TALES OF NATURE (ICELAND PART)

Awesome!

ABOVE THE MARS

above23

As I’ve told you..’In this big blue planet’ there are full of wonders and unexpected.

So why you’ve try to see it though the eyes of someone else.

won’t you go to see it on yourself. make your own life.

just start living I mean real living. If not now, When?

        ถ้าพูดถึงจุดเริ่มต้นของการเดินทาง คงต้องย้อนกลับไปไกลหน่อย เราได้ยินชื่อ ‘ไอซ์แลนด์’ มานานมาก ตั้งแต่สมัยยังเด็ก ในความคิดตอนนั้น มันคงเป็นเมืองแห่งน้ำแข็งแน่ๆ อาจเพราะมันดูไกลตัวเรามาก ไกลจนเกินที่จะคิดว่าซักวันนึงเราจะไปยืนอยู่ตรงนั้นได้

        ภาพไอซ์แลนด์ชัดขึ้นอีกครั้ง เมื่อตอนที่เค้าโผล่มาให้เห็นในเรื่อง The Secret of Walter Mitty วิวที่คุณมิตตี้ ไถเสก็ตบอร์ดลงมาจากภูเขาสีเขียวลูกใหญ่ มันจุดประกายความอยากรู้จักไอซ์แลนด์ขึ้นมาอีกครั้ง

        ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เราเริ่มเซฟเอาภาพไอซ์แลนด์มาเก็บไว้ และมันก็เริ่มสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเสียงจากเพื่อนสนิทก็พูดขึ้นมาว่า ‘ไปไอซ์แลนด์กัน !’ และเราก็ตอบตกลงไปโดยไม่ทันคิดอะไร ทั้งที่ไม่มีความพร้อมในทุกๆ ด้านเลย มันเหมือนกับถูกความฝันส่วนนึง พยายามดึงเราไป ให้ไปพบกับสถานที่ที่รอคอยเราอยู่ เราเริ่มพูดคุยกันเรื่องนี้มากขึ้น วางแผนเตรียมตัว จนถึงวันที่เราออกเดินทาง

วินาทีแรกที่เท้าของเราก้าวออกจากตัวเครื่อง ลมแรงและเม็ดฝนก็ผ่านเข้ามาปะทะที่ตัวอย่างจัง เสมือนกับเป็นคำทักทายคำแรก จากดินแดนแห่งดาวอังคาร


img_0917

img_4345

แพลนการเดินทางของเราทั้งหมดคือ

Day 1 Bruarfoss – Gullfoss – Ljotipollur – Landmannalaugar

Day 2 start trekking – finish trekking

Day 3 Seljafoss – Skogafoss – Wreck airplane – Vik Black sand

Day 4 Myrdalssandur – Fjadrarglijufur – Svartifoss

Day 5 Jokulsalon+black sand – Vestrahorn

Day 6 Hengifoss – Dettifoss – Godafoss

View original post 1,193 more words

Advertisements

จิตร โพธิ์แก้ว : “บริบท” และ “ปัจจัยสำคัญ 3 ประการ” ของ “วงการหนังสั้นไทย” ในรอบ 15-20 ปี

คนมองหนัง

คำกล่าวแนะนำหนังสั้นในโปรแกรม “ความปรารถนาของคุณจิตร” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20 โดยจิตร โพธิ์แก้ว

โปรแกรมนี้ก็เป็นเพราะคุณชลิดา (เอื้อบำรุงจิต – รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ และผู้จัดเทศกาลหนังสั้น) ขอให้เลือกหนังที่ผมอยากดูอีกรอบ ก็เลยเลือกหนังที่หายากหน่อย

หนังทั้ง 7 เรื่องในโปรแกรมนี้เป็นหนังที่ผมเคยดูเมื่อประมาณ 15-20 ปีที่แล้ว แล้วก็ชอบมาก แล้วก็มันมีอะไรค้างคาใจ แล้วก็ส่วนใหญ่แล้ว ผู้กำกับหลายคนใน 7 เรื่องนี้ เป็นคนที่ผมไม่รู้จักเลย ผมก็เลยไม่สามารถขอหนังเขามาดูได้อีก

แล้วมันก็เป็นหนังที่ทำก่อนยุคยูทูบด้วย คือผมก็ได้ดูครั้งเดียวเมื่อ 15-20 ปีก่อน แล้วมันก็เหมือนหายสาบสูญไปเลย ผมก็เลยเลือกหนังชุดนี้มา เพราะสองคุณสมบัติสำคัญ

คือว่าเป็นหนังที่ผมชอบมาก แล้วก็มันหายาก แล้วส่วนใหญ่ เพื่อนๆ ซีเนไฟล์ของผมก็ไม่เคยดูหนังกลุ่มนี้เลย ก็เลยเลือกหนังกลุ่มนี้มาครับ

ขอพูดถึงรวมๆ แล้วกันว่าเวลาดูหนังกลุ่มนี้แล้ว ก็ให้คำนึงถึง “บริบทของเวลา” เป็นสำคัญ เพราะว่ามันทำขึ้นเมื่อ 15-20 ปีก่อน เพราะฉะนั้น ถ้าเรามองจากมุมมองปัจจุบัน แล้วเอาไปตัดสินมัน มันก็อาจไม่ยุติธรรมกับตัวหนัง เพราะว่าช่วง 15-20 ปีก่อน อย่างน้อย มันจะส่งผลกระทบต่อ “ปัจจัยสำคัญ” 3 ประการ คือ

หนึ่ง “เทคโนโลยี” เพราะว่ายุคนั้นมันยังไม่มีกล้องมือถือ หนังบางเรื่องในกลุ่มนี้ เราดูแล้วอาจรู้สึกว่า โอ๊ย! เด็กมัธยมฯ เด็กประถมฯ ก็ทำหนังแบบนี้ได้ ใช้กล้องมือถือถ่ายก็ได้ แต่เราต้องไม่ลืมว่า 15-20 ปีก่อน มันยังไม่มีเทคโนโลยีกล้องมือถือ เพราะฉะนั้น หนังบางเรื่องในกลุ่มนี้ที่ผมดูแล้วประทับใจ ก็เป็นเพราะว่าสมัยนั้น มันยังไม่ค่อยทำหนังแบบนี้กัน เพราะปัจจัยด้านเทคโนโลยี

