ลงเรือ (2014)

ลงเรือ

 

เรื่องราวของเด็กสาว 2 คน ผู้อยู่ต่างยุคสมัย ซึ่งต้องการพิสูจน์ตนเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ ดำเนินเรื่องผ่านสิ่งที่ทั้งคู่จะต้องพิสูจน์ตนเองร่วมกัน นั่นคือ การทำอาหาร

 

ธีม

            เรื่องราวชีวิต ความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมประเพณีคนในวัง ประวัติความเป็นมาของอาหารไทยในยุครัชกาลที่ 5 โดยเล่าถึงที่มาของ น้ำพริกลงเรือ” เป็นเส้นเรื่องหลัก เหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในวังสวนสุนันทา ครั้งเมื่อพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา เป็นอัครมเหสีองค์ที่ 8 ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีประเด็นพูดถึงชีวิตมิตรภาพ ความรัก เพื่อน คนรัก การแข่งขัน อาหาร การพิสูจน์ความจริง และการเป็นที่ยอมรับในสังคม

            โดยเนื้อเรื่องนั้นเล่าตัดสลับกันกับเรื่องราวในยุคปัจจุบันที่กล่าวถึงชีวิตเด็กของเด็กวัยรุ่นสาวคนหนึ่ง ซึ่ง Theme ไม่ต่างจากหญิงสาวในอีกยุค ไม่ว่าจะความเป็นอยู่และหลายเหตุการณ์ในชีวิตของเธอเองมีส่วนคล้ายกับหญิงสาวในยุค ร.5 อย่างบังเอิญ โดยแกนหลักพูดถึงคนตัวเล็ก ๆ ที่ชีวิตดูเหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ ไม่น่าจะได้รับการกล่าวถึง ทว่ากลับมีอะไรที่ยิ่งใหญ่ควรค่าแก่การยกย่องไว้ การสร้างหนังเรื่องนี้จึงทำหน้าที่เป็นตัวบันทึกและเผยแพร่เรื่องราวสำคัญให้คนทั้งโลกได้รับรู้ถึงเรื่องราวที่ดูธรรมดา แต่หากเมื่อค้นไปลึก ๆ แล้วเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และพิเศษมาก ผ่านจากเค้าโครงเรื่องจริงแล้วนำมาแต่งเติมเรื่องราวในจินตนาการลงไป  บทสรุปทั้ง 2 เรื่องราวจึงเติมเต็ม เชื่อมโยง และเกี่ยวพันซึ่งกันและกัน ทั้งเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกันในทาง ๆ หนึ่ง ถ้าไม่มีฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่สามารถดำเนินเรื่องได้

 

เรื่องย่อ

            เรื่องราวของเด็กสาวที่ชื่อ มะลิ ที่พยายามจะพิสูจน์ตนเองกับครอบครัวและคนรอบข้าง เพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่าแท้จริงแล้วเธอไม่ใช่คนที่แย่อะไร แต่เธอเองก็เป็นคนเก่งและมีความสามารถเช่นกัน เธอออกเดินทางไปแข่งขันทำน้ำพริกชิงเงินรางวัลเพื่อที่จะมาช่วยครอบครัวให้ได้ ในขณะเดียวกันย้อนกลับไปในอดีตสมัยรัชกาลที่ 5 ก็มีเด็กสาวอีกคนที่กำลังพิสูจน์ตนเองเช่นเดียวกับมะลิเหมือนกันนั่นคือ มาลัย ผู้มีฝีมือในการทำอาหารเป็นเลิศทว่าเพราะความต่ำศักดิ์และความคิดสร้างสรรค์อาหารของเธอที่ดูจะแปลกจากยุคสมัยที่เธออยู่จนเกินไป ทำให้เธอไม่ได้รับการยอมรับจากคนอื่น เธอจึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะผู้อื่น และให้ทุกคนได้เห็นว่าเธอนั้นก็เก่งไม่แพ้ใคร แม้จะต่างด้วยกาลเวลาแต่การพิสูจน์ตนของทั้งคู่ก็ดำเนินควบคู่กันไปผ่านสิ่งที่ทั้งคู่จะได้พิสูจน์ตนเองร่วมกันคือ การทำอาหาร 

 

ตัวละคร

  1. มะลิ

            เด็กสาววัยรุ่น ผิวขาว ผมยาว เรียนอยู่ชั้น ม.6 กำลังเตรียมตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัย เป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง ชอบไปไหนมาไหน ทำอะไรคนเดียวจนเพื่อน ๆ หลายคนต่างมองว่าเธอเป็นคนแปลก เธอชอบทำอะไรคนเดียวเพราะมองว่าเธออาจจะไม่ใช่คนเก่งอะไร ด้อยกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ เลยไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับคนอื่นให้มีปัญหา มะลิใฝ่ฝันถึงการเดินทางคนเดียว ออกไปเจอโลกกว้าง ได้ทำอะไร ๆ ด้วยตัวคนเดียว หลุดจากกรอบ เพราะทุกครั้งพ่อแม่จะต้องคอยตามติดตัวเธอเสมอ ไม่ปล่อยให้ได้มีอิสระ โดยที่ไม่มีใครมาบงการชีวิตเมื่อที่เป็นตอนนี้ นั่นคือแม่ของเธอ  อีกมุมหนึ่ง มะลิมีสิ่งพิเศษที่คนอื่นไม่มี นั่นคือการทำอาหาร เธอเป็นพวกครูพักลักจำ เพราะแม่เป็นคนที่ทำอาหารเก่งมาก แต่ก็ไม่ไว้วางใจเธอให้ทำอาหาร เพราะเข็ดจากที่มะลิเคยทอดไข่เจียวพลาดจนน้ำมันกระเด็นไปใส่แขนน้องชายที่ยืนอยู่ด้วยกันจนเป็นแผลเป็น ตั้งแต่นั้นมามะลิถึงอยากจะทำอาหารแค่ไหนแต่ก็ฝังใจว่าตนคงทำไม่ได้ กลัวการทำอาหารและแม่เองก็ไม่ให้มะลิทำอาหารอะไรเองเลย เธออยู่ในครอบครัวชนชั้นกลางในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง ที่นอกจากแม่แล้วก็มีพ่อ และน้องชายอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเธอ  ครอบครัวเธอเป็นหนี้ก้อนโตอยู่ เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจภาวะการเมืองในปัจจุบันที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ทำให้ธุรกิจของพ่อขาดทุนย่อยยับ ที่ทำได้ตอนนี้คือทุกคนต่างต้องประหยัดค่าใช้จ่ายแบบสุด ๆ และช่วยกันคิดหาทางใช้หนี้ให้หมดไป เมื่อเธอได้ทราบข่าวว่ามีการแข่งขันประกวดทำน้ำพริกขึ้นจึง

  1. แม่มะลิ (นิด)

          หญิงผมสั้น ผิวเข้ม อายุ 40 กว่า หน้าตาดูงามอย่างหญิงไทยแท้ เรียบร้อยตามขนบหญิงไทย เป็นคนที่รักลูกมาก เจ้าระเบียบ ชอบบงการชีวิตลูก อยากให้ลูกเป็นไปอย่างที่ตนต้องการ และพยายามที่จะอบรมเลี้ยงดูให้ลูกอยู่ในกฎเกณฑ์ที่ตนคิดว่าดีงาม เพื่อปกป้องลูกจากสภาพสังคมปัจจุบันที่มีแต่สิ่งแย่ๆได้ ชอบทำอาหารเพราะสืบเชื้อสายจากย่าทวดผู้เป็นนางสนมในห้องต้นเครื่อง วังสวนสุนันทา มักมีปากเสียงกับมะลิบ่อยครั้ง เพราะความเป็นห่วงลูกจนบางครั้งก็ทำให้มะลิคิดไปเองว่าแม่ไม่รักเธอ

  1. พ่อมะลิ (เอก)

          อายุ 40 กว่า (แก่กว่านิด 3 ปี) ผอม สูง ผิวขาว เป็นคนไม่ค่อยเข้มงวดเท่าภรรยา มุ่งมั่น จริงจังกับเรื่องงาน ชอบการวัดดวง ทำธุรกิจ ชอบการลงทุนโดยไม่คิดให้รอบคอบ นำผลเสียมาสู่ครอบครัว  เป็นคนสบาย ๆ ชอบแก้ต่าง ให้ท้าย และตามใจลูกชายมากกว่ามะลิเพราะมักมองว่ามะลิเป็นคนคิดอะไรแปลกๆ และไม่สนใจพวกงานเสี่ยงดวงหรืองานที่จะมีผลประกอบการดีอย่างลูกชาย

  1. น้องชายมะลิ (พล)

            เด็กหนุ่มผิวเข้มเรียนอยู่ชั้น ม.3 โรงเรียนรัฐบาลแห่งเดียวกับพี่สาว จากบุคลิกทำให้หลายคนมักเดาผิดคิดว่าเป็นเด็กเรียนแน่ ๆ แต่ผิดถนัด แท้จริงแล้วพลเป็นนักกีฬาโรงเรียน ชอบเล่นฟุตบอล และชอบกีฬาชนิดนี้เป็นชีวิตจิตใจ ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักเตะฟุตบอลทีมชาติ เรียนไม่เก่งมาก แต่เป็นผู้ชายเท่ ๆ ทำให้มีสาวติด ถึงจะอยู่โรงเรียนเดียวกันกับมะลิ แต่เพราะชอบถูกล้อเรื่องพี่สาวบ่อยๆว่าเป็นคนแปลก เพื่อไม่ให้โดนรากแหว่าตัวเองก็เป็นคนแปลกเหมือนกับพี่สาวด้วยเลยมักจะทำตัวห่างเหินกับพี่สาว

—————————————————————–

.มาลัย

            มาลัย เด็กสาวอายุ ๑๗ ปี ลูกสาวต้นเครื่องตำหนักของพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา (อัครมเหสีองค์ที่ ๘ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ในวังสวนสุนันทา พอมาลัยอายุได้ ขวบ มารดาของมาลัยได้พาไปถวายตัวเป็นข้าหลวงในตำหนัก ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ(อายุ ๑๑ ปี)ถวายตัวในตำหนักพระวิมาดาเธอ ผู้มีศักดิ์เป็นน้า

            มาลัยและหม่อมราชวงศ์สดับมีวัยที่ค่อนข้างไล่เลี่ยกัน หม่อมราชวงศ์สดับได้รับการอบรมเลี้ยงดูในฐานะพระญาติ ขณะที่มาลัยได้รับการเลี้ยงดูในฐานะข้าหลวงชาววัง ด้วยความที่มาลัยเป็นเด็กช่างสอดรู้จึงแอบเข้ามาพินิจการปรุงเครื่องคาวหวานของพระวิมาดาเธอโดยไม่ได้รับอนุญาต ในครั้งนั้นหม่อมราชวงศ์สดับทรงเป็นลูกมือ แต่ฝีมือยังไม่เป็นที่น่าพอใจ มาลัยได้แอบให้การช่วยเหลืออย่างลับๆ จนพระวิมาดาเธอโปรดรสชาติอาหารฝีมือหม่อมราชวงศ์จอมสดับ ทำให้มาลัยรู้สึกว่าตนเองเก่งมาตลอด ในขณะที่เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับรู้สึกว่าตนนั้นมีความด้อยกว่ามาลัยอยู่เสมอ

            มาลัยเป็นคนหัวใหม่ในยุคสมัยนั้น ไม่ชอบยึดติดอยู่กับกรอบประเพณีเดิม มาลัยชอบที่จะคิดค้นอาหารสูตรใหม่มานำเสนอเหล่าข้าหลวงในวังเสมอ มีทั้งที่ถูกปากและไม่ถูกปากสลับกันบ้าง แต่มารดาของมาลัยไม่ชอบให้เธออวดตัวว่ามีความสามารถ จึงคอยหาทางปรามอยู่เสมอ เพราะหลายครั้งมาลัยก็ชอบแสดงตนข่มเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ทำให้มารดาไม่พอใจเพราะกลัวจะมีภัยมาถึงตัว มารดาของเธอค่อนข้างเคร่งครัดในกฎระเบียบ มาลัยเติบโตมาได้ด้วยการเลี้ยงดูของมารดาผู้ซึ่งเป็นหม้าย เนื่องจากบิดาของเธอเสียชีวิตในสงครามปราบฮ่อ

            เมื่อยามเล็ก มาลัยไม่สามารถไปห้องเครื่องได้อย่างใจหวัง เพราะมารดาเกรงว่าจะไปป่วน มาลัยจึงเริ่มจดบันทึกสูตรอาหารแทนอย่างไม่รู้ผิดรู้ถูก เพื่อรอคอยที่สักวัน เธอจะได้เข้าไปทำหน้าที่ในห้องเครื่องอย่างเต็มตัวในฐานะหัวหน้าห้องต้นเครื่องถึงแม้ว่าเธอจะต้องเอาชนะเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับก็ตาม

            ด้วยความที่มาลัยเป็นคนขยันหมั่นเพียนจึงทำให้มาลัยมีผลการเรียนดีที่สุดในหมู่เพื่อนทั้งวิชาการและงานฝีมือ แต่หากพูดถึงเรื่องการทำอาหาร ทุกคนจะต้องเอ่ยตรงกันว่า อาหารรสชาติฝีมือหม่อมราชวงศ์สดับนั้นเยี่ยมที่สุด เพราะท่านเป็นถึงหม่อมราชวงศ์ ใครก็เก่งสู้ท่านไม่ได้ มาลัยเองหากมีบุญก็คงได้ลิ้มลองรสชาติฝีมือดูสักครั้ง ทำให้มาลัยมีความรู้สึกที่อยากจะเก่งขึ้นไปอีก ให้ทุกคนได้เห็นว่าลูกข้าหลวงอย่างเธอก็เก่งไม่แพ้ใคร

