไม่ร้อนจนเกินไป การเดินของพวกเขามีพูดคุย หยอกล้อกันไปเรื่อยทำให้รู้ได้ว่าทุกคนสนิทสนมกันมานานแล้ว

ไม่นานพวกเขาก็เดินมาหยุดที่โต๊ะไม้ตัวหนึ่งใต้อาคารเรียน ที่นั่นเด็กเป็นกลุ่มๆนั่งทำงานหรือพูดคุยกันอยู่แล้ว ทันทีพวกเขานั่งลง แอนก็เปิดวงสนทนาทันที เธอถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของเพื่อนๆด้วยความคิดถึงแม้เพิ่งจะห่างกันไปได้ไม่ถึงเดือนก็ตาม รวมถึงแจ็ค แฟนหนุ่มของเธอด้วย แจ็ค…ผู้ซึ่งบ้ากีฬาขนาดหนักจนได้เป็นนักกีฬาของโรงเรียน และมีบุคลิกที่ทั้งห้าว ก้าวร้าว และเกเร แถมไม่สนใจคนรอบข้างเลยแม้แต่น้อย เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเธอถึงได้ชอบเขาขนาดนั้น แต่ด้วยนิสัยอันธพาลหัวโจกนี้แหละ ทำให้นานวันเธอกลับรักเขาขนาดหนักจนถอนตัวไม่ขึ้นเลยก็ว่าได้ จนเวลาผ่านไปร่วมครึงชั่วโมง สาวๆก็ยังจ้อไม่หยุด แจ็คเริ่มรำคาญและหมดความอดทนกับเรื่องไร้สาระนี้จึงตะโกนตัดบทขึ้นเป็นการปิดวงสนทนาและบอกให้แอนและเพื่อนๆของเธอเริ่มลงมือทำงานสักที ทั้งหมดจึงได้หยุดการพูดคุยและเริ่มลงมือทำงานทันที

ผ่านไปครู่หนึ่ง มีลมจากไหนไม่รู้พัดผ่านแนวโต๊ะบริเวณนั้นอย่างแรง ทำให้เศษกระดาษที่วางอยู่ตรงหน้าแอนปลิวไปตามสายลมร่วงสู่พื้นอย่างช้าๆ จนเมื่อสายลมนั้นสงบลง แอนจึงลุกจากโต๊ะเดินไปเก็บมัน แต่ในขณะนั้นเองมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งชื่อว่าวิน เดินผ่านมาพอดี วินเห็นเศษกระดาษปลิวมาตกลงตรงหน้าพอดี เขาจึงก้มลงเก็บพอดีกับในจังหวะที่แอนเดินมาถึง วินเงยหน้าพร้อมกับยืนขึ้นก่อนจะส่งกระดาษให้เธอ …เขาส่งยิ้มให้แธอ เธอยิ้มตอบ ทั้งสองสบตากัน… ก่อนที่แอนจะเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะตามเดิม

เวลาของเด็กหนุ่มเหมือนหยุดนิ่งอยู่กับที่ วินเดินใจลอยไปถึงโต๊ะซึ่งถัดจากโต๊ะของแอนมาสองสามตัว จนเมื่อเขาเดินมาถึง เพื่อนๆของวิน อันได้แก่เจี๊ยบและอาร์มจึงเอ่ยถามสาเหตุที่ทำให้เขาใจลอยด้วยความสงสัย เมื่อความจริงถูกเฉลยจากปากวินถึงสาเหตุที่เขารู้สึกชอบเด็กสาวที่ได้เก็บกระดาษให้เมื่อครู่นี้ทันทีที่ได้พบ เจี๊ยบก็ขัดทันทีเพราะเขารู้จักกับเธอและรู้ว่าแอนมีคนมาจีบเยอะ…เธอเป็นคนที่สวย น่ารักคนหนึ่ง กว่าจะจีบได้คงลำบากและคงจะเข้าไปถึงตัวยากอย่างแน่นอน และที่สำคัญเธอก็มีแฟนที่เธอรักมากและคบกันมานานอยู่แล้วด้วย วิน นิ่ง…ไม่พูดอะไร ได้แต่รับฟังเพื่อนๆ (อย่างไรก็ตาม เขาจะลองดูสักครั้ง เธอจะเป็นแฟนคนแรกในชีวิตของเขาได้หรือไม่?) เมื่อวินกับเพื่อนๆลุกขึ้นไป หารู้ไม่ว่าที่โต๊ะข้างๆ ดอน…เด็กหนุ่มที่ตามแอนมาห่างๆตั้งแต่เธอเดินเข้าประตูโรงเรียนมาและได้นั่งจ้องเธอมาตลอด กลับเริ่มรู้สึกจิตใจว้าวุ่น …เขาลังเล ไม่กล้าเข้าไปทักในขณะที่แฟนและเพื่อนๆของเธอนั่งอยู่เต็มโต๊ะ

แต่ละวันผ่านไป วินขอคำปรึกษากับเพื่อนรักทั้งสอง เจี๊ยบและอาร์มก็ได้สลับกันบอกทั้งเทคนิคและวิธีจีบฯให้เขา วินเป็นคนซื่อและไม่เคยจีบผู้หญิงมาก่อนจึงไม่รู้การวางตัว และเพราะความช่วยเหลือจากเพื่อนๆทำให้สืบรู้ว่าแอนเข้ามาทำงานกับกลุ่มเพื่อนๆทุกจันทร์ พุธ ศุกร์ วินจึงตั้งใจมาดักเจอแอนตอนเช้า ในวันที่แอนมาถึงก่อนแจ็คและเพื่อนๆ