สอง คือ ปัจจัยด้าน “สังคม-การเมือง” คือผมก็จำเนื้อเรื่องในหนัง 7 เรื่องนี้ไม่ค่อยได้ แต่รู้สึกว่า ถ้าจำไม่ผิด มันจะมีบางเรื่องที่เป็นหนังที่อาจจะต่อต้านทุนนิยม แต่เราต้องอย่าลืมว่า 15-20 ปีก่อน เรายังไม่มีรัฐประหาร ไม่มีปัญหาประชาธิปไตย ไม่มีปัญหาเผด็จการอะไรพวกนี้

เพราะฉะนั้น การดูหนังต่อต้านทุนนิยมที่สร้างขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน กับการดูหนังไทยที่ต่อต้านทุนนิยมที่สร้างขึ้นในยุคปัจจุบัน เวลาเราจะตัดสินใจหนัง (สองกลุ่มนี้) เราต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านสังคม-การเมืองเมื่อ 15-20 ปีก่อน ด้วยว่ามันแตกต่างจากเมืองไทยในยุคปัจจุบันแบบ “หน้ามือเป็นหลังเท้า” ขนาดไหน

ปัจจัยที่สาม ก็คือว่าการที่หนังสัก 4 ใน 7 เรื่องนี้ อาจจะมีลักษณะในแบบหนัง “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ซึ่งจริงๆ แล้ว ในยุคปัจจุบัน มันมีหนังไทยที่ “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” เยอะมากๆ เลย แต่ว่าการที่ผมประทับใจหนังกลุ่มนี้มากเมื่อ 15-20 ปีก่อน เป็นเพราะว่ามันยังไม่ค่อยมีหนังไทย “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ในยุคนั้นมากนะครับ

เพราะว่าหนังในกลุ่มนี้มันสร้างขึ้นในปี 1997-2003 ซึ่งยุคนั้นเป็นยุคที่ผู้กำกับหลายคนยังไม่โด่งดัง มันจะมีผู้กำกับอย่างอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, ศะศิธร อริยะวิชา, พิมพกา โตวิระ หรือว่าคุณอารยา ราษฎร์จำเริญสุข หรือว่าอุรุพงษ์ รักษาสัตย์ คือกลุ่มนี้จะทำหนังสั้น “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ออกมาแล้วในยุคนั้น แต่ก็ยังไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับประเทศ เพราะฉะนั้น…

View original post 54 more words

สภาวะแห่งรัก

บทสัมภาษณ์เราถึงหนังเรื่องใหม่ โดย น้อง Aut  😀

เขียนๆ วาดๆ ถ่ายๆ กลายเป็น blogๆ

สภาวะแห่งรัก

            ใน Puppy love, ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับรักแท้และภพชาติออกมาในรูปแบบหนังสารคดีผสมเล่าเรื่อง โดยที่เหตุการณ์เกิดขึ้นในไทยและไอซ์แลนด์

b 02.1

By Jirapat S. & Warinda T.

            บ่ายวันนี้ได้เจอ ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ ผู้กำกับหนังเรื่อง “Puppy love” ที่ปล่อยตัวอย่างออกมาสักพักแล้ว เลยสบโอกาสนั่งคุย สอบถามถึงที่มาที่ไปหนังเรื่องใหม่ของเขา ซึ่งพูดถึงประเด็นเรื่องความรักเป็นหลัก โดยที่เราไม่คาดคิดว่าตัวเขาจะสนใจและและรู้สึกกับเรื่องความรักได้มากมายขนาดนี้

            เผื่อใครยังไม่รู้จัก เขาคือผู้อยู่เบื้องหลังโครงการ Thai Aurora at the Horizon หนังสั้นการเมืองไทยในอุดมคติ ในฐานะ Project Director ผู้ริเริ่มและพาหนังเดินสายฉายออนทัวร์ทั่วประเทศกว่า 10 แห่งเมื่อปี 2014 และงานเทศกาลหนังสารคดี Doc Weekend จัดที่ TK park เมื่อปีที่แล้ว

            นอกจากนี้เรายังได้อัพเดตงานที่เขาทำอยู่ตอนนี้ รวมถึงโปรเจกต์ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่และกำลังจะเกิดขึ้นอนาคต.. มาทำความรู้จักกับตัวตนและมุมมองความรักของ ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ ผ่านงานของเขากัน!

          “บางทีความหมายของ ‘คู่แท้’ อาจไม่ได้หมายถึงแฟนเสมอไป มันอาจมาในรูปอื่นก็ได้”

Q :  ก่อนอื่นเลย อยากรู้ว่าได้แรงบันดาลใจจากไหน ทำไมถึงเลือกประเด็นนี้มาทำหนัง

            A : แรงบันดาลใจเกิดจากเรื่องใกล้ ๆ ตัว เกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นแบบมาไวไปไว สงสัยว่าคนที่เราเจอ และรู้สึกดีด้วยแบบมาก ๆ ประมาณว่าคิดเกินเพื่อนกับเค้า คิดว่าเค้าใช่สำหรับเรา ที่ไม่นานกลับมีอันให้ต้องห่างหายกันไป  ความจริงแล้วเค้าเป็นเนื้อคู่หรือเป็นรักแท้ของเราจริงหรือเปล่า ด้วยความสงสัยถึงที่มาและสาเหตุ ก็เลยหยิบเอาเรื่องคู่แท้และชาติภพมาสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นเพื่อหาคำตอบครับ

 Q : แล้วได้คำตอบไหม   

            A : สำหรับเราคิดว่าได้นะ.. บางทีความหมายของ ‘คู่แท้’ อาจไม่ได้หมายถึงแฟนเสมอไป มันอาจมาในรูปอื่นก็ได้.. คือรู้สึกว่าไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นอะไรกับความรักเลย (หัวเราะ)  เพราะเราจะเป็นพวกชอบยึดติดไง ซึ่งกับคนดูที่บุคลิกคล้ายกับเราก็น่าจะอิน Message ในบทสรุปง่ายขึ้น แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนดูทั่วไปที่ไม่ได้คุยกับเรา ดูแล้วจะเก็ทไหม  แต่เราก็ไกด์ในเรื่องนี้ไปตั้งแต่โปสเตอร์ที่เป็นประโยคของ  Charles Darwin พูดถึงเรื่องทฤษฎีการอยู่รอดแล้วว่า