            คืนหนึ่งก่อนการสอบทำอาหารจะเริ่มขึ้น มาลัยได้ข่าวว่าในการสอบครั้งนี้องค์พระวิมาดาเธอจะพิจารณาเลือกผู้มาเป็นผู้ช่วยหัวหน้าห้องต้นเครื่อง มาลัยแอบเข้าไปในห้องต้นเครื่องเพื่อจะขโมยเครื่องปรุงมาวางแผนทำรสชาติของตนให้เลิศรสกว่าเพื่อนคนอื่น โดยลองผสมเครื่องปรุงเพื่อทำน้ำพริกดู แต่ทว่าเกิดพลาดจนไฟลุกไปทั้งห้องเครื่อง

            จนกระทั่งหม่อมราชวงศ์สดับได้เข้าปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาลัยจึงได้เข้ามามีส่วนร่วมที่ทำให้เจ้าจอมสดับได้รับตำแหน่งห้องพระเครื่องต้นราชสำนัก

 

.ชดช้อย (มารดาของมาลัย)

            ชดช้อย อายุ ๓๕ ปี ถวายตัวเป็นข้าหลวงในวังตั้งแต่ยังรุ่นสาว แต่แล้วเมื่อได้แต่งงานออกเรือนไปก็เริ่มอาชีพแม่ค้า ซึ่งร้านอาหารค่อนข้างมีชื่อเสียงเพราะเป็นสูตรชาววัง โชคร้ายนักที่สามีเสียชีวิตในสงครามปราบฮ่อ อีกทั้งแม่ครัวที่ร้านก็ขโมยสูตรอาหารไป ชดช้อยในเวลานั้นท้องแก่เต็มที ต้องบากหน้ากลับมาที่ตำหนักพระวิมาดาเธอ  และด้วยพระกรุณาของพระองค์ จึงทำให้ชดช้อยได้กลับมารับตำแหน่งต้นเครื่องในตำหนัก

            ชดช้อยผ่านความยากลำบากมามากตอนอยู่นอกวัง รู้ถึงความโหดร้ายของสังคม จึงเป็นห่วงมาลัยจนเกินเหตุ ไม่อยากให้ลูกต้องมารับเคราะห์กรรมลำบากแบบตน ชดช้อยคิดเสมอว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ตนเองจะปฏิบัติเป็นข้าหลวงจงรักภักดีต่อเจ้านายตลอดชีวิต ไม่ลาออกมามีชีวิตตกระกำลำบาก แต่ทว่าด้วยความรักในตัวบุตรสาวมีมากกว่า ชดช้อยจึงอบรมเลี้ยงดูมาลัยให้อยู่ในกรอบ ยิ่งมาลัยพยายามอวดว่าตนเองมีฝีมือด้านการทำอาหารเท่าไหร่ ชดช้อยก็จะกดมาลัยไว้เท่านั้น เพื่อไม่ให้ผู้อื่นหลอกใช้ประโยชน์จากความสามารถของมาลัย

            แต่แล้วเหตุการณ์ร้ายแรงก็มาถึง เมื่อมาลัยทำไฟไหม้ห้องเครื่อง เธอคิดว่าชีวิตของลูกจะต้องอยู่ในอันตรายจึงตั้งใจจะออกรับผิดแทน แต่เพราะเจ้าจอมสดับเห็นใจทั้งสองจึงวางแผนให้คนทั้งคู่หลบหนีไปได้

           

.ใบบัว (เพื่อนสนิทของมาลัย)

            ใบบัวถวายตัวเป็นข้าหลวงในตำหนักพระวิมาดาเธอก่อนมาลัย ๑ ปี จึงเป็นหัวโจกคอยนำมาลัยไปเล่นซนตั้งแต่ยังทั้งคู่ยังเล็ก ใบบัวเป็นสาวก๋ากั่น พูดจาเอะอะ ไม่กลัวฟ้ากลัวดิน จะกลัวก็แต่เจ้านายเท่านั้น

            ใบบัวไม่เก่งด้านงานฝีมือหรือด้านคหกรรมเท่าไหร่นัก แต่ก็มักจะช่วยเป็นลูกมือเวลามาลัยทำอาหารอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้ใบบัวยังเป็นผู้คอยสนับสนุนและช่วยเหลือมาลัยเมื่อมีปัญหา ทั้งในด้านความรักและด้านชีวิต

 

.มานพ (ชายหนุ่มที่หลงรักมาลัย)

            มานพ ชายหนุ่มพ่อค้า เชื้อสายจีน ตกหลุมรักมาลัยตั้งแต่แรกพบ ทั้งคู่ได้พบกันในตอนที่มาลัยแอบหนีออกมานอกวัง และมีเรื่องให้มาลัยต้องผิดใจกับมานพ จนกระทั่งมานพได้แสดงให้เห็นถึงความรักที่มีต่อมาลัย มาลัยจึงเริ่มใจอ่อน แต่ชดช้อยก็คอยขัดขวาง ยิ่งมานพเป็นพ่อค้า แม้จะร่ำรวยแต่ทว่า ชดช้อยรักลูกจนเกินไปและคิดว่ามาลัยยังอ่อนต่อเรื่องนี้มากนัก ไม่ควรจะรีบตัดสินใจ

            มานพได้พิสูจน์ตนเองให้ชดช้อยและมาลัยเห็นผ่านการช่วยเหลือหลายๆครั้งจนทำให้ในที่สุดชดช้อยยอมรับในตัวมานพ

.เจ้าจอมสดับ ลดาวัลย์

            หัวหน้าห้องต้นเครื่องวังสวนสุนันทา หลานของพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ฯ อัครมเหสีองค์ที่ 8 ใน ร.5

 

๖.พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา

            อัครมเหสีองค์ที่ 8 ใน ร.5

 

 

เรื่องสั้น

            มะลิ หญิงสาวม.ปลาย วัยกำลังเข้าสู่มหาลัย เธออยู่ในครอบครัวชั้นกลาง พ่อและแม่เป็นคนเข้มงวด ส่วนน้องชายเองนั้นก็ดูจะมีโลกส่วนตัวของตนเองที่ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับมะลิเอง มะลิจึงเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง ชอบไปไหนมาไหน ทำอะไรคนเดียว เพื่อน ๆ หลายคนพากันมองว่าเธอเป็นคนแปลก เธอใฝ่ฝันที่จะได้เดินทางออกไปเจอโลกกว้าง ได้เดินทาง และทำอะไร ๆ ด้วยตัวคนเดียวแบบหลุดจากกรอบ โดยที่ไม่มีใครมาบงการ  แต่ทว่าความจริง เธอมีสิ่งพิเศษที่คนอื่นไม่มี นั่นคือ ความสามารถในการทำอาหาร เธอเป็นพวกครูพักลักจำ เพราะแม่เป็นคนที่ทำอาหารเก่งมาก แต่ก็ไม่ไว้วางใจเธอให้ทำอาหาร เพราะเข็ดจากที่มะลิเคยทอดไข่เจียวสูตรที่เธอคิดค้นขึ้นมาใหม่เองให้น้องชายทาน แต่พลาดจนทำให้กระทะน้ำมันหกใส่น้องชายจนเป็นแผลที่ขาทั้งขาและเกือบกระเด็นเขาตาน้องชาย ตั้งแต่นั้นมามะลิก็วิตกกังวลเวลาทำอาหารถึงจะอยากทำสักเท่าใดแต่ก็ไม่กล้า ส่วนแม่ของเธอเองก็ไม่ให้มะลิได้จับงานครัวที่ต้องใช้ฝืนไฟอีก จะทำได้ก็แต่ช่วยแม่ล้างผักหั่นพักบ้างก็เท่านั้น

            ธุรกิจที่พ่อของมะลิทำเกิดขาดทุน เนื่องจากภาวะที่ไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้กิจการค้าเฟอร์นิเจอร์ของที่บ้านย่ำแย่ ทำให้ความฝันที่เธอจะได้เงินทุนไปเรียนทำอาหารที่ใฝ่ฝันวันหนึ่งเธอแอบเห็นประกาศแข่งทำอาหารชิงเงินรางวัล 1 ล้านบาทที่สมุย เธอตัดสินใจลงแข่งขันแม้ว่าจะไม่แน่ใจนักว่าจะได้รับรางวัลหรือไม่ก็ตาม แต่เพราะเธออยากจะได้เงินทุนสำหรับไปเรียนทำอาหารต่อที่ประเทศฝรั่งเศส มะลิขอแม่ไปแข่งแต่ก็เป็นอย่างที่คิดเอาไว้คือแม่ห้ามไม่ให้แข่ง และยังว่ามะลิอย่างรุนแรงว่าให้มะลิเลิกคิดเรื่องทำอาหาร เพราะตัวของมะลิไม่มีทางที่จะทำได้ แล้วก็พูดถึงเรื่องที่มะลิทำให้น้องชายบาดเจ็บขึ้นมา ทำให้มะลิเสียใจแล้วตัดสินใจหนีออกจากบ้าน ซึ่งแม่ของมะลิทำเป็นไม่สนใจแล้วตวาดใส่ว่าถ้ามะลิเก่งจริงก็ให้ออกไปได้เลย

ขณะที่มะลิเร่งเก็บของก็เจอกับสมุดบันทึกเล่มหนึ่งในห้องเก็บของของบ้าน เมื่อเปิดอ่านก็เห็นว่าเป็นสูตรอาหารที่ถูกเขียนไว้เต็มไปหมด จึงพกติดตัวไปด้วยไว้อ่านระหว่างทางเผื่อว่าจะสามารถช่วยเธอเลือกเมนูอาหารที่จะทำได้

            ในบันทึกเป็นเรื่องราวของมาลัย หญิงสาววัย 17 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นลูกนางสนมห้องต้นเครื่องในวังสวนสุนันทา ที่ซึ่งช่วยเหลืองาน เจ้าจอมสดับ ลดาวัลย์ มีน้าชื่อพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา เป็นถึงอัครมเหสีองค์ที่ 8 ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ตั้งแต่เกิดมาเธอก็ใช้ชีวิตอยู่ในวังสวนสุนันทามาโดยตลอด โดยอาศัยอยู่กับแม่ที่เป็นคนกฎระเบียบเคร่งครัด ต้องให้ปฏิบัติตามสิ่งที่อยู่ในกรอบ ความเชื่อเดิมๆ ซึ่งเธอไม่ชอบ เธอเป็นพวกหัวคิดใหม่ ชอบทำอะไรแปลก ๆ  เธอชอบทำอาหารอะไรแปลกๆไปเสนอแม่ แต่แม่ก็มักจะแสดงทีท่าว่าไม่ชอบเสมอ เพราะชดช้อยแม่ของมาลัยมองว่าความทะนงในความเก่งของมาลัยเองอาจนำภัยมาสู่ตัวเธอ จึงเลือกที่จะปรามลูกไว้ตั้งแต่ต้น และแสร้งว่าไม่ชอบอาหารที่มาลัยทำ หลายครั้งมาลัยชอบออกไปนอกวังกับใบบัวเพื่อไปหาวัตถุดิบแปลกๆมาทำอาหารทำให้ได้รู้จักกับ มานพ พ่อค้าปลาเชื้อสายจีนมาหลงรักเธอ ตอนแรกเธอก็ไม่ชอบ แต่เพราะผู้ชายคนนี้รู้ว่าเธอชอบทำอาหารเป็นที่สุด จึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อจะจีบมาลัยด้วยการนำสูตรอาหารใหม่ๆมาเสนอให้มาลัยจนมาลัยเริ่มใจอ่อนและตกหลุมรักมานพด้วย แต่ความรักนี้เป็นไปอย่างๆลับๆ โดยที่แม่ไม่ได้รู้  เธอมักจะทำอาหารรสแปลกๆ ไปให้มานพทานเสมอๆ

            คืนหนึ่งก่อนการสอบทำอาหารจะเริ่มขึ้น มาลัยได้ข่าวว่าในการสอบครั้งนี้องค์พระวิมาดาเธอจะพิจารณาเลือกผู้มาเป็นหัวหน้าห้องต้นเครื่อง มาลัยแอบเข้าไปในห้องต้นเครื่องเพื่อจะขโมยเครื่องปรุงมาวางแผนทำรสชาติของตนให้เลิศรสกว่าเพื่อนคนอื่น โดยลองผสมเครื่องปรุงเพื่อทำน้ำพริกดู แต่ทว่าเกิดพลาดจนไฟลุกไปทั้งห้องเครื่อง

            เช้าวันรุ่งขึ้นจึงเกิดการสอบสวนเรื่องที่ห้องเครื่องไฟไหม้ เจ้าจอมสดับจำได้ว่าได้เจอกับมาลัยระหว่างทางที่มาลัยวิ่งถือเครื่องปรุงหนีมา ดูจากสภาพของมาลัยที่เนื้อตัวเปื้อนและมีรอยฟกช้ำเพราะล้มก็รู้ได้ทันทีว่ามาลัยต้องวิ่งหนีมาจากห้องเครื่องที่ไฟไหม้แน่ มาลัยเองมองก็รู้ว่าเจ้าจอมสดับทราบ และกลัวว่าเจ้าจอมสดับจะพูดความจริง แต่เจ้าจอมสดับกลับเลือกที่จะเงียบไว้