…บางครั้งวินก็เสนอกับเจี๊ยบและอาร์มให้เลือกโต๊ะนั่งทำงานใกล้ๆกับแอน แม้เธอจะไม่รู้ตัว แต่การได้แอบมองและรู้สึกว่ามีคนรักอยู่ใกล้เช่นนี้ก็มีความสุขแล้ว… ยังไงก็แล้วแต่ ดอนยังคงมุ่งมั่นต่อไปในการคอยโอกาสเหมาะที่จะเข้าไปคุยกับแอนในขณะที่นั่งอยู่ใกล้ๆกับเธอเช่นกัน

จนเมื่อสบโอกาสเหมาะ แอนนั่งอยู่คนเดียว วินเลยเดินเข้าไปแนะนำตัวและพูดคุย จนทำให้ดอนถึงกับเคืองอย่างมากเพราะวินเข้าไปหาเธอในจังหวะที่เขาเองก็กำลังจะลุกไปพอดี

…วันหนึ่งเมื่อโอกาสของดอนมาถึง เขาจึงเข้าไปหาแอนเพื่อแสดงตัวและนัดเธอให้ไปทานเข้ากับเขาในวันรุ่งขึ้น

เพราะหลายวันที่ผ่านมา ทุกวันที่แอนเข้าโรงเรียนมักจะได้คุยกับวินเสมอ ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองจึงเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆในเวลาต่อมา

…เมื่อเวลาพักกลางวันของวันรุ่งขึ้นมาถึง ดอนจึงได้กินข้าวกับแอนพลางแนะนำตัวและพูดคุยกันอย่างออกรส แต่ปรากฎว่าแจ็คเดินมาเห็นพอดีจึงรีบวิ่งเข้าไปลากตัวดอนออกมาทันทีก่อนที่จะกล่าวตักเตือน เขาบอกว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่เห็นดอนอยู่กับแอนอีก ได้มีเรื่องแน่! จากนั้นจึงปล่อยดอนไปด้วยสายตาที่อาฆาต ทางด้านดอน ใช่ว่าเขาจะกลัวแต่ที่หือไม่ได้แต่เป็นเพราะเขาตัวคนเดียว ไม่มีพรรคพวกนั่นเอง เมื่อดอนเดินไปไกลลับตา แจ็คหันมาทางแอนก่อนที่จะเข้ามานั่งคุย

…เช้าวันหนึ่ง วินตั้งใจมาดักเจอแอนตามปกติ แต่แล้วเขาก็ต้องพบกับความผิดหวัง เมื่อพบว่ามีเด็กหนุ่มที่ไหนไม่รู้เดินมาคู่กับเธอ (เด็กหนุ่มคนนั้นอาจมาดักเจอแอนเหมือนกับเขาก็ได้) พร้อมกำลังยื่นช่อดอกไม้ให้เธอในขณะที่กำลังเดินผ่านหน้าเขาพอดี วินรู้สึกเจ็บใจตัวเองที่ปล่อยโอกาสให้ใครก็ไม่รู้เข้ามาหาแอนได้ …ด้วยความโกรธ ไม่นานเขาก็สืบจนรู้ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นมีชื่อว่าดอน เขาจึงเตรียมวางแผนที่จะเล่นงานดอนทันที!

…หลายวันผ่านไป หลังจากที่รู้ว่าวันไหนแจ็คไม่ได้มากับเธอ วินก็จะแอบเพื่อนๆไปนั่งทำงานให้แอนและเพื่อนๆเธอในอยู่เสมอ ฝ่ายตูนกับแพรก็ห้ามๆ เชิงเตือน แต่แอนก็บอกว่าเป็นแค่เพื่อนเท่านั้น แต่ความจริงแล้วในในเธอก็มีความรู้สึกดีๆเกิดขึ้น …ทว่าในใจของวิน แอนคือคนที่…ใช่เลย!

ในวันที่วินเดินกลับบ้านกับแอน ขณะเดินอยู่เขาบอกเธอว่ามีสถานที่แห่งหนึ่งจะพาไป …ไม่นานทั้งสองก็มาถึงที่สระว่ายน้ำบนคอนโดฯแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งมีความสงบ ร่มรื่น และมีทิวทัศน์ที่สวยงามเมื่อมองลงไปยังเบื้องล่างจากชั้นนั้น วินบอกกับแอนว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่เขาชอบมาเวลามีเรื่องทุกข์หรือกังวลใจเพื่อหาความสงบให้กับชีวิต หรือบางวันเขาจะมาเพื่อนั่งคิดทบทวนเรื่องต่างๆเพื่อหาคำตอบอีกด้วย แอนรับฟังก่อนจะแหงนหน้ามองท้องฟ้าตามคำชวนของวิน เขายังบอกกับเธอว่า เวลาที่เขามีเรื่องไม่สบายใจเขามักจะมองขึ้นไปบนฟ้าและพูดกับมัน …จนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ทั้งวินและแอนต่างก็รู้สึกมีความสุขมากที่ได้แบ่งปันประสบการณ์ดีๆให้แก่กัน