            “It is not the strongest of the species that survives, nor the most intelligent that…

View original post 911 more words

Batman v Superman: Dawn of Justice Film Talk

Another Opinion to BVS.

puroii

มาทำความเข้าใจกันก่อนอ่าน

  1. เราไม่เขียนเรื่องย่อ เพราะคิดว่าเสิร์ชหาได้เองตามเว็บไซต์ทั่วไป
  2. เราไม่ให้คะแนน แต่อยากให้อ่านแล้วคิดเอาเอง เพราะส่วนตัวคิดว่าถ้าเห็นคะแนนแล้ว ในใจทุกคนก็จะตัดสินหนังไปแล้วระดับหนึ่ง
  3. อาจเหมาะกับคนที่ดูแล้วมากกว่า เหมือนมานั่งคุยกันหลังดูหนัง (แต่คนยังไม่ดูก็อ่านได้ ถ้าพร้อมรับ spoilers)
  4. เราไม่มีความรู้เรื่องหนังหรือการแสดง เขียนจากความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ

______________________________________

Batman v Superman: Dawn of Justice

Batman-V-Superman-Dawn-of-Justice

หนึ่งคือเราไม่เคยอ่านคอมมิค สองคือเราไม่เคยดูหนังใดๆ เกี่ยวกับแบทแมนหรือซูเปอร์แมนมาก่อน (อย่าแปลกใจเลย บอกแล้วว่าแต่ก่อนไม่ใช่คนดูหนัง) สามคือเราไม่ได้อ่านรีวิวใดๆ เพราะไม่มีเวลา รู้แต่ว่ากระแสสับสนพอสมควร ดังนั้นนี่จะเป็นรีวิวที่เข้าไปแบบโล่งมากและกลับออกมาเขียนแบบจริงใจมาก

แน่นอนว่าหนังก็ไม่ได้เพอร์เฟ็ค ไม่ได้ถึงขั้นน่าอวย แต่ไม่ได้บอกว่ามันแย่ขนาดดูไม่ได้ ค่อนข้างพึงพอใจในระดับหนึ่งสำหรับคนที่เข้าไปแบบไม่ได้คาดหวังอะไรอย่างเรา

บทดูล้นๆ เกินๆ ไปค่อนข้างเยอะ เข้าใจว่าคนเขียนอยากปูเรื่องให้คนเข้าใจที่มาที่ไปและทุกอย่างมันดูน่านำเสนอให้คนดูรู้ แต่ด้วยเวลาจำกัด (ที่ก็นานมากพอแล้ว) ทำให้การดำเนินเรื่องมันสะเปะสะปะไปหน่อย เหมือนมีเรื่องซ้อนเรื่องซ้อนเรื่องเข้าไปอีก ตัดสลับฉากค่อนข้างบ่อยจนอาจสร้างความสับสนให้กับคนดู แต่สุดท้ายก็นำมาที่จุดเดียวกัน ชอบที่ตัวละครต่างมี back story ของตัวเอง แต่จะให้อัดเรื่องของทุกคนเข้ามาในหนังเรื่องเดียวมันทำได้ยากอย่างที่บอก

สิ่งที่ชอบมาก คือ ฉากเปิดแรกของหนูน้อยเวย์นในงานศพพ่อแม่ ตอนที่บรูซวัยเด็กกำลังวิ่งออกมาจากงานศพ ภาพตัดไปที่ flashback ตอนพ่อแม่ถูกฆ่า น้องล้มลุกคลุกคลานแล้วก็ตกลงไปในหลุม มันทั้ง cinematic และ parallel ไปด้วยกันในสถานการณ์ที่แตกต่าง อย่างตอนพ่อโดนยิงล้มลง บรูซก็กำลังล้มลง ถึงจะเห็นฉากนี้มานักต่อนักแล้ว แต่มันสวยงามในแบบที่ต่างออกไป บิ้วท์อารมณ์พอกำลังอินๆ ก็ตัดไปฉากอื่นต่อ เสียดายจนอยากดูฉากนี้ยาวๆ เลย

มาพูดถึงอีกอย่างที่ชอบ คือ การที่ทั้งสองคนหยุดสู้กันเพราะดันมีแม่ชื่อมาร์ธาเหมือนกัน ดูเหมือนน่าขำนะสำหรับชายผู้ความรับผิดชอบยิ่งใหญ่ 2 คน แต่มันเข้าใจได้มากๆ และเราก็ว่าสมเหตุสมผลดี ฮีโร่ส่วนมากก็เซนซิทีฟกับเรื่องครอบครัวอยู่แล้ว เพราะฮีโร่มักจะโดดเดี่ยวและครอบครัวหรือคนสำคัญมักเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวพวกเขาไว้ แบทแมนสูญเสียพ่อแม่ไปอย่างไร้เหตุผลและเขาเองก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ พอได้ยินคำที่กระตุ้นบาดแผลในจิตใจและเห็นโอกาสเลยอยากย้อนกลับไปแก้ไข

ตอนที่แบทแมนพูดว่า ‘Martha will not die tonight’ ทุกอารมณ์ท่วมท้นเข้ามาเลย จุกอกจริงๆ มันเป็นคำพูดที่แข็งแกร่งแต่อ่อนไหวมาก บรูซรักษามาร์ธา(ของเขา)ไว้ไม่ได้ แต่เขาจะรักษามาร์ธา(ของคลาร์ก)ไว้ให้ได้ เหมือนเป็นภาพสะท้อนถึงแม่ของตัวเอง แบทแมนรู้ว่าการสูญเสียคนที่ตัวเองรักมันเป็นยังไง และเขาก็ไม่อยากให้ใครตกอยู่ในสภาพเดียวกัน แต่ส่วนหนึ่งในใจของเขาก็ทำเพื่อตัวเองด้วย เหมือนเป็นการย้อนไปแก้ไขในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ในตอนนั้น แต่เขาจะทำให้ได้ในตอนนี้

การแสดงของทุกคนในเรื่องดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะเบน เรารู้สึกว่าเขาเป็นคนทุ่มเทมาก น่าชื่นชมมากในฐานะนักแสดง แต่ Wonder women!!! ทุกคน!!! ทั้งสง่างาม อลังการ แข็งแกร่ง เธอดีมากกกกกก บทน้อยแต่ขโมยซีนทุกฉาก ส่วน Jeremy Irons ที่แสดงเป็นอัลเฟรด มีความเหมือนโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์มากจนอยากตะโกนทุกครั้งว่า นี่นายคือไอรอนแมนหลังเกษียณใช่ไหม!?