            การสืบสวนดำเนินต่อไปจนเริ่มมีเงื่อนงำว่าคนทำเป็นมาลัย ชดช้อยทราบก็เตรียมแผนการไว้ว่าตนจะไปเข้าเฝ้าพระวิมาดาเพื่อขอรับโทษแทนลูก มาลัยรู้สึกกังวลใจ จึงตั้งใจว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ตนเป็นที่พึงพอใจจนคนยอมยกโทษให้ เคราะห์ร้ายในช่วงที่ชุลมุนวุ่นวายในวันที่ห้องต้นเครื่องไฟไหม้มีของมีค่าในพระราชวังหายไปด้วย มาลัยจึงอาจโดนสงสัยว่าตนเองก็เป็นขโมยทำให้โทษถึงแก่ชีวิต

            มะลิ เดินทางคนเดียวไปจนถึงท่าเรือจังหวัดสุราษฎร์ธานีข้ามไปยังเกาะสมุย โดยที่ระหว่างทางเธอก็ได้ชิมน้ำพริกสูตรต่าง ๆ แต่ก็ยังไม่มีน้ำพริกไหนถูกใจเธอ จนเมื่อไปถึงที่ท่าเรือ เธอก็ข้ามเกาะโดยที่ยังไม่รู้เลยว่าจะแข่งทำน้ำพริกอะไรดี  เมื่อไปถึงเธอบังเอิญได้ชิมน้ำพริกลงเรือ ก็ถูกใจและตัดสินใจทำน้ำพริกลงเรือ  ประจวบกับที่เรื่องราวในบันทึกที่เธออ่านมาถึงช่วงท้ายๆเล่มตอนที่ เจ้าจอมสดับเข้ามาในครัวซึ่งมาลัยกำลังเตรียมวัตถุดิบทำอาหารไว้พอดี

            ในวันที่พระวิมาดาจะไปลงเรือ ท่านโปรดให้เจ้าจอมสดับทำอาหารไปถวาย เมื่อเจ้าจอมสดับเปิดประตูเข้ามาในห้องต้นเครื่องเพื่อจะเตรียมอาหารก็พบกับมาลัยที่กำลังทำน้ำพริกสำหรับไปถวายพระวิมาดาและขออภัยโทษอยู่ ทั้งสองคนได้คุยกัน มาลัยคิดว่าเจ้าจอมสดับเอาเรื่องที่ตนทำห้องต้นเครื่องไหม้ไปบอกคนอื่นทำให้ตนและแม่กำลังจะโดนจับ แต่ก็ได้รู้ความจริงว่าเจ้าจอมสดับไม่ใช่คนที่เอาไปบอก มาลัยรู้สึกผิดที่มองเจ้าจอมสดับผิดมาตลอดและขอโทษ เจ้าจอมสดับจะพามาลัยไปหาพระวิมาดาและช่วยขออภัยโทษให้เพราะเจ้าจอมสดับเข้าใจว่ามาลัยไม่ได้ตั้งใจ แต่มาลัยก็ตัดสินใจแน่วแน่และมอบน้ำพริกถ้วยที่ตนทำให้เจ้าจอมสดับเอาไปถวายแทน เพราะหากเป็นเช่นนั้นเจ้าจอมสดับเองก็จะถูกมองไม่ดีว่าปกป้องคนผิด เจ้าจอมสดับจะไม่รับและบอกว่าหากได้นำน้ำพริกถ้วยนี้ไปถวายจะบอกว่ามาลัยเป็นคนทำเผื่อว่าโทษหนักจะกลายเป็นเบา แต่มาลัยได้สำนึกผิดแล้วว่าสิ่งใดที่ทำไปแล้วย่อมแก้ไขไม่ได้ ตนจะยินดีรับผิดแม้ว่าอาจจะต้องโดนเรื่องขโมยของมีค่าในวังซึ่งตนไม่ได้เป็นคนทำก็ตาม เจ้าจอมสดับไม่เห็นด้วยเพราะเชื่อมาตลอดว่ามาลัยต้องมีอนาคตไกลถึงขั้นเป็นหัวหน้าห้องต้นเครื่องได้ จึงไม่อยากให้มาลัยมาจบชีวิตเช่นนี้ มาลัยตัดสินใจแล้วว่าอย่างไรจะรับผิด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเธอก็พอใจกับสิ่งที่ตนได้ตัดสินใจไปแล้ว อยากให้น้ำพริกถ้วยสุดท้ายที่เธอได้ทำในชีวิตนี้เป็นคำขอโทษและช่วยเจ้าจอมสดับ น้ำพริกถ้วยนี้คือน้ำพริกที่เธอตั้งใจจะทำในวันที่ไฟไหม้ห้องเครื่องเพื่อหวังว่าจะเป็นที่พอใจจนเธอได้ตำแหน่งหัวหน้าห้องเครื่อง แต่ตอนนี้อยู่กับเธอถึงจะอร่อยสักเพียงใดก็คงไร้ค่า เพราะคนผิดอย่างไรก็ไม่มีทางที่คนอื่นจะมองว่าดีได้ และขอร้องว่าอย่าได้เอ่ยชื่อของมาลัยเมื่อถวาย ขอให้พระวิมาดาตัดสินรสชาตินี้ด้วยความเที่ยงตรงโดยไม่รู้ว่ามาลัยทำจะดีกว่า เจ้าจอมสดับฟังแล้วก็เสียใจ จึงตัดสินใจบอกให้มาลัยพาแม่หนีออกจากวังไป แล้วปล่อยให้เรื่องเงียบไปเอง เพราะรู้ว่าแท้จริงมาลัยไม่ได้ขโมยไม่ควรมารับโทษหนักเช่นนี้ มาลัยต้องมีชีวิตที่ดีได้ มาลัยสับสนเพราะต้องเลือกระหว่างอยู่ยอมรับผิดที่ใหญ่หลวงในบางส่วนที่ตนไม่ได้ก่อแล้วทำให้ชดช้อยต้องใจสลาย อีกทั้งเจ้าจอมสดับอาจจะต้องได้รับความผิดที่ช่วยมาลัยด้วย หรือเลือกที่จะทิ้งทุกอย่างที่เป็นชื่อเสียงของตนไว้ที่นี่แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่สร้างชื่อเสียงและฝีมือของตนแบบหลบๆซ่อนๆตลอดไป จนท้ายที่สุดมาลัยก็เลือกที่จะออกจากวังตามคำแนะนำของเจ้าจอมสดับ

            มาลัยหนีมาได้ด้วยความช่วยเหลือของเจ้าจอมสดับแล้วออกมาสร้างครอบครัวของตนกับมานพ และอยู่กับชดช้อยต่อไปถึงจะลำบากแต่เธอก็มีความสุข เธอได้เรียนรู้ว่าชื่อเสียงไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งที่เรารักต่างหากที่สำคัญที่สุด การได้ทำสิ่งที่ตนเองรักช่วยต่อชีวิตให้กับมาลัย การทำอาหารก็เปรียบเสมือนการเดินทางของชีวิต คนเราเกิดมามีความต่างกัน หกล้มคลุกคลาน ลุกขึ้นมาแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาด สุดท้ายรสชาติจะออกมาแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของชีวิตนั้น

เจ้าจอมสดับทำน้ำพริกไปถวายเป็นที่พึงพอใจต่อพระวิมาดาเป็นอย่างมาก ทำให้พระวิมาดาถึงกับเอ่ยปากชมว่าเจ้าจอมสดับจะเป็นหัวหน้าห้องเครื่องคนต่อไป เจ้าจอมสดับยิ้มเพราะยินดีที่ความสามารถของมาลัยเป็นได้ดังที่มาลัยเคยฝันไว้ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากบอกว่ามาลัยทำเพราะไม่อยากนำภัยมาให้มาลัย และเลือกที่จะตอบว่าตนนั้นเองก็ไม่ทราบว่าเหตุใดรสชาติจึงอร่อยเช่นนั้น เหมือนมีเทวดาประทานให้เพราะเจ้าจอมสดับได้ไปเจอน้ำพริกถ้วยนี้กับปลาดุกฟูวางอยู่ที่ห้องต้นเครื่องเหมือนรอให้ได้ถวายพระวิมาดา ให้ความลับเรื่องของมาลัยนี้กลายเป็นความลับต่อไป 

            วันแข่งขัน มีผู้แข่งขันจากทั่วประเทศมาแข่งขันมากมาย เธอตั้งสติ สมาธินึกถึงมาลัย และเริ่มทำอาหาร  เมื่อทำเสร็จเงยหน้าขึ้นมา ภาพที่เธอเห็นตรงหน้าเป็นครอบครัวเธอ ประกอบด้วย พ่อ แม่ และน้องชายที่มาเชียร์  ผลการแข่งขัน ปรากฏว่าเธอไม่ชนะ  เธอแอบถอดใจ แต่แล้วกรรมการก็ประกาศรางวัลพิเศษ popular vote เธอได้เงินรางวัล 300,000 บาท  เธอรู้สึกดีใจมาก (ได้รางวัลจะเอาเงินไปเรียนต่อ หรือช่วยเหลือที่บ้าน)  แล้วเธอก็ได้รับรู้ความจริงว่าแม่ พ่อ และน้องชายแอบตามและให้กำลังใจมะลิมาตลอดตั้งแต่เริ่มเดินทางด้วยความเป็นห่วง เธอกลับถึงบ้านพร้อมครอบครัวแล้วเอาสมุดไปเก็บในตู้เก่า บนตู้มีรูปของมานพกับมาลัยถ่ายด้วยกันสีซีเปียตั้งอยู่

บทประพันธ์ : ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ (CA23)

 

*** หากนำไปเผยแพร่ กรุณาอ้างอิงชื่อผู้ประพันธ์และแหล่งที่มา

Advertisements

สายสุทธานภดล (Sunandha Vintage) (2014)


ตำหนักสายสุทธานภดล

เรื่องสั้นแนวดราม่า ปนโรแมนซ์ ผสมสืบสวน แอบแฟนตาซี แฝงสยองขวัญ คละเคล้าด้วยความจริงจากหน้าประวัติศาสตร์ มหาลัยราชภัฏสวนสุนันทา: สถานที่เกิดเรื่องราว + กลิ่นอายย้อนยุคหน่อยๆ / แรงบันดาลใจจากเรื่องจริง

————————————–

แนท เด็กสาวม.6 ร่างท้วม ผมเปีย ผู้เลือกแอดมิดชั่นส์มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ มาฟังผลสอบสัมภาษณ์ที่มหาลัย และผลก็เป็นไปตามคาด เธอสอบติด ทว่าขณะนั้นมีลมจากที่ไหนไม่รู้พัดมา พร้อมกับเสียงร้องดังแว่วจับใจความไม่ถนัด เธอรู้สึกได้ถึงบางอย่าง  ในขณะที่เดินออกมาก็ก็บังเอิญเดินสวนกับ ปอง เด็กหนุ่มผิวคล้ำ มีหนวดที่มาฟังผลเหมือนกันโดยที่ทั้งคู่ไม่รู้ตัว ปองเองสอบติดคณะครุศาสตร์ตามที่ตั้งใจไว้

วันรับน้องของมหาลัย ปองเห็นแนทก็รู้สึกถูกชะตาทันที เขามีความรู้สึกคุ้นเคยราวกับว่าเคยพบเจอที่ไหนมาก่อน  ขณะกิจกรรมรับน้องดำเนินไป แนทเกิดหน้ามืดเป็นลม ปองที่อยู่ใกล้คว้าตัวรับทัน นั่นเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้คนทั้งสองรู้จักกัน

ปองจะมีนิสัยที่ไม่เชื่ออะไรใครง่ายๆ นอกจากจะได้เห็นกับตาตัวเอง เรื่องผีนี่ยิ่งแล้วใหญ่ เขาเชื่อว่าผีไม่มีในโลก และเขาเองก็ไม่เคยเจอ แถมยังกล้าท้าให้มาหลอกบ่อย ๆ ด้วย เห็นได้จากการจับกลุ่มคุยกับเพื่อนตอนว่าง ๆ ช่วงวันรับน้อง

คืนหนึ่ง ปองไปลองดีกับเพื่อนที่ตึกภาควิชาคหกรรม เพราะได้ยินเรื่องเล่าจากรุ่นพี่มาว่าผีที่ตึกนี้เฮี้ยนสุดๆ ปรากฏว่าขณะเดินไปยังโซนห้องครัว เพื่อนผู้เป็นตากล้องถ่ายภาพเงาลางๆอะไรบางอย่างที่อยู่ในห้องนั้นติด เลยตกใจกลัวโยนกล้องทิ้ง รีบวิ่งหนีไปโดยเร็ว โชคดีที่ปองรับทัน

รุ่งขึ้นเมื่อเอาเทปนั้นมาเปิดดู เพื่อนทุกคนในแก๊งค์ (ยกเว้นตากลองที่จับไข้หัวโกร๋นไม่ได้มาเรียน) เห็นเหมือนกันว่าเป็นเงาหญิงสาวร่างท้วมเกล้าจุกในชุดไทยโบราณกำลังยืนทำอาหารอยู่ ปองรู้สึกคุ้น ๆ หน้าหญิงสาวคนนั้น แต่บอกไม่ได้ว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