จนมาวันหนึ่งวินตั้งใจจะเดินเอาของไปให้แอนที่โรงเรียน เมื่อเดินไปใกล้จะถึงในระยะที่มองเห็นกลุ่มของเธอ เขาเห็นดอนกับแอนนั่งคุยเล่นกันอยู่ วินกลับรีบหลบหลังเสาทันที(ในจังหวะที่แอนคุยกับดอนอยู่แล้วหันมาทางวินพอดี) พลางมองดูของในมือ …เขารู้สึกโกรธสุดขีด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาไม่อยากให้แอนต้องลำบากใจ วินคิดแล้วเดินจากไป… แต่ทว่าโชคร้ายที่แจ็คเดินมาพบดอนอยู่กับแอนเข้าอีก เขารู้สึกเลือดขึ้นหน้าและถึงกับตรงเข้าไปชกดอนทันที (แอนร้องกรี๊ด และตรงเข้าไปผลักแจ็คพร้อมบอกให้เขาหยุดแต่เพราะความแข็งแรงเขาก็จับเธอผลักออกไปอย่างง่ายดาย และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนที่จะชกต่อ…) ด้วยความเร็วของแจ็ค ดอนจึงหลบไม่ทัน แต่เขาก็ไม่ได้เจ็บมากมายนักจึงตั้งท่าสู้ เขาแลกหมัดกับแจ็คไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ถึงกับนอนหงาย เพราะแจ็คใส่หมัดไม่ยั้งด้วยความโกรธ (ในเวลาต่อมาคนแห่กันมามุงดูมากมาย) แจ็คตะโกนด่าดอนเสียๆหายๆด้วยเสียงที่ดังปกติ วินเดินกลับมาเห็นเหตุการณ์พอดี แต่ไม่ได้ห้าม เขาได้แต่ยืนมองไกลๆด้วยความดีใจลึกๆ …บัดนี้ดอนกำลังลุกขึ้นจากพื้นในสภาพที่มีเลือดไหลออกมาเปรอะทั่วร่างกาย เขาเดินออกไปพร้อมเสียงด่าและเสียงประนามของแจ็ค ในขณะที่แอนก็ตะโกนบอกให้เขาหยุดสักที …จนเมื่อดอนเดินออกไปไกล แจ็คจึงหันมาต่อว่าเธอทันที (ต่อหน้าคนที่มุงดูเหตุการณ์) ก่อนจะลากเธอไปคุยกันตามลำพัง

บ่ายวันหนึ่งที่บ้านของแอน พ่อ แม่ และเธอนั่งดูโทรทัศน์กันอยู่ที่ห้องนั่งเล่น ก่อนที่พ่อจะขอตัวเข้าไปนอนด้วยความเพลียจากการทำงานที่กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็ดึกดื่น

เมื่อพ่อของเธอเข้าไปนอนได้สักพัก แอนก็คิดปรึกษาแม่เรื่องแฟนของเธอ(แจ็ค)อีกครั้ง แต่ทันทีที่เอ่ยว่าจะพาแจ็คเข้าบ้านมาให้แม่รู้จักตามคำขอร้องของเขา ปรากฎว่าแม่ก็เริ่มโวยวายทันทีที่เธอยังพูดไม่จบ จนเมื่อแอนเริ่มย้ำเจตนาเดิมของเธอซ้ำไปซ้ำมา แม่ก็เริ่มหงุดหงิดและเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ จนเวลาผ่านไปครู่หนึ่งอารมณ์ของทั้งแอนและแม่ก็มาถึงจุดขีดสุดเพราะไม่มีใครยอมใคร แอนเริ่มตวาดแม่ ส่วนแม่ก็เริ่มใช้ถ้อยคำรุนแรงที่ทำร้ายจิตใจเธอได้อย่างง่ายดาย เมื่อแอนทนไม่ไหวและขู่จะหนีออกจากบ้าน แม่ของเธอจึงบอกให้ออกไปเลย แล้วอย่ากลับมาอีก …ด้วยความน้อยใจและโกรธสุดขีด เธอถึงกับวิ่งออกไปจากบ้านในขณะนั้นด้วยน้ำตาที่ไหลมาอย่างไม่ทีท่าว่าจะหยุด เมื่อแอนออกไปได้สักพักทั้งตัวและมือไม้ของแม่แอนก็เริ่มสั่นบ่งบอกถึงความรู้สึกผิดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอไม่แน่ใจว่าสิ่งทำลงไปถูกต้องหรอไม่ ทางด้านพ่อของแอนกลับหลับสนิททำให้ไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเลย

…ส่วนแอนหลังออกจากบ้านมา เธอเดินไปเรื่อยเปื่อย ไร้ซึ่งจุดหมายพลางคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ แต่ไม่นานแอนก็นึกขึ้นได้ เธอจึงรีบกดโทรศัพท์ตามวินให้ขี่มอเตอร์ไซด์มารับเธอและพาหนีไป …จะไปที่ไหนก็ได้ แต่ขอให้ไปไกลๆจากบ้านเพราะเธอไม่คิดจะกลับมาอีกแล้ว ตอนแรกแจ็คไม่เห็นด้วยและบอกว่าสิ่งที่เธอทำนั้นไม่ถูก แต่เมื่อแอนรบเร้าเขามากๆ แจ็คก็ถึงกลับใจอ่อนและยอมมารับเธอ …ที่ลานร้างตรงข้ามโรงเรียนฝั่งประตูเล็ก แอนมายืนคอยแจ็คด้วยจิตใจที่ว้าวุ่นและสับสน สักพักแจ็คก็มาถึงพร้อมกับมอเตอร์ไซด์ ก่อนที่แอนจะนั่งเขาถามเธอว่าแน่ใจแล้วหรือกับสิ่งที่ทำ เธอตอบว่าแน่ใจ มอเตอร์ไซด์จึงออกตัวทันทีที่แอนขึ้นซ้อน พอดีกับที่วินและเพื่อนๆเดินสวนจะเข้าโรงเรียนมาพอดี เมื่อเห็นเข้า วินก็รู้สึกแปลกใจแต่ก็ไม่ได้เก็บไปคิดอย่างไร

2-3วันผ่านไป วินชักเริ่มเอะใจและเริ่มอยากรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองสงสัยนี้จะถูกต้องหรือไม่ เขาจึงออกตามหาแพรกับตูน และเมื่อได้พบกับพวกเธอ เขาจึงถามว่าแอนหายไปไหน ทางด้านตูนกับแพรที่เป็นเพื่อนสนิทของเธอก็ยังไม่รู้ ซ้ำยังบอกอีกว่าโทรถามไปที่บ้าน แม่ของเธอก็บอกว่าไม่รู้เช่นกัน ว่าแล้ววินจึงเล่าให้แพรและตูนฟังเรื่องที่เขาเห็นแอนซ้อนมอเตอร์ไปกับแจ็ค เมื่อเล่าจบตูนก็ฟันธงเลยว่า…งานนี้หนีตามกันไป ชัวร์! เมื่อวินได้ยินดังนั้นก็เท่ากับเพิ่มความเชื่อมั่นว่าแอนหนีไปแล้วจริงๆ มันทำให้เขาถึงกับรู้สึกเศร้าขึ้นมาทันที…

…หลายวันผ่านไป แม้ว่าเพื่อนๆจะชวนไปเล่นบาสฯเพื่อให้วินได้หยุดคิดถึงแอน แต่
วินกลับชู้ตทีสองทีก็เลิก ไม่ได้ตั้งใจเล่น และเพราะอาการใจลอยลูกบาสฯจึงไม่ลงแป้น ต่อมาเขาจึงไปนั่งข้างสนาม เฝ้าของให้เพื่อนๆพลางอดคิดถึงเธอไม่ได้เลย เพราะทุกวันที่ผ่านมานี้เขายังคงเฝ้ารอแอน ด้วยการไปที่สระว่ายน้ำบนคอนโดฯทุกวันด้วยความหวังลมๆแล้งๆเพียงเพราะความเชื่อว่า สักวันหนึ่งเธอจะต้องกลับมา

…จนเวลาได้ผ่านไปหลายสัปดาห์ เจี๊ยบกับอาร์มก็นัดวินมาทำงานที่โรงเรียนในวันหนึ่ง ที่โต๊ะแถวนั้นมีคนนั่งคนมากมาย (เต็มเกือบทุกโต๊ะ) เจี๊ยบกับอาร์มก็นั่งทำงานไป แต่วินนั่งเหม่อลอย เพื่อนๆดูออกว่าเขาซีดเซียวลงไป ใบหน้าหมองคล้ำ เหมือนกับคนไม่สบายใจอย่างหนัก และไม่ยอมกินข้าว เจี๊ยบกับอาร์มก็ได้พูดปลอบใจและให้กำลังใจวินมากเท่าที่พวกเขาจะทำได้ เพื่อให้วินรู้สึกดีขึ้น แต่ทว่าภายในใจของวินไม่ได้เป็นเช่นนั้น …ตอนนี้เขามีความรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ตัวคนเดียวในโลก รอคอยความรักที่สูญหาย กลับคืน……

1เดือนต่อมา ในช่วงเย็นที่วินมุ่งหน้ามายังสระว่ายน้ำตามปกติก่อนจะกลับบ้าน เมื่อลิฟท์ชั้น6เปิดออก เขาก็ต้องตกใจเมื่อได้พบแอนขณะที่กำลังจะกระโดดตึกเพื่อฆ่าตัวตาย วินเห็นเข้าจึงไม่รอช้า เขารีบวิ่งไปคว้าตัวแอนด้วยความเร็วในจังหวะที่ทันท่วงทีก่อนแอนจะตกลงไปหากคว้าตัวไว้ช้ากว่านี้ แอนหันมามองและโผเข้ากอดทั้งน้ำตา หลังจากวินประคองแอนให้นั่งเพื่อที่จะพูดคุย วินก็เริ่มถามด้วยความสงสัยทันที เนื่องจากเห็นสภาพที่มอมแมมของเธอ เขาจึงถามว่าไปทำอะไรมา แอนจึงได้เล่าว่าไปเจออะไรมาบ้าง และยากลำบากแค่ไหน จนเมื่อนึกขึ้นได้ วินสงสัยว่าทำไมถึงคิดฆ่าตัวตาย ก่อนตอบ ปากของแอนเริ่มสั่นอย่างเห็นได้ชัด เธอพูดพร้อมน้ำตาคลอ…เพราะแจ็คหายตัวไป (เธอไม่รู้ว่าเขาหายไปไหน หลังจากที่เธอออกตามหาแล้วไม่พบ รวมทั้งได้รออยู่นานเขาก็ไม่ยอมกลับมา ทำให้แอนเชื่อว่าแจ็คต้องแอบหนีไปมีผู้หญิงอื่นอย่างแน่นอน) พูดจบเธอก็ร้องไห้อย่างหนัก วินปลอบด้วยคำพูดที่กลั่นกรองออกมาอย่างดี แต่เพียงชั่วครู่…แอนเกิดสลบไป วินเรียก…แอนยังนิ่ง….