อีกอย่างที่ชอบคือสกอร์ Hans Zimmer ก็คือ Hans Zimmer จากผลงานโดดเด่นมากมายจากหนังดังหลายเรื่อง เช่น Interstellar, Inception, Pirates of the Caribbean ล้วนฟังแล้วขนลุก ซาวน์เข้าถึงแต่ละฉากได้ดีมาก กระตุ้นอารมณ์คนดูได้ตลอด

อยากให้ทุกคนลองไปดูด้วยตาตัวเองก่อนตัดสินใจเชื่อใคร แต่ละคนคิดไม่เหมือนกันอยู่แล้วและหนังทุกเรื่องมีอะไรให้เรียนเสมอ ไม่ว่าหนังจะดีหรือแย่ยังไง

View original post

รวมรีวิวหนัง The Revenant (2015)

Feat.
New Voice
ป๊อปคอร์นแคลอรี่
Alwa Ritsila
เปเป้ มาทีไรสั่งแต่ผัดขี้เมา
Bwc Capper

………………………………………….

ภาพสวยมากก / Plot ธรรมดาว่าด้วยการแก้แค้น / เป็นงาน Craft เน้นความสมจริง / เห็นถึงความตั้งใจ+ความถึกของทีมงานและนักแสดง

New Voice

———————————————————————————————————–

002

ภาพยนตร์เรื่อง The Revenant ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องจริง กำกับและร่วมเขียนบทโดยผู้กำกับชื่อดังเจ้าของรางวัล Academy Award “อเลฮานโดร กอนซาเลซ อินาร์ริตู” (จาก Birdman, Babel) เป็นเรื่องราวระหว่างการสำรวจป่าอเมริกาที่ยังไม่ถูกบันทึกลงแผนที่ เมื่อนักสำรวจแห่งตำนาน ฮิวจ์ กลาส (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) ถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมและถูกเพื่อนร่วมทีม จอห์น ฟิตซ์เจอรัลด์ (ทอม ฮาร์ดี้) ปล่อยทิ้งไว้ให้ตายเพียงลำพัง เขามีเพียงกำลังใจเป็นอาวุธในการต่อสู้ กลาสต้องทนต่อสภาพที่เหน็บหนาวอย่างรุนแรง เขาต้องหาทางรอดชีวิตและแก้แค้นฟิตซ์เจอรัลด์

ภาพยนตร์มีประเด็นที่น่าสนใจในการเล่าเรื่องซึ่งว่าด้วยการล่าอาณานิคมและต้นกำเนิดชาติอเมริกาในช่วงรอยต่อของอารยะธรรมเก่าและใหม่ของการเป็นผู้ล่าอาณานิยมและชนพื้นเมือง การผูกโยงเรื่องราวของการต่อสู้ของชาติพันธุ์ที่ถูกตั้งคำถามและตีความในด้านความเชื่อและถูกผสมผสานและกลืนกินของโลกที่หนังได้สร้างขึ้น

ผ่านการเอาตัวรอดของตัวละครของ ฮิวจ์ กลาส ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในด้านสภาวะทางจิตในมิติที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ สะท้อนให้เห็นถึงการอยู่ในสภาวะของวิกฤตแห่งศรัทธาและความเป็นจริงที่โหดร้ายในสภาวะแวดล้อมของโลกของความรุนแรง ซึ่งด้วยประเด็นดังกล่าวนี้ ภาพยนตร์สามารถเนรมิตงานด้านเทคนิคออกมาได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นงานด้านภาพและเสียงที่สอดประสานถึงความชัดตื้นและลึกในมิติของภาพหรือสิ่งแวดล้อมในภาพยนตร์ให้กลายเป็นโลกเสมือนจริงที่สร้างน้ำหนักและความสมจริงให้กับเรื่องราว ทั้งยังสะท้อนให้เห็นสภาวะจิตใจของตัวละครได้เป็นอย่างดี

แม้ว่าประเด็นของภาพยนตร์มีนั้นจะมีความน่าสนใจในการตีความและการขยายภาพในประเด็นการล่าอาณานิคมต่างๆ แต่ก็เป็นจุดอ่อนของหนังเช่นกันในแง่ของประเด็นที่สืบเนื่องกัน ทำให้ตัวภาพยนตร์ยังไม่สามารถที่จะตามเก็บได้หมดเท่าที่ควร ซึ่งทำให้น้ำหนักของประเด็นด้านต่าง ๆ ถูกลดทอนไปด้วย

ทว่าเรื่องการแสดงนั้น ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ถือว่าได้สร้างบรรทัดฐานใหม่จากผลงานแสดงก่อน ๆ ในด้านมิติและระดับจิตใจตัวละครที่สูงขึ้น รวมถึงการแสดงของ ทอม ฮาร์ดี้ ก็ช่วยสร้างมิติให้ตัวละครที่เสมือนเป็นคู่ตรงข้ามออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

ป๊อปคอร์นแคลอรี่

———————————————————————————————————–

003

หนังไม่มีอะไรมาก คือการเอาชีวิตรอดจากป่า อินเดียนแดง การบาดเจ็บของตัวเอง การแก้แค้น แมสเสจเรื่องพระเจ้า การปล่อยวางหน่อยๆ กรรมดีกรรมชั่ว พล็อตจริงๆไม่เยอะ แต่มันยืดไปสองชั่วโมงกว่า เพราะคงตั้งใจทำโทนในแบบช้าๆ เน้นซึมซับบรรยากาศอันงดงามแต่เยือกเย็นและเลือดเย็น แอบรู้สึกว่าเหมือนเป็นงาน ผู้กำกับอยากปล่อยของ/โชว์ฝีมือ มากกว่าจะจับคนดูหน่อยๆ

ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าตัดเหลือสักชั่วโมงครึ่ง ใส่ดนตรีเร้าๆ อาจจะเป็นหนังตลาดๆที่สนุกเอาบันเทิงเรื่องนึงเลยก็ได้นะ

แต่งานภาพเรื่องนี้คือดี ถ่ายสวย จนเราจินตนาการเตลิดระหว่างดูเลยนะว่าย้อนไปแบบยุคช่วงก่อน ไม่มีบ้านเมือง พื้นที่โลกส่วนมากจะเป็นป่าอลังการแบบในหนัง คนยุคนั้นจะอยู่ยังไง กลางคืนนี่แม่งมืดชิบหายเลย โห ภูเขาใหญ่เหี้ยๆ โอ..งดงาม (ซึ่งไม่เกี่ยวกับเส้นหนังเท่าไหร่)

ลีโอแสดงดีมาก แต่ลีโอคือลีโอ บิ้กเนมอ่ะ เหมือน ทอม ครูซ ดูเรื่องไหนก็คือ ทอม ครูซ แต่ ทอม ฮาร์ดี้ แสดงดีกว่านะเราว่า ดูแล้วลืมว่านั่นคือ ทอม ฮาร์ดี้ แห่ง Mad Max ไปเลย (ถึง Drive ตัวละครจะดูพิลึก)

สรุป.. สนุกดี บันเทิงแบบเหนื่อยๆหน่อย มาดูภาพงาม สถานที่งามๆ การแสดงดีๆ โปรดักชั่นเนี้ยบๆ classy

Alwa Ritsila

———————————————————————————————————–

004

“เดอะ เรเวแนนท์” (The Revenant) ภายใต้บังเหียนของ อเลฮานโดร จี อินาร์ริตู (Alejandro G. Iñárritu) พาเรากระโจนสู่การผจญภัยภายใต้ห้วงเวลาประวัติศาสตร์ปี ค.ศ.1823 ในทวีปอเมริกา และสำรวจจิตวิญญาณการมีชีวิตของมนุษย์ผ่านตัวละครหลักอย่าง “ฮิวจ์ กลาส” (Huge Glass) หนึ่งในคณะนักล่าขนสัตว์ ผู้ถูกหมีกรีซลีย์ทำร้ายจนได้รับบาดแผลฉกรรจ์ขณะล่าถอยจากการโจมตีของชาวพื้นเมืองอเมริกา อาริคารา (Arikara) และถูกเพื่อนร่วมคณะ จอห์น ฟิตซ์เจอรัลด์ (John Fitzgerald) ทรยศ ทั้งฆ่าลูกชายและทิ้งให้กลาสนอนรอความตาย อันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กลาสเลือกที่จะมีชีวิต ฝ่าฟัน และเอาชีวิตรอด เพื่อที่จะกลับไปแก้แค้นฟิตซ์เจอรัลด์

ภาพยนตร์เป็นที่น่าจดจำในสายตาของเราโดยเฉพาะการถ่ายทำฉากทิวทัศน์ แสงสี ภายใต้บรรยากาศทั้งในป่าและฤดูเหมันต์ ทัศนียภาพฉากต่าง ๆ สวยไร้คำบรรยาย ติดตาตรึงใจ สิ่งนี้ทะลุพุ่งสู่สายตาเราจนไม่อาจลืมเลือนแม้กระทั่งเดินออกจากโรงภาพยนตร์ เช่นเดียวกับฉากแอ็กชั่นช่วงต้นเรื่องและท้ายเรื่อง การถ่ายภาพที่พุ่งเจาะจงไปที่ใบหน้าของตัวละคร เหมือนพยายามขับเน้นอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครนั้น ทำให้รู้สึกตื่นเต้น หวาดหวั่น และน่าติดตาม โดยเฉพาะตอนฉากต้นเรื่องนั้นเป็นฉากแอ็กชั่นที่น่าจดจำ เพราะการสร้างความหวาดหวั่นในช่วงดังกล่าวทำให้เรารู้สึกร่วมได้

นอกจากนี้ เรายังชอบความรู้สึกสมจริงที่ได้รับจากภาพยนตร์ และรู้สึกดีเป็นพิเศษกับการสร้างแรงบันดาลใจจากเศษเสี้ยวทางประวัติศาสตร์ยุคบุกเบิกดินแดนและอาณานิคม อาจเป็นเพราะความรู้พื้นฐานอันน้อยนิดในช่วงเวลาดังกล่าวจากความขัดแย้งระหว่างชาวพื้นเมืองและผู้บุกเบิกอาณานิคม ซึ่งภาพยนตร์แสดงออกมาจนเรารู้สึกถึงภาวะปัญหาสร้างความกระอักกระอ่วนใจตรงนี้ได้

อย่างไรก็ตาม The Revenant กลับไม่ได้ประเคนอารมณ์รุนแรงอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู อย่างที่คาดหวัง ทำให้เราไม่ได้เห็นลีโอ หรือตัวละครอื่น ๆ ประเคนการแสดงผ่านทางบทพูดมากนัก แต่เป็นการแสดงผ่านทางสีหน้าและอารมณ์ ตรงนี้เราก็ชอบ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับมนุษย์นก (Birdman / หนังเรื่องก่อนของผู้กำกับอเลฮานโดร) เราชอบแบบมนุษย์นกมากกว่า

สำหรับความรู้สึกของต่อตัวละคร เรามีความรู้สึกว่าลีโอนาร์โดไม่ได้แบกภาพยนตร์ไว้คนเดียว ไม่ได้โดดเด่นทะลุออกมา แต่ตัวละครอื่น ๆ ใน The Revenant นั้นแสดงออกมาได้ดี และร่วมกันแบกภาพยนตร์ไปด้วยกัน ซึ่งตรงนี้ มันให้ความรู้สึกเหมือน Spotlight เลย

สุดท้าย เพียงแค่ฉาก, การถ่ายทำ ก็เพียงพอให้เราประทับใจมิรู้ลืม และขอยกให้ The Revenant เป็นภาพยนตร์ครอบครัวแห่งปี 2015 นะจ๊ะนะจ๊ะ  (ให้ 8.75 คะแนน)

เปเป้ มาทีไรสั่งแต่ผัดขี้เมา

———————————————————————————————————–

005

The Revenant (Alejandro G. Iñárritu / USA / 2015)