ตัดมาที่แนท เธอกำลังเดินมาที่ห้องครัว (ห้องเครื่อง) หลังจากที่มีหญิงสาววัยกลางคน (พระวิมาดาเธอฯ) สั่งให้จัดเตรียมอาหารสำหรับไปทานบนเรือ เธอมองรอบห้องด้วยเห็นว่าข้าวของเครื่องใช้ดูแปลกตา มีอุปกรณ์ภาชนะโบราณ และอาหารหลายอย่างที่ไม่รู้จักเต็มไปหมด เมื่อเห็นปลาดุกทอดฟู และน้ำพริกตำทิ้งไว้ เธอจึงเอาส่วนประกอบนั้นมาปรุงอาหารและนำออกไป หญิงสาววัยกลางคนถามว่าอาหารชนิดนี้เรียกว่าอะไร แนทตอบไปว่า ‘น้ำพริกลงเรือ’ เมื่อได้ชิม พระวิมาดาเธอฯก็ถูกใจในรสชาติจึงสั่งให้หัวหน้าห้องเครื่องนำไปจดสูตรลงบันทึก และนำไปเก็บที่ห้องตำราอาหารใต้ดิน … แล้วแนทสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะเพื่อนสะกิดเรียก เมื่อครูเรียกให้แนทตอบคำถามเรื่องน้ำพริกพอดี แต่เห็นเธอหลับจึงหยุดสอน เพื่อนทุกคนมองมาที่แนทเป็นทางเดียวกัน เธอตอบไปแบบงง ๆ เพราะยังรู้สึกสับสนกับเรื่องที่ฝัน

ณ ห้องประชุม อธิการบดีกำลังประชุมเคร่งเครียดกับคณบดีและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องฝ่ายต่าง ๆ ในมหาลัยเรื่องการพิจารณานำเงินจำนวนมหาศาลมาลงทุน พัฒนาปรับปรุงคณะใดในมหาวิทยาลัย มีคนเสนอความเห็นมากมายต่างแตกต่างกัน หลังจากผ่านการถกเถียงโต้แย้ถึงข้อดีข้อเสียในคณะต่าง ๆ มาเป็นเวลาครู่หนึ่ง ผลที่ออกมาได้แก่ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม และ วิทยาลัยนานาชาติ  ซึ่งอธิการบดียังไม่ตกปากรับคำแต่ขอกลับไปคิดดูก่อน

ช่วงพักเที่ยง ในโรงอาหาร ขณะปองกำลังนั่งทานข้าวและคุยกับเพื่อนในแก๊งค์ก็บังเอิญเห็นแนทนั่งทานข้าวคนเดียวมุมหนึ่ง เลยลุกออกไปนั่งกับเธอ และได้พูดคุยกัน แล้วทั้งสองก็เดินทางกลับบ้านด้วยกัน ทำให้ทั้งคู่เริ่มรู้จักกันมากขึ้น โดยที่แนทไม่ได้เล่าเรื่องความฝันเธอให้ฟัง ปองเองรู้สึกว่าหญิงสาวคนนี้มีความลับอะไรบางอย่างปิดบังอยู่ซึ่งเขาต้องค้นหามันให้พบ  ปองไปส่งแนทถึงหน้าบ้าน และกะจะเอ่ยขอเธอคบเป็นแฟน แต่เธอเดินเข้าบ้านไปเสียก่อน เขาจึงคอตกเดินกลับบ้านไปอย่างเสียดาย

เย็นวันรุ่งขึ้น ปองนัดเตะบอลกับเพื่อนคณะเดียวกันและเพื่อนของเพื่อนจากคณะอื่น  หลังเตะเสร็จ ปองก็ได้รู้จักกับเอิง เพื่อนจากคณะคณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชาการภาพยนตร์ที่ม้านั่งริมสนาม เนื่องจากปองกับเพื่อนกำลังคุยกันว่าจะหาข้อมูลจากไหน เพื่อมาทำรายงานเรื่องประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาที่อาจารย์สั่งในวิชาเรียนดี เอิงได้ยินจึงแนะนำเว็บไซต์ชื่อ Sunandha Vintage ให้ เพราะในเว็บได้รวมข้อมูลทุกอย่าง ทั้งประวัติ ภาพเก่าหายากของสวนสุนันทาไว้ทั้งหมด

เมื่อปองกลับถึงบ้านจึงเปิดเว็บดู ขณะเข้าค้นคว้าหาข้อมูลไปเรื่อย ๆ ก็บังเอิญเปิดไปเจอรูปภาพโบราณภาพหนึ่งในหัวข้อ ‘วังสวนสุนันทา’ เป็นภาพห้องครัว มีหญิงสาวร่างท้วมเกล้าจุกขณะกำลังปรุงอาหารอยู่ ใต้ภาพระบุว่า.. ห้องต้นเครื่องสมัยพระวิมาดาเธอฯ (พระมเหสีองค์ที่ 8 ของรัชกาลที่ 5) และบุคคลในภาพคือ เจ้าจอมสดับ ลดาวัลย์ (พระนัดดาในพระวิมาดาเธอฯ) ขณะกำลังปรุงอาหารในห้องเครื่อง  ปองถึงกับผงะและรู้สึกตกใจที่เธอช่างละม้ายคล้ายคลึงกับแนท และก็มั่นใจได้ว่าเงาหญิงสาวร่างท้วมเกล้าจุกในชุดไทยโบราณที่วิดีโอถ่ายติดมาเป็นเธอคนนี้ไม่ผิดแน่  ขณะที่ปองกำลังจะคลิกดูชื่อคนจัดทำเว็บไซต์ ไฟก็ดับขึ้นมาเสียดื้อๆ

ปองมุ่งหน้าตรงไปยังห้องสมุดเพื่อค้นข้อมูล เมื่อเขามาหยุดที่หน้าห้องสมุดซึ่งร้อยวันพันปีเข้าไม่เคยคิดจะเข้า ก็มีลมจากที่ไหนไม่รู้พัดมา เขารู้สึกได้ถึงบางอย่าง  ปองตรงไปที่โซนหนังสือประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัย และค้นหาหนังสือทั้งหมดที่มีก็ไม่พบข้อมูลแต่อย่างใด จนเกือบจะหมดวัน ห้องสมุดกำลังจะปิดในไม่ช้า ปองบังเอิญไปเห็นหนังสือโบราณเล่มใหญ่ที่ชั้นบนสุดในตู้สุดท้ายฝุ่นจับหนาเตอะ เขารีบดึงออกมาดูโดยไม่ได้สังเกตว่าอีกฝั่งหนึ่งของตู้ แนทกำลังเดินหาหนังสืออยู่  ปองพบกับข้อมูลที่เขาต้องการคำตอบมาตลอดวัน และรีบกดมือถือโทรหาแนท เสียงเรียกเข้ามือถือเครื่องหนึ่งดังใกล้หูเขามาก เมื่อเงยหน้าชึ้นมาแนทก็ปรากฏตรงหน้าเขาพอดี และถามว่าโทรมาทำไม  และทั้งสองจึงได้นั่งดูข้อมูลด้วยกัน ซึ่งแนทก็ตกใจไม่แพ้กัน

ปองกับแนทเดินกลับบ้านด้วยกันอีกครั้ง แนทยอมเล่าเรื่องที่ปิดบังกับปอง ว่าเธอเคยฝันว่าเป็นเจ้าจอมสดับในเหตุการณ์หนึ่งเมื่อครั้งอดีต ในคาบเรียนวันก่อน และเล่าว่าใต้ตึกคหกรรมน่าจะมีห้องลับที่เก็บตำราอาหารสูตรต้นตำหรับชาววังไว้ที่ใดที่หนึ่ง แต่เธอลองไปหาแล้วไม่พบ ปองบอกว่าเรื่องนี้ควรต้องถึงมหาลัย อธิการบดีควรจะทราบเพราะเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติแล้ว  ปองไปส่งแนทถึงหน้าบ้าน และคราวนี้กะจะเอ่ยขอเธอคบเป็นแฟนให้ได้ แต่เธอเดินเข้าบ้านไปเสียก่อน เขาจึงคอตกเดินกลับบ้านไปอย่างเสียดายอีกครั้ง

ช่วงเช้าขณะปองเดินเข้ามาในมหาลัย เขาเห็นป้ายประกาศขนาดใหญ่หน้าสำนักอธิการบดีเรื่องเตรียมพัฒนา ปรับปรุงคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิทยาลัยนานาชาติด้วยงบหลายพันล้าน เพื่อผลในระยะยาว โดยอีก 3 วันจะมีการแถลงข่าวขึ้น ปองก็เฉย ๆ ไม่ได้สนใจมากนัก

เย็นวันรุ่งขึ้น มีกิจกรรมที่ทำให้ปองต้องทำงานที่คณะครุศาสตร์กับเพื่อนจนดึก ก่อนกลับบ้าน ปองต้องเดินเอาของไปเก็บที่ห้องชั้นบนตึก แต่ขณะที่เดินผ่านหน้าห้องนาฏศิลป์ เขาก็ได้ยินเสียงดนตรีดังขึ้นเอง เป็นเสียงระนาด เขาคิดว่าหูฝาด เสียงเพลงหยุดและดังขึ้นอีกครั้ง เขาเดินย้อนกลับไปดู ปรากฏเงาชายหนุ่มผิวคล้ำ มีหนวดรูปร่างสูงใหญ่กำลังนั่งเล่นระนาดอยู่ เขาตกใจสลบไป

ภาพในอดีต.. ชายหนุ่มผิวคล้ำ มีหนวดรูปร่างสูงใหญ่ผู้เป็นครูกำลังสอนหนังสือเจ้าจอมสดับฯและนางสนมในวังสวนสุนันทา หลังเลิกเรียนครูหนุ่มมักจะสอนดนตรีเป็นการส่วนตัวให้เจ้าจอมสดับเป็นการส่วนตัวเป็นประจำ บ่อยครั้งความรักของคนทั้งสองจึงเกิดขึ้น  ทั้งคู่แต่งงานกัน มีลูก หลานมากมาย ต่อมาลูกของหลานก็เป็นผู้สถาปนาวังสวนสุนันทา เป็น  “โรงเรียนสวนสุนันทาวิทยาลัย” ขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2480 (เปิดสอนเพียงประกาศนียบัตรประโยคครูประถม – ก่อนที่ต่อมาจึงได้ยกฐานะขึ้นเป็นวิทยาลัยครูสวนสุนันทา” ในปี พ.ศ. 2518 เปิดสอนถึงระดับปริญญาตรี หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตเป็นหลักสูตรแรกและหลักสูตรเดียวในขณะนั้น – จนในปี พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม “สถาบันราชภัฏ” เป็นชื่อสถาบันการศึกษาในสังกัดกรมการฝึกหัดครูกระทรวงศึกษาธิการ – และต่อมา พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 ได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ยังผลให้สถาบันราชภัฏสวนสุนันทายกฐานะเป็น “มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา” นับแต่นั้นเป็นต้นมา)    

ปองสะดุ้งขึ้นเมื่อมีเพื่อนมาเรียกเขาที่นอนกับพื้นหน้าห้องนาฏศิลป์ หลังจากที่เห็นปองว่าจะเอาของไปเก็บแล้วหายไปนานเลยขึ้นมาตาม ปองตกใจกับภาพความฝันที่เห็นเป็นฉาก ๆ เป็นเหตุการณ์ที่เสมือนจริงราวกับว่าเขาเป็นครูหนุ่มคนนั้น

วันรุ่งขึ้น ปองกับแนทพากันตรงไปยังสำนักอธิการบดีเพื่อรายงานเรื่องนี้ให้ทราบ ตอนแรกเลขาฯจะไม่ให้เข้าพบ แต่ทั้งสองบอกเป็นเรื่องสำคัญมาก เลขาฯจึงบอกให้นั่งรอที่หน้าห้องก่อน  สักพักประตูห้องเปิดออก เป็นเอิง เพื่อนจากคณะวิทยาการจัดการ ภาควิชาภาพยนตร์ที่เดินออกมา  ปองถามว่ามาทำอะไร เอิงบอกมาคุยงาน  แล้วปองกับแนทก็เข้าไปพร้อมกับเรื่องเล่าที่คนทั้งสองเห็นในความฝัน ซึ่งต่างพรั่งพรูออกมาจนหมด ทั้งสองเล่าถึงความเป็นมาและเล่าถึงความสำคัญของคณะครุศาสตร์ และ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (คหกรรมเดิม) ซึ่งเป็นสองคณะที่อธิการบดีควรเลือกพัฒนา เพราะ “อาหาร” และ “ครู” คือสองสิ่งแรกที่คนมักจะนึกถึงมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา  ทว่าอธิการบดีให้การปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าได้ตัดสินใจไปแล้ว แต่ปองแย้งขึ้นว่ายังไม่ได้แถลงข่าวให้สื่อมวลชนทราบ และแนทขอให้อธิการบดีพิสูจน์ว่าเรื่องของเธอเป็นจริง โดยขอให้อธิการฯได้ลองไปค้นหาห้องลับใต้ดินที่ว่าใต้ตึกคหกรรม ถ้าไม่เจอภายในสองวันซึ่งเป็นวันกำหนดแถลงข่าว เธอและปองจะยอมให้อธิการบดีพัฒนาคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิทยาลัยนานาชาติ ซึ่งเป็นคณะใหม่และมีความสำคัญในโลกยุคปัจจุบัน ตามที่ประกาศไว้  แต่ถ้าเจอห้องลับนั้นขึ้นมาจริง ๆ อธิการบดีจะต้องพัฒนาสองคณะที่ปองและแนทเรียกร้อง ซึ่งได้ชี้แจงอธิการฯให้เห็นถึงคุณค่าที่ควรอนุรักษ์ไปแล้วเมื่อสักครู่ และยังเป็นคณะดั้งเดิมของมหาวิทยาลัย ซึ่งนับวันคนเริ่มให้ความสำคัญน้อยลงและไม่โดดเด่นเหมือนเช่นเมื่อก่อนแล้ว

