ลับแล, แก่งคอย (2009)

ลับแล, แก่งคอย
(อุทิศ เหมะมูล / 2552)


เป็นวรรณกรรมยาว 400 กว่าหน้าที่อ่านจบในรอบหลายปี. สาเหตุที่หยิบขึ้นมาอ่านเพราะกิตติศัพท์ที่ได้ยินจากคนรอบข้าง + การันตรีรางวัล S.E.A. Write Award เลยมุ่งมั่นตั้งใจว่าเล่มนี้ยังไงต้องอ่านให้จบให้ได้. แล้วเราก็ใช้เวลาประมาณสัปดาห์กว่าก็สำเร็จดังที่ตั้งใจ. ทั้งที่หากเป็นสมัยก่อน (ช่วงเรียน หรือมีเวลาว่างเยอะกว่านี้) คงจะอ่านรวดเดียวจบ เต็มที่ไม่เกิน 2 วัน .. และ ลับแล, แก่งคอย ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง

หนังสือแบ่งออกเป็น 5 ภาค. เมื่ออ่านจบภาคที่ 1 ก็เริ่มสงสัยว่าต้องการจะเล่าอะไรกันแน่.. ทำไมดูเป็นบันทึกเหตุการณ์ในชีวิตของผู้เล่า และคนรอบข้างเยอะจัง แล้วยังเป็นการลงดีเทล อ้างอิงจากข้อมูล, สถานที่และเหตุการณ์จริง (และจะเป็นเช่นนี้ตลอดทั้งเรื่อง)

หลังจากอ่านไปเรื่อยๆก็เริ่มจับทิศทางได้ว่า อ๋อ มันเป็นเรื่องเล่าจากตัวละครเด็กชายชื่อ “ลับแล” ที่แม่พามาส่งตัวให้อยู่กับหลวงตาในวัดแห่งหนึ่ง ด้วยสาเหตุบางประการ ซึ่งลับแลได้เล่าถึงประวัติจุดกำเนิด, ความเป็นมาของทั้งพ่อและแม่, ถิ่นฐานที่อยู่, เหตุการณ์สำคัญในชีวิตตั้งแต่เขาเกิดจนถึงปัจจุบัน

ชื่นชมผู้เขียนที่สะท้อนเรื่องวิถีชีวิตคนชนบท, การเมืองไทย, การเลี้ยงดูลูก, ความเชื่อ, สิ่งศักดิ์สิทธิ์และไสยศาสตร์, วัฒนธรรม, ขนบธรรมเนียมท้องถิ่น (ลับแล & แก่งคอย) นำเสนอออกมาอย่างเห็นภาพชัดเจน. จนบทสรุปสุดท้าย ถึงกับทำให้เราอยากย้อนกลับไปเริ่มต้นอ่านใหม่อีกรอบ เพื่อจับว่าสิ่งที่เด็กชายลับแลเล่าให้หลวงตาหรือผู้อ่านฟัง ตรงไหนเป็นเรื่องโกหกที่สร้างขึ้น ตรงไหนเป็นเรื่องจริง

สาเหตุที่ไม่จริง เพราะบางเหตุการณ์ที่ลับแลเล่านั้นมีการสร้างตัวละครแก่งคอยขึ้นมาจากจินตนาการของเขา โดยเล่าถึงแก่งคอยที่ปรากฏในหลายเหตุการณ์อย่างเป็นตุเป็นตะ ทั้งที่ “แก่งคอย” พี่ชายต่างแม่คนนี้ เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ 5 ขวบ. นำไปสู่ฉากขับไล่วิญญาณแก่งคอยที่สิงอยู่ในร่างลับแลภายในโบสถ์ตอนท้ายเรื่อง ที่อ่านแล้วขนลุก. รวมถึง Anti-Ending ที่กลายเป็นว่าผู้เขียนก็คือตัวลับแลเอง ที่ย้อนรำลึกความทรงจำของตัวเองครั้งเยาว์วัย และจบแบบทิ้งคำถามชวนสงสัยไว้ให้คนอ่านไปคิดต่อ ซึ่งก็แล้วแต่จะตีความกันไป

เราชอบ..เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว, การเลี้ยงดูของครอบครัวนี้ คือพ่อดูเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือผู้บังคับบัญชาจริงๆ เป็นคนมีวินัย, ระเบียบ, เป็นผู้นำของบ้าน แม้จะดูโหดร้ายกับลูกไปบ้าง (ถึงขั้นลงไม้ลงมือ) แต่ก็เพราะอยากให้ลูกเป็นคนดี รวมถึงการวางแผนอนาคตให้ลูกแบบเสร็จสรรพ (เกินไปหน่อยมั้ย?) เชื่อว่าประเด็นเหล่านี้น่าจะโดนใจหลายครอบครัวอยู่ // ส่วนคาแรคเตอร์แม่ที่ติดการพนัน ก็เป็นคนที่อดทนอยู่กับพ่อและสู้ชีวิต จนต่อมามีปัญหากันอย่ารุนแรงและถึงขั้นสาปแช่งให้สามีตาย

อีกสิ่งหนึ่งที่ชอบคือ ความเชื่อเรื่องผีสาง และต้นแหนที่อยู่ริมถนนมิตรภาพ แต่ในที่สุดก็ต้องถูกโค่นเพื่อเทคอนกรีตขยายถนน ทำให้เราพบว่าสิ่งที่ได้อ่านทั้งหมดนี้เป็นเหมือนการบันทึกเหตุการณ์ในห้วงเวลาหนึ่งไว้.. ทำให้ได้เห็นวิถีชีวิต,  วิธีคิดของผู้คนตัวเล็กๆ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นความทรงจำ เพราะถูกวัน-เวลาและความเจริญเคลื่อนผ่านเข้ามาแทนที่แล้วทับถมสิ่งนั้นจนหายไป เหลือไว้เพียงตัวหนังสือในเล่มนี้เป็นประวัติให้เรารำลึกถึง

ลับแล, แก่งคอย มีวิธีการนำเสนอแบบเรื่องเล่าถึงครอบครัว โดยอ้างอิงจากความทรงจำและชีวิตของผู้เขียนในวัยเด็ก ซึ่งเล่าแบบหลายมุมมอง โดยมีการกลับมาเล่าซ้ำเหตุการณ์เดียวกันอีกครั้งในมุมมองคนอื่น กลับไปกลับมา  .. ด้วยเรื่องเล่าของครอบครัว ผนวกรวมเข้ากับความปรารถนาของผู้เขียน.. การศึกษาในสาขาศิลปะ, เพื่อน, ความรัก, และเพศสภาพ ถือว่าเป็นการผสมผสานออกมาได้อย่างลงตัว

สิ่งที่ได้ และนำมาคิดต่อหลังอ่านจบคือ เมื่อเราทุกคนผ่านเหตุการณ์หรือเรื่องร้ายๆในชีวิตมา เราเลือกที่จะจดจำหรือเก็บมันไว้ขนาดไหน? และถ้าหากว่าในเหตุการณ์นั้น เรามีส่วนผิด .. เราเลือกที่จะหลีกหนีปัญหา บ่ายเบี่ยงและหลบเลี่ยงความเจ็บปวด หรือกล้าเผชิญหน้า และยอมรับสิ่งที่เราทำลงไป … หากเลือกอย่างแรก เราก็จะอาจไม่ได้รับการเยียวยา, ไม่เกิดบทเรียนและความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น จนมันอาจกลายเป็นปมฝังใจเราไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต.