ถ้าจะให้จับคู่หนังบนเวทีรางวัลออสการ์ Spotlight กับ The Big short ก็ดูเป็นหนังที่มีจุดร่วมกันในฐานะที่เป็นหนังออฟฟิศหลากตัวละครและเต็มไปด้วยบทสนทนา แถมยังเป็นคู่ตรงข้ามของความสมจริงและหลุดโลกจนดูเหมือนเป็นคู่แข่งกัน และยังช่วยขับเน้นความโดดเด่นของกันและกันบนเวทีได้เยี่ยมยอดมากๆ ส่วน The Revenant มันก็เป็นหนังที่มองภาพเผิน ๆ แล้วก็อดจับคู่เทียบเคียงกับ Mad Max: Fury Road ของปู่ George Miller ไม่ได้ ด้วยความที่มันเป็นหนังที่เอามันส์ บ้าดีเดือดกับฉากแอ็กชั่นลุ้นระทึกครึกโครมเหมือนๆ กัน และมีช่วงการดิ้นรน เดินทางเอาชีวิตรอดท่ามกลางมรสุมแลนด์สเคปกว้างใหญ่ แวดล้อมด้วยความไม่น่าไว้วางใจและอันตรายจากแดนป่าคนเถื่อน ที่สุดท้ายแล้วตัวละครเอกก็จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มปฏิปักษ์คล้าย ๆ กัน ต่างกันที่ Mad Max: Fury Road มันน่าตื่นตาด้วยการออกแบบฉากและตัวละครที่โดดเด่นสะดุดตามากๆ ในความแฟนตาซีของโลกดิสโทเปีย แต่กับเรื่องนี้มันจะอาศัยแรงดึงดูดจากทิวทัศน์ธรรมชาติและความสมจริงของการต่อสู้ของตัวละครในโลกสมจริงซึ่งมันก็ให้คนละความรู้สึกพิเศษ แต่ก็เด็ดดวงในทางการกำกับและการกำกับภาพพอกัน

แต่ดูเหมือน The Revenant จะมีชัยบนเวทีนำไปไกลมากกว่าในตอนนี้ ทั้งที่จริงแล้ว Mad Max: Fury Road มีบทที่มีทั้งมีชั้นเชิงของเรื่องราว, ตัวละคร และถ่ายทอดประเด็นกับความรุนแรงได้กลมกลืนมากกว่า ส่วน The Revenant กลายเป็นหนังที่ภาพโดดเด่นนำหน้ากว่าเนื้อหนังไปมากกว่าอย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับความรู้สึกในขั้นต้นแล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นหนังที่เกิดจากต้นวัตถุดิบมันสมองที่งอมงาม ผ่านมือผู้ผลิตที่มีแรงใจดื่มด่ำกลวิธีทางภาพยนตร์อย่างหอบกระหายจนได้ภาพผิวพรรณภายนอกแสนพิเศษก่อนจะขับถ่ายออกมาเป็นเนื้อเรื่องกองไว้ในจุดเดียวให้ได้เห็น ซึ่งถูกส่วนโดดเด่นทางภาพยนตร์อื่นบดบังจนคนดูมองข้ามตัวเรื่อง แต่ก็ยังเชื่อว่ามีประเด็นแอบซ่อนอยู่มากไปกว่าที่ตาเห็น แต่หัวสมองตอนนี้ยังไม่ไหวจะชำแหละและไม่มีความรู้เชื่อมโยงเรื่องความเชื่อสรรพสัตว์ดำรัสพระเจ้าที่จะเอามาใช้แคะแกะกรองได้ ส่วนที่เราสนุกไปกับหนังก็เลยไม่ใช่ส่วนของเนื้อเรื่องเสียเกินครึ่ง ทั้งหมดนี้ไม่ได้กล่าวโทษถึงความบกพร่องของหนังเพราะความตั้งใจของคนทำคงมีเท่านี้ และหนังก็ตั้งต้นยึดเค้าโครงเดิมจากเรื่องจริงซึ่งขยับเติมแต่งไม่ได้มากเท่ากับอีกเรื่องที่หยิบมาเทียบ

และกลายเป็นว่าความเพลิดเพลินหลักๆ อีกอย่างนอกจากภาพที่เห็นบนจอมันเกิดจากคำถามที่เกิดขึ้นมาแทบทั้งเรื่องว่าถ่ายขนาดนี้นี่ต้องกี่เทคกันวะ? แล้วพวกมึงไม่หนาวไม่ป่วยไข้กันทั่วทั้งกองเหรอ? และถ้ามีฉากไหนที่เผลอวางตัวเองไปอินกับตัวของพระเอก Leonardo DiCaprio ก็ไม่ใช่เพราะฉากอารมณ์ความโกรธแค้น โศกเศร้าอาลัยลูกชายที่เป็นเรื่องหลัก (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่เชื่อตั้งแต่แรกว่ามันเป็นพ่อลูกกันจริงๆ จนเกิดความสงสัยอยู่ตลอดว่ามันเป็นพ่อลูกกันจริงๆ มั้ย? ก็หน้าตาราศีไม่ยักกะมีเค้าโครงกันเลย) เพราะถึงเฮียลีโอแกจะเล่นไล่ขยายระดับอารมณ์ทนทุกข์เจ็บปวดหนักเบาได้ถึงขีดขั้นขนาดไหน แต่เมื่อหนังผลักอารมณ์ตัวละครให้สุดไปทางเดียวเกินไปทำให้การแสดงมันขาดความซับซ้อนตามไปด้วย