เมื่อเธอลืมตา วินถามแอนว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เธอบอกว่าคงไม่เป็นไร หน้ามืดไปเท่านั้นเอง …อย่าห่วง …เธอสบายดี …ไม่จำเป็นต้องพาไปหาหมอหรอก…เล็กน้อย…

เย็นวันนั้น ในขณะที่แจ็คกำลังเดินพาแอนไปส่งบ้าน เธอก็บอกถึงความรู้สึกไม่สบายใจและความรู้สึกผิดที่มีต่อแม่เมื่อคราวทะเลาะกันครั้งก่อน วินจึงเสนอว่าให้กลับไปขอโทษแม่และบอกกับแม่ว่ารู้สึกอย่างไร เขาเชื่อว่าแม่ของเธอคงอภัยและไม่คิดโกรธเธออย่างแน่นอน เพราะไม่มีแม่คนไหนที่ไม่รักลูกหรอก…

เมื่อถึงหน้าบ้าน วินบอกให้แอนเข้าไป ส่วนเขาจะยืนรออยู่ตรงนี้จนกว่าจะได้เห็นแอนเข้าบ้านแล้วเขาจึงค่อยกลับ …ยังไม่ทันที่แอนจะหมุนลูกบิดประตู แม่ก็เปิดประตูออกมาพร้อมกับวิ่งเข้าไปกอดแอนทันทีด้วยน้ำตาแห่งความดีใจที่ในที่สุด แอนก็กลับมา จากนั้นแอนจึงเอ่ยขอโทษ แต่แม่กลับบอกว่าลืมให้มันไป เรื่องที่ผ่านไปแล้วไม่ต้องเก็บมาคิด และเธอยังโทษตัวเองอีกว่าเธอก็มีส่วนผิดด้วยเหมือนกัน ก่อนที่จะเสียเวลาปรับความเข้าใจนานไปกว่านี้ พ่อแอนก็เรียกให้แม่ ลูกเข้าบ้านมาได้แล้ว …เมื่อวินได้เห็นดังนั้น เขาจึงรู้สึกสบายใจจึงมุ่งหน้ากลับบ้านไปในที่สุด

จากนั้นเป็นต้นมา เนื่องจากแอนยังไม่หายจากความเศร้า และยังไม่เปิดรับใครทั้งสิ้นเพราะเธอยังไม่พร้อมที่จะเริ้มต้นใหม่กับใคร เธอจึงปิดใจและปิดตัวเองในตอนนี้อยู่ แม้แต่ตูนกับแพร…เพื่อนสนิทก็ตาม แต่เพราะวิน… ในทุกครั้งที่เจอหน้าจะหาโอกาสมาเป็นเพื่อนคุยด้วยเสมอ หาโอกาสเหมาะๆเข้าไปปลอบเธอ ทุกที่ที่แอนไปจึงมีเขาไปด้วยเสมอ ไม่ว่าจะไปกินข้าว วินก็กินไปพร้อมกับชวนคุยไป

…วันหนึ่ง วินชวนแอนไปเล่นบาสฯเพื่อจะได้หาโอกาสอยู่ใกล้ๆเธอและเบี่ยงเบนความสนใจไม่ให้เธอเศร้าหรือมัวแต่คิดเรื่องที่ผ่านมา วินอยากให้เธอปล่อยความรู้สึกนั้นทิ้งไปซะ …ปล่อยให้มันกลายเป็นอดีตไป …เขาและกาลเวลาจะทำหน้าที่รักษาเธอเอง

พักนี้วินสังเกตว่าดอนหายเงียบไปเลยตั้งแต่แอนกลับมา ทำไมเขาถึงไม่เห็นดอนในขณะที่แอนอยู่ในโรงเรียนนะ… เขาหายไปไหนกันแน่… วินอยากจะถามเรื่องนี้กับแอนเต็มแก่ แต่ทุกครั้งที่เจอหน้า เขาเลือกที่จะเก็บคำถามนี้ไว้เพื่อความสบายใจดีกว่า