วันรุ่งขึ้น อธิการบดีก็สั่งให้คนงานไปขุดค้นหาห้องลับที่ว่าบริเวณใต้ตึกคหกรรมทันที  ตั้งแต่เช้าจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า หมดไปแล้วหนึ่งวัน ก็ไม่มีวี่แววแต่อย่างใด คนงานต่างหยุดทำงานเพราะเป็นเวลาเลิกงาน และกำลังแยกย้ายกลับบ้าน ขณะที่เอิงซึ่งมาถ่ายภาพเพื่อเอาไปใช้งานบางอย่างกำลังเดินกลับ ก็เห็นปองกับแนทที่นั่งเฝ้าดูการค้นหาทั้งวัน จึงเดินเข้าไปหาคนทั้งสองหลังจากได้รู้เรื่องราวทั้งหมด เอิงตบบ่าให้กำลังใจปอง โดยให้ความหวังว่ายังเหลือพรุ่งนี้อีกหนึ่งวัน

ขณะเดียวกันตลอดทั้งวัน หลังจากคนในชุมชนทราบข่าว ซึ่งไม่รู้ว่าเรื่องกระจายไปจากไหนเร็วมาก ก็ได้มีการประท้วงเกิดขึ้นด้านหน้ามหาลัย และโดยรอบบริเวณ โดยมีคนถือป้ายคัดค้านประกาศของอธิการบดี คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่มหาลัยเลือกจะพัฒนาคณะใหม่ที่เทียบคุณค่าแล้วไม่เท่ากับสองคณะที่ปองกับแนทเรียกร้องให้อนุรักษ์ไว้  เมื่อหมดวัน หลังจากคนงานหยุดการค้นหา พวกเขาจึงแยกย้ายกันกลับโดยที่นัดกันว่าพรุ่งนี้จะมาใหม่  ทั้งนี้ ปองและแนทกลับกลายเป็นคนดังโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งคนทั้งมหาลัยและคนในชุมชุนต่างก็รู้จักกันหมดเพียงชั่วข้ามคืน

รุ่งขึ้น วันที่สองและวันสุดท้ายของการค้นหาห้องเก็บตำราลับใต้ดินตึกคหกรรมก็เริ่มขึ้น และดำเนินไปด้วยความลุ้นระทึกของคนในชุมชน รวมถึงครูอาจารย์ นักศึกษาเกือบทั้งมหาลัยที่ส่วนใหญ่ต่างก็เห็นด้วยกับปองและแนทและเอาใจช่วยให้หาพบ  จนเวลาล่วงเลยมาถึงหกโมงเย็น คนงานก็ยังหาไม่พบ ทุกคนต่างผิดหวัง แต่ขณะที่กำลังจะแยกย้ายกลับ แนทนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงบอกว่าให้คนงานและทุกคนไปช่วยกันหาที่ “พิพิธภัณฑ์ตำหนักสายสุทธานภดล” (สำนักศิลปวัฒนธรรม) แทน เพราะเดิมบริเวณนั้นคือที่ตั้งของ “วังสวนสุนันทา”

แล้วคนงานและทุกคนต่างก็เห็นด้วยกับแนท และรีบมุ่งหน้าไปยังอาคารพิพิธภัณฑ์ และต่างเร่งมือช่วยกันค้นหาในเวลาดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า  ขณะที่แนทกำลังค้นหาอยู่ เธอก็ได้ยินเสียงเสียงหนึ่งแว่วมาตามสายลม นำพาไปยังที่ที่หนึ่ง ซึ่งบริเวณนั้นไม่มีคนค้นหาอยู่เลย และเมื่อเดินมาถึง ภาพในอดีตก็ผ่านมาเข้ามาในสายตาเธอ..  มันเป็นเวลาเย็นวันหนึ่ง เจ้าจอมสดับเดินออกจากวัง และตรงไปยังข้างห้องครัว ซึ่งมีบันไดลงไป บริเวณนั้นร่มรื่นด้วยพรรณไม้หลากหลาย และน้ำในลำคลองไหลเอื่อย ๆ ลมเย็นพัดมาปะทะเข้าที่ใบหน้าแนท เมื่อรู้สึกตัวกลับมาอีกที เธอก็เดินมาหยุดที่สวนเล็ก ๆ ข้างพิพิธภัณฑ์ ป้ายเขียนว่า “สุนันทาอุทยาน” ด้านล่างเขียนอธิบายว่า.. ในสวนจำลองแห่งนี้ มีพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลที่ดีและหาได้ยากนานาชนิดมาปลูกไว้ คล้ายสวนป่า ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ (พระมเหสีองค์ที่ 2 ในรัชกาลที่ 5)  แนทตะโกนเรียกทุกคนมารวมกันที่นี่และสั่งให้ขุดลงไปยังบริเวณใต้ต้นแก้วเจ้าจอม (ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย) ที่ปลูกอยู่ในสวนแห่งนี้ และแล้วคนงานก็ขุดพบอะไรดำ ๆ เป็นแผ่นยาว ซึ่งเมื่อขุดต่อไปสักพักก็พบว่า มันคือบานประตูลงไปสู่ห้องลับเก็บตำราอาหารโบราณอย่างที่แนทว่าไว้ถูกต้องทุกประการ

วันรุ่งขึ้นที่งานแถลงข่าว ณ ห้องประชุมมหาวิทยาลัย มีสื่อมวลชนให้ความสนใจมาเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก อธิการได้กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของมหาลัยและแถลงถึงแผนใหม่ที่ตัดสินใจจะพัฒนาคณะทั้งหมดในระยะยาว แต่จะขอเริ่มที่ 2 คณะแรกก่อน คือ “คณะครุศาสตร์” และ “คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” (คหกรรมเดิม) โดยกล่าวขอบใจปองและแนท นักศึกษาปีหนึ่งจาก 2 คณะดังกล่าว ที่ได้มีส่วนร่วมทำให้เขาเปลี่ยนความคิด  ซึ่งในงานแถลงข่าวอธิการก็ได้ให้คนทั้งสองขึ้นไปเล่าสิ่งที่เห็นในความฝันให้กับสื่อมวลชนทราบ ปองขึ้นเวทีพูดถึงความเป็นมาของวิทยาลัยครูแห่งแรกของประเทศ แนทพูดในมุมความเป็นมาของอาหารชาววังดั้งเดิมต่าง ๆ ที่มีจุดกำเนิดจากห้องเครื่องในวังสวนสุนันทา เช่น “น้ำพริกลงเรือ” ซึ่งเป็นที่ฮือฮาของสื่อมวลชนจำนวนมาก  ก่อนจะเข้าประเด็นเรื่องที่เธอรู้มาว่ามีห้องลับเก็บตำราสูตรอาหารในห้องลับอยู่ใต้ดินและเมื่อค้นหาก็พบมันเข้าจริง ๆ แล้วอธิการก็ขึ้นเวทีมาสรุปอีกที โดยเขากล่าวว่าหลังจากจบการแถลงข่าวนี้จะขอเชิญสื่อมวลชนไปยังห้องลับนั้น เพราะนี่ถือเป็นการค้นพบเรื่องอาหารครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในรอบหลายปี

เอิงที่นั่งอยู่ด้านหลังห้อง เมื่อถ่ายรูปงานแถลงข่าวเสร็จแล้ว ก็นำการ์ดโหลดลงคอมและอัพรูปขึ้นเว็บ Sunandha Vintage ทันที ไม่แปลกใจเลยว่าสาเหตุที่เรื่องของปองกับแนทโด่งดังในโลกไซเบอร์ จนกลายเป็นที่รู้จักของคนในวงกว้างเพราะบอกต่อ ๆ กัน รวมถึงสื่อมวลชนที่ต่างให้ความสนใจนั้น มีที่มาจากเอิง ผู้เป็นแอดมินเว็บไซต์ และเป็นหลานอธิการบดีนี่เอง

หลังเสร็จสิ้นการพาชมห้องลับ ก็หมดวันอันแสนยาวนาน ปองกับแนทขอตัวกลับบ้าน โดยก่อนกลับ อธิการบดีกล่าวขอบใจทั้งคู่อีกครั้งที่ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้กลับมามีชื่อเสียงโด่งดัง จนทำให้เด็กหลายคนหันมาสนใจเรื่อง ‘ครู’ และ ‘อาหาร’ รวมทั้งใฝ่ฝันอยากจะเข้ามาเรียนต่อที่นี่ ซึ่งอาจทำให้มหาลัยเลื่อนลำดับขึ้นมาอยู่ใน Top 5 มหาวิทยาลัยยอดนิยมได้ในเวลาไม่นานต่อจากนี้  อธิการบดียังให้สิทธิ์ทั้งคู่เรียนที่นี่ฟรีจนจบปริญญาด้วย ปองและแนท ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและผูกพันกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้โดยตรง กล่าวขอบคุณด้วยความตื้นตัน

ทั้งสองกลับบ้านด้วยกันเหมือนเช่นเคย ปองไปส่งแนทถึงหน้าบ้าน และคราวนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นปองต้องเอ่ยขอเธอคบเป็นแฟนให้ได้ เมื่อมาถึงหน้าบ้าน ปองบอกแนทอย่าเพิ่งไขประตูและรอฟังสิ่งที่เขาพูดก่อน ปองสารภาพรักแนทตั้งแต่แวบแรกที่เห็นโดยเธอไม่รู้ตัวเป็น ใบหน้าที่คุ้นเคย ราวกับว่าเขาเคยเจอเธอที่ไหนมาก่อนและคล้ายรู้จักเธอดี แล้วเขาก็เล่าถึงภาพเหตุการณ์ที่เห็นเมื่อครั้งสลบไปหน้าห้องนาฏศิลป์ว่า ในอดีตเราเคยแต่งงงานกัน ตัวเขาคือครูสอนแนทในวัง .. แนท ผู้ซึ่งในอดีตคือ เจ้าจอมสดับ ลดาวัลย์ อย่างแน่นอน เพราะจากหลักฐานที่เขาพบบวกกับเรื่องเล่าจากความฝันของเธอ ทำให้ปองมั่นใจเช่นนั้น ยิ่งเมื่อเอาเรื่องต่าง ๆ มารวมกันแล้วก็เชื่อมโยงลงตัวพอดี  มาในภพนี้ ทั้งคู่ก็คือลูกหลานของพวกเขานั่นเอง

ปองตรงเข้ากอดแนทและรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่เฝ้าตามหา แนทก็สัมผัสถึงไออุ่นที่คุ้นเคยและเฝ้ารอมานานเช่นกัน  มีลมจากไหนไม่รู้พัดผ่านมา เป็นเวลาครู่หนึ่ง จนเมื่อลมพัดผ่านไป ทั้งคู่ก็ไม่รู้สึกถึงอะไรบางอย่างอีกต่อไปแล้ว

บทประพันธ์ : ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ (CA23)

 

*** หากนำไปเผยแพร่ กรุณาอ้างอิงชื่อผู้ประพันธ์และแหล่งที่มา

 

————————————–

เด็กสาว,แอดมิดชั่นส์,มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา,มหาวิทยาลัย,ราชภัฏสวนสุนันทา,คหกรรมศาสตร์,เด็กหนุ่ม,ครุศาสตร์,แก๊งค์เพื่อน,สัมผัสพิเศษ,ย้อนเวลา,อดีต,วังสวนสุนันทา,น้ำพริกลงเรือ,พระวิมาดาเธอ,ประวัติศาสตร์,ความฝัน,การพัฒนา,อธิการบดี,ความรัก,เว็บไซต์,ห้องลับ,ตำราอาหาร,ต้นตำหรับ,ชาววัง,พิพิธภัณฑ์,ตำหนักสายสุทธานภดล,สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์,สุนันทากุมารีรัตน์,พระนางเจ้าสุนันทา
(Keywords)

F A C e B o o k (2011)

f a c e b o o k
(เอฟ เอ ซี บี เฟซบุ๊ค)

Coming of Age Character

c     ผู้หญิงที่แอบรักเอฟ

f       ผู้ชายที่แอบรักบี 

b      ผู้หญิงที่คบกับเอ

a      ผู้ชายที่เป็นแฟนกับบี

เมื่อวันสุดท้ายของ facebook มาถึง คุณจะทำอะไร…

ข่าวนำเสนอว่าคนทั่วโลกต่างโศกเศร้าที่ Mark Zuckerberg ตัดสินใจปิด facebook (เว็บ social network ชื่อดังของโลก) เพราะได้รับคำสั่งจากรัฐบาลด้วยสาเหตุไปกระทบต่อความมั่นคงของประเทศจนจะก่อให้เกิดสงครามโลก…

เอฟลุกไปปิดทีวีที่เพิ่งนำเสนอข่าวนี้จบ ก่อนเดินไปเปิดคอมเพื่อเข้า facebook  เขา print รูปและที่อยู่ของผู้หญิงคนหนึ่ง (บี) ซึ่งเขาแอบชอบมาหลายปี

