แอน-ไลน์ (2013)

แอน-ไลน์

Theme     
ชีวิตในโลกความจริงกับโลกออนไลน์ที่ส่งผลซึ่งกันและกัน

Concept  
เพราะชีวิตในโลกออนไลน์มีในสิ่งที่โลกความจริงไม่มี  ในทางกลับกัน ชีวิตในโลกความจริงก็มีในสิ่งที่โลกออนไลน์ไม่มี

Main Message       
ไม่ว่าโลกความจริงหรือโลกออนไลน์ต่างก็มีทั้งด้านดี-ด้านแย่เสมอ ขึ้นอยู่กับเรา จะเลือกอยู่บนโลกใบไหนและใช้ชีวิตอย่างไร โดยควบคุมไม่ให้ทั้งสองโลกส่งผลกระทบเลวร้ายซึ่งกันละกัน เพราะอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตเราได้

Story
แอน เด็กสาววัยรุ่น ม.6 ชาวสุราษฎร์ธานี พ่อเสียชีวิต ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ก็เป็นไปอย่างไม่สู้ดีนัก  เธอกำลังอยู่ในช่วงคร่ำเคร่งอ่านหนังสือเตรียมเอ็นท์และว้าวุ่นใจที่ยังไม่มีแฟนเหมือนเพื่อนๆ  แต่แล้วแอนก็ได้รู้จัก ตั้ม เพื่อนชายต่างห้อง และเกิดความรู้สึกดี ๆ ขึ้นกับเขา  ต่อมา เพื่อนในกลุ่มแนะนำให้แอนรู้จักกับมือถือสมาร์ทโฟนและแอพฯโซเชียลเน็ตเวิร์กทั้งหลาย  แอนจึงเอาเงินที่เก็บมานานไปซื้อโทรศัพท์มือถือที่ว่า และติดมันงอมแงม เพราะชอบถ่ายรูป(เพื่อนๆ) & แชร์ จึงทำให้แอนไม่เป็นอันทำอะไร ไม่มีสมาธิจะอ่านหนังสือ..

วันหนึ่งแอนได้พบก้อง เด็กหนุ่มกรุงเทพฯหน้าตาหล่อในไลน์จึงเริ่มแชทคุยกัน  ขณะเดียวกัน แอนก็พบว่าที่ตั้มตีสนิทกับเธอเพียงเพราะต้องการจีบเพื่อนซี้ของเธอ รวมถึงสิ่งที่แอนเคยแชร์ไปโดยไม่ตั้งใจ บัดนี้ได้ย้อนกลับมาทำร้ายเธอจนได้ แอนจึงยุติปัญหาด้วยการขึ้นรถไฟไปกรุงเทพฯเพื่อพบก้องในเวลาต่อมา

ระหว่างการเดินทาง แอนพบกับเอก เด็กหนุ่มชาวกรุง หน้าตาธรรมดา ผู้มีอะไรหลายอย่างคล้ายกับเธอ  และเมื่อมาถึงบ้านลุงที่กรุงเทพฯ แอนก็พบว่าเอ็นท์ไม่ติดมหาวิทยาลัยที่ตั้งใจไว้ แต่ติดอันดับ 3 ที่เดียวกับเอก  ลุงได้พูดเรื่องความสัมพันธ์ทำให้เธอฉุกคิดเรื่องแม่  และเมื่อแอนได้พบก้อง ผู้ใช้รูปโพรไฟล์หลอกลวง เธอก็รับไม่ได้กับตัวจริงของเขาและพยายามหนี แต่ได้เอกมาช่วยไว้ทัน แอนกลับไปขอโทษแม่และเพื่อน ก่อนเริ่มต้นชีวิตใหม่บนโลกออฟไลน์

Advertisements

คือรัก (The Concealedly Love of the World) [2011]

คือรัก

The Concealedly Love of the World

 

 

ณ หมู่บ้านชนบทอันห่างไกล /  2015
ภายในบ้านหลังหนึ่ง เพียวได้เฝ้าไข้จูนที่กำลังป่วยหนักด้วยโรคที่แพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุมาเป็นเวลา 2 สัปดาห์เต็ม  นาน ๆ ทีเธอถึงจะรู้สึกตัว

ขณะเดียวกัน ญามี (หญิงลึกลับ) ก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านนี้พอดี เธอเฝ้าตามหาชายหนุ่มที่จะมาช่วยโลกให้กลับเป็นดังเดิมตามคำพยากรณ์อยู่นาน  ว่าแล้วเธอจึงมอบเครื่องย้อนเวลาให้ (อธิบายให้ชายหนุ่มฟังคร่าวๆ..เมื่อย้อนไปแล้วไม่สามารถกลับมาได้อีก) เขารับมางงๆในหัวเต็มไปด้วยคำถามและความสงสัยมากมาย ญามีบอกกับชายหนุ่มก่อนจะออกเดินทางว่า เตรียมใจไว้ให้ดี เธอจะพบความจริงอันน่าตื่นตะลึง


ตัดมาที่เมืองหนึ่ง  /  2010
             หลายปีก่อนตอนที่จูนยังเป็นวัยรุ่นช่วงต้น เพียวหาทางให้จูนได้พบกับเขา  เมื่อเธอพบชายหนุ่ม อาการรักแรกพบก็เกิดขึ้น  /  เหตุการณ์ที่ดำเนินคู่กันไปคือหญิงลึกลับ (ญามี) ผู้มีดวงตาพยากรณ์อ่านเจอในตำราโบราณว่าจะมีอสุรกายเกิดขึ้นและนำซึ่งถึงกาลอวสานโลก เธอจึงออกตามหาหญิงสาวผมยาวตามคำพยากรณ์


2012

วันหนึ่งจูนนัดกับเพื่อนๆไปถ่ายรูปที่สวนสาธารณะ ขณะที่จูนกำลังถ่ายรูปอยู่นั้นเอง (เพื่อนอยู่ไกลออกไป) มีแมลงยักษ์ตัวหนึ่งโผล่มากัด ทำให้เกิดความผิดปกติในร่างกายขึ้น คือทุกครั้งที่โมโหเธอจะกลายพันธุ์เป็นอสุรกายทันที

เมื่อมีคนเผลอเห็นจูนในร่างอสุรกายบ่อยขึ้นก็กลายเป็นข่าว มีนักวิทยาศาสตร์ดัง ๆ ออกมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุและออกประกาศเตือน ถ้าใครโดนกัดก็จะติดเชื้อเป็นอสุรกายไปด้วย  มีนักล่าอสุรกายเกิดขึ้นด้วยความสมัครใจเพื่อสร้างความสงบสุขให้แก่โลก  โดยนักล่าคนหนึ่งที่ชื่อว่าแซม ตัดสินใจเข้าร่วมทีมเพราะต้องการแก้แค้นให้กับภรรยาที่ถูกจูนกัดจนติดเชื้อ  แต่ในเวลาต่อมาภรรยาของเขาก็จากโลกนี้ไปด้วยน้ำมือของเขาเอง

ประชาชนจำนวนมากที่ได้รับเชื้อจากการโดนอสุรกายกัดก็เริ่มออกอาละวาดถี่ขึ้น แต่ทว่าพวกมันจะตายได้ก็ต่อเมื่อถูกฆ่าด้วยปืนพิเศษของเพียว นักประดิษฐ์ ผู้คิดค้นมันขึ้นมาก่อนจะแจกจ่ายไปให้กับรัฐบาลและตกถึงมือของกลุ่มนักล่า

ไม่นานเพียวก็รู้ความจริงว่าจูนคืออสุรกาย

ญามีได้มาพบกับเพียว  ทันทีที่เห็นเขา เธอก็เกิดญาณรับรู้ว่าเธอเองเป็นคนส่งชายหนุ่มมาจากอนาคต  ญามีเล่าให้ฟังว่า.. เหตุการณ์นี้เป็นไปตามคำทำนายที่จะเกิดขึ้นทุก 2,000 ปี  ตอนนี้ไม่มีทางที่จูนจะหายเป็นปกติหรือกลับคืนสู่ร่างหญิงสาวตลอดไปได้  เพียงแต่หากพบคนรักที่ทำให้เธอมีความสุขอาการก็จะทุเลาลง  ทว่าเมื่อไหร่ที่เธอโกรธก็จะกลายเป็นอสุรกายทันที มีทางเดียวที่จะยุติเรื่องราวนี้ได้คือต้องฆ่าเธอเท่านั้น  เพราะถ้าขืนปล่อยไว้นั่นอาจหมายถึงวันอวสานของโลกเมื่อเหล่าอสุรกายเริ่มแพร่เชื้อไปทั่วโลกอะไรก็หยุดยั้งมันไม่ได้   โชคดีว่าในระหว่างที่จูนหนีไปยังเกาะอันห่างไกล (เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น) เธอได้พบกับเพียวพอดี จูนจึงเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาไม่บ่อยนัก แต่ก็มีหลายครั้งที่เธอโมโหจนกลายพันธุ์แต่แอบไม่ให้ชายหนุ่มรู้  เหตุนี้จึงเป็นที่มาของอาการป่วย (สภาวะการต่อต้านภายในจิตใจของจูน) แล้วญามียังบอกอีกว่า ถ้าเพียวเกิดไม่ได้ย้อนเวลามาจากอนาคต เธอจะแพร่พันธุ์ที่เกาะเมอร์คิวรี่ และตัวเขาเองจะถูกกัดด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาต้องทำคือเปลี่ยนแปลงอดีตโดยการไปสังหารเธอ..

วันหนึ่ง เมื่อเพียวสบโอกาสอยู่กับจูนตามลำพังในร่างปกติ เพียวกลับทำใจไม่ได้ที่จะต้องฆ่าเธอ

2 เดือนต่อมา  ย่านใจกลางเมือง /  2013
(Climax)  จูนในร่างอสุรกายออกอาละวาดทำลายข้าวของ ทีมนักล่าตามมาสังหาร  เพียวโผล่เข้ามาปกป้องจูนจากกลุ่มนักล่า + สู้กับอสุรกายในร่างจูนด้วย (จูนในร่างกลายพันธุ์จะอยู่ในสภาวะไร้ความรู้สึก)  เมื่อเพียวไม่สามารถยิงจูนด้วยปืนของเขาได้  จึงวิ่งเข้าไปกอดจูนเพื่อเธอคืนร่างเป็นคนปกติ แต่ด้วยความที่จูนไม่รู้ตัวจึงกัดชายหนุ่มเข้าที่แขน ก่อนเธอจะคืนร่างเป็นคนปกติ   แต่ด้วยความรักเพียวจึงพร้อมให้อภัย และบอกแซมถึงสาเหตุที่เขาปกป้องเธอ  (มีกลุ่มนักล่าเฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ตั้งแต่ต้น)  เนื่องจากแซมเคยผ่านเหตุการณ์ทำนองนี้มาก่อนจึงเข้าใจและรู้สึกผิดที่ฆ่าภรรยาตัวเอง ในจังหวะนั้นเองที่เพียวฉวยโอกาสพาจูนหลบหนี ก่อนจะเดินทางไปยังหมู่บ้านในชนบทแห่งหนึ่งไกลออกไปเพื่อใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสองคน         (จบ)

ZOOM ออกมาเป็นห้องโฮมเธียเตอร์ในบริษัทภาพยนตร์แห่งหนึ่ง  /  2012
ผู้กับหนัง (โดม) นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะเพื่อคุยกับผู้อำนวยการสร้าง 3 คนหลังหนังจบ มีการเรียกร้องให้เขาเปลี่ยนตอนจบของหนังเรื่อง “The Concealedly Love of the World” ใหม่  แต่โดมบอกว่าที่จบเช่นนี้เพราะหวังผลทางธุรกิจที่จะสร้างภาคต่อ แต่ที่ประชุมส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย (อยากให้จบสนิท) โดมจึงขอเวลาไม่กี่วันเพื่อกลับไปถ่ายใหม่ (โดมบอกว่าได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงที่เขาค้นพบแต่บอกใครก็ไม่มีใครเชื่อ)

เมื่อกลับมาถึงบ้าน โดมเหลือบเห็นตำราพยากรณ์เปิดทิ้งไว้บนโต๊ะ เขาหยิบขึ้นมาดูหน้าที่เปิดอยู่ มันพูดถึงเรื่องการจะมีแมลงยักษ์ปรากฏตัวขึ้นในวันนี้  เขารีบโทรไปแจ้งสื่อต่าง ๆ ให้ออกประกาศเตือนทันที แต่ไม่มีใครเชื่อเหมือนเช่นเคย ซ้ำยังโดนต่อว่าว่าโทรมาทำไมอีก  จนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจคว้าปืน (ลักษณะเหมือนในหนัง) ขับรถออกจากบ้านไปทันที

ผ่านไปหลายชั่วโมง โดมยังคงมองหาร่องรอยของแมลงยักษ์แต่ดูไม่มีวี่แวว แต่ทันใดนั้นเองขณะที่เขาขับรถผ่านสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง (ภูมิทัศน์เหมือนในหนัง) แมลงยักษ์ก็ปรากฏตัว เสียงกรี๊ดของผู้หญิงดังขึ้น โดมหยุดรถ ก่อนจะคว้าปืนพร้อมกับเปิดประตูออกไปทันที!!