มณเฑียร มอลล์
22:48 น. / 5 ต.ค. 60

 

 

Advertisements

2,565 (2015)

2,565

       
ต้น เด็กหนุ่มวัย 18 ในช่วงมรสุมชีวิตที่พ่อมีปัญหาธุรกิจ ทำให้ปีหน้าต้องย้ายจากโรงเรียนเอกชนอินเตอร์ไปโรงเรียนรัฐบาล ตัวเองมักมีปัญหากับแม่ แถมแฟนยังมาขอเลิก ทำให้เขาคิดฆ่าตัวตาย แต่แม่มาเห็นเข้าพอดี จึงพาต้นไปอยู่บ้านน้องสาว (น้า) ที่ต่างจังหวัด ในขณะที่เธอและสามีต้องเดินทางไปทำธุระที่ต่างประเทศเป็นเวลาร่วมเดือน

ที่บ้านน้า ต้นได้เปลี่ยนแปลงตัวเองที่จะนำมาซึ่งการยุติปัญหาที่มีกับแม่ได้ นั่นคือการได้ลงมือทำอะไรด้วยตัวเอง อีกทั้งได้พบคนที่เข้าใจเขาและทำให้เขารู้สึกดีอย่าง ‘น้าจิต’ นักจิตวิทยา ที่ทำให้เขารู้ความลับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับแม่ แท้จริงแล้วมาจากตัวพ่อ-แม่ของแม่เองที่เลี้ยงดูแม่ให้มีบุคลิกเช่นนี้ เข้าใจว่าส่วนหนึ่งของการที่แฟนบอกเลิกมาจากนิสัยของเขาที่ได้รับมาจากการเลี้ยงดูของแม่(ต่อมาอีกที)โดยไม่รู้ตัว … ‘น้องเจได’ ลูกน้าจิต วัยกำลังซน ผู้มี ‘ยาย’ คอยแอบทำอะไรให้ สร้างนิสัยเสียให้กับเด็กไม่รู้ตัว ต้นเห็นแล้วอดคิดถึงตัวเขาเองตอนเด็กไม่ได้ แต่เขาทำได้เพียงห้ามยายไม่ให้ตามใจเพราะไม่อยากเห็นเจไดโตมามีปัญหาแบบเขา แต่ยายบอกว่าพยายามอยู่ แต่ห้ามใจตัวเองไม่ได้สักที และ ‘ส้ม’ เด็กสาวบ้านตรงข้ามที่สนิทกันในเวลารวดเร็ว ด้วยบุคลิกที่ช่างคุยของเธอ ทำให้ต้นได้เล่าเรื่องต่าง ๆ, แชร์ความรูสึกอัดอั้นตันใจที่มีมากมายให้เด็กสาวฟัง จนเผลอสารภาพความในใจว่าเขาตกหลุมรักเธอ แต่ส้มคิดว่าเขายังไม่ใช่สำหรับเธอมากนักจึงปฏิเสธความรักจากต้นไปอย่างอ้อมๆ

ต่อมา ต้น ตัดสินใจออกเดินทางไปยัง ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ จุดที่สูงสุดในไทยซึ่งเขาใฝ่ฝันว่าต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต มันจึงเป็นการออกเดินทางคนเดียวครั้งแรก  เมื่อไปถึง ต้นมองลงมาจากยอดดอยที่ความสูง 2,565 เมตร จากระดับน้ำทะเล และได้หวนคิดเรื่องต่างๆ ถ้าแม่ไม่ไปพบในวันนั้น เขาคงจบชีวิตลงโดยไม่มีวันรู้ความลับของแม่จากน้า และก็คงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ ลึกๆแล้วเขารู้สึกเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น

ทางชีวิต (Free Me) [2015]

ทางชีวิต
(Free Me)

 

Short Story
เมื่อเด็กสาวต่างจังหวัดคนหนึ่งตัดสินใจสอบเข้าเรียนต่อมัธยมปลายที่กรุงเทพตามเพื่อนชายที่เธอแอบชอบ เรื่องราวที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น..

 

Story (Undisclosed Ending)
เรื่องราวของเด็กสาวต่างจังหวัดวัย 16 ปีคนหนึ่งที่เติบโตมาในครอบครัวชนชนมีฐานะโดยมีแม่เลี้ยงดูราวกับไข่ในหิน เมื่อเธอคิดสอบเข้าเรียนต่อมัธยมปลายที่กรุงเทพตามต้น เพื่อนชายที่เธอแอบชอบ เขาแก่กว่าเธอ 1 ปีและเปรียบเสมือนพี่ชายที่เสียไปตั้งแต่เกิด เนื่องจากโตมาด้วยกันและบ้านอยู่ใกล้กัน ทำให้ทั้งสองสนิทกันมากจนเด็กสาวรู้สึกกับเขาเกินพี่ชาย แต่เขาคิดกับเธอเพียงน้องสาว

เด็กสาวกลับมาบอกครอบครัวเรื่องสอบ พ่อสนับสนุนเต็มที่ ส่วนแม่ที่มีท่าทีไม่เห็นด้วยแต่ก็ยอมตกลงแบบไม่เต็มใจนัก  ในเวลาต่อมา เด็กสาวก็ทุ่มเทเวลาให้กับการติวหนังสือสอบกับเพื่อนหนุ่มโดยมีพ่อของเธอสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง  เมื่อผลสอบออกมา ปรากฏว่าเธอสอบติด แม่ยืนยันว่าจะไม่ให้เธอไปแต่เมื่อได้รับฟังความเห็นพ่อที่มีแนวคิดการเลี้ยงลูกที่แตกต่างและมีเหตุผล เธอก็ยอมใจอ่อนไปโดยปริยาย

วันที่เด็กสาวจะต้องออกเดินทางเข้ากรุงเทพ เมื่อเธอได้รู้ว่าต้นสอบไม่ติดก็ถึงกับจะล้มเลิกความตั้งใจ แต่ได้พ่อเข้ามาอธิบายจนเด็กสาวเข้าใจและตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพเพื่ออนาคตของเธอเอง เป็นการออกไปเผชิญโลกกว้าง พบเจอผู้คนและประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อเรียนรู้ชีวิต คิดตัดสินใจ และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ด้วยตัวเอง

 

Scene List
1. พ่อเอาต้นส้มมาปลูกที่บ้าน + แม่ตามผ้าที่จะซักกับส้ม 
2. ต้นชวนส้มสอบเตรียมอุดม
3. ส้มดูเงื่อนไขการสมัครสอบ
4. ส้มขอพ่อแม่สมัครสอบ
5. ส้มเห็นพ่อเอากระถางส้มไปวางกางแดด + ส้มเดินคุยปัญหาชีวิตกับต้น
6. ต้นกับส้มติวหนังสือเตรียมสอบตามที่ต่างๆ (Fast Speed)
7. ต้นวิ่งมาขึ้นรถพ่อส้มไปสอบที่กรุงเทพ
8. วันประกาศผล: ส้มดูประกาศผลสอบ
9. พ่อกับแม่คุยเรื่องตัดสินใจส่งส้มไปเรียนต่อที่กรุงเทพ  
10. ส้มออกไปสูบบุหรี่หลังบ้าน
11. วันเดินทางเข้ากรุงเทพ (วันรุ่งขึ้น): ส้มอ่านข้อความทางแชทเฟสที่ต้นส่งมา รู้ว่าต้นสอบไม่ติด (Flashback)
12. ส้มตามหาต้นตามที่ต่างๆ –> เข้ามาในบ้าน
13. พ่อคุยกับส้มเรื่องอนาคตและการตัดสินใจ 
14. ต้นโทรมาคุยกับพ่อ (FB เฉลย) / พ่อขนของขึ้นรถเสร็จแล้วเรียก “ส้ม” ขึ้นรถ / ส้มลงไปเอาของและหายไป จนพ่อ แม่ ต้นไปตาม / ผลส้มเล็กๆปรากฏขึ้นในกระถางที่พ่อเอามาปลูกซึ่งตั้งอยู่ข้างประตูหลังบ้าน