ชายหนุ่มใช้เวลาแต่งตัวอยู่นานมาก เมื่อเสร็จจึงหยิบกุหลาบที่เตรียมไว้ และฉีดน้ำหอมใส่เสื้ออย่างบรรจง แล้งจึงเดินออกจากบ้าน

เขาเดินออกมาหยุดริมถนนใหญ่หน้าปากซอยเพื่อรอรถเมล์  และภาพความทรงจำในอดีตก็ย้อนกลับมา

เมื่อ 5 ปีก่อน ในระหว่างที่เอฟเข้าร่วมกิจกรรมหนึ่ง
มันเป็นกิจกรรมที่นักศึกษาจากต่างมหา’ลัยได้มาเจอกัน  โชคชะตาทำให้เขาได้พบกับ บี (แต่หารู้ไม่ว่ามีซี หญิงสาวอีกคนแอบมองเอฟอยู่)  พองานเลิก เอฟกลับถึงบ้านก็เอาแต่คิดถึงเธอ คิดว่าบีนี่แหล่ะคือคนที่ใช่สำหรับเขา (จินตนาการไปไกลถึงไหนต่อไหน)

วันรุ่งขึ้น (กิจกรรมมี 2 วัน)  หลังเลิกงาน ซีขอเมลล์เอฟ เขาก็ให้เธอไปอย่างไม่คิดอะไร  เมื่อเห็นว่าหลายคนต่างทยอยกลับบ้างแล้ว เอฟก็แอบไปจดอีเมลล์บีที่ใบรายชื่อเพราะเขาไม่กล้าขอเธอตรง ๆ

ทันทีที่กลับมาถึงบ้าน เขารีบเปิดคอมเพื่อเข้า facebook และส่งคำขอบีเป็น friend เธอ  ในขณะเดียวกันซีก็ส่งคำร้องขอเป็น friend เข้ามา เอฟกดรับอย่างไม่คิดอะไร

หลายวันต่อมา..
ซีชวนเอฟไปเดินตลาดนัด เขาตอบตกลงเพราะว่างพอดีไม่มีอะไรทำ (ท่าทางเอฟดูเหมือนมีความสุขนิดหน่อย)

เมื่อเข้าร้านขนม เธอก็จะถามเขาว่าชอบทานขนมอะไร

เมื่อเข้าร้านหนังสือ เธอก็จะถามเขาว่าชอบหนังสือประเภทไหน

เมื่อเข้าร้านหนัง เธอก็จะถามเขาว่าชอบหนังแนวไหน

เมื่อเข้าร้านเพลง เธอก็จะถามเขาว่าชอบเพลงแนวไหน

เมื่อไปเดินโซนกีฬา เธอก็จะถามเขาว่าชอบเล่นกีฬาอะไร

ซีคุยกับเอฟเรื่องครอบครัว เพื่อน การเรียน และถามเขาว่าบ้านอยู่ที่ไหน

หลังออกมาจากตลาดนัด ซีจะเอ่ยอะไรบางอย่างแต่รถเมล์มาพอดี เอฟจึงขอตัวกลับก่อน

(ตัดกลับมา) รถเมล์สายสายที่เอฟต้องการโดยสารมาถึง  ชายหนุ่มก้าวขึ้นรถเมล์ แล้วเดินไปนั่งที่นั่งเดี่ยวด้านขวา  ก่อนจะจ่ายตังค์ให้พนักงานเก็บค่าโดยสาร และมองไปนอกหน้าต่าง พลางหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีต…

หลายเดือนต่อมานับจากวันที่เขาไปตลาดกับซี
บีรับเอฟเป็น friend ใน facebook  ด้วยความดีใจเขาจึงรีบเข้าไปทักทาย..

ไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น เอฟชวนบีไปเดินห้าง  เพราะเห็นว่าว่างพอดีไม่มีอะไรทำเธอจึงตอบตกลง  ทำให้ชายหนุ่มได้ไปเดินห้างกับหญิงสาวที่ตนแอบรักในที่สุด (ท่าทางบีดูมีความสุขดี)
ทว่าซีเกิดพบคนทั้งสองเข้าพอดี เธอจึงรีบซ่อนตัวและแอบสะกดรอยตามโดยไม่ให้พวกเขารู้ตัว
เมื่อเข้าร้านขนม เอฟก็จะถามบีว่าชอบทานขนมอะไร

เมื่อเข้าร้านหนังสือ เขาก็จะถามเธอว่าชอบหนังสือประเภทไหน / ซีแอบมองอยู่

เมื่อเข้าร้านหนัง เขาก็จะถามเธอว่าชอบหนังแนวไหน / ซีแอบมองอยู่

เมื่อเข้าร้านเพลง เขาก็จะถามเธอว่าชอบเพลงแนวไหน / ซีแอบมองอยู่

เมื่อไปเดินโซนกีฬา เขาก็จะถามเธอว่าชอบเล่นกีฬาอะไร / ซีแอบมองอยู่

เอฟคุยกับบีเรื่องครอบครัว เพื่อน การเรียน และถามเธอว่าบ้านอยู่ที่ไหน / ซีแอบมองอยู่

หลังออกมาจากห้าง เอฟจะเอ่ยอะไรบางอย่างแต่รถเมล์มาพอดี บีจึงขอตัวกลับก่อน  / ซีมองตามไปจนลับสายตา

วันรุ่งขึ้น ซีมาหาเอฟที่บ้าน  เธอกดกริ่ง ครู่หนึ่งเขาออกมาเปิดประตูและแปลกใจที่พบเธอ  ซี (ท่าทางดูเศร้า ๆ) บอกว่าซื้อขนมที่เขาชอบมาให้ ขอเข้าบ้านหน่อย เอฟบอกไม่สะดวกและหันหลังเดินกลับเข้าไป นาทีนั้นเองเธอตะโกนบอกชายหนุ่มด้วยเสียงอันดังว่า..
“วันหลังชวนเราไปเที่ยวห้างบ้างนะ!”
เอฟหยุดกึก และรีบเดินเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่หันกลับมามอง
ซีร้องไห้  เธอค่อย ๆ ทรุดลงนั่งกับพื้นหน้าบ้าน

ทีนทีที่เอฟกลับเข้ามาในบ้าน เขารีบเปิดคอม เข้า facebook และตัดสินใจ block ซีจากการเป็นเพื่อน เพื่อป้องกันบีรู้ความเคลื่อนไหวระหว่างเธอกับเขา

(ตัดกลับมา) บนรถเมล์ เอฟมองไปข้างหน้า เห็นผู้ชายคนหนึ่งนั่งกด iPhone อยู่คนเดียวที่เบาะคู่ด้านซ้าย  ครู่ต่อมามีผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นรถมาและเดินตรงไปนั่งด้วย ครู่หนึ่งเธอก็เอา BlackBerry ออกมา chat   แล้วเรื่องราวในอดีตของเอฟก็ย้อนกลับมาในความคิดอีกครั้ง…

หลายปีต่อมานับจากวันที่ซีมาหาเขาที่บ้าน

เอฟกับบีอยู่ด้วยกันในบ้านหลังหนึ่ง

จะกินข้าว เอฟก็ทำอาหารที่บีชอบให้ทาน

จะดูหนัง เอฟก็เลือกหนังที่เธอชอบมาเปิดให้ดู
ระหว่างนั้นเขาก็ชะเง้อมองนอกหน้าต่างเผื่อเจอซีโผล่มา จนบีอดสงสัยไม่ได้จึงถามว่ามองใคร?

(ตัดกลับมา) บนรถเมล์ เขามองไปยังข้างหน้า (ที่นั่งเดิม)  พอเห็นว่ามีคนลุกจากที่นั่งเดี่ยวด้านขวา  ผู้หญิงคนนั้นเห็นก็รีบลุกจากที่นั่งคู่ไปนั่งคนเดียวทันทีและกด BlackBerry ต่อ..  พอดีกับรถมาถึงป้ายที่เอฟจะลงพอดี เขาจึงลงจากรถ และเอาที่อยู่ออกมาดูให้แน่ใจอีกครั้ง ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วจึงก้าวเท้าเดินเข้าซอยบ้านบีไปด้วยความมั่นใจ

เมื่อมาถึงหน้าบ้านหญิงสาว (หลังเดียวกับที่เขาเคยอยู่กับบี)

          (จินตนาการ) เอฟกดกริ่ง บีเปิดประตูบ้านมา โผเข้ากอดด้วยความดีใจ  เขาสารภาพกับเธอว่าเขารักเธอมากแค่ไหน

          (ความจริง) เอฟกดกริ่ง  ผู้ชายคนหนึ่ง (เอ) ออกมาเปิดประตู สักพักบีโผล่ออกมา เอฟรีบซ่อนกุหลาบไว้ข้างหลังทันที  เอถามว่าใคร? บีเดินมาดูใกล้ ๆ ก็นึกออก..

“เอ่อ คนที่รู้จักใน facebook น่ะ.. ว่าแต่นายมีอะไรหรือเปล่า?”
เธอมองไปที่เอฟ
เขาบอก “เปล่า  ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
แล้วเดินคอตกออกมาจากซอย  เอฟโยนกุหลาบหลาบทิ้งถังขยะอย่างไม่ใยดี

เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาเปิดคอม เข้า facebook (หน้าจอปรากฏเวลาอีก 2 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนปิดตัว)  เพื่อเข้าไปดู profile ของบี ยิ่งไล่ดูทุกความเคลื่อนไหวก็ยิ่งรู้สึกทึ่งระคนแปลกใจ..  เธอทำได้อย่างไรที่ไม่ให้เขาหรือคนอื่นรู้ว่าเธอคบกับเออยู่ ไม่มีรูป, comment หรืออะไรที่เกี่ยวกับเอปรากฏใน facebook เธอเลยแม้แต่น้อย (เนียนมาก)

น้ำใส ๆ ไหลออกมาจากตาของชายหนุ่มช้า ๆ ก่อนเขาจะกด delete contact บี และเข้าไปปลด block ซีพร้อมกับพิมพ์ข้อความขอโทษเธอ…   แล้วจึงตัดสินใจ delete profile ตัวเองในที่สุด
30 นาทีต่อมา..

          (จินตนาการ) ชายหนุ่มลุกขึ้นไปหยิบปืนมาจากที่ซ่อน เขาตัดสินใจจะฆ่าตัวตายโดยเล็งปืนไปที่หัว ก่อนจะเหนี่ยวไก  ปัง!!!

          (ความจริง) เขายังนั่งอยู่ที่เดิม โทรศัพท์ดังขึ้น เสียงแม่โทรมาตามให้ออกไปช่วยขายของที่ตลาดนัดแห่งหนี่ง..  เอฟตอบตกลง เขาร้องไห้แต่ต้องกลั้นเสียงสะอื้นไว้พลางปาดน้ำตา

เขาปิดคอมหลังจากวางสาย (หน้าจอ facebook เหลือเวลาอีก 30 นาทีสุดท้าย!) ก่อนจะเปิดประตูออกไปสู่โลกภายนอกอันกว้างใหญ่ เพื่อเผชิญเรื่องราวในโลกแห่งความจริงต่อไป……

 

THE END.

คุณได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ ?

หมายเหตุ :
ตัวหนังสือสีดำ > เหตุการณ์ปัจจุบัน
F/B หรือตัวหนังสือสีส้ม > เหตุการณ์ในอดีต (FLASH BACK)
ตัวหนังสือสีม่วง > เหตุการณ์เสมือนเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน facebook
Written by Supakit Seksuwan / 25.05.2011 / Beungkum, Thailand

F A C e B o o k (เอฟ เอ ซี บี เฟซบุ๊ค) / 2011 / เรื่องสั้น / พิมพ์ / Mac Paper / Romance

สองพันหกร้อย (2010)

  2 6 0 0

 

ณ ดินแดนพระพุทธศาสนา พ.ศ.2600  ช่วงที่ศาสนาพุทธอยู่ในยุคเสื่อม ผู้คนต่างหมดศรัทธาในพระอริยสงฆ์ หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจำนวนมากถูกบิดเบือน ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีของชาวพุทธที่ปฏิบัติกันมายาวนานกำลังถึงจุดสิ้นสุด..