THE END.

 

 

 

Story by Supakit Seksuwan & Mas Chitrachinda

เรื่องราวของ ‘โบ’ และ ‘ตั้ม’ [LiVE MOViE] (2010-2011)

LiVE MOViE

เรื่องราวของ ‘โบ’ และ ‘ตั้ม’
(THE STORY OF BOW & TUM)

 

 

โบ เด็กสาวผมยาว ผิวขาว น่ารัก ขยัน เรียบร้อย มีเสน่ห์ เรียบง่าย จริงใจ เข้ากับคนง่าย ไม่ชอบแต่งตัว ไม่ต้องการอะไรมากมายในชีวิต แลดูเป็นเด็กเรียน / เป็นลูกคนเดียว / ที่บ้านมีฐานะดี พ่อรับราชการ แม่ทำธุรกิจเสื้อผ้า-เครื่องแต่งกายส่งนอก / จบมัธยมจากโรงเรียนหญิงล้วน ก่อนจะเข้าศึกษาต่อในคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ

เธอเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ดำเนินชีวิตตามหลักพุทธศาสนาและปรัชญาชีวิต ซึ่งได้เรียนรู้เรื่องนี้จากผู้เป็นพ่อ  เธอไม่คิดจะมีแฟนเพราะไม่ชอบการผูกมัด แต่เพราะเกิดถูกชะตากับตั้ม ชายหนุ่มร่วมคณะแต่ต่างภาควิชา จากการทำกิจกรรมทั้งนอกและในคณะร่วมกันบ่อยครั้ง เธอจึงเริ่มเปลี่ยนความคิด..

ตั้ม เด็กหนุ่มร่างท้วม ผิวขาวปานกลาง ผมยาวประบ่า ใส่แว่น นิสัยดี พูดน้อย ขี้อาย อารมณ์ดี ยิ้มง่าย ค่อนข้างเชื่อคน ทำอะไรจริงจัง ชอบทำกิจกรรม เอาส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ไม่มีหลายอย่างในชีวิตแต่ก็มีความสุข ดูเป็นคนธรรมดา เรียบง่าย เน้นปฏิบัติ-ลงมือทำจริง / มีพี่น้อง 2 คน (เขาเป็นคนเล็ก) / ครอบครัวมีฐานะ พ่อแม่ทำงานธุรกิจส่วนตัวด้วยกันทั้งคู่ งานยุ่ง ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก เขาจึงโตมาจากการดูแลของพี่เลี้ยงเป็นส่วนใหญ่ / มีความสามารถด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบ แต่เอ็นท์ไม่ติดสาขาที่ตนถนัด ทำให้ต้องเลือกคณะที่คะแนนถึงรองลงมาอย่างวิทยาศาสตร์ ที่ตัวเองก็พอเรียนได้แต่ไม่ใช่แนวทางของเขาอย่างแท้จริง

เป็นเพราะ’พรหมลิขิต’ที่ทำให้ชายหนุ่มมาพบกับหญิงสาว เพียงแวบแรกที่เห็นในกิจกรรมรับน้อง เขาก็รู้สึกถูกชะตาทันที ต่อมาเมื่อได้ทำกิจกรรมร่วมกันบ่อยๆ ตั้มกลับยิ่งรู้สึกชอบโบมากขึ้นเรื่อยๆ.. ในตอนแรกเขาไม่กล้าแสดงออกจึงต้องวานเพื่อนช่วยเป็นคนกลางให้ (ในขณะเดียวกับที่โบเองก็สนใจตั้มด้วยเช่นกัน)  แต่ชายหนุ่มก็หารู้ไม่ว่า มีรุ่นพี่จากคณะอื่นมาแอบชอบโบด้วยเช่นกันและแสดงออกอย่างเปิดเผยแตกต่างจากเขาสิ้นเชิง.. ซึ่งในเวลาไม่นานนักรุ่นพี่คนนั้นก็จากไปคบผู้หญิงคนใหม่อย่างที่เขาไม่เดือดร้อนอะไร  เมื่อสบโอกาสตั้มจึงขอคบกับโบตอนเรียนอยู่ปี 4 (23 ปี)

 

ในวันเกิดของโบครั้งหนึ่ง ตั้มให้ของขวัญเธอเป็น ’กล่องดนตรีตัวคิวปิ้ด’ ที่ซื้อจากตลาดนัดข้างมหาวิทยาลัย ทำให้เหตุการณ์ในวันนั้นกลายเป็นเรื่องราวที่เธอจะจดจำไปตลอดชีวิต

หลังโบและตั้มสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญา (ได้ถ่ายรูปคู่กันด้วย..ก่อนที่ในเวลาต่อมา รูปถ่ายใบนี้และกล่องดนตรีตัวคิวปิ้ดจะกลายเป็นสิ่งของมีค่ามากสำหรับเธอ).. โบได้เข้าทำงานที่สถาบันทางวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ส่วนตั้มได้สมัครเข้าทำงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง มีตำแหน่งสูง รายได้ดี

ทั้งสองแต่งงานกันตอนอายุ 27 ปี.. ตั้มตัดสินใจซื้อบ้านหลังหนึ่งเพื่อเป็นที่ทางให้กับครอบครัวในอนาคต (เขาใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะซื้อบ้านพักตากอากาศต่างจังหวัดเป็นของตัวเองสักหลังหนึ่ง) โบจึงย้ายเข้าไปอยู่ที่นั่น และในอีก 3 ปีต่อมา ทั้งคู่ก็มีลูกด้วยกัน 1 คน เป็นเด็กผู้ชาย ชื่อ ‘พัน’ (ก่อนหน้านี้เธอเคยใฝ่ฝันมาตลอดว่าอยากได้ลูกสาว)

ที่ทำงานตั้ม ชายหนุ่มได้รู้จักกับหญิงสาวเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งชื่อ “นา” โดยในเวลาต่อมาเธอจะไปมาหาสู่ครอบครัวเขาเป็นประจำ ทำให้รู้จักกันดีและกลายมาเป็นคนสนิทของครอบครัว จนเมื่อโบและตั้มเกษียณตอนอายุ 60 ปี นานๆเธอจึงจะมาเยี่ยมสักครั้ง

 

พัน’ ลูกชายของทั้งคู่เป็นเด็กรูปร่างผอม ผิวสีแทน สูงปานกลาง ผมสั้น ดูภูมิฐาน อัธยาศัยดี มีเพื่อนเยอะ รักชีวิตอิสระ และเป็นเพราะจริงจังกับงาน ทำปัจจุบันเขาจึงยังไม่มีแฟน

พันเรียนจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และต่อมาทำงานเป็นสถาปนิกอิสระ นานๆจะมีงานสักครั้งหนึ่ง(แต่มีงานทีก็ได้เงินเยอะ) โดยที่ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงหาเงินลงทุนเพิ่มเติม เพราะกำลังจะเปิดบริษัทร่วมกับเพื่อนๆ

 

และแล้วเหตุการณ์อันร้ายเลวอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น โบและตั้ม ในวัย 64 ปี ขณะเดินทางไปทำบุญทอดผ้าป่ากับเพื่อนบ้านโดยที่ลูกชายไม่ได้ไปด้วยเพราะติดงาน เกิดประสบอุบัติเหตุรุนแรง รถตู้เกิดเสียหลักพลิกคว่ำบริเวณเชิงเขาจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งหลังจากทั้งสองถูกส่งตัวมารักษายังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ แพทย์ก็ได้ตรวจรักษา และวินิจฉัยอาการของทั้งคู่ดังนี้..

ตั้ม
* กะโหลกศีรษะด้านซ้ายแตก
* สมองบวม : มีเลือดคั่ง
* ขาขวาและกระดูกเชิงกรานข้างขวาหัก
* มีอาการอัมพาตครึ่งซีก เกิดจากหลอดเลือดสมองอุดตัน จึงต้องได้รับการทำกายภาพบำบัดสม่ำเสมอจนกว่าจะหายเป็นปกติ

โบ
* สมองกระทบกระเทือน มีอาการทางระบบประสาทอย่างรุนแรง สติเลอะเลือน ตอนนี้ไม่สามารถรับรู้หรือสั่งการอะไรได้เท่าไหร่ นานๆจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบสักครั้ง
* หน้าผากและกะโหลกศีรษะด้านขวาแตก
* สมองบวม : เลือดคั่งและมีบาดแผลเป็นจุดเล็กๆที่สมองด้านขวา
* สมองได้รับการกระทบกระเทือน : ทำให้สูญเสียความทรงจำ
* กระดูกซี่โครงหัก
* มีรอยถลอกตามร่างกาย
* มีอาการอัมพฤกษ์-อัมพาต เกิดจากหลอดเลือดสมองแตก จึงได้รับการทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลอยู่ตลอดเวลา

 

ทั้งสองได้เข้าพักรักษาตัวและทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาล โดยมีพยาบาลสาวที่ชื่อ’ติ๋ว’ดูแลโบ และพยาบาลชายที่ชื่อ’เต้’คอยดูแลตั้มอยู่ไม่ห่าง แต่เพราะการรักษาที่หายเร็วของตั้ม แพทย์จึงอนุญาตให้ชายชรากลับบ้านได้ในอีก 5 เดือนต่อมา แต่ก็ต้องเข้ามาตรวจและทำกายภาพบำบัดอยู่เป็นประจำทุกสัปดาห์ด้วยเช่นกัน (ช่วง 5 เดือนแรกที่อยู่โรงพยาบาล – ทำกายภาพบำบัดตลอดเวลา .. แต่หลังจากนั้น – สัปดาห์ละ 4 วัน .. ปัจจุบันเหลือสัปดาห์ละ 2 วัน / เหตุนี้ทำให้เวลาไปไหนมาไหนเขาต้องนั่งรถเข็นโดยตลอด)

ในขณะที่โบมีสภาพอยู่ในอาการโคม่านับตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุ เธอจึงยังคงพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลมาตลอดจนถึงปัจจุบัน (8 ปีแล้ว..ซึ่งเธอก็กำลังจะเสียชีวิตในอีกประมาณ 3 เดือนข้างหน้านี้) โดยมีพยาบาลติ๋วพาไปทำกายภาพบำบัดและดูแลประดุจดังลูกสาวแท้ๆ ทั้งที่ความจริงติ๋วเป็นเพียงพยาบาลส่วนตัวที่ดูแลเธอเป็นพิเศษเท่านั้น

โบ’ในปัจจุบันมีร่างกายผอม ผมสั้น เซื่องซึม นิ่งเฉย ล่องลอย ไร้ความรู้สึก นานๆจะมีปฏิกริยาโต้ตอบสักครั้ง ไม่ต่างไปจาก‘ตั้ม’ที่มีผมสั้น (หัวล้านหน่อยๆ) มีหนวด/เครา เสียงแหบ  พูดน้อย และพูดช้าลง โดยทุกครั้งที่เขาเข้ามาพบแพทย์และทำกายภาพบำบัดในโรงพยาบาล พันก็จะพาตั้มเข้ามาเยี่ยมเธอเสมอเพื่อเป็นกำลังใจตลอดเวลาที่เธอรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