 

Draft 2

แอน-ไลน์ (2013)

แอน-ไลน์

Theme     
ชีวิตในโลกความจริงกับโลกออนไลน์ที่ส่งผลซึ่งกันและกัน

Concept  
เพราะชีวิตในโลกออนไลน์มีในสิ่งที่โลกความจริงไม่มี  ในทางกลับกัน ชีวิตในโลกความจริงก็มีในสิ่งที่โลกออนไลน์ไม่มี

Main Message       
ไม่ว่าโลกความจริงหรือโลกออนไลน์ต่างก็มีทั้งด้านดี-ด้านแย่เสมอ ขึ้นอยู่กับเรา จะเลือกอยู่บนโลกใบไหนและใช้ชีวิตอย่างไร โดยควบคุมไม่ให้ทั้งสองโลกส่งผลกระทบเลวร้ายซึ่งกันละกัน เพราะอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตเราได้

Story
แอน เด็กสาววัยรุ่น ม.6 ชาวสุราษฎร์ธานี พ่อเสียชีวิต ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ก็เป็นไปอย่างไม่สู้ดีนัก  เธอกำลังอยู่ในช่วงคร่ำเคร่งอ่านหนังสือเตรียมเอ็นท์และว้าวุ่นใจที่ยังไม่มีแฟนเหมือนเพื่อนๆ  แต่แล้วแอนก็ได้รู้จัก ตั้ม เพื่อนชายต่างห้อง และเกิดความรู้สึกดี ๆ ขึ้นกับเขา  ต่อมา เพื่อนในกลุ่มแนะนำให้แอนรู้จักกับมือถือสมาร์ทโฟนและแอพฯโซเชียลเน็ตเวิร์กทั้งหลาย  แอนจึงเอาเงินที่เก็บมานานไปซื้อโทรศัพท์มือถือที่ว่า และติดมันงอมแงม เพราะชอบถ่ายรูป(เพื่อนๆ) & แชร์ จึงทำให้แอนไม่เป็นอันทำอะไร ไม่มีสมาธิจะอ่านหนังสือ..

วันหนึ่งแอนได้พบก้อง เด็กหนุ่มกรุงเทพฯหน้าตาหล่อในไลน์จึงเริ่มแชทคุยกัน  ขณะเดียวกัน แอนก็พบว่าที่ตั้มตีสนิทกับเธอเพียงเพราะต้องการจีบเพื่อนซี้ของเธอ รวมถึงสิ่งที่แอนเคยแชร์ไปโดยไม่ตั้งใจ บัดนี้ได้ย้อนกลับมาทำร้ายเธอจนได้ แอนจึงยุติปัญหาด้วยการขึ้นรถไฟไปกรุงเทพฯเพื่อพบก้องในเวลาต่อมา

ระหว่างการเดินทาง แอนพบกับเอก เด็กหนุ่มชาวกรุง หน้าตาธรรมดา ผู้มีอะไรหลายอย่างคล้ายกับเธอ  และเมื่อมาถึงบ้านลุงที่กรุงเทพฯ แอนก็พบว่าเอ็นท์ไม่ติดมหาวิทยาลัยที่ตั้งใจไว้ แต่ติดอันดับ 3 ที่เดียวกับเอก  ลุงได้พูดเรื่องความสัมพันธ์ทำให้เธอฉุกคิดเรื่องแม่  และเมื่อแอนได้พบก้อง ผู้ใช้รูปโพรไฟล์หลอกลวง เธอก็รับไม่ได้กับตัวจริงของเขาและพยายามหนี แต่ได้เอกมาช่วยไว้ทัน แอนกลับไปขอโทษแม่และเพื่อน ก่อนเริ่มต้นชีวิตใหม่บนโลกออฟไลน์

คือรัก (The Concealedly Love of the World) [2011]

คือรัก

The Concealedly Love of the World

 

 

ณ หมู่บ้านชนบทอันห่างไกล /  2015
ภายในบ้านหลังหนึ่ง เพียวได้เฝ้าไข้จูนที่กำลังป่วยหนักด้วยโรคที่แพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุมาเป็นเวลา 2 สัปดาห์เต็ม  นาน ๆ ทีเธอถึงจะรู้สึกตัว

ขณะเดียวกัน ญามี (หญิงลึกลับ) ก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านนี้พอดี เธอเฝ้าตามหาชายหนุ่มที่จะมาช่วยโลกให้กลับเป็นดังเดิมตามคำพยากรณ์อยู่นาน  ว่าแล้วเธอจึงมอบเครื่องย้อนเวลาให้ (อธิบายให้ชายหนุ่มฟังคร่าวๆ..เมื่อย้อนไปแล้วไม่สามารถกลับมาได้อีก) เขารับมางงๆในหัวเต็มไปด้วยคำถามและความสงสัยมากมาย ญามีบอกกับชายหนุ่มก่อนจะออกเดินทางว่า เตรียมใจไว้ให้ดี เธอจะพบความจริงอันน่าตื่นตะลึง


ตัดมาที่เมืองหนึ่ง  /  2010
             หลายปีก่อนตอนที่จูนยังเป็นวัยรุ่นช่วงต้น เพียวหาทางให้จูนได้พบกับเขา  เมื่อเธอพบชายหนุ่ม อาการรักแรกพบก็เกิดขึ้น  /  เหตุการณ์ที่ดำเนินคู่กันไปคือหญิงลึกลับ (ญามี) ผู้มีดวงตาพยากรณ์อ่านเจอในตำราโบราณว่าจะมีอสุรกายเกิดขึ้นและนำซึ่งถึงกาลอวสานโลก เธอจึงออกตามหาหญิงสาวผมยาวตามคำพยากรณ์


2012

วันหนึ่งจูนนัดกับเพื่อนๆไปถ่ายรูปที่สวนสาธารณะ ขณะที่จูนกำลังถ่ายรูปอยู่นั้นเอง (เพื่อนอยู่ไกลออกไป) มีแมลงยักษ์ตัวหนึ่งโผล่มากัด ทำให้เกิดความผิดปกติในร่างกายขึ้น คือทุกครั้งที่โมโหเธอจะกลายพันธุ์เป็นอสุรกายทันที