…วันหนึ่งในบรรยากาศเย็นสบายน่านั่งเล่น วินกับแอนสบโอกาสนั่งคุย ปรับทุกข์กัน วินบอกให้แอนระบายสิ่งที่ค้างคาภายในใจให้หมด หลังจากที่ปล่อยให้เธอพูดและเขาได้รับฟังทั้งหมด ก็ถึงเวลาที่วินต้องเป็นฝ่ายพูดปลอบเธอ …แอนรู้สึกได้ทันที ถึงน้ำเสียงและการใช้คำเพื่อปลอบเธอ …มันเป็นคำพูดที่ดีที่สุดในชีวิตเท่าที่เธอเคยได้ยินมาจากปากผู้ชายคนหนึ่ง จนแอนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ วินจึงโผเข้ากอดทันที แอนรู้ได้เลย ตั้งแต่นี้ต่อไปเธอพร้อมจะเปิดใจรับเรื่องราวต่างๆให้เข้ามาในชีวิตอีกครั้ง รวมถึงเธอพร้อมแล้วที่จะเริ่มต้นรักครั้งใหม่กับวิน เขาเป็นคนที่เธอเพิ่งค้นพบว่าได้ตามหามาตลอดชีวิต แม้เธอและเขาจะเพิ่งได้มาเจอกันตอนนี้ แต่กับอนาคตวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้…แต่ไม่สำคัญเท่า…ในวันนี้เหมือนพรมลิขิตนำพาให้เธอและเขาได้มาพบกัน เธอรู้เพียงแต่ว่าจะขอทุ่มเทเต็มที่ ให้กับเด็กหนุ่มธรรมดาผู้ซึ่งทำให้แอนอยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปในทุกๆวัน

เที่ยงวันที่อากาศร้อน แดดจัด …วินเดินคุนกับแอนไปขณะที่กำลังจะออกไปนอกโรงเรียนทางประตูใหญ่ ปรากฎว่าเดินอยู่ดีๆ แอนกลับหน้ามืด เป็นลมล้มไป… ดีที่วินคว้าตัวไว้ทันก่อนถึงพื้น เขาจึงรีบพาไปห้องพยาบาล

…ไม่นานแอนก็ฟื้น เขาเอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัว และประคบหน้าผากให้เพราะตัวร้อน รวมทั้งเอายาให้กินด้วย วินสั่งว่าต้องไปหาหมอให้ได้ แอนบอกว่าจะลองไปดู แต่ในใจเธอกลับรู้สึกว่าเรื่องธรรมดาแค่นี้ไม่เห็นจะต้องไปหาหมอเลย… (insert)เนื่องจากหลายวันมานี้แอนหน้าซีดไปมาก เวลาเดินก็มีอาการตัวสั่นอยู่บ่อยครั้ง รวมทั้งมีอาการเบลอ บางครั้งก็ความจำสั้น จำอะไรไม่ค่อยได้เพียงชั่วครู่ ทำให้วินเริ่มสงสัยจากการสังเกตเห็น …เขาครุ่นคิด

หลายวันต่อมา แอนเดินมากับวิน(ที่ช่วยเธอถือหนังสือ) ทั้งสองกำลังมุ่งหน้ากลับบ้าน พวกเขาออกมาทางด้านหน้าอาคารเรียนตึก1 แอนรู้สึกก้าวลงบันไดไม่ไหว และวิงวียน บอกกับวินว่าขอนั่งพักตรงนั้นก่อน… วินพยุงแอนนั่งลง วินจึงรีบถามแอนว่าเป็นอะไร เธอนิ่ง…ไม่ตอบ แต่บอกว่า อีก3วันให้มาเจอกันที่นี่ตอนเย็น เธอมีเรื่องจะบอกเขา ด้วยความใจร้อนและอยากรู้มากๆเขาจึงพูดกับแอนให้บอกตอนนี้เลยได้ไหม แอนบอกเพียงแต่ว่าไม่ได้…อยากรู้ต้องรอ เธอพูดด้วยเสียงที่สั่นตัดกลับใบหน้าและแววตาที่ดูนิ่งผิดปกติ วินจึงเชื่อพร้อมกับเก็บความอยากรู้นี้ไว้ ตอนนี้ทำได้ก็แค่รอ…. ทั้งสองลุกขึ้นยืนและเดินจากกันไปคนละทาง จากตรงนั้น

จนเมื่อวินรู้สึกตัวว่าถือหนังสือของแอนติดมือมา เขาก็รีบวิ่งตามเธอออกไปนอกโรงเรียนทันที หวังจะคืนหนังสือให้ เมื่อวินออกมาถึงบริเวณถนนหน้าโรงเรียน เขาเริ่มมองหาเธอ ไม่นานก็เหลือบไปเห็นแอนอยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องขึ้นไป เธอกำลังรีบเดินไปยังรถยนต์ที่จอดรออยู่ข้างหน้า(ริมถนน) สีหน้าเหม่อลอยพลางครุ่นคิด วินตะโกนเรียก เธอไม่ได้ยิน ด้วยความอยากรู้เร็วๆที่มีในหัวใจเต็มเปี่ยมว่าแอนจะบอกอะไรในอีกสองวันข้างหน้า โดยไม่ได้มองซ้ายมองขวา เขาข้ามถนนไป…………. ประจวบกับที่แอนปิดประตู และรถก็เคลื่อนออกไปทันที

…………………………………………………………………………………………….