วันหนึ่งขณะที่โบกำลังนอนพักฟื้นอยู่ในห้องพักส่วนตัว เธอก็ได้ฝันและสร้างเรื่องราวขึ้นจากความจริงและจินตนาการ(เรื่องแต่ง)อันเกิดจากความทรงจำที่ไม่สมบูรณ์/คาดเคลื่อนต่อการรับรู้ในวัยชรา  โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะเวลา 4 ปีของครอบครัวหนึ่งประกอบด้วย.. หญิงชราผู้เป็นยาย (72 ปี)  ลูกชายคนโต (50 ปี)  ลูกสาวคนกลาง (42 ปี)  ลูกสาวคนเล็ก (39 ปี)และสามี (41 ปี)  หลานสาวคนกลาง (21 ปี)  หลานสาวคนเล็ก (9 ปี)  โดยนำคนในครอบครัวและคนที่เคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด (พ่อ, สามี, เพื่อนร่วมงานของสามี, ลูกสาว, รุ่นพี่สมัยเรียนที่เคยคบกับเธอ)  บุคคลต่างๆในโรงพยาบาล (พยาบาลติ๋ว, พยาบาลเต้ ฯลฯ)  และสถานที่ที่เคยมีความผูกพัน (บ้าน, วัด, มหาวิทยาลัย ฯลฯ)  สภาพแวดล้อมและสถานที่ในโรงพยาบาล (ห้องพัก, ระเบียงห้อง, สถานที่ทำกายภาพบำบัด, ห้องตรวจ, สวนในโรงพยาบาล, แนวทางเดินระหว่างอาคาร ฯลฯ) มาสร้างเสริมเติมแต่งเป็นเรื่องราวและสถานที่จำลองขึ้นในความคิดของเธอ

โดยบทสรุปสุดท้ายก็คือ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากผู้เป็น’ยาย’มีอาการทางจิตไม่ปกติ เป็นโรคทางระบบประสาทและความทรงจำ นั่นคือโรคบุคลิกวิปลาส/โรคหลายบุคลิก (Depersonalization Disorder/Dissociative Identity Disorder) ที่มีการสร้างบุคลิกเป็นเธอในวัยรุ่น วัยกลางคน และลูกสาวของเธอ ร่วมกับการจินตนาการถึงบุคลคลอื่นๆที่อยู่ในเหตุการณ์ไปพร้อมๆกันด้วย (ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ไม่มีใครทราบนอกจาก‘ผู้อ่าน’)

อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องราวในจินตนาการจะลงเอยอย่างมีความสุข แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้วช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะโบจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 3 เดือนเท่านั้น.. กำลังใจจากสามีและลูกชายที่ส่งมาให้โดยตลอดก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้เธอทำใจยอมรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ได้เลย..

 

รุ่งอรุณแห่งชีวิต [LiVE MOViE] (2010-2011)

LiVE MOViE

BEGINNING

ยามรุ่งอรุณ ครอบครัวหนึ่งมีสมาชิก 6 คน ประกอบด้วย .. หญิงชรา ผู้เป็นยาย มีอาการสติเลอะเลือน เธอมีลูกสาว 2 คน และลูกชาย 1 คน คือ

ลูกชายคนโต (ลุง) เป็นพ่อม่าย รับราชการ มีลูกสาวช่วงกลางวัยรุ่น (หลานสาวคนโต) ผู้กำลังประสบปัญหาเรื่องรักสามเส้า 1 หญิง 2 ชาย โดยเธอหารู้ไม่ว่า ชายหนุ่มทั้งสองแท้จริงแล้วเป็นพี่น้องกัน

ลูกสาวคนกลาง (ป้า) ซึ่งเป็นพยาบาลในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เธอคอยเฝ้าดูแลปรนนิบัติผู้เป็นแม่อยู่ไม่ห่าง

ไม่ต่างจากหญิงวัยกลางคน ผู้เป็นลูกสาวคนเล็ก (แม่) ที่ได้รับบาดเจ็บทางจิตใจอย่างสาหัสจากเหตุการณ์ในอดีต ส่งผลให้สูญเสียความทรงจำบางส่วนไป โดยมีสามี (พ่อ) นักธุรกิจ คอยดูแลอยู่เคียงข้างด้วยความอดทนทั้งคู่มีลูกสาวเพียงคนเดียวเช่นกัน อยู่ในวัยประถมต้น (หลานสาวคนเล็ก) ผู้ไร้เดียงสาต่อการรับรู้เรื่องราว แต่ก็จดจำเหตุการณ์ต่างๆได้ขึ้นใจ

=========================================

DEVELOPING

รุ่งอรุณของวันหนึ่ง เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ .. หลานสาวคนโตสูญเสียชายหนุ่มที่เธอแอบรักไปอย่างไม่คาดฝันจากอุบัติเหตุร้ายแรง.. สามีหมดความอดทนกับการที่ต้องดูแลภรรยาด้วยเหตุผลบางอย่าง จึงตัดสินใจจากไป.. ป้า มักขึ้นไปบนห้องแล้วเอารูปถ่ายใบหนึ่งจากลิ้นชักตู้เก่ามาดูเป็นประจำ

ณ โรงพยาบาล ป้าได้พบกับชายชราคนหนึ่งบนรถเข็น ผู้เป็นคนไข้ ซึ่งจะมีลูกชายของเขาเป็นคนเข็นมารักษาประจำ เธอรู้สึกคุ้นหน้าเขามาก

วันหนึ่งเธอไปหาหมอดูริมถนน ซึ่งบังเอิญเป็นลูกชายของคนไข้วัยชรา คนเดียวกับที่พบในโรงพยาบาล  เธอขอตามเขากลับไปที่บ้าน แต่พอถึงหน้าบ้านเธอก็กลับไป ขณะเดียวกันนั้นเองที่พ่อของชายผู้นั้นมอง  ผ่านทางช่องหน้าต่างออกมาพอดี

=========================================

ENDING

เรื่องราวสิ้นสุดลงเมื่อ..

ชายวัยกลางคน (หมอดู) พร้อมกับพ่อของเขา (ผู้เป็นคนไข้ในรถเข็น) และ ลูกสาวคนกลาง (ป้า / พยาบาล) เดินทางมาบ้านเธอ เพื่อพบแม่ของเธอ (หญิงชรา) และบอกว่า

คุณยายมีอาการทางจิตไม่ปกติ เป็นโรคทางระบบประสาทและความทรงจำ สร้างบุคลิกได้หลายบุคลิกในเวลาเดียวกัน (โรคบุคลิกวิปลาส / Depersonalization Disorder)

หลานสาวคนโต … คือบุคลิกและความทรงจำในช่วงกลางวัยรุ่นของเธอ หลังจากคนที่เธอรักเสียชีวิต เธอก็เอาแต่เศร้าสร้อย จมปลักกับความทุกข์ ความทรงจำเริ่มขาดหายจากอาการตกใจสุดขีดในอุบัติเหตุที่คร่าชีวิตของชายผู้เป็นที่รัก  ก่อนที่ในเวลาต่อมา ชายหนุ่มที่รักเธออีกคน (แต่เหมือนว่าเธอไม่เคยมีใจให้) ได้เข้ามาในชีวิตเธอเพื่อปลอบประโลมใจ แบ่งเบาความทุกข์ และยืนหยัดเคียงข้างเธอ ผ่านไปไม่นานเธอมารู้ตัวอีกที เธอก็แต่งงานกับเขาเสียแล้ว  ในขณะเดียวกันกับที่ชายคนที่เธอรักซึ่งประสบอุบัติเหตุ แต่จากการรักษาที่ทันท่วงทีทำให้เขาไม่เสียชีวิต เขาเลือกที่จะรอเวลาให้หายดีและตั้งใจกลับมาสร้างครอบครัวกับเธอ ก็ต้องกลับต้องมาเห็นเธอกับผู้เป็นพี่ชายในบรรยากาศครอบครัวอบอุ่น (ในขณะนั้นเธอตั้งท้องพอดี)  เขาจึงตัดสินใจหันหลังกลับ และเดินทางออกจากชีวิตเธอ ด้วยการไปสร้างครอบครัวของเขาเอง แต่งงาน และมีลูกชายหนึ่งคน

ลูกสาวคนเล็ก … คือบุคลิกและความทรงจำในช่วงหญิงวัยกลางคนของเธอ ผู้ซึ่งนับวันจะเริ่มมีอาการทางประสาท และร่างกายมากขึ้นเรื่อยๆ  วันๆเธอเอาแต่นั่งครวญครางคิดถึงคนรักเก่า มีภาพความทรงจำในอดีตผ่านเข้ามาเป็นช่วงๆ ประดุจคนบ้าไร้สติ  ในขณะผู้เป็นสามีของเธอ (พ่อ) ในอาชีพนักธุรกิจถึงกับต้องยอมสละเวลางานอันมากมายมาเลี้ยงลูกสาวที่มีกับเธอ  จนในที่สุด เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี และความอดทนของเขามาถึงขีดสุด และด้วยเหตุผลที่ว่าต่อให้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไร เธอก็ยังระลึกถึงผู้เป็นน้องชายเขาเสมอ เขาก็ตัดสินใจทิ้งเธอและลูก (ที่เรียนอยู่ในระดับประถมต้น) ไปต่างประเทศ ปล่อยให้ทั้งสองอยู่กันตามลำพัง และไม่ได้รับการติดต่อจากเขากลับอีกเลย

ลูกสาวคนกลาง … คือการสร้างบุคลิกเป็นลูกสาวของเธอในร่างชรา เธอมีความเชื่อว่าชายหนุ่มที่เธอรักยังไม่ตายมาตลอด ด้วยการนำรูปถ่ายของเขาที่ถ่ายคู่กับเธอตอนวัยรุ่นซึ่งเก็บไว้อย่างดีมาดูบ่อยๆ และตัดสินใจว่าจะออกตามหา  วันหนึ่งเธอให้หมอดูข้างถนนคนหนึ่งทำนายดวงชะตา และด้วยความบังเอิญเธอรู้สึกคุ้นหน้า เหมือนว่าเคยรู้จักเขามาก่อน (เดจาวู) ก่อนที่จะเธอจะขอตามเขาไปที่บ้านเพื่อตามหาชายคนที่เธอรักเมื่ออดีต  หมอดูตะโกนเรียกพ่อของเขา แต่พ่อของเขาแกล้งไม่ได้ยินด้วยการไม่ขานรับ แต่แอบมองผ่านทางช่องหน้าต่าง (เขาจำเธอได้..ช่างเป็นใบหน้าที่คุ้นเคยยิ่งนัก)  ก่อนที่เธอจะตัดสินใจกลับไปเพราะคนที่เธอตามหาไม่อยู่บ้าน  ในเวลาต่อมาผู้เป็นลูกเข้ามาบ้านและบอกกับพ่อว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังตามพ่ออยู่ แต่บุคลิกและการพูดของเธอดูแปลกๆเหมือนวัยชรา  เธอบอกว่าตัวเธอมีชื่อว่า “ติ๋ว” ทำงานเป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง (ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับนางพยาบาลคนหนึ่งที่เขามักจะเจอเวลาที่พาพ่อไปตรวจเป็นประจำ) มีแม่เป็นอัมพาตอยู่ที่บ้าน … ว่าแล้วพ่อจึงขอให้ผู้เป็นลูกพาไปยังโรงพยาบาลเพื่อพบนางพยาบาลคนนั้น ก่อนจะขอให้เธอพาเขาและลูกมาที่บ้านหลังนี้