เมื่อมีคนเผลอเห็นจูนในร่างอสุรกายบ่อยขึ้นก็กลายเป็นข่าว มีนักวิทยาศาสตร์ดัง ๆ ออกมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุและออกประกาศเตือน ถ้าใครโดนกัดก็จะติดเชื้อเป็นอสุรกายไปด้วย  มีนักล่าอสุรกายเกิดขึ้นด้วยความสมัครใจเพื่อสร้างความสงบสุขให้แก่โลก  โดยนักล่าคนหนึ่งที่ชื่อว่าแซม ตัดสินใจเข้าร่วมทีมเพราะต้องการแก้แค้นให้กับภรรยาที่ถูกจูนกัดจนติดเชื้อ  แต่ในเวลาต่อมาภรรยาของเขาก็จากโลกนี้ไปด้วยน้ำมือของเขาเอง

ประชาชนจำนวนมากที่ได้รับเชื้อจากการโดนอสุรกายกัดก็เริ่มออกอาละวาดถี่ขึ้น แต่ทว่าพวกมันจะตายได้ก็ต่อเมื่อถูกฆ่าด้วยปืนพิเศษของเพียว นักประดิษฐ์ ผู้คิดค้นมันขึ้นมาก่อนจะแจกจ่ายไปให้กับรัฐบาลและตกถึงมือของกลุ่มนักล่า

ไม่นานเพียวก็รู้ความจริงว่าจูนคืออสุรกาย

ญามีได้มาพบกับเพียว  ทันทีที่เห็นเขา เธอก็เกิดญาณรับรู้ว่าเธอเองเป็นคนส่งชายหนุ่มมาจากอนาคต  ญามีเล่าให้ฟังว่า.. เหตุการณ์นี้เป็นไปตามคำทำนายที่จะเกิดขึ้นทุก 2,000 ปี  ตอนนี้ไม่มีทางที่จูนจะหายเป็นปกติหรือกลับคืนสู่ร่างหญิงสาวตลอดไปได้  เพียงแต่หากพบคนรักที่ทำให้เธอมีความสุขอาการก็จะทุเลาลง  ทว่าเมื่อไหร่ที่เธอโกรธก็จะกลายเป็นอสุรกายทันที มีทางเดียวที่จะยุติเรื่องราวนี้ได้คือต้องฆ่าเธอเท่านั้น  เพราะถ้าขืนปล่อยไว้นั่นอาจหมายถึงวันอวสานของโลกเมื่อเหล่าอสุรกายเริ่มแพร่เชื้อไปทั่วโลกอะไรก็หยุดยั้งมันไม่ได้   โชคดีว่าในระหว่างที่จูนหนีไปยังเกาะอันห่างไกล (เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น) เธอได้พบกับเพียวพอดี จูนจึงเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาไม่บ่อยนัก แต่ก็มีหลายครั้งที่เธอโมโหจนกลายพันธุ์แต่แอบไม่ให้ชายหนุ่มรู้  เหตุนี้จึงเป็นที่มาของอาการป่วย (สภาวะการต่อต้านภายในจิตใจของจูน) แล้วญามียังบอกอีกว่า ถ้าเพียวเกิดไม่ได้ย้อนเวลามาจากอนาคต เธอจะแพร่พันธุ์ที่เกาะเมอร์คิวรี่ และตัวเขาเองจะถูกกัดด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาต้องทำคือเปลี่ยนแปลงอดีตโดยการไปสังหารเธอ..

วันหนึ่ง เมื่อเพียวสบโอกาสอยู่กับจูนตามลำพังในร่างปกติ เพียวกลับทำใจไม่ได้ที่จะต้องฆ่าเธอ

2 เดือนต่อมา  ย่านใจกลางเมือง /  2013
(Climax)  จูนในร่างอสุรกายออกอาละวาดทำลายข้าวของ ทีมนักล่าตามมาสังหาร  เพียวโผล่เข้ามาปกป้องจูนจากกลุ่มนักล่า + สู้กับอสุรกายในร่างจูนด้วย (จูนในร่างกลายพันธุ์จะอยู่ในสภาวะไร้ความรู้สึก)  เมื่อเพียวไม่สามารถยิงจูนด้วยปืนของเขาได้  จึงวิ่งเข้าไปกอดจูนเพื่อเธอคืนร่างเป็นคนปกติ แต่ด้วยความที่จูนไม่รู้ตัวจึงกัดชายหนุ่มเข้าที่แขน ก่อนเธอจะคืนร่างเป็นคนปกติ   แต่ด้วยความรักเพียวจึงพร้อมให้อภัย และบอกแซมถึงสาเหตุที่เขาปกป้องเธอ  (มีกลุ่มนักล่าเฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ตั้งแต่ต้น)  เนื่องจากแซมเคยผ่านเหตุการณ์ทำนองนี้มาก่อนจึงเข้าใจและรู้สึกผิดที่ฆ่าภรรยาตัวเอง ในจังหวะนั้นเองที่เพียวฉวยโอกาสพาจูนหลบหนี ก่อนจะเดินทางไปยังหมู่บ้านในชนบทแห่งหนึ่งไกลออกไปเพื่อใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสองคน         (จบ)

ZOOM ออกมาเป็นห้องโฮมเธียเตอร์ในบริษัทภาพยนตร์แห่งหนึ่ง  /  2012
ผู้กับหนัง (โดม) นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะเพื่อคุยกับผู้อำนวยการสร้าง 3 คนหลังหนังจบ มีการเรียกร้องให้เขาเปลี่ยนตอนจบของหนังเรื่อง “The Concealedly Love of the World” ใหม่  แต่โดมบอกว่าที่จบเช่นนี้เพราะหวังผลทางธุรกิจที่จะสร้างภาคต่อ แต่ที่ประชุมส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย (อยากให้จบสนิท) โดมจึงขอเวลาไม่กี่วันเพื่อกลับไปถ่ายใหม่ (โดมบอกว่าได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงที่เขาค้นพบแต่บอกใครก็ไม่มีใครเชื่อ)

เมื่อกลับมาถึงบ้าน โดมเหลือบเห็นตำราพยากรณ์เปิดทิ้งไว้บนโต๊ะ เขาหยิบขึ้นมาดูหน้าที่เปิดอยู่ มันพูดถึงเรื่องการจะมีแมลงยักษ์ปรากฏตัวขึ้นในวันนี้  เขารีบโทรไปแจ้งสื่อต่าง ๆ ให้ออกประกาศเตือนทันที แต่ไม่มีใครเชื่อเหมือนเช่นเคย ซ้ำยังโดนต่อว่าว่าโทรมาทำไมอีก  จนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจคว้าปืน (ลักษณะเหมือนในหนัง) ขับรถออกจากบ้านไปทันที

ผ่านไปหลายชั่วโมง โดมยังคงมองหาร่องรอยของแมลงยักษ์แต่ดูไม่มีวี่แวว แต่ทันใดนั้นเองขณะที่เขาขับรถผ่านสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง (ภูมิทัศน์เหมือนในหนัง) แมลงยักษ์ก็ปรากฏตัว เสียงกรี๊ดของผู้หญิงดังขึ้น โดมหยุดรถ ก่อนจะคว้าปืนพร้อมกับเปิดประตูออกไปทันที!!

THE END.