ด้วยเนื้อเรื่องแล้ว การที่หนังจะเสิร์ฟแต่อารมณ์ทางนี้ก็ไม่ได้ผิดตรรกะมนุษย์จนแบนแต๊ดแต๋หรอก แค่เราไม่อินกับตัวละครที่มันไม่ได้ทำให้พล็อตแก้แค้นที่ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ในเรื่องนี้ให้มีมิติดีงามมากขึ้นได้เท่านั้นเอง แต่จะอินกับความเจ็บปวดจากบาดแผลและความหนาวเย็นทุกข์ทรมานจากหิมะมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นเรากลับไม่ได้รู้สึกลุ้นว่าพระเอกมันจะรอดมั้ยวะ มันจะแก้แค้นสำเร็จป่าวนะ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าหนังต้องพาพระเอกให้รอดเพื่อถึงฉากจบจนได้ ก็รอลุ้นแต่ว่าหนังจะกล้าพอให้พระเอกมันเสียขาเสียแขนบ้างรึป่าว.. แต่ก็ไม่มีพวกฉากเสี่ยงตาย หนีตายต่างๆ ก็เลยลดทอนความน่าลุ้นให้รอดลงไปโดยปริยาย อย่างที่มีคนว่าฉากคลำหลักเชือกไปซ่อนศพกลางพายุหิมะใน The Hateful Eight ที่ไม่ได้เน้นเป็นส่วนสำคัญของเรื่องอะไรเลย ยังให้บรรยากาศที่ลุ้นระทึกได้มากกว่าเยอะ

(สปอยล์แอ็กชั่นนิดหน่อย)
สุดท้ายก็ยังไม่มั่นใจว่าถ้าไม่ได้ดูโรง Imax แล้วภาพที่เห็นบนจอมันจะทำงานกับเราขนาดนี้มั้ยวะ แต่ที่ชอบมากคือการครีเอทฉากอย่าง ควักพุงม้า และอีกหลายๆ ฉากการเอาตัวรอด ซึ่งสนุกกับการที่ต้องเห็นเฮียแกทำโน่นนี่แบบทุ่มเทกายใจไม่ห่วงสังขารและดูอันตรายแบบสุด ๆ คือสนุกในความรู้สึกแบบเอาตัวเราเองไปอยู่ในเซ็ตตอนที่ถ่ายทำด้วย แล้วเห็นความพยายามที่แกทำว่าดินเข้าปาก กินของสดโน่นนี่แล้วหลังคัทจะเป็นยังไง มันปนขำทะแม่งๆ ดี และที่ชอบและต้องชมโดยไม่ต้องสงสัยเลยคือ ฉากแอ็กชั่นทั้งหลายที่หวาดเสียวดูเพลินมากๆ โดยเฉพาะฉากเซ็ตอัพลองเทคและฉากไคลแม็กซ์สู้กันตัวต่อตัวที่เดือดพล่านท่ามกลางหิมะหนาวเย็นนั่น ชอบจังหวะช็อตนิ้วขาดมากๆ ที่มาแบบไม่ทันให้ตั้งตัว แต่ก็เสียดายช็อตมีดปักกลางมือพระเอกที่ทะลุจนเลือดท่วมแล้ว เฮียลีโอแกยังใช้มือนั้นลากขาพี่ Tom Hardy (พี่ทอมแกเล่นดีมากเหมือนกันนะ) กลับมาแทงได้แบบไม่สั่นเทาอะไรเลยนี่เริ่มไม่เชื่อละ ไม่ละเอียดเลยอ่ะเฮีย งั้นเชียร์ Michael Fassbender ไม่ก็ Eddie Redmayne ให้ได้อีกตัวดีกว่า

จังหวะนั้นความคิดมันก็ย้อนกลับไปฉากที่ชอบที่สุดถ้าวัดระดับความอิน+เศร้า ไม่ใช่ฉากที่เฮียลีโอแกลงทุนทุรนทุรายหรือถ่ายทอดความอาลัยอาวรณ์คิดถึงลูกเมียที่พาให้เศร้า แต่เพราะการแสดงที่ถ่ายทอดความโกรธพุ่งพล่านเพื่อปกป้องลูกจากผู้รุกรานอาณาเขตของแม่หมีกริซลี่ได้สมจริงน่าเกรงกลัวมากๆ ขณะเดียวกันก็ทำให้เชื่อในความรักความเป็นห่วงที่แม่หมีมีให้ลูกหมี จนถึงตอนที่ถูกยิงเลือดไหลนองนี่มันน่าเห็นใจจริงๆ ทั้งด้วยน้ำเสียงที่ครวญครางและแววตาที่ผสานความเจ็บปวดและอาลัยอาวรณ์ได้เศร้าสมจริงมากๆ .. ลูก ๆ หมีตอนที่วิ่งมาดูแม่ล้มพับนอนตายก็ดูเวทนาน่าสงสารจับใจ คือพูดจริงๆ ว่าภายในฉากเดียวกัน ในมุมความรู้สึกของแม่หมีนั้นมันเศร้ายิ่งกว่าตอนเฮียลีโอแกเห็นลูกชายโดนฆ่าตายแล้วโกรธตัวสั่นยิงฟันตาเหลือกอีกแหนะ งั้นขอประกาศมอบออสการ์ส่วนตัวหนึ่งเดียวให้แม่หมีแทนเฮียลีโอเลยละกัน!

– And the Oscar goes to the memorable grizzlies’ mom.

– RIP

– For the bear?

– No, for DiCaprio ;D

Bwc Capper

006

 

 

———————————————————————————————————–

 

007
Krungsri IMAX @Major Cineplex, Ratchayothin
02.02.2016
(Thanks to Never-Age for our tickets)

หนังที่เราว่าเด็ด! @2015

* คลิกที่ชื่อเรื่องเพื่อดูรายละเอียดใน IMDb

หนังที่ได้ดูในโรง

1. BIRDMAN: OR (THE UNEXPECTED VIRTUE OF IGNORANCE) / 2014 / ALEJANDRO GONZáLEZ IñáRRITU / DRAMA / USA / 119 MIN / CINEMA / 21.07.15 / A+

2. THE BéLIER FAMILY (LA FAMILLE BéLIER) / 2014 / ERIC LARTIGAU / MUSIC / FRANCE, BELGIUM / 105 MIN / CINEMA / 30.06.15 / A+

3. INSIDE OUT [3D] / 2015 / PETE DOCTER, RONNIE DEL CARMEN / ANIMATION / USA / 94 MIN / CINEMA / 19.08.15 / A+

4. PAPER TOWNS / 2015 / JAKE SCHREIER / ROMANCE / USA / 109 MIN / CINEMA / 23.09.15 / A

5. HOW TO WIN AT CHECKERS (EVERY TIME) (พี่ชาย My Hero) / 2015 / JOSH KIM / DRAMA / THAI, ENG / 78 MIN / CINEMA / 29.07.15 / A

 