หญิงชรา หรือในชื่อว่า “โบ” เริ่มมีอาการรู้สึกตัวมากขึ้น หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดของชายชราบนรถเข็น หรือในชื่อว่า “ตั้ม” เขาเล่าให้เธอฟังเพิ่มเติมว่า .. เมื่อหลายสิบปีก่อน หลังจากที่เขารักษาตัวหายดีจากอุบัติเหตุร้ายแรงซึ่งเขารอดพ้นมาได้อย่างหวุดหวิด และตั้งใจจะกลับมาหาเธอ แต่เมื่อได้เห็นเธอกับผู้เป็นพี่ชาย หรือในชื่อว่า “เต้” มีความสุขกันดี (ขณะนั้นโบได้ตั้งท้องอยู่ด้วย) เขาจึงตัดสินใจหันหลังให้เธอ.. ในช่วงแรกเขาทำใจลำบากที่จะลืมเธอ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาในชีวิตของเขา เธอคอยเป็นกำลังใจให้และคอยช่วยเหลือในหลายๆเรื่อง เขาจึงตัดสินใจแต่งงานและมีลูกกับเธอ เป็นลูกชาย ที่ชื่อว่า “พัน” มีอาชีพหลักเป็นสถาปนิก และมีอาชีพเสริมเป็นหมอดู  ส่วนภรรยาของเขา ไม่กี่ปีต่อมาก็ต้องเสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็ง

ทันทีทุกเรื่องราวถูกอธิบายจนกระจ่าง หญิงชราก็โผเข้ากอดชายชราด้วยความตื้นตันและดีใจ เธอไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า ในที่สุดเรื่องราวจะลงเอยด้วยประการฉะนี้…

 

ยามรุ่งอรุณ 2 สัปดาห์ต่อมา.. ตั้มและลูกชาย (พัน) ตัดสินใจย้ายเข้ามาพักอาศัยบ้านโบเป็นการถาวร  เธอดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน รู้สึกอบอุ่น มีความสุขที่ได้เห็นลูกและคนที่เธอรักอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาในบ้านหลังใหญ่แห่งนี้ บ้านหลังนี้กลับกลายมามีชีวิตชีวาไม่เงียบเหงาอีกครั้ง  โบกลับมาเป็นคนปกติ หายจากโรคทางประสาทโดยสิ้นเชิง

 

=========================================

ANTI-ENDING

ภาพเปลี่ยนเป็น… ห้องพักคนไข้ โรงพยาบาลย่านชานเมืองแห่งหนึ่งบนเตียง มีร่างหญิงชราคนหนึ่งนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง นัยน์ตาเริ่มเปิดขึ้นช้าๆหลังจากได้ยินเสียงที่คุ้นหู

“คุณลุงคะ หมดเวลาเยี่ยมคุณป้าแล้วค่ะ”

พยาบาล”ติ๋ว”ซึ่งยืนอยู่ข้างเตียง บอกกับลุง “ตั้ม”ที่นั่งกุมมือป้า”โบ”ผู้เป็นภรรยาไว้อย่างแนบแน่น

“ไหนเธอสัญญาว่าเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไปไง”

“พัน”ผู้เป็นลูก รีบพับหนังสือพิมพ์ที่อ่านอยู่ลง ก่อนจะลุกจากโซฟาข้างห้องและตรงไปที่รถเข็นของชายชราบริเวณข้างเตียง

“ให้คุณแม่เค้าพักผ่อนนะครับ เดี๋ยวไว้เราค่อยมาเยี่ยมใหม่”

ก่อนที่ชายหนุ่มจะเข็นรถผู้เป็นพ่อออกไปให้พยาบาล “เต้” ที่ยืนรอยู่หน้าห้องเพื่อส่งต่อ

“เดี๋ยวฝากพาคุณพ่อไปตรวจก่อนนะครับ เดี๋ยวผมตามไป”

แล้วพยาบาล“เต้”ก็เข็นรถลุงตั้มจากไป มุ่งหน้าสู่ห้องตรวจอีกอาคารหนึ่ง ในขณะนั้นเองที่พยาบาลสาวเดินออกมาพอดี

“ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ยังไงก็รีบติดต่อผมทันทีเลยนะครับ”

“ค่ะ ดิฉันก็เป็นห่วงคุณป้าไม่แพ้คุณ.. สงสารแกนะคะ ไม่น่าเลย จะไปทำบุญด้วยกัน รถตู้ก็เกิดมาคว่ำ”

“แต่ถือว่าโชคดีที่ทั้งคู่รอดมาได้ ยังดีกว่าคนอื่นๆ…  ผมว่าคงเพราะเป็นกรรมของเค้าทั้งคู่แหล่ะครับ”

เขากล่าวกับพยาบาลสาวด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

”แล้วดูจากอาการตอนนี้ คุณแม่ผมจะมีชีวิตอยู่ได้นานสักเท่าไหร่…”

พันถามพยาบาลสาวน้ำเสียงแผ่วเบาพร้อมกับหันไปมองแม่ที่นอนอยู่ภายในห้อง

“เอ่อ.. เห็นคุณหมอบอกว่าไม่น่าเกิน 3 เดือนค่ะ แต่ถ้าคุณป้าแกแข็งแรง สภาพจิตใจดีก็อาจจะนานกว่านั้น”

พยาบาล”ติ๋ว”ตอบอย่างยากลำบาก

“แต่ชีวิตก็คือชีวิตนะครับ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เราไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอะไรได้”

“ดีนะคะที่คุณคิดได้อย่างนี้”

เธอเผยยิ้มให้เขาบางๆ

“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ไว้พรุ่งนี้ผมจะมาเยี่ยมใหม่”

ตั้มกล่าวลา พร้อมกับเดินกลับเข้าไปในห้องพักคนไข้ ก่อนจะตรงไปที่ร่างหญิงชราซึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงเพื่อบรรจงจุมพิตที่หน้าผาก และเดินจากไปอย่างเก็บอาการ   พยาบาลสาวเดินกลับเข้ามาในห้องพลางสะอื้น

“พักผ่อนมากๆนะคะคุณป้า เดี๋ยวหนูกลับมา”

เมื่อพยาบาลสาวเดินออกไปพ้นจากห้อง หญิงชราก็ค่อยๆลืมตา และเหลือบไปมองที่กรอบรูป ซึ่งตั้งไว้บนโต๊ะข้างเตียง

กรอบรูปเล็กๆใบนี้ เป็นรูปที่เธอกับสามีถ่ายไว้ด้วยกันตอนวัยรุ่น

หญิงชรามองดูอยู่สักพัก ก่อนที่รอยยิ้มเล็กๆจะปรากฏขึ้นที่ใบหน้าพร้อมกับน้ำตา

จบ.

 

TRICK
ติ๋ว ตัวจริง / ตัวปลอม(คาแรกเตอร์ที่โบสร้าง) >> ดูจากการใส่กำไลข้อมือ / แว่น / การแต่งตัว

THE ADVENT of LOVE (2011)

THE ADVENT of LOVE


                นี่เป็นเรื่องราวความรักของชายหญิง 2 คู่ที่เชื่อมโยงกันอย่างน่าประหลาด และมีบทสรุปที่เหมือนกันหรือแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง…

          อาดัม กับ เอวา – ชายหนุ่มหญิงสาวที่คบกันในฐานะแฟน  อาดัมทำงานเป็นหนึ่งในทีมงานรายการโทรทัศน์ ทั้งคู่ไปเที่ยวด้วยกันเป็นระยะ  เขามักจะพาเธอไปสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งเป็นประจำ  จนอาดัมรู้มาว่าเอวาแอบมีกิ๊กชื่อเซธจึงทำให้ทั้งสองมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา  วันหนึ่งหลังหยุดพักเหนื่อยจากการเดินเล่นที่สวนสาธารณะของทั้งคู่ ชายหนุ่มบอกเธอว่าต้องไปทำงานต่างจังหวัด 7 วันพร้อมกับเอารูปคู่ฉีกเป็นสองส่วน ส่วนที่เป็นรูปเขาให้เธอเก็บไว้ แล้วอีก 7 วันเมื่อเขากลับมา ให้เธอมาเจอเข้าที่นี่ เพื่อนำมันมาต่อเป็นภาพเดียวกันเหมือนเดิม

ผ่านไป 7 วัน  ระหว่างที่เอวารออาดัมอยู่ที่ม้านั่ง ก็มีโทรศัพท์เข้ามาบอกว่าอาดัมประสบอุบัติเหตุอย่างรุนแรง สมองกระทบกระเทือน ตอนนี้ยังไม่ได้สติ  เอวาเศร้ากลับบ้าน เธอร้องไห้ไปตลอดทาง  วันรุ่งขึ้นเวลาเดิมเธอก็มารอเขาอีก แต่ทว่าเซธแอบตามมาโดยไม่ให้เอวารู้ เขาเดินไปนั่งลงข้างเธอและปลอบ

ร่างของอาดัมยังคงนอนไม่ได้สติ แต่จิตวิญญาณได้เข้าไปอยู่อีกโลกหนึ่งแล้ว ที่ที่เป็นดินแดนกว้างใหญ่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ  เขาได้ทบทวนชีวิตในวัยเด็ก กิจกรรมที่เขาทำร่วมกับแม่ ครั้นพอแม่จากไปเขาก็อยู่กับพ่อ (ก็อด) เพียงลำพังสองคน  บางวันเขาก็แอบร้องไห้คิดถึงแม่โดยไม่ให้ใครรู้  /  ในดินแดนนี้อาดัมได้ยินเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากโลกภายนอกเป็นระยะผ่านเสียงที่ดังก้องจากฟากฟ้า เขาได้กับพบเอวาและเซธในรูปของมโนสำนึก  และยังทำให้เขาพบ ชัยฎอน อีกครั้ง

          ชัยฏอน กับ ลิลิธ – (ลิลิธเป็นพี่สาวเอวา อาศัยอยู่ด้วยกันสองพี่น้อง)  ความรักของชายหนุ่มหญิงสาวคู่นี้เริ่มต้นขึ้นที่สวนหย่อมแห่งหนึ่ง เมื่อพรหมลิขิตทำให้เขาพบเธอจากเหตุการณ์ลมพัดกระดาษปลิว  หลายวันต่อมาก็บังเอิญให้เขาพบเธออีกครั้ง ชัยฏอนเข้าไปขอเบอร์และตั้งแต่นั้นทั้งสองก็ได้ไปเที่ยวด้วยกันในเวลาต่อมา  ลิลิธพาชัยฏอนไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งซึ่งเธอบกว่าเป็นที่โปรดของเธอ (ที่เดียวกับที่อาดัมพาเอวาไป)  วันหนึ่งขณะที่ทั้งสองนั่งดื่มกาแฟกันที่ร้านแบบOpen Air เอวากับอาดัมก็เดินผ่านมาพอดี ซึ่งเป็นการพบกันพร้อมหน้าครั้งแรกของทั้งสี่ โดยที่ต่างคนก็ได้ทำความรู้จักกันและกัน (อาดัมเซอร์ไพร์สที่พบชัยฏอนเพราะเมื่อหลายวันก่อนชัยฏอนเพิ่งเข้าไปติดต่องานที่บริษัทที่เขาทำงานอยู่และได้คุยกันด้วย)
แต่โชคร้ายก็มาถึง เมื่อชัยฏอนเกิดตกบันไดที่พัก ทำให้เขาหลับหมดสติไปโดยไม่มีวี่แววว่าจะฟื้น (ลักษณะอาการเดียวกับอาดัมคือ นอนหลับเป็นเจ้าชายนิทราอยู่ในห้องนอน แต่ยังคงหายใจ)  ทำให้ชัยฏอนได้เดินทางสู่ดินแดนคู่ขนาน ที่นั่นเขาได้พบกับอาดัม และเกลี้ยกล่อมให้เขากลับเข้าร่างโดยเขายอมสละชีวิตเพื่อส่งให้อาดัมได้พบเอวาอีกครั้ง แม้ตัวเองจะเสี่ยงต่อการอยู่ที่นี่ไปตลอดกาลหากไม่มีคนมาช่วยก็ตาม