 

 

 

Story by Supakit Seksuwan & Mas Chitrachinda

เรื่องราวของ ‘โบ’ และ ‘ตั้ม’ [LiVE MOViE] (2010-2011)

LiVE MOViE

เรื่องราวของ ‘โบ’ และ ‘ตั้ม’
(THE STORY OF BOW & TUM)

 

 

โบ เด็กสาวผมยาว ผิวขาว น่ารัก ขยัน เรียบร้อย มีเสน่ห์ เรียบง่าย จริงใจ เข้ากับคนง่าย ไม่ชอบแต่งตัว ไม่ต้องการอะไรมากมายในชีวิต แลดูเป็นเด็กเรียน / เป็นลูกคนเดียว / ที่บ้านมีฐานะดี พ่อรับราชการ แม่ทำธุรกิจเสื้อผ้า-เครื่องแต่งกายส่งนอก / จบมัธยมจากโรงเรียนหญิงล้วน ก่อนจะเข้าศึกษาต่อในคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ

เธอเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ดำเนินชีวิตตามหลักพุทธศาสนาและปรัชญาชีวิต ซึ่งได้เรียนรู้เรื่องนี้จากผู้เป็นพ่อ  เธอไม่คิดจะมีแฟนเพราะไม่ชอบการผูกมัด แต่เพราะเกิดถูกชะตากับตั้ม ชายหนุ่มร่วมคณะแต่ต่างภาควิชา จากการทำกิจกรรมทั้งนอกและในคณะร่วมกันบ่อยครั้ง เธอจึงเริ่มเปลี่ยนความคิด..

ตั้ม เด็กหนุ่มร่างท้วม ผิวขาวปานกลาง ผมยาวประบ่า ใส่แว่น นิสัยดี พูดน้อย ขี้อาย อารมณ์ดี ยิ้มง่าย ค่อนข้างเชื่อคน ทำอะไรจริงจัง ชอบทำกิจกรรม เอาส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ไม่มีหลายอย่างในชีวิตแต่ก็มีความสุข ดูเป็นคนธรรมดา เรียบง่าย เน้นปฏิบัติ-ลงมือทำจริง / มีพี่น้อง 2 คน (เขาเป็นคนเล็ก) / ครอบครัวมีฐานะ พ่อแม่ทำงานธุรกิจส่วนตัวด้วยกันทั้งคู่ งานยุ่ง ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก เขาจึงโตมาจากการดูแลของพี่เลี้ยงเป็นส่วนใหญ่ / มีความสามารถด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบ แต่เอ็นท์ไม่ติดสาขาที่ตนถนัด ทำให้ต้องเลือกคณะที่คะแนนถึงรองลงมาอย่างวิทยาศาสตร์ ที่ตัวเองก็พอเรียนได้แต่ไม่ใช่แนวทางของเขาอย่างแท้จริง

เป็นเพราะ’พรหมลิขิต’ที่ทำให้ชายหนุ่มมาพบกับหญิงสาว เพียงแวบแรกที่เห็นในกิจกรรมรับน้อง เขาก็รู้สึกถูกชะตาทันที ต่อมาเมื่อได้ทำกิจกรรมร่วมกันบ่อยๆ ตั้มกลับยิ่งรู้สึกชอบโบมากขึ้นเรื่อยๆ.. ในตอนแรกเขาไม่กล้าแสดงออกจึงต้องวานเพื่อนช่วยเป็นคนกลางให้ (ในขณะเดียวกับที่โบเองก็สนใจตั้มด้วยเช่นกัน)  แต่ชายหนุ่มก็หารู้ไม่ว่า มีรุ่นพี่จากคณะอื่นมาแอบชอบโบด้วยเช่นกันและแสดงออกอย่างเปิดเผยแตกต่างจากเขาสิ้นเชิง.. ซึ่งในเวลาไม่นานนักรุ่นพี่คนนั้นก็จากไปคบผู้หญิงคนใหม่อย่างที่เขาไม่เดือดร้อนอะไร  เมื่อสบโอกาสตั้มจึงขอคบกับโบตอนเรียนอยู่ปี 4 (23 ปี)

 

ในวันเกิดของโบครั้งหนึ่ง ตั้มให้ของขวัญเธอเป็น ’กล่องดนตรีตัวคิวปิ้ด’ ที่ซื้อจากตลาดนัดข้างมหาวิทยาลัย ทำให้เหตุการณ์ในวันนั้นกลายเป็นเรื่องราวที่เธอจะจดจำไปตลอดชีวิต

หลังโบและตั้มสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญา (ได้ถ่ายรูปคู่กันด้วย..ก่อนที่ในเวลาต่อมา รูปถ่ายใบนี้และกล่องดนตรีตัวคิวปิ้ดจะกลายเป็นสิ่งของมีค่ามากสำหรับเธอ).. โบได้เข้าทำงานที่สถาบันทางวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ส่วนตั้มได้สมัครเข้าทำงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง มีตำแหน่งสูง รายได้ดี

ทั้งสองแต่งงานกันตอนอายุ 27 ปี.. ตั้มตัดสินใจซื้อบ้านหลังหนึ่งเพื่อเป็นที่ทางให้กับครอบครัวในอนาคต (เขาใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะซื้อบ้านพักตากอากาศต่างจังหวัดเป็นของตัวเองสักหลังหนึ่ง) โบจึงย้ายเข้าไปอยู่ที่นั่น และในอีก 3 ปีต่อมา ทั้งคู่ก็มีลูกด้วยกัน 1 คน เป็นเด็กผู้ชาย ชื่อ ‘พัน’ (ก่อนหน้านี้เธอเคยใฝ่ฝันมาตลอดว่าอยากได้ลูกสาว)

ที่ทำงานตั้ม ชายหนุ่มได้รู้จักกับหญิงสาวเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งชื่อ “นา” โดยในเวลาต่อมาเธอจะไปมาหาสู่ครอบครัวเขาเป็นประจำ ทำให้รู้จักกันดีและกลายมาเป็นคนสนิทของครอบครัว จนเมื่อโบและตั้มเกษียณตอนอายุ 60 ปี นานๆเธอจึงจะมาเยี่ยมสักครั้ง

 

พัน’ ลูกชายของทั้งคู่เป็นเด็กรูปร่างผอม ผิวสีแทน สูงปานกลาง ผมสั้น ดูภูมิฐาน อัธยาศัยดี มีเพื่อนเยอะ รักชีวิตอิสระ และเป็นเพราะจริงจังกับงาน ทำปัจจุบันเขาจึงยังไม่มีแฟน

พันเรียนจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และต่อมาทำงานเป็นสถาปนิกอิสระ นานๆจะมีงานสักครั้งหนึ่ง(แต่มีงานทีก็ได้เงินเยอะ) โดยที่ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงหาเงินลงทุนเพิ่มเติม เพราะกำลังจะเปิดบริษัทร่วมกับเพื่อนๆ

 

และแล้วเหตุการณ์อันร้ายเลวอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น โบและตั้ม ในวัย 64 ปี ขณะเดินทางไปทำบุญทอดผ้าป่ากับเพื่อนบ้านโดยที่ลูกชายไม่ได้ไปด้วยเพราะติดงาน เกิดประสบอุบัติเหตุรุนแรง รถตู้เกิดเสียหลักพลิกคว่ำบริเวณเชิงเขาจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งหลังจากทั้งสองถูกส่งตัวมารักษายังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ แพทย์ก็ได้ตรวจรักษา และวินิจฉัยอาการของทั้งคู่ดังนี้..