 

‘สีดา’ หญิงผิวขาวร่างเล็กผมดำยาวปรากฏตัวขึ้น ณ บริเวณชายป่าแห่งหนึ่ง  ประจวบเหมาะกับ ‘ราม’ ชายหนุ่มผมสั้นร่างสูงผิวสีเหลืองขับรถผ่านมาพอดีจึงหยุดรับ

 

เขาถามเธอว่าเป็นใครมาจากไหน เนื่องจากเธอจำอะไรไม่ได้เลยจึงตอบเพียง “ไม่รู้”  ทำให้เขาตัดสินใจพาเธอกลับบ้านไปด้วยเพื่อฟื้นความทรงจำ

 

หลายวันต่อมา ทั้งสองได้สนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นและพูดคุยเรื่องต่าง ๆ กันจนสนิทระดับหนึ่ง  เขาพาเธอออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอก จึงทำให้ได้พบกับ ‘กัณฐ์’ หนุ่มร่างท้วมมาดเข้มผิวสีเขียว ซึ่งเป็นเพื่อนของราม  เขาสงสัยว่าเธอเป็นใคร รามจึงแนะนำสีดาให้รู้จักระหว่างทานอาหารเย็นในร้านอาหารริมถนนแห่งหนึ่ง

 

นานวันเข้า เมื่อทั้งสองได้ออกไปเที่ยวกันบ่อยขึ้น ใกล้ชิดกันมากขึ้น จนความรู้สึกระหว่างรามกับสีดาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็น ‘ความรัก’ ซึ่งเธอเองก็รู้สึกได้  จนถึงตอนนี้ชายหนุ่มจึงไม่ปรารถนาให้เธอฟื้นความทรงจำกลับมาดังเดิมอีกต่อไป

 

แต่ด้วยความที่กัณฐ์อยากเห็นสีดาหายเป็นปกติและต้องการรู้ความจริง เขาจึงแอบช่วยเหลือเธออย่างลับ ๆ โดยไม่ให้รามรู้ด้วยวิธีการต่าง ๆ  จนวันหนึ่งกัณฐ์บังเอิญค้นพบข้อมูลว่ามีผลไม้วิเศษชนิดหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติช่วยคืนความจำ สามารถหาได้อีกมุมหนึ่งของเมือง เมื่อเห็นดังนั้นชายหนุ่มจึงรีบเดินทางไปนำผลไม้มาให้เธอทันที

 

หลังสีดาทานผลไม้วิเศษ เธอก็พบว่าทุกอย่างยังคงเป็นปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  กัณฐ์ทำได้เพียงบอกให้เธอรอมันออกฤทธิ์ โดยที่รามเองไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสองเลยแม้แต่น้อย

 

เย็นวันหนึ่ง ที่ม้านั่งริมทะสาบในสวนสาธารณะ รามสารภาพรักกับสีดา  ทว่าช่วงเวลานั้นเองความทรงจำของหญิงสาวก็ค่อย ๆ กลับคืนมา ทำให้สีดาปะติดปะต่อเรื่องได้และตัดสินใจเล่าเรื่องราวให้ชายหนุ่มฟัง..  เธอ ผู้ปรารถนาพุทธภูมิ ได้ตั้งสัจอธิษฐานว่าตนจะบำเพ็ญบารมีให้ครบ 10 ทัศ* (ทศบารมี) เพื่อให้ถึงพระนิพพานตามความเชื่อ  เป็นสาเหตุให้เธอได้ปรากฏตัวขึ้น ณ พ.ศ. 2600 ที่ซึ่งพระพุทธศาสนาอยู่ในช่วงตกต่ำสุดขีด ประชาชนไม่นับถือพระพุทธเจ้าอีกต่อไป  นาทีแรกที่สีดาเริ่มเรียกความทรงจำกลับมาได้ เธอยังไม่รู้ว่าภพนี้เป็นการบำเพ็ญบารมีอะไร  แต่ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นเธอก็รู้ทันที เพราะการที่ได้พบกับรามและสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นคือ ‘ความรัก’ หญิงสาวจึงอธิบายให้รามเข้าใจ

นี่คือห้วงเวลาที่เธอต้องบำเพ็ญบารมีในหัวข้อ ‘เมตตาบารมี’ (ความรักที่ปราศจากความใคร่  สร้างอารมณ์ความดี ความเยือกเย็นของใจ  ไม่เป็นศัตรูกับใคร  มีความรักตนเสมอด้วยบุคคลอื่น)  ต่อให้เขารักเธอมากเท่าไหร่ เธอก็ทำได้เพียงรักเขาในฐานะเพื่อนโดยปราศจากความใคร่  เมตตาว่าชายหนุ่มคงต้องการเพียงความรัก ซึ่งเธอยินดีมอบความรักอันสูงสุดให้ในฐานะเพื่อนได้เพียงเท่านั้น  และถ้าหากสีดาทำไม่สำเร็จ เธอก็จะหมดโอกาสบำเพ็ญบารมีในภพต่อไป  เมื่อรามฟังจนจบ เขาก็พาเธอกลับบ้านและจัดการขังไว้ในห้องไม่ให้ออกไปข้างนอกอีก

 

ไม่กี่วันต่อมา กัณฐ์สงสัยว่าสีดาหายไปไหนเพราะทุกครั้งที่เขาพบรามก็จะเห็นเธออยู่ใกล้ ๆ เสมอ  วันหนึ่งเมื่อเจอราม กัณฐ์จึงเอ่ยปากถาม แต่คำตอบที่ได้จากเขาคือเธอจากไปแล้วด้วยสีหน้ามีพิรุธ

 

เพราะความสงสัย ทำให้บ่ายวันรุ่งขึ้นเมื่อเห็นรามออกจากบ้านไป กัณฐ์ที่แอบเฝ้าดูจากพุ่มไม้หน้าบ้านจึงออกมาจากที่ซ่อน และรีบวิ่งเข้าบ้านรามอย่างรวดเร็วโดยการปีนรั้ว

 

หลายนาทีผ่านไป เขาพบสีดาในห้องใต้ดินด้วยสภาพอิดโรยเหมือนไม่ได้นอนมาหลายคืน  เธอโผเข้ากอดชายหนุ่มด้วยความดีใจพร้อมกับอาศัยแรงที่เหลือทั้งหมดเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นและเหตุการณ์ความทรงจำในอดีตทั้งหมดให้กัณฐ์ฟังก่อนที่ชายหนุ่มจะทันได้เอ่ยถาม กัณฐ์รับปากว่าจะช่วยเธอด้วยการชี้แจงให้รามเข้าใจ

 

แต่ทันใดนั้นเอง รามก็เปิดประตูห้องเข้ามาและตกใจที่เห็นเพื่อนอยู่ที่นี่  หลังกัณฐ์เกลี้ยกล่อมรามให้ตัดใจจากสีดาอยู่นานก็ไม่เป็นผล ทั้งสองจึงเริ่มมีปากเสียงกัน  จนเหตุการณ์บานปลาย เมื่อรามหยิบปืนขึ้นมาเล็งไปที่เพื่อนสนิท แต่กัณฐ์ใช้ความไวเตะขารามให้ล้มก่อนจะคว้าตัวสีดาหนีออกไปจากห้อง   รามวิ่งตามมาถึงหน้าประตู ก่อนที่หญิงสาวจะอาศัยแรงเฮือกสุดท้ายตะโกนบอกให้ทั้งสองหยุด และรับฟังสิ่งที่เธอพูดต่อไปนี้ให้ดี…

“เราตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น เราจะอยู่ที่นี่  เฝ้ารอ จนกว่ารามจะหมดรักจากเราไปเอง”

 

กัณฐ์บอกสีดาว่าคงเป็นไปไม่ได้  เธอบอกไม่ต้องห่วง ขึ้นชื่อว่า ‘มนุษย์เพศชาย’ ไม่ช้ารามจะหมดรักเธอเข้าสักวัน  เมื่อเห็นดังนั้นกัณฐ์จึงขอตัว และรีบเดินออกไปโดยไม่เหลียวมองรามที่อยู่ในสภาพไม่ต่างกันเลยแม้แต่น้อย

 

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

 

หลายปีต่อมา รามตัดสินใจออกบวชเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป  ณ วันนี้ ดินแดนแห่งนี้เป็นพื้นที่เดียวของจักรวาลที่ยังมีคนนับถือศาสนาพุทธ แต่ก็น้อยจนน่าตกใจในจำนวนที่ไม่ถึง 2 เปอร์เซ็นต์จากประชากรทั้งหมด  การบวชทำได้ยากเต็มที เพราะถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ต้องหลบซ่อนจากลุ่มผู้ต่อต้านจำนวนมากที่จ้องจะทำร้ายด้วยการเอาชีวิตเข้าเสี่ยง  แต่ในท้ายที่สุดรามก็ประกอบพิธีทางศาสนาสำเร็จได้ด้วยดี และทำให้เขาบรรลุถึงเหตุที่ทำให้ศาสนาพุทธเสื่อมลงอย่างแจ่มแจ้ง

 

6 ปี**หลังจากที่รามบวช (ซึ่งเป็นการบำเพ็ญบารมีขั้นสูง)  เขาก็ละกิเลสจากทางโลกเพื่อมุ่งหน้าสู่ทางธรรมได้อย่างสมบูรณ์  เมื่อนั้นสีดาจึงหายตัวไป…

ไม่มีใครพบเธอ

ไม่มีใครรู้ว่าเธอหายไปไหน

แม้กระทั่งกัณฐ์ ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยเหลือเธอ

 

**********************************************************************

ณ ที่แห่งหนึ่งไกลออกไป… หญิงสาวปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับชายท่าทางนักเลง 2 คนที่เดินผ่านมาพอดี  ชายคนหนึ่งมองเธอพร้อมกับปลดกระดุมเสื้อเม็ดบนออกพลางแสยะยิ้ม

(ขันติบารมี)

 

 

————————————————————————————————————————–

* บารมี 10 ทัศ ประกอบด้วย..

1. ทานบารมี  การให้ เป็นการตัดความโลภ  จิตของเราพร้อมที่จะให้ทานเป็นปกติ

2. ศีลบารมี  การละชั่วทั้งหลาย  ตัดความโกรธ  จิตของเราพร้อมในการทรงศีล

3. เนกขัมมะบารมี  เป็นการตัดอารมณ์ของกามคุณ  จิตพร้อมในการทรงเนกขัมมะเป็นปกติ

(เนกขัมมะ แปลว่า การถือบวช แต่ไม่ใช่ว่าต้องโกนหัวไม่จำเป็น)

4. ปัญญาบารมี  ความรู้ ที่เกิดขึ้นจากการพินิจพิจารณา  ตัดความโง่  จิตพร้อมที่จะใช้ปัญญาเป็นเครื่องประหัตประหารให้พินาศไป

5. วิริยะบารมี  ความกล้าไปแก้นิสัยของตัวเรา  ตัดความขี้เกียจ  มีความเพียรทุกขณะ ควบคุมใจไว้เสมอ

6. ขันติบารมี  ขันติ มีความอดทน อดกลั้นต่อสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ หรืออารมณ์ที่เข้ามายั่วยวน

7. สัจจะบารมี  ความตั้งใจจริง  ตัดความไม่จริงใจ มีอารมณ์ใจกลับกลอก  สัจจะ ทรงตัวไว้ตลอดเวลา ว่าเราจะจริงทุกอย่างในด้านของการทำความดี

8. อธิษฐานบารมี  ความตั้งใจ  ทรงกำลังไว้ให้สมบูรณ์  ตั้งใจไว้ให้ตรงโดยเฉพาะ

9. เมตตาบารมี  ความรักที่ปราศจากความใคร่  สร้างอารมณ์ความดี ความเยือกเย็นของใจ  ไม่เป็นศัตรูกับใคร  มีความรักตนเสมอด้วยบุคคลอื่น

10. อุเบกขาบารมี  ความวางเฉย  วางเฉยเข้าไว้ เมื่อร่างกายมันไม่ทรงตัวใช้คำว่า “ช่างมัน” ไว้ในใจ

 

** พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน (พระโคตมพุทธเจ้า) ใช้เวลา 6 ปี ตั้งแต่เสด็จออกบวช ณ ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา (29 พรรษา) จนถึงตรัสรู้ ‘อริยสัจ 4’ ณ  อุรุเวลาเสนานิคม แขวงเมืองพาราณสี (35 พรรษา)

 

 

 

Dedicated to Arnon & You

Written by Supakit Seksuwan / 10.2010 – 25.05.2011 / Beungkum

——————————————————————————–

2600 (สองพันหกร้อย) / 2010 / เรื่องสั้น / พิมพ์ / Mac Paper / Romance

ประตูอัตโนมัติ (2009)

ประตูอัตโนมัติ
(แรงบันดาลใจจากเรื่อง & สถานที่จริง)

 

บ้านหลังหนึ่งมีคนรับใช้เป็นชายพม่าวัย 30 ไป-กลับทุกวันเพื่อมาทำความสะอาด (มาเช้า เย็นกลับ)  เมื่อรู้ว่าวันนี้ที่บ้านจะไม่มีคนอยู่เพราะต้องไปต่างจังหวัดกันหมดโดยรถตู้จะออกตอนสองทุ่ม ที่บ้านจึงจะเหลืออยู่แต่อาม่าแก่ ๆ กับหลานชายเท่านั้น  เขาจึงคิดวางแผนบางอย่าง…

ยี่สิบเอ็ดนาฬิกา ‘สุข’ เด็กชายวัย 17 ถูกแม่ปลุกขณะกำลังนอนอยู่ในห้องให้ลงมาปิดประตูใหญ่หน้าบ้านอย่างสะลึมสะลือ เพราะเธอและและเพื่อน ๆ จะเดินทางไปต่างจังหวัดแล้ว  พอประตูเปิดรถตู้ก็ออกไป (แม่ตะโกนให้ลูกเฝ้าบ้านดี ๆ อีก 3 วันถึงจะกลับ)  ขณะที่ประตูรั้วอัตโนมัติกำลังปิด สุขหันหลังเดินเข้ามาโดยไม่ทันรอให้ปิดสนิทก่อน  ทว่ามีร่างของชาย 2 คนปรากฏในเงามืด แอบย่องเข้ามาอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งไปทางสวนด้านข้าง

เมื่อเด็กหนุ่มเดินกลับเข้ามาในบ้าน  อาม่าที่กำลังนั่งเย็บผ้าอยู่ริมหน้าต่างเอ่ยกับหลานว่า ครู่นี้เธอมองเห็นเหมือนกับมีเงาคนวิ่งเข้ามา พร้อมกับตำหนิหลานว่าทำไมไม่หยุดมองประตูให้แน่ใจว่าปิดสนิทก่อนค่อยเดินเข้าบ้าน  สุขหันไปดูก็ไม่เห็นมีใคร ด้วยความง่วงจึงบอกปัดคำขอหญิงชราที่ให้เดินออกไปดูอีกที แถมสวนกลับทำนองว่าอาม่าตาฝาด คิดไปเองหรือเปล่า แล้วเด็กหนุ่มก็ขอตัวขึ้นไปนอนต่อบนห้องอย่างรวดเร็ว

ถัดจากห้องนอนสุขมา 2 ห้อง ภายในห้องนี้มีโทรทัศน์ต่อกับเครื่องเล่นวิดีโอสำหรับบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดกำลังทำงานอยู่

กลางดึกคืนนั้นเอง  สุขสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงเหมือนคนร้องมาจากข้าง ด้วยความตกใจเขารีบวิ่งลงมาดู  เสียงดังมาจากห้องนอนอาม่าหลังบ้าน  และเมื่อเขาเปิดประตูห้องเข้ามาก็พบกับสภาพห้องที่ข้าวของต่าง ๆ ถูกรื้อกระจาย  เด็กหนุ่มรีบวิ่งไปหาอาม่าทันที ร่างของหญิงชรามีรอยช้ำ เลือดไหลตามร่างกาย ถูกปิดปาก และถูกมัดมือ มัดเท้าอยู่บนเตียง สุขรีบแก้เชือกอย่างเร็ว  อาม่าพยายามรวบรวมสติเล่าให้หลานฟัง ซึ่งจับใจความได้ว่า.. มีผู้ชายสองคน (หนึ่งในนั้นเป็นคนรับใช้บ้านเรา) เข้ามาขโมยทองหลาย 10 บาท แล้วมันก็ได้ไป แถมเอารีโมทประตูใหญ่หน้าบ้านไปด้วย  ตอนนี้หลานควรรับเอารีโมทอีกอันไปกดปิดประตูบ้านไว้ก่อน แล้วค่อยตามหา คิดว่ามันน่าจะยังอยู่ในบ้าน..