ในโลกแห่งความจริง ร่างของอาดัมถูกส่งกลับมายังบ้าน โดยมีพี่ชาย (คาอิน) คอยดูแลอยู่ไม่ห่างและเอวาก็มาเยี่ยมประจำ (ระหว่างนี้เซธได้เข้ามาคุยกับเอวาตลอด จนคาอินเกิดความรู้สึกบางอย่าง)   หลายเดือนต่อมา เซธบังเอิญพาเอวามายังสถานที่ศักดิ์สิทธ์ นั่นยิ่งเป็นการกระตุ้นความทรงจำของเธอที่มีต่ออาดัมทำให้เธอวิ่งออกมาจากที่นั่นก่อนเขาจะรู้สึกตัว ไม่นานเซธก็เห็นว่าเอวาหายไป แต่เขาคิดว่าเธอยังคงอยู่ในบริเวณนั้นจึงได้ออกตามหา และพบเข้ากับลิลิธซึ่งมาที่นี่คนเดียว

หลายสัปดาห์ต่อมา เซธโทรมาบอกเอวาว่าต้องไปต่างประเทศด่วนและไม่มีกำหนดกลับ อยากให้เธอไปส่ง  เมื่อวางสายได้ครู่เดียว ลิลิธก็โทรมาบอกชัยฏอนอาการทรุดหนัก เอวาจึงเข้าไปเยี่ยม และบอกพี่สาวว่าเธอกำลังจะไปส่งเซธไปต่างประเทศ ก่อนจะขอตัวเดินทางไปสนามบิน

ชัยฏอนได้ยินเสียงดังก้องจากเบื้องบนเรื่องที่เอวาบอกกับลิลิธ ทำให้เขารีบค้นหาอาดัมและเมื่อพบก็จัดการส่งเขากลับเข้าร่าง  และทันทีที่อาดัมฟื้นหลังจากไม่ได้สติมานานหลายเดือน เขาก็ตรงไปยังสวนสาธารณะพร้อมกับรูปถ่ายขาดครึ่ง(รูปเอวา) ทันที (คาอินโทรบอกเอวาด้วยความดีใจ)  ขณะเดียวกันกับที่ชัยฏอนเริ่มหายใจแผ่วเบาและหยุดหายใจในที่สุด ลิลิธถึงกับร้องไห้อย่างหนักพลางเรียกเขาให้ตื่นแต่ก็หมดสิ้นซึ่งหนทาง

เมื่อเวลาผ่านไป เอวาก็มาพร้อมรูปถ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ทั้งสองโผเข้ากอดกันด้วยน้ำตาแห่งความปิติ  คืนนั้นเอวากลับมาถึงบ้านด้วยรัศมีแห่งความสุข เธอสวนกับลิลิธที่หน้าบ้านและบอกพี่สาวผู้มีท่าทีเศร้าสร้อยว่าอาดัมฟื้นแล้ว ก่อนถามว่าจะไปไหน ลิลิธไม่ตอบและเดินหายไปในความมืด…

หลายปีต่อมา อาดัมนำดอกไม้ไปเปลี่ยนที่หลุมศพชัยฏอนและกลับมาบ้าน เห็นเอวานั่งอ่านหนังสือธรรมะอย่างหมดความหวังที่จะเจอลิลิธอีกครั้ง (เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งสองได้ตามหามาแล้วทุกที่ ทั้งแจ้งความ ถามคนใกล้ชิด ไปจนถึงทำป้ายประกาศหาคน แต่ก็ไม่มีวี่แวว)  อาดัมเดินเข้าไปคุยเพื่อให้เธอสบายใจขึ้น    คืนนั้นเองอาดัมสะดุ้งตื่นกลางดึกและรับรู้ได้ว่าลิลิธจากโลกนี้ไปอยู่กับชัยฏอนแล้วในอีกดินแดนหนึ่งอย่างมีความสุข  เขาบอกเอวาที่เดินออกมาตรงระเบียงและส่งยิ้มให้เธอขณะยืนดูพระจันทร์ด้วยกัน

THE END

————————————–

 

Written by Supakit Seksuwan
© 2011 Streamline Film All Rights Reserved.

การะเวกของพ่อ (2013)

“การะเวกของพ่อ”
(Father’s Manorangini)

โดย
ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ

 

เรื่องย่อ
เมื่อพ่อวัย 60 ป่วยกะทันหัน ลูก ๆ ทั้ง 6 คน 6 วัย อาศัยอยู่ 6 จังหวัดต่างมุ่งหน้าเดินทางกลับมาเยี่ยมพ่อที่กรุงเทพฯ เรื่องราวชีวิต การเดินทาง และความสัมพันธ์ของบุคคลรายรอบตัวลูก ๆ กลับเชื่อมโยงกันในท้ายที่สุดอย่างน่าอัศจรรย์และไม่มีใครคาดคิด


เรื่องสั้น
            โอม (มานิตย์) ตำรวจวัย 33 ย้ายจากกรุงเทพมาอยู่กาญจนบุรี เพื่อตามจับแก๊งค์ค้ายาเสพติดวัยรุ่นที่ใช้สื่อออนไลน์ติดต่อค้าขายกับเด็กมหาลัยทั่วประเทศ  วันหนึ่งเขาตามจับสมุนในแก๊งค์คนหนึ่งได้ (มีข่าวมาถ่ายทำออกอากาศด้วย) ทำให้รู้ว่าหัวหน้าจริง ๆ อยู่เชียงใหม่ เขาจึงจะคิดเดินทางไปที่นั่นและวางแผนปลอมตัวเข้าแก๊งค์เพื่อเข้าจับกุม  ทว่ามีโทรศัพท์ดังขึ้นเสียก่อน…

อ้น (ขวัญชัย) หนุ่มวัย 21 ปีจากกรุงเทพ เรียนปี 2 ถาปัด ม.เชียงใหม่ เช่าหอพักอยู่ เป็นคนเรียนกลาง ๆ ไม่เก่งมาก  วันหนึ่งมีอาการรู้สึกเบื่อ ไม่อยากเรียน ไม่อยากทำอะไร อยากจะนอนลูกเดียว หลายสัปดาห์เข้าก็คิดว่าต้องมีอะไรผิดปกติจึงไปตรวจพบว่า สารขยันไม่ทำงาน เป็นสาเหตุให้เข้าเริ่มเสพยาจากคำแนะนำของเพื่อน นานวันเข้าก็สนิทกับหัวหน้าใหญ่ จนไว้เนื้อเชื่อใจให้ส่งของ แต่ก็เล็ดลอดการจับกุมจากตำรวจมาได้หวุดหวิด  ต่อมาเขาเผลอทำแตงโม สาวรุ่นน้องวัย 19 ท้องและตัดสินใจพาไปทำแท้ง แต่หมอแนะนำให้เก็บลูกไว้ ตอนนั้นเองที่เขาสลบไปเพราะฤทธิ์สารเสพติดและจินตนาการว่าได้ทำแท้งแล้ว จึงเห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงแปลก ๆ เป็นระยะ  อ้นจึงนัดเจอแตงโมคุย ทำให้เขารู้ความจริงและสั่งให้หญิงสาวพักการเรียนและกลับบ้านที่หนองคาย ส่วนเขาจะไปปรึกษาพ่อแม่ที่กรุงเทพเพื่อหาทางออก  แต่ทว่าไม่ได้เป็นไปตามที่ชายหนุ่มบอก หลังแยกกับแตงโมได้ไม่นาน เขาก็ถูกอาจารย์จับกุมตัว ไปคุยกับอธิการบดี และส่งเข้าสถานบำบัด  ในใจตอนนั้นเขาคิดอยากจะเลิกจริง ๆ (อ้นเดินผ่านทีวี เป็นข่าวการบุกจับแก๊งค์ค้ายาที่กาญจนบุรี)    หลายวันต่อมา มีเจ้าหน้าที่สถานบำบัดเข้ามาแจ้งเรื่องหนึ่งกับเขา และเขาก็พูดอะไรบางอย่าง แล้วอ้นก็ถูกเจ้าหน้าที่นำตัวขึ้นรถออกจากสถานบำบัดไป..

อิ๋ว (จุฬามณี) สาววัยรุ่นอายุ 19 ปี เรียนอยู่ชั้นม.6 โรงเรียนรัฐบาลในตัวจังหวัดภูเก็ต เป็นคนรักสัตว์ อยู่บ้านกับพ่อ แม่ ย่า และเลี้ยงสุนัขพันธุ์โกลเด้นริทริฟเวอร์ไว้ 1 ตัว  เธออยู่ในช่วงกำลังคร่ำเคร่งกับการอ่านหนังสือเพื่อเข้ามหาลัย และกำลังวุ่นวายใจเรื่องความรัก ในขณะที่เพื่อน ๆ มีแฟนกันหมดแล้ว เธอได้แต่เพียงคุยกับชายหนุ่มรูปหล่อจากกรุงเทพที่เจอในเฟซบุ๊ค  เมื่อเรียนจบชายหนุ่มก็นัดเธอเจอที่กรุงเทพ เธอตกลงและเตรียมเก็บข้าวของ ต่อมาเธอก็ค้นพบว่าเธอไม่ใช่ลูกของพ่อแม่ที่แท้จริง เนื่องจากพ่อของเธอแต่งงานมานานแล้วไม่มีลูกจึงขอพี่ชายเอาเธอมาเลี้ยงตั้งแต่เกิดและปกปิดมาโดยตลอด  อิ๋วตะลึงและไม่อยากเชื่อ จึงหุนหันออกจากบ้านด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ก่อนจับรถไฟเข้ากรุงเทพทันที..  บนรถไฟเธอได้ผมกับเด็กหนุ่มรุ่นเดียวกันในโบกี้เดียวกับเธอ เขาชื่อ เอ ผิวขาว ใส่แว่น ท่าทางเรียบร้อย รักสัตว์ และกำลังรอผลเอ็นท์เข้ามหาลัยเช่นเดียวกับอิ๋ว เขาขึ้นรถไฟเพื่อเดินทางกลับบ้านที่กรุงเทพหลังมาเที่ยวกับเพื่อนและขอกลับทีหลังเพื่ออยู่เยี่ยมญาติต่อ  ใช่แล้ว! เขาตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกเห็น และแอบถ่ายวิดีโอตอนเธอหลับหรือเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างโดยไม่ให้รู้ตัว  และเขาต้องผิดหวังเมื่อเธอเล่าให้ฟังว่านัดหนุ่มคนหนึ่งที่คุยกันมานานไว้ที่กรุงเทพ แต่ต้องทนเก็บอาการไว้จนถึงกรุงเทพ..  เมื่อรถไฟเทียบชานชาลา เอขอเบอร์อิ๋วโดยจดใส่เศษกระดาษไว้ ก่อนมันจะหล่นหายโดยที่เขาไม่รู้ตัวตอนขึ้นรถ  เอเดินไปเอารถที่จอดทิ้งไว้เพื่อขับกลับบ้าน และเมื่อขับออกมาก็เจอชายท่าทางแปลก ๆ โบกรถอยู่กลางถนน เมื่อได้ถามไถ่แล้วเอก็รับขึ้นไปด้วยเพราะบังเอิญอยู่หมู่บ้านเดียวกัน