ตั้ม
* กะโหลกศีรษะด้านซ้ายแตก
* สมองบวม : มีเลือดคั่ง
* ขาขวาและกระดูกเชิงกรานข้างขวาหัก
* มีอาการอัมพาตครึ่งซีก เกิดจากหลอดเลือดสมองอุดตัน จึงต้องได้รับการทำกายภาพบำบัดสม่ำเสมอจนกว่าจะหายเป็นปกติ

โบ
* สมองกระทบกระเทือน มีอาการทางระบบประสาทอย่างรุนแรง สติเลอะเลือน ตอนนี้ไม่สามารถรับรู้หรือสั่งการอะไรได้เท่าไหร่ นานๆจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบสักครั้ง
* หน้าผากและกะโหลกศีรษะด้านขวาแตก
* สมองบวม : เลือดคั่งและมีบาดแผลเป็นจุดเล็กๆที่สมองด้านขวา
* สมองได้รับการกระทบกระเทือน : ทำให้สูญเสียความทรงจำ
* กระดูกซี่โครงหัก
* มีรอยถลอกตามร่างกาย
* มีอาการอัมพฤกษ์-อัมพาต เกิดจากหลอดเลือดสมองแตก จึงได้รับการทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลอยู่ตลอดเวลา

 

ทั้งสองได้เข้าพักรักษาตัวและทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาล โดยมีพยาบาลสาวที่ชื่อ’ติ๋ว’ดูแลโบ และพยาบาลชายที่ชื่อ’เต้’คอยดูแลตั้มอยู่ไม่ห่าง แต่เพราะการรักษาที่หายเร็วของตั้ม แพทย์จึงอนุญาตให้ชายชรากลับบ้านได้ในอีก 5 เดือนต่อมา แต่ก็ต้องเข้ามาตรวจและทำกายภาพบำบัดอยู่เป็นประจำทุกสัปดาห์ด้วยเช่นกัน (ช่วง 5 เดือนแรกที่อยู่โรงพยาบาล – ทำกายภาพบำบัดตลอดเวลา .. แต่หลังจากนั้น – สัปดาห์ละ 4 วัน .. ปัจจุบันเหลือสัปดาห์ละ 2 วัน / เหตุนี้ทำให้เวลาไปไหนมาไหนเขาต้องนั่งรถเข็นโดยตลอด)

ในขณะที่โบมีสภาพอยู่ในอาการโคม่านับตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุ เธอจึงยังคงพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลมาตลอดจนถึงปัจจุบัน (8 ปีแล้ว..ซึ่งเธอก็กำลังจะเสียชีวิตในอีกประมาณ 3 เดือนข้างหน้านี้) โดยมีพยาบาลติ๋วพาไปทำกายภาพบำบัดและดูแลประดุจดังลูกสาวแท้ๆ ทั้งที่ความจริงติ๋วเป็นเพียงพยาบาลส่วนตัวที่ดูแลเธอเป็นพิเศษเท่านั้น

โบ’ในปัจจุบันมีร่างกายผอม ผมสั้น เซื่องซึม นิ่งเฉย ล่องลอย ไร้ความรู้สึก นานๆจะมีปฏิกริยาโต้ตอบสักครั้ง ไม่ต่างไปจาก‘ตั้ม’ที่มีผมสั้น (หัวล้านหน่อยๆ) มีหนวด/เครา เสียงแหบ  พูดน้อย และพูดช้าลง โดยทุกครั้งที่เขาเข้ามาพบแพทย์และทำกายภาพบำบัดในโรงพยาบาล พันก็จะพาตั้มเข้ามาเยี่ยมเธอเสมอเพื่อเป็นกำลังใจตลอดเวลาที่เธอรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

วันหนึ่งขณะที่โบกำลังนอนพักฟื้นอยู่ในห้องพักส่วนตัว เธอก็ได้ฝันและสร้างเรื่องราวขึ้นจากความจริงและจินตนาการ(เรื่องแต่ง)อันเกิดจากความทรงจำที่ไม่สมบูรณ์/คาดเคลื่อนต่อการรับรู้ในวัยชรา  โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะเวลา 4 ปีของครอบครัวหนึ่งประกอบด้วย.. หญิงชราผู้เป็นยาย (72 ปี)  ลูกชายคนโต (50 ปี)  ลูกสาวคนกลาง (42 ปี)  ลูกสาวคนเล็ก (39 ปี)และสามี (41 ปี)  หลานสาวคนกลาง (21 ปี)  หลานสาวคนเล็ก (9 ปี)  โดยนำคนในครอบครัวและคนที่เคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด (พ่อ, สามี, เพื่อนร่วมงานของสามี, ลูกสาว, รุ่นพี่สมัยเรียนที่เคยคบกับเธอ)  บุคคลต่างๆในโรงพยาบาล (พยาบาลติ๋ว, พยาบาลเต้ ฯลฯ)  และสถานที่ที่เคยมีความผูกพัน (บ้าน, วัด, มหาวิทยาลัย ฯลฯ)  สภาพแวดล้อมและสถานที่ในโรงพยาบาล (ห้องพัก, ระเบียงห้อง, สถานที่ทำกายภาพบำบัด, ห้องตรวจ, สวนในโรงพยาบาล, แนวทางเดินระหว่างอาคาร ฯลฯ) มาสร้างเสริมเติมแต่งเป็นเรื่องราวและสถานที่จำลองขึ้นในความคิดของเธอ

โดยบทสรุปสุดท้ายก็คือ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากผู้เป็น’ยาย’มีอาการทางจิตไม่ปกติ เป็นโรคทางระบบประสาทและความทรงจำ นั่นคือโรคบุคลิกวิปลาส/โรคหลายบุคลิก (Depersonalization Disorder/Dissociative Identity Disorder) ที่มีการสร้างบุคลิกเป็นเธอในวัยรุ่น วัยกลางคน และลูกสาวของเธอ ร่วมกับการจินตนาการถึงบุคลคลอื่นๆที่อยู่ในเหตุการณ์ไปพร้อมๆกันด้วย (ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ไม่มีใครทราบนอกจาก‘ผู้อ่าน’)

อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องราวในจินตนาการจะลงเอยอย่างมีความสุข แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้วช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะโบจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 3 เดือนเท่านั้น.. กำลังใจจากสามีและลูกชายที่ส่งมาให้โดยตลอดก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้เธอทำใจยอมรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ได้เลย..

 

รุ่งอรุณแห่งชีวิต [LiVE MOViE] (2010-2011)

LiVE MOViE

BEGINNING

ยามรุ่งอรุณ ครอบครัวหนึ่งมีสมาชิก 6 คน ประกอบด้วย .. หญิงชรา ผู้เป็นยาย มีอาการสติเลอะเลือน เธอมีลูกสาว 2 คน และลูกชาย 1 คน คือ

ลูกชายคนโต (ลุง) เป็นพ่อม่าย รับราชการ มีลูกสาวช่วงกลางวัยรุ่น (หลานสาวคนโต) ผู้กำลังประสบปัญหาเรื่องรักสามเส้า 1 หญิง 2 ชาย โดยเธอหารู้ไม่ว่า ชายหนุ่มทั้งสองแท้จริงแล้วเป็นพี่น้องกัน

ลูกสาวคนกลาง (ป้า) ซึ่งเป็นพยาบาลในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เธอคอยเฝ้าดูแลปรนนิบัติผู้เป็นแม่อยู่ไม่ห่าง