เมื่อสุขเดินออกมาถึงประตูรั้วหน้าบ้านก็พบว่ามันปิดอยู่แล้ว  สุขกดรีโมทเปิด 1 ครั้งมองออกไปข้างนอก เมื่อไม่เห็นจึงกดปิด  ตอนนี้เขาคิดว่ามี 2 กรณีคือถ้าพวกมันไม่ออกไปแล้วก็ยังอยู่ในบ้านที่ไหนสักแห่ง  /  จังหวะเดียวกันนั้นเองที่หัวขโมยชาวพม่า 2 คนกำลังจะกดรีโมทเปิดประตูหนีออกไป พอดีกับที่สุขเดินมาถึงประตูซะก่อน พวกเขาจึงรีบวิ่งไปซ่อนในห้องเก็บของฝั่งขวาของประตูใหญ่ทันที

เด็กหนุ่มออกตามหาหัวขโมยอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุมบนเนื้อที่ร่วม 2 ไร่ของบ้านหลังนี้  (ขณะเดินหา เขาก็ได้โทรศัพท์เรียกรถพยาบาล และโทรแจ้งตำรวจที่มาคอยมาตรวจบ้านประจำ)  ซึ่งหลังจากหาอยู่นานก็ไม่พบร่องรอย เขาจึงคิดว่าพวกโจรคงหนีออกไปแล้วจริง ๆ

สุขกลับเข้าบ้าน และเดินไปหาอาม่าที่ห้อง เขาปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้หญิงชราคือ หายาดมมาให้ เช็ดแผล ทายาให้นิดหน่อยระหว่างรอรถพยาบาล  ขณะเดียวกันอาม่าก็ต่อว่าสาปส่งคนรับใช้ไม่ได้หยุดพัก จนคำพูดหนึ่งจุดประกายให้หลานชายนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาขอตัวพลันรีบวิ่งขึ้นไปข้างบน และเข้าไปในห้องที่บันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดอยู่อย่างรวดเร็ว

สุขกดเปิดโทรทัศน์ หน้าจอปรากฏเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดซึ่งติดอยู่เหนือประตูใหญ่ (จับภาพประตูเลื่อนหน้าบ้านในมุมกว้าง)  ในระหว่างที่สุขกำลังกดเครื่องล่นเพื่อกรอวิดีโอย้อนกลับ เขาก็หยิบมือถือขึ้นมากดโทรออก พร้อมกับยังคงจ้องไปที่โทรทัศน์  แล้วภาพของชายพม่า 2 คนก็ปรากฏขึ้น เขากดให้ภาพเล่นตามปกติและจ้องมอง…
ประตูรั้วถูกเปิดอีกครั้ง เพื่อให้รถพยาบาลเข้ามา.. พยาบาลสาว 2 คนลงจากรถและเข็นเตียงไปรับอาม่าในห้องออกมาทำแผลในตัวรถ เสร็จแล้วจึงออกไปโดยมีสุขเดินไปส่งและกดปิดประตู  ก่อนจะรีบเดินกลับเข้าบ้านอย่างเร็วโดยที่ไม่รอให้ประตูปิดสนิทดี เขารีบตรงขึ้นไปบนห้องวิดีโอ แล้วนั่งจ้องโทรทัศน์ตาไม่กระพริบ

4 ชั่วโมงต่อมา (เวลาเช้ามืด).. หัวขโมย 2 คนที่รอโอกาสเหมาะมานาน เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครมองอยู่ก็ออกจากที่ซ่อน และย่องไปที่ประตูรั้วอัตโนมัติก่อนจะกดรีโมทเปิด  ทันทีที่ทั้งสองก้าวออกจากบ้าน ไฟหน้ารถตำรวจซึ่งจอดรออยู่แล้วก็สว่างพรึ่บ  ตำรวจสองนายเล็งปืนจ่อไปที่โจรทั้งสองที่หันหลังมาพาดี

“หยุด.. ยกมือขึ้นช้า ๆ”

 

Written by Supakit Seksuwan / 11.03.09 – 25.05.2011 / Beungkum, Thailand
ประตูอัตโนมัติ / 2009 / เรื่องสั้น / พิมพ์ / Mac Paper / Thriller

A Journey of Sneakers (2009)

_A_Journey_of_Sneakers_

            นี่เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ในรั้วมหา’ลัย ของหนุ่มนักศึกษาเมืองใต้ กับหญิงสาวเมืองกรุงที่ ‘รองเท้าผ้าใบ’ นำพาให้ทั้งคู่ได้มารู้จักกัน….

ในช่วงเย็นของวันศุกร์ ชายหนุ่มนำงานไปส่งไม่ทันกำหนด  โชคร้ายซ้ำสองเมื่อจะออกจากอาคารสำนักการกีฬาก็พบว่ารองเท้าได้หายไป แต่บังเอิญให้เขาได้พบกับหญิงสาวที่มีรองเท้าสำรองมาเปลี่ยนหลังเลิกเล่นกีฬาพอดี เธอเสนอให้เขายืมใส่และให้นำกลับมาคืนในวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มคิดว่าตนไม่น่าจะใส่ได้ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความหวังดีของหญิงสาวได้เช่นกัน  เมื่อไม่มีทางเลือก เขาจึงฝืนใส่แม้มันจะคับไปนิดและทำให้เขาเดินอย่างลำบากก็ตาม

หลังการพูดคุยทำให้ทั้งสองพบว่าบ้านอยู่ในละแวกเดียวกัน  หญิงสาว (แนน) กับชายหนุ่ม (โจ) จึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้านด้วยกัน   ในขณะที่เดินออกจากมหา’ลัยเพื่อไปขึ้นรถเมล์และต่อรถไฟฟ้าใต้ดิน โจและแนนได้พูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติกัน ก่อนจะพบว่ามีทั้งสองต่างมีรสนิยมตรงกันในหลายๆ เรื่อง  ระหว่างสนทนามีหลายครั้งที่โจหลุดสำเนียงใต้ออกมา ซึ่งเขาก็บอกเธอว่ากำลังพยายามปรับตัวในการพูดภาษากลางอยู่ แนนเข้าใจและไม่ได้แสดงความรังเกียจ ทำให้เขารู้สึกดีกับเธอมากขึ้น  เมื่อที่ทั้งสองผ่านห้างสรรพสินค้าในระหว่างเดินทาง เขาจึงเอ่ยชวนเธอให้เข้าไปช่วยเลือกซื้อของขวัญวันเกิดให้น้องสาวเป็นเพื่อน  จนเมื่อทั้งสองเดินมาถึงหน้าปากซอยบ้านของแนน โจขอให้เธอจดเบอร์โทรศัพท์ใส่กระดาษให้เขา ส่วนเธอก็บอกให้ชายหนุ่มนำรองเท้ามาคืนวันพรุ่งนี้ตอนบ่ายสามโมง ณ ที่ ๆ พบกัน  แล้วทั้งสองก็บอกลาและจากกันในท้ายที่สุด

วันรุ่งขึ้น.. เมื่อโจมาถึงจุดนัดพบ เขายังไม่เห็นแนนมาจึงหาที่นั่งรอ  เมื่อเลยเวลานัดมาได้สักพักและเห็นว่าแนนยังไม่มา เขาจึงตัดสินใจว่าจะโทรหาเธอ แล้วโจก็ตกใจเมื่อพบว่าเศษกระดาษที่เธอจดเบอร์ให้เกิดหายไป  ทว่าทันใดนั้นเองเขากลับเหลือบไปเห็นรองเท้าของเขาที่หายไปวางอยู่จุดเดิมกับที่ถอดไว้เมื่อวาน โจถลันเข้าไปหามันด้วยความรองเท้าผ้าใบประหลาดใจระคนดีใจ  ก่อนจะหาที่นั่งรออย่างกระสับกระส่าย

ครู่ต่อมา โทรศัพท์มือถือดังขึ้น! ชายหนุ่มรับสายด้วยความลิงโลด แต่กลับเป็นเสียงอาจารย์ที่โทรมาถามถึงสาเหตุที่โจโทรหาเมื่อวานแล้วเขาไม่ได้รับ ครั้นจะติดต่อกลับก็ไม่ได้เพราะชายหนุ่มเกิดปิดเครื่อง โจชี้แจงว่าได้นำงานไปส่งแต่อาจารย์ไม่อยู่ การณ์กลับกลายเป็นว่าเขาเองที่เข้าใจผิด เพราะกำหนดส่งงานคือหลังจากนั้นอีกสองวัน เขาถอนหายใจอย่างโล่งอกและกล่าวโทษตัวเองก่อนจะวางสายไป

เมื่อเลยเวลานัดหมายไปหลายชั่วโมง โจผิดหวังที่ยังไม่เห็นวี่แววของแนน  เขาจึงตัดสินใจฝากรองเท้าผ้าใบของเธอไว้กับยามแล้วบอกว่าอีกไม่นานจะมีหญิงสาวมารับ ก่อนที่โจจะเดินกลับโดยเลี้ยวไปทางขวาของอาคาร.. ขณะที่แนนกำลังเดินตรงมายังสำนักการกีฬา จากมุมหนึ่งด้านซ้ายของอาคารอย่างเร่งรีบ..

 

– The End –

 

Dedicated to Love & Kasetsart University
Written by Supakit Seksuwan, Proved by Witaya Saptanaudom / 06.2009-24.05.2011 / Thailand

A Journey of Sneakers / 2009 / เรื่องสั้น / พิมพ์ / Paper / Romance

วันที่รอคอย (2009)

วันที่รอคอย

ชายคนหนึ่งเดินอยู่ริมถนนเกษตร-นวมินทร์
เขาเห็นลูกฟุตบอลกลมใบใหญ่ปรากฏอยู่ที่เบื้องหน้าไกลออกไป
เมื่อเขาเดินมาถึงมันจึงหยุด ก่อนจะหยิบไปวางไว้ข้างทางบริเวณทุ่งหญ้าแทน
ทันใดนั้นมีผู้หญิงหน้าตาดีคนหนึ่งโผล่ออกมา  เธอขอเดินไปกับเขาด้วย

หลังผู้ชายตอบตกลง ทั้งสองก็ได้คุยกันระหว่างเดิน
พอผู้ชายเดินนำหน้านิด ๆ  เธอก็มีสีหน้าไม่พอใจ
2 – 3 ครั้งเข้าเธอทนไม่ไหวจึงหยุดเดิน และพุ่งใส่ผู้ชาย ผลักเขา ตบต่อยตีไม่ยั้งด้วยความโมโห
จนชายหนุ่มมีอาการสะลึมสะลือ หน้าเละดูไม่ได้ ดวงตาใกล้ปิด สภาพเหมือนคนใกล้ตายมากขึ้นทุกที
ผู้หญิงหันหลังเตรียมเดินจากไป แต่เพราะไม่ได้มองจึงทำให้หัวไปชนเข้ากับต้นไม้อย่างจัง! เธอล้มลงไปสลบกับพื้น

ครู่ต่อมา ผู้ชายเห็นแสงสว่างไกล ๆ กำลังเคลื่อนที่เข้ามาจากเบื้องหน้า
ผู้หญิงผิวคล้ำหน้าตาไม่ได้ดีมากเดินมาหยุดที่ร่างเกือบไร้สติของชายหนุ่ม
เธอยื่นมือไปฉุดเขาขึ้นมา  ค่อย ๆ ประคอง  และพาเดินไป…………..

 

Written by Supakit Seksuwan / 11.03.2009 – 25.05.2011 / Beungkum, Thailand

วันที่รอคอย / 2009 / เรื่องสั้น / พิมพ์ / Paper / Drama