ฝน (ฐานิดา) หญิงวัย 28 ปีเป็นครูโรงเรียนประถมอยู่ที่หนองคาย มีเพื่อนครูรุ่นพี่ที่สนิทชื่อตุ่ม นั่งอยู่โต๊ะติดกันในห้องพักครู  ฝนมีแฟนชื่อตั้ม อายุ 30 เป็นสถาปนิกจากกรุงเทพมาคุมงานที่นี่และคบกับเธอได้หลายปีแล้ว เขาคอยรับส่งเธอทุกวัน ดูแลอย่างดีจนเพื่อน ๆ ครูอิจฉา  มาวันหนึ่งเรื่องก็เข้าหูฝนว่าตั้มไปมีอะไรกับสาววัยรุ่น เพราะมีคนเห็นบ่อย ๆ ว่าอยู่ด้วยกันสองต่อสอง  ตอนแรกฝนก็ไม่เชื่อและยืนยันว่าไม่ใช่เขาเพราะมั่นใจในตัวตั้ม จนเมื่อคนเริ่มพูดเข้าหูเธอมากขึ้น ด่าว่าตั้มเสีย ๆ หาย ๆ และตุ่มเองก็เกิดเห็นเข้ากับตา บวกกับอารมณ์ที่พรุ่งปรี๊ดของฝนเมื่อรู้ว่ากระเป๋าตังค์หายและคิดว่าตั้มต้องเป็นคนเอาไปให้ไอ้เด็กนั่นแน่! จึงคว้าโทรศัพท์นัดชายหนุ่มมาบอกเลิกทันที  เมื่อตั้มเข้ามาถึงบ้านพักของฝน เธอก็ใส่ไม่ยั้งยังไม่ทันที่เขาจะได้อธิบายอะไร และเขวี้ยงแหวนที่ตั้มเคยให้เธอทิ้งกับพื้น ชายหนุ่มเก็บแหวนและวิ่งออกจากบ้านไป..  จากเหตุการณ์นั้นฝนก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน เศร้า เหงา ซึม สอนผิด ๆ ถูก ๆ เหม่อเลย สีหน้าหมองคล้ำเพราะนอนไม่หลับ เมื่อกลับถึงบ้านพักก็มักร้องไห้คนเดียว แม่จากกรุงเทพโทรมาก็ต้องรีบปรับเสียงเป็นปกติฟอร์มว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น  จนคืนออกพรรษา 15 ค่ำ เดือน 11 เธอไปเที่ยวงานบั้งไฟพญานาค ริมน้ำโขงก็เจอตั้มกับเด็กสาวคนนั้น ๆ จะจะกับตา  ตั้มจึงขอโอกาสอธิบาย แท้จริงแล้วเด็กสาววัย 20 คนนั้นคือ จูน คนระยองตามพ่อซึ่งเป็นกรรมกรก่อสร้างอาคารที่เขาดูแลมาทำงานที่นี่ (หลังต่อเติมอาคารในฟาร์มกล้วยไม้ที่ระยองเสร็จ) เธอมีน้องชายสองคนอายุ 9 ขวบกับ 5 ขวบ ทั้งสามไม่ได้เรียนหนังสือหลังแม่ตายได้หลายปี เธอต้องหาเงินเลี้ยงน้องและตามพ่อไปทำงานตามที่ต่าง ๆ  แล้วแต่นายจ้าง นอกจากไม่ได้เรียนหนังสือแล้วซ้ำยังไม่มีบ้านอยู่เป็นหลักแหล่งแม้พ่อจะเป็นถึงคนงานก่อสร้างบ้านก็ตาม ด้วยตั้มเคยถูกแม่ทิ้งในวัยเด็ก และเป็นคนชอบช่วยเหลือคนจึงแอบให้เงินเธอไปใช้ซื้อข้าวของเป็นระยะ โดยที่ไม่ให้พ่อเธอรู้เพราะพ่อจูนสอนเสมอว่า ถึงเราจะยากจนแต่ต้องไม่ขอใครกิน แต่ตั้มก็ถูกจับได้เมื่อหลายวันก่อน จนมาวันนี้เขาตั้งใจจะนัดเจอเด็กสาวเพื่อให้เงินครั้งสุดท้าย สำหรับเลี้ยงน้องและช่วยค่ารักษาพ่อของเธอซึ่งประสบอุบัติเหตุที่ไซต์งาน ขณะนี้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาล.. (ใช่สิ! ผมมันคนเกิดวันอาทิตย์ ทำดีไม่ขึ้น ต่อให้ทำดีมานานแค่ไหน ถ้าลองได้ทำผิดให้คนเห็นครั้งเดียว ไอ้ความดีที่ทำมันหายหมดเลย) เพราะความจริงไม่ได้เป็นอย่างเห็น และฝนเองก็ไม่คาดคิดจึงได้แต่ขอโทษตั้ม เมื่อปรับความเข้าใจกันได้ ทั้งสองก็คืนดีกัน ตั้มเอาแหวนที่เก็บมาสวมคืนให้หญิงสาว  เขาและเธอตัดสินใจเข้ากรุงเทพเพื่อบอกพ่อแม่ของทั้งสองเรื่องแต่งงาน  แต่ก่อนไปทั้งสองหากระต๊อบเล็ก ๆ ให้จูน น้อง และพ่อเธออยู่  และไม่กี่วันก่อนจะออกเดินทาง เธอก็เจอกระเป๋าตังค์ในตะกร้าผ้า  ที่บ้านพัก โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นขณะที่เธอกำลังอาบน้ำอยู่ ฝนไม่ได้ยิน..

บิว (ประจวบ) ชายวัยรุ่นชาวกรุงเทพวัย 25 ปี ผู้ซึ่งใครต่อใครคนเรียกชื่อเขาไม่เคยจะถูก (บอย บ๊วย บูม ฯลฯ) หลังเรียนจบได้เคยทำงานมาแล้วมากมาย แต่เพราะยังไม่ใช่แนวเลยเปลี่ยนมันเรื่อย ๆ เฉลี่ยงานละ 2 – 3 เดือน  แรกเริ่มจากเป็นสตาฟฟ์งานอีเว้นท์ – พนักงานส่งของ – อาสาสมัครกู้ภัยปอเต็กตึ๊ง – พนักงานร้านเซเว่น – มัคทายกประจำวัด จนมาลงเอยที่ฟาร์มกล้วยไม้จังหวัดระยองในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการ  เขาเล่าให้ผู้จัดการคนใหม่ (ซึ่งมาแทนคนเก่าที่ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ) ฟัง ถึงงานที่เขาเคยทำมามากมายอย่างติดตลก  ผู้จัดการคนใหม่ย้ายเข้ามาได้ไม่กี่วันก่อนพร้อมกับการปรับปรุง-ตกแต่งอาคารในฟาร์มกล้วยไม้เสร็จสิ้นพอดี ทว่าบิวกลับไม่ได้เล่าถึงโรคประจำตัวของเขาคือ ระยะหลังนี้ความขี้ลืมชักกำเริบหนักขึ้น เช่น บางวันเขาตื่นขึ้นมาแล้วไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ต้องนั่งนึกสักพัก หรือเขารู้ว่าจะไปทำอะไร ที่ไหน แต่เมื่อออกเดินไปสักพักก็มักลืมว่าตัวเองทำอะไรอยู่ บิวแก้ปัญหาด้วยการจดทุกอย่างใส่กระดาษ และไปหาหมอ หมอก็ให้ยามากินแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  นานวันเข้างานที่ทำเริ่มผิดพลาดชัดเจนจนผู้จัดการจับได้และถามถึงสาเหตุ เขาจึงสารภาพตามตรง และสัญญาว่าจะต้องรักษาหายแน่นอน  เมื่อเขาไปหาหมอ คราวนี้หมอแนะนำให้เขาไปหาจิตแพทย์ เขาจึงได้รู้ว่าอาการขี้ลืมของเขาเป็นผลมาจากความทรงจำอันเจ็บปวดในวัยเด็ก ถ้าจะรักษาให้หาย เขาต้องนึกถึงปมความทรงจำนั้นให้ได้ เมื่อได้ยินดังนั้น บิวจึงขอลางานกลับไปตามหาความทรงจำที่บ้าน กรุงเทพ..  ระหว่างเดินทางโดยรถไฟ เพราะความขี้ลืมและขี้เซา (ขนาดโทรศัพท์เข้าเขาก็ไม่ตื่น) จึงทำให้ของถูกขโมยและหายเกลี้ยง ทั้งมือถือ ของใช้ เสื้อผ้า จบกัน! .. เมื่อรถไฟมาถึงชานชาลา เขาก็เหลือแต่ตัวเปล่า เดินออกมาโบกรถหน้าสถานีรถไฟหัวลำโพง โชคดีดันไปเจอเด็กหนุ่มใส่แว่นคนหนึ่งรับขึ้นรถมาเพราะอยู่หมู่บ้านเดียวกัน  เด็กหนุ่มส่งเขาลงหน้าหมู่บ้าน เพราะบิวต้องใช้เวลานึกว่าบ้านอยู่ซอยไหน เด็กหนุ่มขับเข้าไปจอดในบ้าน ซอย 9 เมื่อลงจากรถ หมาพันธุ์โกลเด้นริทริฟเวอร์ที่เขาเลี้ยงก็พุ่งเข้าหาด้วยความดีใจ  เด็กหนุ่มขึ้นไปที่ห้องนอน เปิดหน้าต่างมองเห็นถนนหน้าบ้าน และเปิดคอมดูผลเอ็นท์ (บิวเดินเข้ามากดกริ่งบ้านหลังถัดจากเด็กหนุ่มโดยที่เขาไม่เห็น) ปรากฏว่าเขาติดคณะสัตวแพทย์ ม.เกษตรตามที่ตั้งใจไว้ รายชื่อของเขาอยู่ในลำดับที่ 24 ถัดจากชื่อจุฬามณี  แล้วเขาก็เอาเมกล้องวิดีโอที่ถ่ายบนรถไฟมาโหลด เขามองเด็กสาวในจอด้วยความเสน่หา และเมื่อล้วงไปที่กระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบเศษกระดาษที่จดเบอร์ของเธอไว้ก็พบว่ามันไม่อยู่แล้ว

บัว (ภัทธิรา) สาวกรุงเทพ ทำงานเป็นพยาบาลแผนกต่อต้านความชราครบวงจรที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง แต่งงานเมื่ออายุ 25 กับนายแพทย์ศัลยกรรม และให้กำเนิดลูกชายปีถัดมา  ทว่าไม่นานสามีเธอก็จากไปอย่างไม่มีวันกลับด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ โดยงานที่เธอทำไม่สามารถช่วยชีวิตสามีให้กลับคืนมาได้เลย ปัจจุบันบัวในวัย 30 ยังคงทำงานเป็นพยาบาล และจ้างพี่เลี้ยงเด็กมาดูแลลูกวัย 4 ขวบที่บ้านย่านปทุมธานีซึ่งสามีเธอซื้อไว้เป็นเรือนหออยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาล เสาร์-อาทิตย์จึงจะพาลูกไปเยี่ยมพ่อแม่ที่บ้านแถววงแหวนสักครั้ง บางอาทิตย์เธอกับลูกก็อยู่ค้างเพื่อจะได้ตื่นขึ้นมาใส่บาตรกับพ่อและแม่ของเธอ .. วันหนึ่งแม่โทรมาบอกว่าพ่อประสบอุบัติเหตุตกบันได อาการสาหัส เธอรีบพาพ่อไปส่งโรงพยาบาลทันที และหมอได้ตรวจพบว่าสมองกระทบกระเทือนทำให้ความทรงจำบางส่วนลบเลือน  ไม่กี่วันต่อมา อาการพ่อทรุดลงเพราะมีโรคแทรกซ้อน ร่างของพ่อนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียงมีเครื่องช่วยหายใจทำงาน  เธอขอหมอให้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน เผื่ออยู่ในที่คุ้นเคยอาการจะดีขึ้น  บัวโทรบอกพี่น้องเรื่องพ่อให้ทุกคนรู้ ซึ่งนาน ๆ จะได้เจอกันที เพราะต่างคนต่างก็อยู่คนละจังหวัดไกลกัน