ไม่ต่างจากหญิงวัยกลางคน ผู้เป็นลูกสาวคนเล็ก (แม่) ที่ได้รับบาดเจ็บทางจิตใจอย่างสาหัสจากเหตุการณ์ในอดีต ส่งผลให้สูญเสียความทรงจำบางส่วนไป โดยมีสามี (พ่อ) นักธุรกิจ คอยดูแลอยู่เคียงข้างด้วยความอดทนทั้งคู่มีลูกสาวเพียงคนเดียวเช่นกัน อยู่ในวัยประถมต้น (หลานสาวคนเล็ก) ผู้ไร้เดียงสาต่อการรับรู้เรื่องราว แต่ก็จดจำเหตุการณ์ต่างๆได้ขึ้นใจ

=========================================

DEVELOPING

รุ่งอรุณของวันหนึ่ง เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ .. หลานสาวคนโตสูญเสียชายหนุ่มที่เธอแอบรักไปอย่างไม่คาดฝันจากอุบัติเหตุร้ายแรง.. สามีหมดความอดทนกับการที่ต้องดูแลภรรยาด้วยเหตุผลบางอย่าง จึงตัดสินใจจากไป.. ป้า มักขึ้นไปบนห้องแล้วเอารูปถ่ายใบหนึ่งจากลิ้นชักตู้เก่ามาดูเป็นประจำ

ณ โรงพยาบาล ป้าได้พบกับชายชราคนหนึ่งบนรถเข็น ผู้เป็นคนไข้ ซึ่งจะมีลูกชายของเขาเป็นคนเข็นมารักษาประจำ เธอรู้สึกคุ้นหน้าเขามาก

วันหนึ่งเธอไปหาหมอดูริมถนน ซึ่งบังเอิญเป็นลูกชายของคนไข้วัยชรา คนเดียวกับที่พบในโรงพยาบาล  เธอขอตามเขากลับไปที่บ้าน แต่พอถึงหน้าบ้านเธอก็กลับไป ขณะเดียวกันนั้นเองที่พ่อของชายผู้นั้นมอง  ผ่านทางช่องหน้าต่างออกมาพอดี

=========================================

ENDING

เรื่องราวสิ้นสุดลงเมื่อ..

ชายวัยกลางคน (หมอดู) พร้อมกับพ่อของเขา (ผู้เป็นคนไข้ในรถเข็น) และ ลูกสาวคนกลาง (ป้า / พยาบาล) เดินทางมาบ้านเธอ เพื่อพบแม่ของเธอ (หญิงชรา) และบอกว่า

คุณยายมีอาการทางจิตไม่ปกติ เป็นโรคทางระบบประสาทและความทรงจำ สร้างบุคลิกได้หลายบุคลิกในเวลาเดียวกัน (โรคบุคลิกวิปลาส / Depersonalization Disorder)

หลานสาวคนโต … คือบุคลิกและความทรงจำในช่วงกลางวัยรุ่นของเธอ หลังจากคนที่เธอรักเสียชีวิต เธอก็เอาแต่เศร้าสร้อย จมปลักกับความทุกข์ ความทรงจำเริ่มขาดหายจากอาการตกใจสุดขีดในอุบัติเหตุที่คร่าชีวิตของชายผู้เป็นที่รัก  ก่อนที่ในเวลาต่อมา ชายหนุ่มที่รักเธออีกคน (แต่เหมือนว่าเธอไม่เคยมีใจให้) ได้เข้ามาในชีวิตเธอเพื่อปลอบประโลมใจ แบ่งเบาความทุกข์ และยืนหยัดเคียงข้างเธอ ผ่านไปไม่นานเธอมารู้ตัวอีกที เธอก็แต่งงานกับเขาเสียแล้ว  ในขณะเดียวกันกับที่ชายคนที่เธอรักซึ่งประสบอุบัติเหตุ แต่จากการรักษาที่ทันท่วงทีทำให้เขาไม่เสียชีวิต เขาเลือกที่จะรอเวลาให้หายดีและตั้งใจกลับมาสร้างครอบครัวกับเธอ ก็ต้องกลับต้องมาเห็นเธอกับผู้เป็นพี่ชายในบรรยากาศครอบครัวอบอุ่น (ในขณะนั้นเธอตั้งท้องพอดี)  เขาจึงตัดสินใจหันหลังกลับ และเดินทางออกจากชีวิตเธอ ด้วยการไปสร้างครอบครัวของเขาเอง แต่งงาน และมีลูกชายหนึ่งคน

ลูกสาวคนเล็ก … คือบุคลิกและความทรงจำในช่วงหญิงวัยกลางคนของเธอ ผู้ซึ่งนับวันจะเริ่มมีอาการทางประสาท และร่างกายมากขึ้นเรื่อยๆ  วันๆเธอเอาแต่นั่งครวญครางคิดถึงคนรักเก่า มีภาพความทรงจำในอดีตผ่านเข้ามาเป็นช่วงๆ ประดุจคนบ้าไร้สติ  ในขณะผู้เป็นสามีของเธอ (พ่อ) ในอาชีพนักธุรกิจถึงกับต้องยอมสละเวลางานอันมากมายมาเลี้ยงลูกสาวที่มีกับเธอ  จนในที่สุด เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี และความอดทนของเขามาถึงขีดสุด และด้วยเหตุผลที่ว่าต่อให้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไร เธอก็ยังระลึกถึงผู้เป็นน้องชายเขาเสมอ เขาก็ตัดสินใจทิ้งเธอและลูก (ที่เรียนอยู่ในระดับประถมต้น) ไปต่างประเทศ ปล่อยให้ทั้งสองอยู่กันตามลำพัง และไม่ได้รับการติดต่อจากเขากลับอีกเลย

ลูกสาวคนกลาง … คือการสร้างบุคลิกเป็นลูกสาวของเธอในร่างชรา เธอมีความเชื่อว่าชายหนุ่มที่เธอรักยังไม่ตายมาตลอด ด้วยการนำรูปถ่ายของเขาที่ถ่ายคู่กับเธอตอนวัยรุ่นซึ่งเก็บไว้อย่างดีมาดูบ่อยๆ และตัดสินใจว่าจะออกตามหา  วันหนึ่งเธอให้หมอดูข้างถนนคนหนึ่งทำนายดวงชะตา และด้วยความบังเอิญเธอรู้สึกคุ้นหน้า เหมือนว่าเคยรู้จักเขามาก่อน (เดจาวู) ก่อนที่จะเธอจะขอตามเขาไปที่บ้านเพื่อตามหาชายคนที่เธอรักเมื่ออดีต  หมอดูตะโกนเรียกพ่อของเขา แต่พ่อของเขาแกล้งไม่ได้ยินด้วยการไม่ขานรับ แต่แอบมองผ่านทางช่องหน้าต่าง (เขาจำเธอได้..ช่างเป็นใบหน้าที่คุ้นเคยยิ่งนัก)  ก่อนที่เธอจะตัดสินใจกลับไปเพราะคนที่เธอตามหาไม่อยู่บ้าน  ในเวลาต่อมาผู้เป็นลูกเข้ามาบ้านและบอกกับพ่อว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังตามพ่ออยู่ แต่บุคลิกและการพูดของเธอดูแปลกๆเหมือนวัยชรา  เธอบอกว่าตัวเธอมีชื่อว่า “ติ๋ว” ทำงานเป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง (ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับนางพยาบาลคนหนึ่งที่เขามักจะเจอเวลาที่พาพ่อไปตรวจเป็นประจำ) มีแม่เป็นอัมพาตอยู่ที่บ้าน … ว่าแล้วพ่อจึงขอให้ผู้เป็นลูกพาไปยังโรงพยาบาลเพื่อพบนางพยาบาลคนนั้น ก่อนจะขอให้เธอพาเขาและลูกมาที่บ้านหลังนี้