ที่โรงเรียน วินมาคอยแอน… ณ บริเวณที่นั่งพักข้างทางเชื่อมฯ เขาเดินเข้าไปนั่งข้างๆคนกลุ่มหนึ่ง…คนกลุ่มนั้นกลับไม่ได้รู้สึกอยากหันมามองหรือแสดงท่าทางอะไร หรืออยากจะคุยด้วยแต่อย่างไร สักพักวินจึงออกไปเดินเล่นที่ทางเดินยาวเชื่อมจากหน้าประตูโรงเรียนเข้าอาคาร ระหว่างเดิน ผู้คนที่เดินสวนกับเขาไปกลับมีท่าทีที่นิ่งเฉยและผ่านไป ไม่ได้สนใจมองดูเขา

…วินเดินไปนั่งเล่นที่ม้านั่งข้างห้องสมุด เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ๆเด็กกลุ่มหนึ่งที่มานั่งอยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่วินนั่งลงด้านหลังกลุ่มเด็ก เด็กคนหนึ่งกลางวงก็ทำท่าตกใจอย่างเห็นได้ชัด พลางกระซิบบอกเพื่อนเบาๆ… จากนั้นเด็กทั้งกลุ่มก็รีบลุกขึ้นยืนและเดินจากไปยังโรงอาหาร(ข้างหน้า)ทันที วินมองตาม พลางคิด…

ที่หน้าเวที ณ ลานการแสดงกลางแจ้งในโรงเรียน วินเหนื่อยจึงไปนั่งเล่นที่นั่นเป็นการพัก …มีชายแก่คนหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว เขาทักวิน วินคุยกับเขา ชายแก่คนนั้นจึงได้ถามว่าเป็นไงมาไงมามาทำอะไรที่นี่? จนผ่านไปนานพอสมควรก็ถึงเวลานัด วินจึงขอตัว… หลังจากที่ลุกออกมาและเดินมาได้ไม่ไกล เขาหันหลังกลับไปมอง ชายแก่คนนั้นไม่อยู่ที่นั่นแล้ว วินคิดว่าเขาคงแยกจากไปอย่างรวดเร็ว …ทันทีที่วินมาถึงที่บันไดหน้าอาคารเรียนใต้ตึก1 เขาก็นั่งรอพลางดูเวลาทันที อีกไม่กี่นาทีก็จะถึงเวลานัดแล้ว

ชั่วครู่ วินเห็นแอนเดินเข้ามาทางประตูเล็ก ด้วยสีหน้าและร่างกายที่ซีดผิดปกติ เธอเดินอย่างช้าๆเป็นจังหวะด้วยการก้มหน้ามาตลอดทาง เมื่อเดินมาถึง แอนหยุด และเงยหน้าขึ้นมามองวิน เธอตกใจเล็กน้อยด้วยการผงะไป แต่จากนั้นเธอก็นั่งลงข้างวิน เขาจับตัวเธอ และรู้สึกเย็นมากจนผิดปกติ วินเริ่มเปิดการสนทนาขึ้นด้วยการถามสารทุกข์สุขดิบ และคุยกันถึงเรื่องอื่นๆเพียงไม่กี่เรื่อง ก่อนที่จะเข้าประเด็น… เขาถามแอนว่ามีอะไรจะบอก แอนนิ่งไปสักพักด้วยสายตาที่เหม่อมองออกไปไกลพลางครุ่นคิดก่อนที่จะพูด …ความจริง เธอไปตรวจมาแล้วพบว่าเป็นโรคความดันในหลอดเลือด วันนี้เป็นวันที่มีกำหนดเดินทางไปรักษาตัวที่ต่างประเทศ …ที่เธอยังไม่อยากบอกในวันนั้นเพราะกลัวว่าวินจะมารั้งตัวเธอไว้ไม่ให้ไป แต่ที่ตัดสินใจบอกเพราะอยากให้วินเจอคนที่ดีกว่า และชีวิตของเขายังอีกยาวไกล ไม่ควรมาจบลงหรือเสียเวลาเปล่าไปกับคนไร้ค่าอย่างเธอที่คงจะหมดความหมายลงในเวลาไม่ช้า วินเริ่มร้องไห้ พลางพูดแต่ว่าไม่จริง เขารับไม่ได้ แอนเริ่มน้ำตาคลอและเสียงสั่นๆบอกวินว่าถึงยังไงเธอก็ไปต่างประเทศไม่ได้แล้ว เพราะเธอ ตายแล้ว………………….

เมื่อวานตอนบ่าย ที่บ้านของเธอ มีงานปาร์ตี้ที่เพื่อนๆ และพ่อแม่จัดให้ เพื่อเลี้ยงอำลาทุกคนไปรักษาตัวยังต่างประเทศ ในขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนานกันอยู่นั้น โทรศัพท์(บ้าน)ก็ดังขึ้น …แอนเดินไปรับโทรศัพท์ที่อยู่อีกห้องหนึ่งไกลออกไป เสียงเข้ม ทุ้มของผู้ชายปลายสายทำให้รู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนพิเศษ เขาถามเธอว่ารู้จักแจ็คไหม เธอบอกรู้จัก เจ้าหน้าที่ฯจึงบอกว่า ให้ทำใจ เขามีเรื่องสำคัญจะบอก …ความจริงแล้วแจ็คไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ แต่ด้วยการฆาตกรรมของดอนที่โกรธเคืองแจ็คจากเรื่องชกต่อยเมื่อคราวก่อน …ทั้งๆที่เจ้าหน้าที่ฯพูดยังไม่จบดีแอนก็เริ่มวิงเวียน หน้ามืด ก่อนจะเป็นลมล้มลงกับพื้น และเสียชีวิตไปในที่สุด ในขณะที่เธอยังไม่ได้รู้ว่าเจ้าหน้าที่ฯสามารถจับกุมคนร้ายได้แล้ว ……….เพื่อนสองสามคนเดินถือจานไปล้างผ่านมาพอดีจึงตกใจ (ทำจานตกแตก) ร้องกรี๊ด…