(บุญ) ประสงค์ หนุ่มผิวสีแทนชาวภูเก็ต จากบ้านเข้ามาหางานทำในเมืองกรุงด้วยความฝันอยากจะเป็นครู แต่จับพลัดจับผลูได้เป็นนักหนังสือพิมพ์จนถึงวัยเกษียณ เขาได้พบกับ อี๊ด (พรทิพย์) หญิงสาวชาวจีนอายุน้อยกว่าเขา 4 ปี ผู้ซึ่งพ่อแม่ของเธอหอบเสื่อผืนหมอนใบมาตั้งรกรากที่ประเทศไทย  เมื่อคบกันเป็นแฟนสักพัก และฝ่าด่านพ่อตาด้วยความยากลำบากได้สำเร็จ ก็มาถึงวันที่เขารอคอย วันที่เขาจะครองรักกับหญิงสาวที่สัญญาว่าจะทุ่มเทความรักให้หมดใจชั่วนิรันดร์  และบุญกับอี๊ดก็มีลูกด้วยกัน 6 คน แต่ลูกคนสุดท้องเขายกให้น้องชายที่แต่งงานนานแล้วไม่มีลูกไปตั้งแต่เกิด เขาซื้อบ้านแถววงแหวนจากเงินเก็บมานานแรมปีด้วยความภาคภูมิใจ  ยามว่างของพ่อชอบถ่ายภาพธรรมชาติ และปลูกต้นไม้ ที่หน้าบ้านมีต้นการะเวกที่พ่อปลูกด้วยความรัก ทุกเย็นพ่อจะรดน้ำและเก็บดอกเอามาไว้ในห้องส่งกลิ่นหอมฟุ้งชื่นใจ พ่อมักเปรียบชีวิตเหมือนดอกการะเวกให้ลูกฟังบ่อยครั้ง … ลูก ๆ ของพ่อก็เหมือนกลีบดอกการะเวกแต่ละกลีบ แต่ละคนไม่ว่าจะเติบโตไปใช้ชีวิตที่ไหน สุดท้ายลูกของพ่อทุกคนก็จะต้องกลับคืนสู่ที่ ๆ จากมา เหมือนการะเวกที่ส่งกลิ่นหอมในยามเย็น ต่อให้หอมแค่ไหนก็เหี่ยวและหมดกลิ่นยามรุ่งอรุณ  ชีวิตคนเราล้วนมีเกิด-มีดับไม่ต่างกัน  หากแต่วันนี้ วันที่เรายังมีลมหายใจอยู่ก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนฟันฝ่าอุปสรรคกันไป การะเวกเองยังเลื้อยไปตามทิศทางของแสงเพื่อหาทางเจริญเติบโตเลย … และพ่อยังแบ่งเวลามาสอนหนังสือและบทเรียนชีวิตให้กับลูก ๆ ทุกวัน และใฝ่ฝันอยากให้ลูกรับราชการในอนาคต  จนเมื่อลูกแต่ละคนเติบโต มีวิถีชีวิต ทางเดินแตกต่างกันไป และเขาเองยังคงทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์เรื่อยมา แต่มาในระยะหลังเริ่มความจำไม่ค่อยดีและขามีปัญหา เดินไม่ค่อยไหว งานที่ส่งไปจึงถูกแก้บ่อย ๆ  ลูกที่อยู่กรุงเทพ (บัว) บอกให้เขาเลิกทำและพักผ่อนได้แล้ว แต่เขารั้นจะทำต่อ และดึงดันจะเดินเองโดยไม่ใช้รถเข็นหรือไม้เท้าทำให้เขามีปากเสียงกับภรรยาและลูกผู้หวังดีเป็นประจำ  จนเมื่อบุญอายุครบเกษียณ อาการขาอักเสบก็กำเริบขึ้น เป็นเหตุให้วันหนึ่งเขาพลาดตกบันได หัวกระทบพื้นรุนแรง

——————————————————

            บิว เดินทางมาถึงบ้านเป็นคนแรก และพบว่าเหตุการณ์ที่ทำให้เขาเป็นโรคทางความจำคือเหตุการณ์พ่อผลักแม่ตกบันไดโดยไม่ได้ตั้งใจระหว่างมีปากเสียงกัน และเขาในวัยเด็กก็อยู่ในเหตุการณ์เพียงคนเดียว  ลูก ๆ คนอื่นเพียงรับรู้ว่าแม่ป่วยต้องไปรักษาตัว  เมื่อรื้อฟื้นความทรงจำได้แล้วเขาก็หายเป็นปกติ

โอม มาถึงเป็นคนที่สอง

ฝนกับตั้มเดินทางมาถึง และตั้มก็พบว่าบัวคือคนรักคนแรกของเขาสมัยมัธยม แต่เนื่องด้วยสาเหตุบางประการที่ทำให้บัวไม่สามารถรับรักตั้มได้ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองก็คบกันมาสักพักและต่างรู้สึกดีต่อกัน  เมื่อจบ ม.6 แล้วเขาและเธอก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย  เมื่อทราบว่าสามีบัวเสียได้หลายปีแล้ว ขณะที่ฝนพูดเรื่องแต่งงาน ตั้มกลับมีสีหน้าลังเล

อ้น มาพร้อมรถสถานบำบัด และได้โอมจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้ โอมขอให้รถกลับไปก่อนแล้วเดี๋ยวเขาจะไปส่งน้องที่เชียงใหม่เอง อ้นเล่าถึงสาเหตุที่เสพยาให้พี่น้องทุกคนฟัง และเรื่องที่เขาทำรุ่นน้องที่มหาลัยท้องเพราะฤทธิ์ยา  โอมถามเรื่องแก๊งค์ค้ายาเพื่อจะนำกำลังเข้าจับกุม เพราะความที่อ้นอยากจะเลิกและกลับตัวเป็นคนดีจึงคิดให้ความเหลือมือกับพี่ชายเขา แต่โอมต้องให้สัญญากับเขาก่อนว่าจะช่วยหาทางออกทุกเรื่องที่เขาสร้างจริง ๆ   พี่ชายตกลงให้คำสัญญากับน้องชาย

อิ๋ว มาถึงบ้านโดยวิธีดูชื่อพ่อที่แท้จริงจากสูติบัตร หาเบอร์ในสมุดปกเหลือง และโทรไปถามที่อยู่จาก 1133  เมื่อเข้ามาถึงพี่น้องทุกคนตกใจและไม่มีใครคาดคิดว่าพวกเขาจะมีน้องสาวอีกคนที่ไม่มีใครรู้เรื่องเลยยกเว้นพ่อกับแม่  อี๊ดเล่าความจริงทั้งหมดให้ฟัง อิ๋วน้อยเนื้อต่ำใจที่แม่แท้ ๆ ทำกับเธอได้ลงคอ เลยวิ่งหนีออกจากบ้านไป  เอ เด็กหนุ่มบ้านติดกันบังเอิญมองออกมาจากหน้าต่างชั้นสองพอดีรีบวิ่งตามไปแต่ไม่ทัน แต่ก็หาทางแอบติดตามเด็กสาวไปโดยไม่ให้รู้ตัว..  อิ๋วเดินทางไปสยามตามที่ ก้อง เด็กหนุ่มกรุงเทพที่คุยกันในเฟซบุ๊คมานานได้นัดไว้ แล้วเธอก็พบว่าตัวจริง ๆ กับในรูปแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เขาไม่ได้ไกลเคียงกับชายหนุ่มที่เธอวาดฝันไว้เลยแม้แต่น้อย!  ด้วยความเสียใจอย่างที่สุด อิ๋ววิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต จนไปชนกับเข้ากับ เอ เด็กหนุ่มหน้าตาธรรมดาแต่มีอะไรคล้ายกับเธอหลายอย่างและรู้สึกดีเวลาคุยด้วย ก้องที่วิ่งตามมาจึงหยุดเมื่อเห็นอิ๋วอยู่กับชายคนหนึ่ง เอเข้าไปคุยอะไรบางอย่างกับก้อง ก้องจากไป และอิ๋วก็เล่าทุกอย่างให้เอฟังเรื่องผู้ชายจอมกะล่อนในเฟซบุ๊คคนนั้นและพ่อที่แท้จริงของเธอ

——————————————————

            5 นาฬิกาวันรุ่งขึ้น ลูกทุกคนมานั่งล้อมวงที่เตียงพ่อที่หายใจแผ่วเบา บุญเพิ่งรู้สึกตัวเมื่อชั่วครู่และขอถอดเครื่องช่วยหายใจออก บัวจึงรีบตามพี่น้องทุกคนทันที ฝนมาถึงคนสุดท้ายพร้อมดอกการะเวกหนึ่งกำและวางมันลงที่หัวเตียง กลิ่นของมันกำลังจะหมดในไม่ช้า..

ฝนบอกกับพ่อว่า เธอรับราชการเป็นครูตามที่ความตั้งใจของพ่อแล้ว

โอมก็ไม่ต่างจากฝน เขาพูดในทำนองเดียวกัน ตัวเขาเองรับราชการเป็นตำรวจตามที่พ่อปรารถนาอยากให้ลูกเป็นเมื่อโตขึ้นแล้ว พ่อสบายใจได้

บัว ทำงานเป็นพยาบาลในแผนกต่อต้านความชรา แต่ก็ไม่ยื้อชีวิตสามีเอาไว้ได้ พ่ออย่าทำให้เธอรู้สึกผิดและเสียใจเป็นครั้งที่สองนะ

อ้น สัญญากับพ่อว่าถ้าพ่อหายเขาจะกลับตัวเป็นคนดี ไม่ยุ่งกับยาเสพติดอีก

อิ๋ว เพิ่งจะเจอพ่อที่แท้จริง เธอไม่คาดคิดว่าพ่อจะต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้

มีเพียงบิวที่รู้สึกเศร้าเสียใจแต่ไม่แสดงอาการมากมายเหมือนพี่น้องคนอื่น ๆ เขาหวนนึกถึงสาเหตุที่ทำให้พ่อต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้

พ่อรับรู้ได้ถึงคำพูดของลูก ๆ และเอาดอกการะเวกที่ฝนส่งให้มาดมและพูดขึ้นว่า ทะเล พร้อมกับชี้ไปที่กล้องถ่ายรูป  ทุกคนเข้าใจได้ทันที จึงจัดการพาพ่อนั่งรถเข็นไปยังทะเลที่ใกล้ที่สุด นั่นคือ หาดบางปู โดยไม่ลืมส่งกล้องถ่ายรูปให้พ่อเมื่อมาถึงและจอดรถเข็นที่ริมหาด นกนางนวลบินเป็นฝูง แสงสีส้มจากดวงอาทิตย์ที่กำลังโผล่ขึ้นมาจากผื่นนำส่องมาที่พ่อ ขณะยกกล้องที่คล้องคอขึ้นถ่ายรูป พ่อก็หมดลมอย่างสงบ ชัตเตอร์ถูกกดก่อนที่พ่อจะปล่อยมือเพียงเสี้ยววินาที การะเวกที่เหี่ยวและเพิ่งหมดกลิ่นบนตักพ่อถูกลมพัดไหวร่วงลงสู่ทะเล แม่และลูกทั้ง 6 คนที่ยืนอยู่เบื้องหลังรถเข็นต่างกอดกันร่ำไห้มองพระอาทิตย์ทอแสงสะท้อนผิวน้ำเป็นประกายปรากฏที่เบื้องหน้าทุกคน

——————————————————

            หลังงานศพเสร็จสิ้น..