หญิงชรา หรือในชื่อว่า “โบ” เริ่มมีอาการรู้สึกตัวมากขึ้น หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดของชายชราบนรถเข็น หรือในชื่อว่า “ตั้ม” เขาเล่าให้เธอฟังเพิ่มเติมว่า .. เมื่อหลายสิบปีก่อน หลังจากที่เขารักษาตัวหายดีจากอุบัติเหตุร้ายแรงซึ่งเขารอดพ้นมาได้อย่างหวุดหวิด และตั้งใจจะกลับมาหาเธอ แต่เมื่อได้เห็นเธอกับผู้เป็นพี่ชาย หรือในชื่อว่า “เต้” มีความสุขกันดี (ขณะนั้นโบได้ตั้งท้องอยู่ด้วย) เขาจึงตัดสินใจหันหลังให้เธอ.. ในช่วงแรกเขาทำใจลำบากที่จะลืมเธอ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาในชีวิตของเขา เธอคอยเป็นกำลังใจให้และคอยช่วยเหลือในหลายๆเรื่อง เขาจึงตัดสินใจแต่งงานและมีลูกกับเธอ เป็นลูกชาย ที่ชื่อว่า “พัน” มีอาชีพหลักเป็นสถาปนิก และมีอาชีพเสริมเป็นหมอดู  ส่วนภรรยาของเขา ไม่กี่ปีต่อมาก็ต้องเสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็ง

ทันทีทุกเรื่องราวถูกอธิบายจนกระจ่าง หญิงชราก็โผเข้ากอดชายชราด้วยความตื้นตันและดีใจ เธอไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า ในที่สุดเรื่องราวจะลงเอยด้วยประการฉะนี้…

 

ยามรุ่งอรุณ 2 สัปดาห์ต่อมา.. ตั้มและลูกชาย (พัน) ตัดสินใจย้ายเข้ามาพักอาศัยบ้านโบเป็นการถาวร  เธอดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน รู้สึกอบอุ่น มีความสุขที่ได้เห็นลูกและคนที่เธอรักอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาในบ้านหลังใหญ่แห่งนี้ บ้านหลังนี้กลับกลายมามีชีวิตชีวาไม่เงียบเหงาอีกครั้ง  โบกลับมาเป็นคนปกติ หายจากโรคทางประสาทโดยสิ้นเชิง

 

=========================================

ANTI-ENDING

ภาพเปลี่ยนเป็น… ห้องพักคนไข้ โรงพยาบาลย่านชานเมืองแห่งหนึ่งบนเตียง มีร่างหญิงชราคนหนึ่งนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง นัยน์ตาเริ่มเปิดขึ้นช้าๆหลังจากได้ยินเสียงที่คุ้นหู

“คุณลุงคะ หมดเวลาเยี่ยมคุณป้าแล้วค่ะ”

พยาบาล”ติ๋ว”ซึ่งยืนอยู่ข้างเตียง บอกกับลุง “ตั้ม”ที่นั่งกุมมือป้า”โบ”ผู้เป็นภรรยาไว้อย่างแนบแน่น

“ไหนเธอสัญญาว่าเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไปไง”

“พัน”ผู้เป็นลูก รีบพับหนังสือพิมพ์ที่อ่านอยู่ลง ก่อนจะลุกจากโซฟาข้างห้องและตรงไปที่รถเข็นของชายชราบริเวณข้างเตียง

“ให้คุณแม่เค้าพักผ่อนนะครับ เดี๋ยวไว้เราค่อยมาเยี่ยมใหม่”

ก่อนที่ชายหนุ่มจะเข็นรถผู้เป็นพ่อออกไปให้พยาบาล “เต้” ที่ยืนรอยู่หน้าห้องเพื่อส่งต่อ

“เดี๋ยวฝากพาคุณพ่อไปตรวจก่อนนะครับ เดี๋ยวผมตามไป”

แล้วพยาบาล“เต้”ก็เข็นรถลุงตั้มจากไป มุ่งหน้าสู่ห้องตรวจอีกอาคารหนึ่ง ในขณะนั้นเองที่พยาบาลสาวเดินออกมาพอดี

“ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ยังไงก็รีบติดต่อผมทันทีเลยนะครับ”

“ค่ะ ดิฉันก็เป็นห่วงคุณป้าไม่แพ้คุณ.. สงสารแกนะคะ ไม่น่าเลย จะไปทำบุญด้วยกัน รถตู้ก็เกิดมาคว่ำ”

“แต่ถือว่าโชคดีที่ทั้งคู่รอดมาได้ ยังดีกว่าคนอื่นๆ…  ผมว่าคงเพราะเป็นกรรมของเค้าทั้งคู่แหล่ะครับ”

เขากล่าวกับพยาบาลสาวด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

”แล้วดูจากอาการตอนนี้ คุณแม่ผมจะมีชีวิตอยู่ได้นานสักเท่าไหร่…”

พันถามพยาบาลสาวน้ำเสียงแผ่วเบาพร้อมกับหันไปมองแม่ที่นอนอยู่ภายในห้อง

“เอ่อ.. เห็นคุณหมอบอกว่าไม่น่าเกิน 3 เดือนค่ะ แต่ถ้าคุณป้าแกแข็งแรง สภาพจิตใจดีก็อาจจะนานกว่านั้น”

พยาบาล”ติ๋ว”ตอบอย่างยากลำบาก

“แต่ชีวิตก็คือชีวิตนะครับ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เราไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอะไรได้”

“ดีนะคะที่คุณคิดได้อย่างนี้”

เธอเผยยิ้มให้เขาบางๆ

“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ไว้พรุ่งนี้ผมจะมาเยี่ยมใหม่”

ตั้มกล่าวลา พร้อมกับเดินกลับเข้าไปในห้องพักคนไข้ ก่อนจะตรงไปที่ร่างหญิงชราซึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงเพื่อบรรจงจุมพิตที่หน้าผาก และเดินจากไปอย่างเก็บอาการ   พยาบาลสาวเดินกลับเข้ามาในห้องพลางสะอื้น

“พักผ่อนมากๆนะคะคุณป้า เดี๋ยวหนูกลับมา”

เมื่อพยาบาลสาวเดินออกไปพ้นจากห้อง หญิงชราก็ค่อยๆลืมตา และเหลือบไปมองที่กรอบรูป ซึ่งตั้งไว้บนโต๊ะข้างเตียง

กรอบรูปเล็กๆใบนี้ เป็นรูปที่เธอกับสามีถ่ายไว้ด้วยกันตอนวัยรุ่น

หญิงชรามองดูอยู่สักพัก ก่อนที่รอยยิ้มเล็กๆจะปรากฏขึ้นที่ใบหน้าพร้อมกับน้ำตา

จบ.

 

TRICK
ติ๋ว ตัวจริง / ตัวปลอม(คาแรกเตอร์ที่โบสร้าง) >> ดูจากการใส่กำไลข้อมือ / แว่น / การแต่งตัว