ที่บันไดหน้าตึก หลังจากที่แอนเล่าให้วินฟังจบ เขาก็นิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรเลย แอนจึงพูดขึ้นหลังจากที่เงียบมานาน เพราะไม่มีใครพูดอะไรขึ้นเลย แอนถามวิน…ที่เธอคุยกับเขาได้ไม่ใช่เพราะเขาก็ตายแล้วหรอกหรือ? ไม่งั้นเธอกับวินคงไม่ได้พบกันอีกครั้ง ว่าแล้วแอนจึงถามว่าเขาตายยังไง?

ช่วงเย็นวันหนึ่ง บริเวณถนนแถวโรงเรียน แอนกำลังรีบเดินไปยังรถยนต์ที่จอดรออยู่ข้างหน้าริมถนน สีหน้าเหม่อลอยพลางครุ่นคิด วินตะโกนเรียก เธอไม่ได้ยิน ด้วยความอยากรู้ที่มีในหัวใจเต็มเปี่ยมว่าแอนจะบอกอะไร โดยไม่ได้มองซ้ายมองขวา

เขาข้ามถนนไป……. ประจวบกับที่แอนปิดประตู และรถก็เคลื่อนออกไปทันที ที่ถนน วินถูกรถยนต์ขับมาชนเข้าอย่างจัง เขากระเด็นไปตามแรงประทะของรถไม่ไกลก็ล้มลงไปกับพื้นถนน เลือดไหลออกมาจากทั่วร่างกายมากมาย เขาสิ้นลมไปพร้อมกับกองเลือด ……… ทันทีที่เกิดเหตุ บริเวณนั้นมีคนมามุงดูมากมาย แต่ทว่ารถยนต์ของแอนกลับเคลื่อนออกไปไกลมากจนเกินกว่าจะรู้ถึงเรื่องราวที่เกิด

เมื่อวินเล่าจบ เธอเริ่มน้ำตาคลอและรั้องไห้ในที่สุด เธอขอโทษวินที่ไม่ได้สนใจเขา (ถึงแม้ว่าแอนจะไม่ได้ยินเสียงเรียกของวินในตอนนั้นก็ตาม) เพราะเธอทำให้วินต้องเสียชีวิต เพียงถ้าหากเธอไม่ใจลอย ขึ้นรถช้ากว่านี้หน่อย วินก็จะไม่ตาย แต่วินกลับพูดสวนขึ้นทันทีด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือพลางเอามือปาดน้ำตาแอนที่ใบหน้า และบอกว่า ไม่ต้องโทษตัวเองหรอก งานนี้ไม่มีใครผิด และไม่ไช่เพราะเธอหรอกหรือที่ทำให้เราได้กลับมาพบกันอีกครั้ง? ถ้าคนใดคนหนึ่งไม่ตายจากไป เขากับเธอก็คงจะไม่มีวันได้กลับมารักกันอีก… เขาพูดพลางยิ้ม แอนหยุดเริ่มหยุดร้องไห้และบอกว่า …ถ้ามันคือโชคชะตาที่ลิขิตไว้เพื่อที่ให้เราได้รักกันจริง และเกิดมาเป็นคู่แท้ของกันและกันจริงๆ ตอนนี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเธอก็พร้อมแล้ว หากมีวินอยู่เคียงข้างเธอเสมอ …เธอพร้อมที่จะออกเดินทางไกลไปกับเขาและความรักที่ยิ่งใหญ่ พร้อมที่จะเผชิญกับอุปสรรค ด้วยรักที่กำลังจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง …เป็นครั้งสุดท้าย

เมื่อแอนพูดจบ วินกับแอนก็ประสานมือเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งสองสบตา และลุกขึ้นยืน ก่อนที่จะก้าวลงบันไดพร้อมกันเพื่อออกเดินไปในเส้นทางที่ทอดยาวไกลข้างหน้า พร้อมกับแสงสีขาวนวลดุจละอองเมฆที่ส่องแสงตลอดทาง …มันเป็นเส้นทางที่ไม่มีที่สิ้นสุด

ความจริงนี่ป็น Treatment ของหนังสั้นเรื่องแรกที่ผมกำกับ แต่เห็นว่าดูแล้วก็คล้ายกับเรื่องสั้น (ที่ไม่สั้น!) อยู่เหมือนกัน จึงได้นำมารวมไว้ใน Blog ด้วย ใครที่ต้องการชมภาพยนตร์หลังอ่านจบ คลิกเข้าไปดูได้ที่ soulmomentfilm.wordpress.com ครับ

 

A Short Film by Supakit Seksuwan

 

 

Soul Moment / 2007 / นวนิยายขนาดสั้น / พิมพ์ / Mac Paper / Drama, Romance