โอม สามารถจับกุมแก๊งค์ค้ายาเสพติดที่ใช้สื่อออนไลน์เผยแพร่ในวัยรุ่นและเด็กมหาลัยทั่วประเทศได้ที่เชียงใหม่ ก็ได้รับเลื่อนยศและย้ายกลับมาประจำการที่กรุงเทพตามเดิม เพื่อดูแลแม่ที่ยังคงรับจ้างเย็บผ้าโดยอาศัยมุมเล็ก ๆ หน้าบ้านเล็กเป็นที่ทำงานทุกวัน  หากวันไหนโอมตื่นเช้าจะต้องช่วยแม่เตรียมอาหารใส่บาตรเหมือนที่พ่อเคยทำตอนมีชีวิตอยู่เสมอ

บัว เลื่อนขั้นเป็นแพทย์หญิง มีความสุขกับงานโรงพยาบาล เลี้ยงลูก ปลูกและดูแลต้นไม้พันธุ์ต่าง ๆ รวมถึงการะเวกที่สวนหน้าบ้านของเธอ ทุกอาทิตย์เธอจะพาลูกชายไปเยี่ยมอาม่าเสมอ

ฝน แต่งงานกับตั้ม มีลูกชาย 2 คน  และกลับไปปักหลักชีวิตครอบครัวที่หนองคาย  ตั้มยังคงเป็นสถาปนิกและออกแบบสร้างบ้านให้ครอบครัวด้วยตัวเอง ส่วนฝนก็ยังคงยึดอาชีพครูต่อไปพ่วงด้วยหน้าที่ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนอีกตำแหน่ง

บิว กลับระยอง และทำฟาร์มกล้วยไม้ต่ออีก 5 ปีจนกลายเป็นเจ้าของฟาร์ม แต่เพราะรู้สึกว่างานนี้ยังไม่ใช่ตัวตนของเขา จึงทิ้งกิจการให้ลูกน้องคนสนิทบริหาร เขาเพียงรั้งตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาและเข้าไปช่วยดูอาทิตย์ละครั้งเพื่อหันไปเป็นบุรุษไปรษณีย์ ด้วยเหตุผลที่ว่าจดหมายกำลังจะสูญพันธุ์และเขาเองชอบสังเกตสีหน้าของผู้รับเวลาเขายื่นจดหมายหรือพัสดุให้  และตอนนี้บิวกำลังตกหลุมรักหญิงโรงงานคนหนึ่ง ทุกครั้งที่เขารู้ว่าจะมาส่งจดหมายให้เธอที่บ้าน ชายหนุ่มจะเตรียมการ์ด ดอกกุหลาบ หรือช็อกโกแลตมาส่งให้ด้วยเสมอ ทำเอาเพื่อนบ้านเธอแซวกันเป็นแถว ๆ

อ้น กลับไปเชียงใหม่เพื่อให้ความร่วมมือกับโอมจับแก๊งค์ค้ายา และเข้ารับการบำบัดเป็นเวลา 2 ปี ก่อนจะออกมาเรียนต่อ โดยที่โอม พี่ชายส่งเงินให้ แตงโม ภรรยาของอ้นที่หนองคายใช้จ่ายทุกเดือน  เมื่อเขาเรียนจบก็มุ่งหน้าไปหาลูกและภรรยาที่หนองคายทันที และกราบขอบพระคุณ ตุ่ม แม่ของแตงโมที่เลี้ยงลูกเขาตลอดหลายปีที่เขาอยู่เชียงใหม่ ต่อมาอ้นพบว่าตุ่มรับราชการครูโรงเรียนเดียวกับฝน พี่สาวของเขา และทั้งสองสนิทกันมากมานานแล้ว  อ้นตัดสินใจบวช 1 พรรษา ก่อนจะสึกออกมาหางานทำเลี้ยงลูกและภรรยา และทุกช่วงเย็นสุดสัปดาห์เขาจะพาครอบครัวไปทำอาหารกินกับครอบครัวของฝน ณ สนามหญ้าหน้าบ้านของพี่สาวเป็นประจำ

อิ๋ว ย้ายมาอยู่บ้านที่กรุงเทพและไปเรียนมหาลัยกับเอประจำ วันไหนที่ว่าง ๆ เธอจะหาโอกาสกลับไปเยี่ยมย่าและพ่อแม่คนที่สองของเธอเสมอ อิ๋วกับเอช่วยกันติวหนังสือจนจบด้วยเกียรตินิยมทั้งคู่  หลังเรียนจบ อิ๋วกลับไปภูเก็ตและเปิดคลินิกรักษาสัตว์เล็ก ๆ กับเอ  ทุกวันหยุดหรือเมื่อสบโอกาสเหมาะเอมักจะพาเธอและเจ้าสุนัขพันธ์โกลเด้นริทริฟเวอร์ขึ้นเรือเที่ยวชมเกาะและลงสำรวจเป็นประจำ นี่เป็นกิจกรรมที่เธอโปรดปรานมาก และอาจเป็นสาเหตุให้เธอกลับมาภูเก็ตเพื่ออยู่ใกล้ชิดทะเลที่เธอเติบโตมา

จูน ขายก๋วยเตี๋ยวรถเข็นหน้าโรงเรียนหาเงินส่งน้องทั้งสองเรียนที่ระยอง ขณะที่พ่อของเธอเป็นหัวหน้าผู้รับเหมาก่อสร้าง เดินทางไปทำงานต่างถิ่นน้อยลง เธอและครอบครัวรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณตั้มอย่างที่ไม่สามารถหาสิ่งใดมาตอบแทนได้ ถ้าไม่ได้เงินทั้งหลายที่ตั้มช่วยเหลือในวันนั้น เธอคงไม่มีวันนี้ ซึ่งเธอและพ่อที่ใจอ่อนก็ได้เอาเงินก้อนนั้นมาเป็นทุนตั้งตัวที่ระยองจนชีวิตดีขึ้นกว่าเก่า ไม่เจ็บไข้ ใช้จ่าย ซื้อของใช้เท่าที่จำเป็น อยู่อย่างพอเพียง ไม่เดือดร้อน และไม่ขอใครกินก็เป็นสุขแล้ว..  เธอมักเขียนจดหมายไปคุยกับตั้มบ่อยครั้ง เพื่อเล่าเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ที่ค่อย ๆ ดีขึ้น .. ทุกครั้งจูนจะหย่อนจดหมายลงตู้ไปรษณีย์ที่บิวมาไขเก็บใส่กระสอบประจำ

——————————————————

            งานทำบุญวันตายพ่อครบ 10 ปี ณ บ้านที่กรุงเทพ

ลูก ๆ หลาน ๆ มากันเต็มบ้านส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวจนบ้านขนาดกลางดูเล็กไปถนัดตา  หลังเสร็จพิธีไหว้ที่หลุมฝังศพแบบฮวงซุ้ยซึ่งตั้งอยู่ใต้ต้นการะเวกต้นใหญ่หน้าบ้านแล้ว ทั้งหมดก็ย้ายไปทานอาหารกันข้างใน  ขณะที่บัวกำลังเก็บกวาดหน้าบ้านอยู่ มีเด็กผู้ชายผิวสีแทนสะพายกล้องของเล่นเดินมาหยุดที่ประตูรั้วหน้าบ้าน ผู้เป็นแม่ตะโกนเรียกตามมาจากข้างหลังและเดินตามมา เธอถามบัวว่าบ้านในซอยนี้หลังไหนที่ประกาศขาย บัวชี้ไปฝั่งตรงข้าม เธอกล่าวโทษที่ตัวเองที่ไม่ทันสังเกตและขอบคุณที่ช่วยบอก ก่อนจะเรียกลูกเดินจากไป เด็กชายยังคงยืนอยู่และยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปก้อนเมฆบนท้องฟ้า เมื่อเอากล้องลง บัวสบตาเข้ากับเด็กชายพอดี เป็นความรู้สึกคุ้นเคยและแปลกประหลาดอย่างน่าอัศจรรย์  จนเมื่อได้ยินเสียงแม่ตะโกนเรียกเด็กชายอีกครั้ง เขาก็เดินจากไป  ขณะนั้นมีลมพัดมาเบา ๆ ทำให้ดอกการะเวกดอกหนึ่งร่วงจากลำต้นใหญ่ลงสู่มือเธอพอดี หญิงสาวหยิบขึ้นมาดม รู้สึกถึงความหอมของมัน และจ้องมองรูปพ่อที่แผ่นหินบนฮวงซุ้ย สายลมยังคงพัดมาเอื่อย ๆ  บัวยิ้มทั้งน้ำตา

 

New Faces (2015)

About the Idea (ความเป็นมา)
วงการบันเทิงมักถูกมองว่าเป็นพื้นที่คนทั่วไป ไม่ว่าใครก็อยากเข้ามาเพื่อหวังที่จะมีชื่อเสียงโด่งดัง เรามักปฏิเสธไม่ได้ว่าพื้นที่ของสื่อสารมวลชนและดาราในปัจจุบันได้มีพื้นที่และบทบาทต่อผู้คนจำนวนมากในสังคมสมัยใหม่ แต่ทว่าความเข้าใจบทบาทอันหลากหลายในวงการบันเทิงนี้ก็ยังคงเป็นพื้นที่ยังคงไม่ได้มีการถูกนำเสนอในรูปแบบที่หลากหลายมากนัก ซึ่งกระแสสังคมที่เปลี่ยนผ่านอยู่ตลอดเวลา ทำให้ความเป็นมา-เป็นไปในอุสาหกรรมบันเทิงนั้นยิ่งมีความซับซ้อนและบางทีก็เต็มไปด้วยสิ่งที่ตรงกันข้าม ย้อนแย้งกับความเป็นจริงในการนำเสนอผ่านสื่อและช่องทางต่าง ๆ ซึ่งทำให้บทบาทของดาราหรือบทบาทของบุคคลสาธารณะเหล่านี้ยังไม่ได้ถูกสำรวจและนำเสนอผ่านมิติต่าง ๆ ทั้งดีและร้าย รวมถึงเส้นทางสู่ความสำเร็จของแต่ละคนนั้นก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

Theme
* บางครั้งเราก็ต้องลบลืมบางคนในอดีตเพราะเหตุผลง่ายๆไม่กี่ข้อ และหนึ่งในนั้นคือ คนบางคนจะไม่ได้อยู่ในอนาคตของเรา
* บางทีมันอาจเป็นความจริงก็ได้ว่าเราจะไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง ๆ จนกระทั่งมีใครบางคนมองเห็นการมีตัวตนของเรา เราจะไม่ได้พูดอะไรได้เลยจริง ๆ จนกว่าจะมีใครสามารถเข้าใจสิ่งที่เราพูดโดยแก่นแท้ เราจะมิได้มีชีวิตอยู่อย่างสมบูรณ์จนกว่าจะมีใครรักเรา
* เมื่อเราเลือกที่จะตัดสินใจทำอะไรไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม โดยเฉพาะในวงการบันเทิง พื้นที่ส่วนตัวของเราก็จะลางเลือนระหว่างชื่อเสียงความจริงและความหลอกลวงอันไม่สิ้นสุด
* ชื่อเสียงมักเป็นเหตุปัจจัยของความฝันแต่ขณะเดียวกันก็เหมือนภาพลวงตา

Genre
Drama, Comedy

Very Short Story
เรื่องราวของ ‘ก้อง’ ผู้จัดการดาราชื่อดังที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการบันเทิงมาอย่างยาวนานต้องประสบปัญหาการถูกหักหลังจาก ‘บีม’ ดาราเด็กในสังกัดที่เขาปั้นขึ้นมา เพราะบีมดันไปเซ็นสัญญากับค่ายต่างบริษัทที่เป็นคู่แข่งกันมาโดยตลอด ทำให้หน้าที่การงานของก้องเองเริ่มสั่นสะเทือน และข่าวลือต่าง ๆ เริ่มแพร่สะพัดออกไปต่าง ๆ นา ๆ ทั้งในวงการและนอกวงการ รวมถึงสื่อก็ต่างให้ความสนใจมากมาย  และด้วยสภาวะจำยอมนี้เอง เขาจึงตัดสินใจที่จะปั้นดาราหน้าใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน ซึ่งเป็นเด็กวัยรุ่น 5 คน เพื่อจะเป็นหน้าใหม่ของวงการบันเทิงอีกครั้ง และเพื่อที่จะพยายามกู้ชื่อเสียงและหาหนทางที่จะเอาคืนเพื่อนที่ได้หักหลังไว้

เขาจึงพยายามที่จะเปิดโปงเรื่องราวความลับต่าง ๆ ในวงการบันเทิงที่โยงใยไปสู่เรื่องราวของเหตุการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับมิตรภาพของเขากับเพื่อนและผู้ร่วมงาน รวมถึงการต้องดูแลดารานักแสดงในสังกัดทั้งในจอและนอกจอ อีกทั้งยังนำมาซึ่งเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความผิดหวัง ความรัก ความแค้นแล้วความเชื่อใจ และในขณะเดียวกัน มิตรภาพที่เริ่มก่อตัวขึ้นครั้งใหม่ระหว่างเด็กวัยรุ่นทั้ง 5 คนนี้ก็กำลังเริ่มต้น

โดย ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ
& วาคิม เนียมทับทิม