หนังเด็ดที่ไม่ได้ดูโรง

1. THE TASTE OF TEA / 2004 / KATSUHITO ISHII / COMEDY, DRAMA / JAPAN / 143 MIN / DVD / 20.10.15 / A+

2. CHANGING TIMES (Les temps qui changent) / 2004 / ANDRé TéCHINé / ROMANCE / FRANCE / 90 MIN / DVD / 01.07.15 / A

3. ANTARCTICA: A YEAR ON ICE / 2013 / ANTHONY POWELL / DOCUMENTARY / NEW ZEALAND / 91 MIN / BLU-RAY / 11.12.15 / A

4. FOLLOWING / 1998 / CHRISTOPHER NOLAN / THRILLER / UK / 69 MIN / DVD / 29.06.15 / A

5. WELCOME TO THE DOLLHOUSE / 1995 / TODD SOLONDZ / DRAMA / USA / 88 MIN / DVD FILE / -.11.15 / A

และถ้าจะต้องให้เลือกเพียง 3 เรื่องเพื่อสรุปเป็นที่สุดหนังยอดเยี่ยมแห่งปี

เรื่องที่เราเลือก ได้แก่..

1. BIRDMAN: OR (THE UNEXPECTED VIRTUE OF IGNORANCE) 

Birdman

“คุณไม่ได้ทำละครเพราะรักในศิลปะ ที่ทำไปเพราะอยากเป็นคนสำคัญ.. รู้ไหม โลกนี้มีคนเต็มไปหมดที่ดิ้นรนอยากเป็นคนสำคัญทุกวัน แต่คุณทำเหมือนโลกนั้นไม่มีอยู่จริง มีเรื่องราวเกิดขึ้นที่คุณไม่สนใจ ที่ที่ลืมคุณไปแล้ว.. หมายความว่า นี่คุณเป็นใคร คุณเกลียดคนเขียนบล็อก เหยียดหยามทวิตเตอร์ ไม่มีแม้แต่หน้าเฟซบุ๊ค คุณต่างหากที่ไม่มีตัวตน คุณทำเพราะหวาดกลัว เหมือนพวกเราที่เหลือจะไม่ใช่คนสำคัญ”

– Sam
จาก Birdman or (The Unexpected Virtue of Ignorance)
เบิร์ดแมน หรือ (สิ่งที่ไม่คาดฝันในความงี่เง่า)
หรือชื่อไทยเก๋ๆ.. “มายาดาว”

—————————————————————————-

Sam ทำให้เราฉุกคิดขึ้นมาว่า ศิลปินที่สร้างงานออกมา เกิดจากความรักในศิลปะ รู้และเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งถ่องแท้ จนอยากที่จะถ่ายทอดสู่คนในวงกว้าง หรือสร้างออกมา ทั้งที่ตัวเองไม่ได้รักและเข้าใจมันดีพอ แต่เพียงเพื่อต้องการพื้นที่และการเป็นที่ยอมรับจากคนหมู่มากในสังคมเท่านั้น

Riggan (นักแสดงตกอับ รอวันกลับมาดัง) เริ่มต้นด้วยลักษณะอย่างหลัง แต่ต่อมากลับเข้าข่ายลักษณะแรก(โดยไม่รู้ตัว) เพราะบทบาทและ background ตัวละครที่เขาเล่นในละครเวที (ที่เขียนบทและกำกับเองด้วย) ดันบังเอิญคล้ายชีวิตจริงโดยปริยาย..

หรือบางที คนเราก็แค่ต้องการให้คนหมู่มากสนใจ รับรู้ความเคลื่อนไหวว่าเราทำอะไร และต้องการเป็นที่การยอมรับจากงานที่สร้าง (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วคนทำจะครุ่นคิดกับงานมากน้อยแค่ไหน) กันแน่นะ?

—————————————————————————-

BM เป็นหนังอีกเรื่องที่ถ่ายทอดประเด็นชีวิตศิลปิน ในฐานะคนสร้างงานศิลปะ – นักวิจารณ์ (Tabitha Dickinson) – เสียดสีวงการบันเทิง – จิกกัดกระแสโลกออนไลน์ได้น่าสนใจ ผ่านการถ่ายทำแบบ Long Take ชวนทึ่ง / เอฟเฟกต์และ Production ตระการตา (บางทีแม๊คก็คิดนะ จำเป็นมั๊ย..) / sound ประกอบ แบบกลองรัวๆที่เข้ากับสภาวะจิตใจตัวละคร / บทที่เข้มข้น สู่การได้นักแสดงที่เข้ากับคาแรคเตอร์ และมอบแอ็คติ้งแบบขับเน้นและทรงพลัง (ไปมั๊ย..) แถมยังเต็มไปด้วยบทนทนาโดนๆ และกระจายให้แต่ละคนมี moment ให้ได้โชว์พาวกันถ้วนหน้า

ส่วนตัวชอบ Alejandro G. Iñárritu แต่นี่ไม่ใช่หนังของเขาที่ชอบที่สุด
เอาไป.. 7/10 จ้า

ปล. นึกถึง Black Swan ในเรื่องความทุ่มเทและเพียรพยาม
และ The Social Network ในแง่การหาทางให้เป็นที่รักและยอมรับจาก(บาง)คน

 

 

2. THE TASTE OF TEA

TOT

อ่านที่พี่ Filmsick เขียนถึงหนังเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ที่นี่ครับ ->
http://filmsick.exteen.com/20050804/the-taste-of-tea

 

 

3. INSIDE OUT

Inside Out

Life is not only about joy, it’s about all the feelings we could feel.
So next time you feel like to cry, please cry your heart out. Life can always get better from there.~

การใช้ชีวิตไม่ได้หมายถึงการมีความสุขเพียงอย่างเดียว แต่มันหมายถึงการสัมผัสกับทุกความรู้สึกที่ชีวิตนี้จะมอบให้กับเรา.. แม้กระทั่งความเศร้าก็ตาม
ฉะนั้น วันใดหากจำต้องร้องไห้ ขอจงร้องไห้ให้สุดแรง เพราะหลังจากผ่านจุดนั้น ชีวิตของคุณจะดีขึ้นและพร้อมที่จะรับความรู้สึกและประสบการณ์ใหม่ๆในชีวิตอีกครั้ง..

 

01.01.2016